เส้นทางความศรัทธาในสังคมไทย
ท้าวเวสสุวรรณมิใช่เทพที่เพิ่งมาโด่งดัง ท่านอยู่คู่แผ่นดินไทยมาช้านาน ตั้งแต่ทวารบาลเฝ้าประตูโบสถ์ จิตรกรรมฝาผนัง วรรณคดี ไปจนถึงพระราชพิธีชั้นสูง บทนี้จะพาย้อนรอยเส้นทางความศรัทธาอันยาวนาน จากอดีตสู่กระแสความนิยมในปัจจุบัน
หากใครคิดว่าท้าวเวสสุวรรณเป็นเทพที่เพิ่งมาโด่งดังในไม่กี่ปีนี้ คงต้องคิดใหม่
ความจริงแล้ว ท่านอยู่คู่แผ่นดินไทยและจิตใจคนไทยมาช้านานหลายร้อยปี เพียงแต่ในอดีต ท่านอยู่อย่างเงียบๆ ในฐานะผู้พิทักษ์ที่คุ้นตาจนเราอาจมองข้าม กระแสความนิยมในปัจจุบันจึงมิใช่การเกิดใหม่ แต่เป็นการ "ตื่นขึ้น" ของความศรัทธาที่หยั่งรากลึกอยู่แล้ว
บทนี้จะพาเราย้อนรอยเส้นทางอันยาวนานนั้น
ทวารบาลผู้เฝ้าประตูศักดิ์สิทธิ์
หากคุณเคยเดินเข้าโบสถ์หรือวิหารตามวัดเก่าแก่ คุณอาจเคยเดินผ่านท้าวเวสสุวรรณมาแล้วโดยไม่รู้ตัว
เพราะรูปยักษ์ที่ยืนเฝ้าซุ้มประตูหรือบานประตูโบสถ์วิหารหลายแห่ง ก็คือท้าวเวสสุวรรณหรือเหล่าทวารบาลในคติเดียวกัน ทำหน้าที่พิทักษ์ทางเข้าสู่เขตพุทธาวาส ป้องกันสิ่งชั่วร้ายมิให้ล่วงล้ำเข้าสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
มองใหม่ในสิ่งที่คุ้นเคย
ครั้งต่อไปที่เข้าวัด ลองสังเกตรูปยักษ์เฝ้าประตู คุณอาจกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าท้าวเวสสุวรรณ ผู้ทำหน้าที่เดียวกับที่ท่านทำมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล คือพิทักษ์เขตแห่งพระธรรม เพียงแต่คราวนี้อยู่ในรูปงานศิลปกรรมไทย
ในจิตรกรรมและวรรณคดี
ท้าวเวสสุวรรณยังปรากฏอยู่ในงานศิลปะและวรรณกรรมไทยมาช้านาน
ในจิตรกรรมฝาผนังตามวัดต่างๆ เรามักพบภาพท้าวจตุโลกบาลและเหล่าเทพในฉากที่เกี่ยวกับพุทธประวัติหรือไตรภูมิ ส่วนในวรรณคดีและคติไตรภูมิ เรื่องราวของเขาพระสุเมรุ สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา และท้าวจตุโลกบาล ก็เป็นความรู้พื้นฐานที่คนไทยซึมซับผ่านการฟังเทศน์ฟังธรรมมาแต่โบราณ
ความคุ้นเคยนี้เอง ที่ทำให้ชื่อ "ท้าวเวสสุวรรณ" ฝังอยู่ในความทรงจำทางวัฒนธรรมของคนไทย แม้คนรุ่นใหม่อาจไม่ทันได้สังเกต
ในพระราชพิธีชั้นสูง
สถานะอันสูงส่งของท้าวเวสสุวรรณ ยังสะท้อนผ่านการปรากฏในพระราชพิธีสำคัญของไทย
ในงานพระราชพิธีชั้นสูง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับคติจักรวาลและเขาพระสุเมรุ ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่มักได้รับการอัญเชิญให้ปรากฏในฐานะผู้พิทักษ์ทิศ ตามคติที่วางเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของจักรวาล อันเป็นแบบแผนที่สืบทอดในราชสำนักไทยมายาวนาน
เกร็ดน่าสนใจ
การที่ท้าวจตุโลกบาลปรากฏในพระราชพิธีระดับสูง สะท้อนว่าความเชื่อเรื่องท่านมิได้จำกัดอยู่แค่ระดับชาวบ้าน แต่เป็นส่วนหนึ่งของคติจักรวาลวิทยาที่ฝังลึกในวัฒนธรรมไทยทุกระดับ ตั้งแต่วัดบ้านนอกจนถึงราชสำนัก
จากความคุ้นเคย สู่ความศรัทธาที่ลุกโชน
แล้วเหตุใดเทพที่อยู่อย่างเงียบๆ มาตลอด จึงกลับมา "ลุกโชน" ในใจผู้คนอย่างร้อนแรงในยุคนี้?
ดังที่เราเล่าไว้ในบทเปิดเล่ม กระแสความนิยมในปัจจุบันเกิดจากหลายปัจจัยมาบรรจบกัน ทั้งความไม่แน่นอนของยุคสมัยที่ทำให้ผู้คนต้องการที่พึ่งทางใจ พลังของโซเชียลมีเดียที่กระจายความศรัทธาอย่างรวดเร็ว และการเกิดขึ้นของรูปเคารพองค์งามตามวัดต่างๆ ที่กลายเป็นหมุดหมายของผู้ศรัทธา
แต่สิ่งที่ทำให้กระแสนี้ "ติด" และยั่งยืน มิใช่เพียงปัจจัยภายนอกเหล่านั้น หากแต่เป็นเพราะรากฐานความคุ้นเคยที่มีอยู่แล้วในใจคนไทยมาช้านาน เมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม ความศรัทธาที่หลับใหลอยู่จึงตื่นขึ้นและเบ่งบาน
ภาพรวมของเส้นทาง
เส้นทางความศรัทธาต่อท้าวเวสสุวรรณในสังคมไทย จึงเป็นเรื่องราวของ "ความต่อเนื่อง" มิใช่ "การเกิดใหม่" — จากทวารบาลเฝ้าประตู สู่จิตรกรรมและวรรณคดี สู่พระราชพิธี และมาสู่กระแสความนิยมในปัจจุบัน ทั้งหมดคือสายธารเดียวกันที่ไหลต่อเนื่องมาไม่ขาดสาย
ความศรัทธาที่ควรเดินไปข้างหน้า
ในยุคที่ความศรัทธากำลังเบ่งบาน คำถามสำคัญมิใช่ว่า "จะบูชาท่านอย่างไร" เท่านั้น แต่คือ "จะบูชาท่านอย่างเข้าใจได้อย่างไร"
หนังสือเล่มนี้ทั้งเล่ม ก็มีเจตนาเพื่อสิ่งนี้ — เพื่อให้ความศรัทธาของผู้คนตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ถูกต้อง รู้จักตัวตนที่แท้จริงของท่าน และน้อมเอาคุณธรรมของท่านมาเป็นแบบอย่าง มิใช่เพียงไหลไปตามกระแสอย่างผิวเผิน
นี่คือความศรัทธาที่จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและงดงาม
ก่อนจะไปต่อ
เราได้ย้อนรอยเส้นทางความศรัทธาในสังคมไทยอย่างครบถ้วนแล้ว และในบรรดาหมุดหมายแห่งศรัทธาทั้งหลาย มีอยู่แห่งหนึ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษ และอาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของกระแสความนิยมในยุคปัจจุบัน
สถานที่แห่งนั้นคือ วัดจุฬามณี จังหวัดสมุทรสงคราม กับเรื่องราวของหลวงพ่ออิฏฐ์และนิมิตอันเป็นที่มาของท้าวเวสสุวรรณองค์เลื่องชื่อ
ในบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ เราจะไปเยือนวัดจุฬามณี และปิดท้ายการเดินทางของเราด้วยเรื่องราว ณ สถานที่แห่งศรัทธาแห่งนี้