Wat Chulamanee
About the temple

อุโบสถและศิลปกรรม

อุโบสถหินอ่อนจตุรมุข บานประตูหน้าต่างสมุกรักฝังมุก พื้นหินหยก และจิตรกรรมฝาผนัง

วัดจุฬามณีสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๒๑๗๒–๒๑๙๐ กุฏิและอุโบสถในครั้งนั้นล้วนสร้างด้วยไม้สักและไม้เนื้อแข็ง แต่กาลเวลาที่ล่วงเลยย่อมทำให้เสื่อมโทรมผุพังไปตามสภาพ เจ้าอาวาสหลายรูปจึงรับภาระบูรณะซ่อมแซมวัดอันมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ให้คงความมั่นคงงดงามสืบมา จนถึงยุคของหลวงพ่อเนื่องและหลวงพ่ออิฏฐ์ที่ได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่อันเป็นที่เลื่องลือในปัจจุบัน

อุโบสถหินอ่อนจตุรมุข

เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ พระครูโกวิทสมุทรคุณ (หลวงพ่อเนื่อง โกวิโท) ได้ประชุมคณะกรรมการวัดและศิษยานุศิษย์ เพื่อหารือสร้างพระอุโบสถหลังใหม่แทนหลังเก่าที่ทรุดโทรม ที่ประชุมเห็นชอบ และได้ขอให้หลวงพ่อเนื่อง ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ที่มีลูกศิษย์เคารพนับถือทั่วประเทศ จัดสร้างวัตถุมงคลเหรียญ "หลวงพ่อเนื่อง" รุ่นที่ลูกศิษย์เรียกขานกันว่ารุ่นแซยิด น.บน และ นะ สังฆาฏิ มอบแก่ผู้ร่วมสมทบทุน งานทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี จนมีพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ โดยอาราธนาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก (จวน อุฏฐายี) เสด็จมาทรงประกอบพิธี

หลวงพ่อเนื่องได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดจุฬามณีจนเป็นศาสนสถานอันร่มรื่น พระอุโบสถหลังใหม่เป็นทรงจตุรมุขหินอ่อน ๓ ชั้น สูง ๑๐ เมตร มีมูลค่าก่อสร้างนับสิบล้านบาท จนมีลูกศิษย์และผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบเกินงบประมาณ ทั้งนี้ ขนาดวิสุงคามสีมาของอุโบสถที่ได้รับพระราชทานมานั้น มีความกว้าง ๔๐ เมตร ความยาว ๘๐ เมตร หลวงพ่อเนื่องได้เฝ้าติดตามดูแลการก่อสร้างด้วยความประณีตพิถีพิถันอยู่นานถึง ๒๐ ปีเศษ

บานประตูและหน้าต่างสมุกรักฝังมุก

หลังหลวงพ่อเนื่องละสังขาร หลวงพ่ออิฏฐ์ได้สานต่องานสร้างอุโบสถที่ยังค้างอยู่จนสำเร็จ ทั้งปูพื้นอุโบสถชั้นบนสุดด้วยหินหยกจากกรุงการาจี ประเทศปากีสถาน และสร้างบานหน้าต่างด้านทิศเหนือที่ค้างอยู่อีก ๖ บาน แต่ละบานกว้าง ๔๐ เซนติเมตร หนา ๑๐ เซนติเมตร สูง ๓.๑ เมตร ด้านในแกะสลักเป็นลายไทยและเรื่องราวในนิทานชาดก ส่วนด้านนอกเป็นงานสมุกรักฝังมุกอันวิจิตร เป็นภาพตราพระราชลัญจกรประจำรัชกาล ตราแผ่นดิน และตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ได้แก่

  • ตราพระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

  • รัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

  • รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

  • รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

  • รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มหาราช

  • รัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

  • รัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

  • รัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

  • รัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

  • พระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (สก.)

  • สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สว.)

  • สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร (มวก.)

  • สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร สยามบรมราชกุมารี (สธ.)

  • สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี (จภ.)

  • ตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) ๒๔๘๔

  • นพรัตนราชวราภรณ์ (น.ร.) ๒๔๘๔

  • ปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษ (ป.จ.ว.) ๒๔๖๑

  • มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) ๒๔๕๒

  • มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) ๒๔๑๖

  • ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) ๒๔๑๒

  • ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) ๒๔๓๖

ภาพสมุกรักฝังมุกทุกภาพเป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๐ เซนติเมตร อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมของบานหน้าต่าง บานละ ๗ ภาพ โดยภาพบานซ้ายและบานขวาของแต่ละช่องจะเหมือนกัน เมื่อรวมกับภาพที่บานหน้าต่างและทวารประตูอุโบสถทั้งสี่ทิศแล้ว อุโบสถวัดจุฬามณียังมีภาพตราแผ่นดิน ตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เรื่องราวพระพุทธประวัติ และนิทานชาดกต่างๆ ให้ประชาชนได้ศึกษากว่า ๒๐๐ ภาพ ซึ่งบัดนี้แล้วเสร็จและมีผู้สนใจมาขอเข้าชมเป็นจำนวนมาก

จิตรกรรมฝาผนัง "ศิลปะรัตโนธยา"

ท่านพระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (พระอาจารย์อิฏฐ์) ได้กำหนดจัดสร้างจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถหินอ่อนจตุรมุข ๓ ชั้นแห่งนี้ โดยประตูและหน้าต่างด้านในแกะสลักเป็นลายไทย ส่วนด้านนอกเป็นงานสมุกรักฝังมุก ประดับอัลลอยด์ลายดอกไม้เถาทุกประตูและหน้าต่าง และมีรูปเทพประจำทิศเป็นอัลลอยด์ที่หน้าต่างด้านนอก

หลวงพ่ออิฏฐ์เล่าถึงมูลเหตุจูงใจว่า ตลอดเวลาที่เข้าไปทำกิจของสงฆ์ในอุโบสถ เช่น ทำวัตรสวดมนต์ ทุกครั้งที่มองไปรอบฝาผนังและเพดานก็เห็นแต่ช่องว่างเปล่า น่าเสียดายพื้นที่เหล่านั้น จึงคิดสร้างจิตรกรรมฝาผนังและเพดานขึ้น เพื่อเตือนใจและจูงใจให้ศาสนิกชนใฝ่ใจในธรรมะยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจศึกษาศิลปกรรม และเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติไว้ให้ชนรุ่นหลัง ท่านจึงว่าจ้างช่างเขียนภาพในศิลปะแบบอยุธยาผสมผสานกับแบบรัตนโกสินทร์ ซึ่งท่านเรียกภาพจิตรกรรมแนวนี้ว่า "ศิลปะแบบรัตโนธยา" และได้เริ่มลงมือเขียนภาพบนฝาผนังและเพดานพระอุโบสถสืบมา