กุเวร เทพแห่งทรัพย์ — รากเหง้าก่อนพุทธกาล
ก่อนจะมาเป็นผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนา ท้าวเวสสุวรรณมีอีกพระนามและอีกเรื่องราวที่ทอดยาวย้อนกลับไปไกลถึงยุคก่อนพุทธกาล ในโลกของคติพราหมณ์-ฮินดู ท่านคือกุเวร เทพแห่งทรัพย์สมบัติผู้ครอบครองสมบัติทั้งปวงของทวยเทพ
เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ มักไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในชั่วข้ามคืน
ท้าวเวสสุวรรณก็เช่นกัน ก่อนที่ท่านจะมาเป็นเทพผู้พิทักษ์ในคติพระพุทธศาสนาดังที่เรากราบไหว้กันทุกวันนี้ ท่านมีเรื่องราวและพระนามที่เก่าแก่กว่านั้นมาก — เก่าไปถึงยุคก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จอุบัติขึ้นในโลกเสียอีก
ในโลกของความเชื่อโบราณแห่งชมพูทวีป ในคติพราหมณ์-ฮินดูที่หยั่งรากลึกมาหลายพันปี ท่านเป็นที่รู้จักในพระนามว่า กุเวร (สันสกฤตว่า กุเพร) — เทพแห่งทรัพย์สมบัติ
เจ้าแห่งสมบัติทั้งปวง
ในคติฮินดู กุเวรทรงดำรงตำแหน่งอันสำคัญยิ่ง คือเป็น เทพแห่งความมั่งคั่ง ทรงเป็นเจ้าของและผู้ดูแลรักษาขุมทรัพย์ทั้งหลายของทวยเทพ
ท่านมีฉายาว่า "ธนบดี" (เจ้าแห่งทรัพย์) และ "ธนทะ" (ผู้ประทานทรัพย์) ทรงครอบครองสมบัติวิเศษที่เรียกว่า "นิธิ" อันเป็นขุมทรัพย์ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีวันหมดสิ้น ผู้คนในสมัยโบราณจึงบูชาท่านเพื่อขอความมั่งมีศรีสุข ความเจริญรุ่งเรืองในทรัพย์สินเงินทอง
รู้หรือไม่
ความเชื่อเรื่องกุเวรเป็นเทพแห่งทรัพย์นี้เอง คือต้นธารของคติที่คนไทยบูชาท้าวเวสสุวรรณเพื่อขอโชคลาภความร่ำรวยในทุกวันนี้ มิติ "เทพแห่งทรัพย์" ที่ติดตัวท่านมา จึงมีรากที่เก่าแก่ยิ่งกว่าพระพุทธศาสนาเสียอีก
กำเนิดและวงศ์วาน
ตามตำนานในคติฮินดู กุเวรทรงเป็นบุตรของฤๅษีผู้ทรงฌานนามว่า วิศรวัส (หรือวิศรวา) ซึ่งเป็นบุตรของพระปุลัสตยะ หนึ่งในเหล่าฤๅษีผู้ยิ่งใหญ่ที่ถือกำเนิดจากพระพรหม
และจากการเป็น "บุตรแห่งวิศรวัส" นี้เอง ที่ทำให้ท่านได้พระนามอันสำคัญอีกพระนามหนึ่ง ซึ่งจะกลายมาเป็นที่มาของชื่อ "เวสสุวรรณ" ในเวลาต่อมา — แต่เรื่องของพระนามนั้นลึกซึ้งและน่าสนใจพอที่จะเก็บไว้เล่าโดยละเอียดในบทถัดไป
รูปลักษณ์ในคติโบราณ
สิ่งที่น่าสนใจคือ รูปลักษณ์ของกุเวรในคติฮินดูดั้งเดิม แตกต่างจากภาพท้าวเวสสุวรรณยักษ์ใหญ่กำยำที่เราคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง
ในงานศิลปะฮินดูโบราณ กุเวรมักถูกถ่ายทอดเป็นเทพร่างเตี้ย พุงพลุ้ย ผิวกายขาว ประดับด้วยอาภรณ์และเครื่องเพชรพลอยมากมายตามฐานะเจ้าแห่งทรัพย์ บางตำราว่าท่านมีสามขา มีฟันแปดซี่ บ้างก็มีพาหนะเป็นมนุษย์ หรือมีพังพอนคู่กายที่คายแก้วมณีออกมาเป็นสัญลักษณ์ของทรัพย์ที่ไหลรินไม่ขาดสาย
เกร็ดน่าสนใจ
รูปลักษณ์ที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวระหว่าง "กุเวรร่างเตี้ยพุงพลุ้ย" ในคติฮินดู กับ "ท้าวเวสสุวรรณยักษ์ใหญ่ถือกระบอง" ในคติพุทธแบบไทย สะท้อนว่าเมื่อความเชื่อเดินทางข้ามดินแดนและกาลเวลา รูปเคารพย่อมแปรเปลี่ยนไปตามจินตนาการและรสนิยมของแต่ละวัฒนธรรม แม้แก่นความเป็นเทพแห่งทรัพย์และผู้พิทักษ์จะยังคงอยู่
ผู้พิทักษ์ทิศเหนือ
นอกจากความเป็นเทพแห่งทรัพย์แล้ว กุเวรยังทรงดำรงอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญในคติฮินดู คือเป็นหนึ่งใน โลกบาล หรือเทพผู้พิทักษ์ทิศทั้งหลายของโลก
และทิศที่อยู่ในความดูแลของท่าน ก็คือ ทิศเหนือ
หน้าที่ผู้พิทักษ์ทิศเหนือนี้ จะติดตัวท่านข้ามผ่านมาสู่คติพระพุทธศาสนาด้วย และกลายเป็นตำแหน่งสำคัญในฐานะหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ดังที่เราจะได้เรียนรู้กันในภาคต่อไปของหนังสือเล่มนี้
ศึกสายเลือดกับทศกัณฐ์
เรื่องราวหนึ่งของกุเวรที่โด่งดังและดราม่าที่สุดในคติฮินดู คือความขัดแย้งกับน้องชายต่างมารดาของท่านเอง
น้องชายผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ ราพณ์ หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม ทศกัณฐ์ พญายักษ์แห่งกรุงลงกา ตัวร้ายเอกในมหากาพย์รามายณะ (รามเกียรติ์)
ตามตำนานเล่าว่า แต่เดิมนั้นกรุงลงกาอันงดงามเป็นที่ประทับของกุเวร แต่ทศกัณฐ์ผู้มีฤทธิ์เดชและทะเยอทะยาน ได้ขับไล่กุเวรออกจากลงกา ยึดครองนครนั้นไว้ และยังช่วงชิงเอา "บุษบกวิมาน" ราชรถบินวิเศษของกุเวรไปเป็นของตน กุเวรจึงต้องย้ายไปสร้างนครใหม่ ณ ดินแดนทางทิศเหนือ
เชื่อมโยง
เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ในคติฮินดู กุเวรกับเหล่ายักษ์ก็มีความผูกพันเป็นสายเลือดเดียวกัน นี่คือรากฐานที่อธิบายว่าเหตุใดในคติพุทธ ท้าวเวสสุวรรณจึงได้เป็น "ราชาแห่งยักษ์" อย่างที่เราเล่าไว้ในบทก่อน — ความเป็นใหญ่เหนือหมู่ยักษ์ของท่านมีที่มาที่ยาวนาน
จากเทพโบราณ สู่ผู้พิทักษ์พระธรรม
เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในชมพูทวีป ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความเชื่อเรื่องเทพเจ้าและอมนุษย์มากมายอยู่ก่อนแล้ว เทพหลายองค์ที่ผู้คนเคารพนับถือมาแต่เดิม ก็ได้รับการกล่าวถึงและจัดวางตำแหน่งใหม่ในกรอบจักรวาลวิทยาแบบพุทธ
กุเวรก็เป็นหนึ่งในนั้น ท่านได้ก้าวเข้ามาในคติพระพุทธศาสนา ในฐานะเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่เลื่อมใสในพระธรรม และรับหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา จากเทพแห่งทรัพย์ในคติพราหมณ์ ท่านได้กลายมาเป็นเทพผู้ทรงคุณธรรมที่อุทิศตนปกป้องผู้ทรงศีล
แก่นเดิมของท่าน — ทั้งความเป็นเทพแห่งทรัพย์ ความเป็นใหญ่เหนือหมู่ยักษ์ และหน้าที่ผู้พิทักษ์ทิศเหนือ — ยังคงอยู่ครบถ้วน เพียงแต่ได้รับความหมายใหม่ที่ลึกซึ้งขึ้นในร่มเงาของพระพุทธศาสนา
ก่อนจะไปต่อ
เราได้รู้จักรากเหง้าอันเก่าแก่ของท่านในนามกุเวรแล้ว
แต่ผู้อ่านที่ช่างสังเกตคงเริ่มสงสัย ในเมื่อท่านมีพระนามว่ากุเวร แล้วเหตุใดเราจึงเรียกท่านว่า "เวสสุวรรณ"? และพระนามทั้งสองนี้ รวมถึง "ไวศรวัณ" ที่บางครั้งเราได้ยิน มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร?
แต่ละพระนามของท่านล้วนซ่อนเรื่องราวและความหมายเอาไว้ บางพระนามมาจากวงศ์ตระกูล บางพระนามมาจากดินแดนที่ท่านปกครอง และบางพระนามก็มาจากบุญกุศลที่ท่านเคยสร้างไว้ในอดีตชาติ
เราจะไขความหมายของพระนามเหล่านี้ทีละชื่อ ในบทถัดไป