หลวงพ่อพรหมวาจาสิทธิ์ — ครั้งหลวงพ่ออิฏฐ์ไปขอลงอาคม ณ วัดขนอนเหนือ
บันทึกของคุณประเสริฐ เรืองสุรัตน์ จากนิตยสารนะโม พ.ศ. ๒๕๔๒ — เรื่องราวเมื่อปี ๒๕๒๗ ที่พระอาจารย์อิฏฐ์ไปขอให้หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ ลงอาคมสักน้ำมัน จนได้ฝากตัวเป็นศิษย์ และคำทำนายของหลวงพ่อพรหมที่เป็นจริงในวันนี้
ที่มา
ข้อความจากนิตยสารนะโม ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๕๗๔ (๒๕ ก.ย. – ๕ ต.ค. ๒๕๔๒) หน้า ๑๔ โดย คุณประเสริฐ เรืองสุรัตน์

ในฉบับนี้ผู้เขียนต้องขออนุญาตนำเรื่องราวการจัดสร้างพระกริ่งเวฬุวันของพระครูโสภิตวิริยาภรณ์ หรือที่รู้จักและเรียกขานกันทั่วไปว่า พระอาจารย์อิฏฐ์ พระหนุ่มวัยสี่สิบเศษผู้เรืองเวทวิทยาคม ซึ่งเป็นศิษย์ทายาทผู้สืบทอดพุทธาคมจากหลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี พระเกจิอาจารย์ชื่อดังในอดีตแห่งลุ่มแม่น้ำแม่กลอง มาเสนอแด่ท่าน ตามที่ได้เขียนเกริ่นกล่าวไว้ในนะโมฉบับที่แล้ว
ท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจจะนึกสงสัยว่า เขียนเรื่องหลวงพ่อพรหมอยู่ดีๆ ทำไมถึงได้หักเหมาเขียนเรื่องพระอาจารย์อิฏฐ์เสียได้ หรือว่าจะมีอะไรที่เกี่ยวพันกับหลวงพ่อพรหมกระมัง
ผู้เขียนก็ต้องเรียนตอบว่ามีความเกี่ยวพันกันแน่นอน เพราะพระอาจารย์อิฏฐ์ก็คือศิษย์องค์หนึ่งของหลวงพ่อพรหม และก็ไม่ได้เป็นศิษย์ธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ แต่เป็นศิษย์ที่หลวงพ่อพรหมได้เคยถ่ายทอดพระเวทวิทยาคมให้ ถึงแม้จะไม่หมดครบถ้วนกระบวนความ แต่ก็ร่ำเรียนศึกษาไว้มากมายหลายวิชา และก่อนที่จะถวายตัวเป็นศิษย์ พระอาจารย์อิฏฐ์ก็เคยได้ประจักษ์ในความเก่งกล้าสามารถของหลวงพ่อพรหมมาก่อนแล้ว
ค่ำวันแรก — "กลับไปซะ กูไม่รับแขกแล้ว"
เมื่อปี ๒๕๒๗ พระอาจารย์อิฏฐ์ได้เดินทางจากวัดจุฬามณี จังหวัดสมุทรสงคราม ไปวัดขนอนเหนือ โดยมุ่งหวังที่จะได้กราบนมัสการหลวงพ่อพรหม และอยากให้หลวงพ่อพรหมลงอาคมสักน้ำมันให้ เมื่อไปถึงก็เป็นเวลาจวนเจียนจะค่ำแล้ว ปรากฏว่าประตูกุฏิและหน้าต่างปิดหมดทุกบาน
พระอาจารย์อิฏฐ์สงบจิตสงบใจว่าจะเรียกหรือกลับดี แต่เมื่อมาถึงแล้วและเป็นการมาครั้งแรก จึงตัดสินใจเคาะประตูกุฏิพร้อมกับเรียกหลวงพ่อ แต่ไม่มีเสียงขานตอบ
พระอาจารย์อิฏฐ์จึงเคาะประตู และคราวนี้ตะโกนเรียกหลวงพ่ออีก ปรากฏว่าหลวงพ่อพรหม ซึ่งขณะนั้นกำลังสรงน้ำอยู่ในห้องน้ำ ได้ตะโกนตอบมาว่า
"กลับไปซะ กูไม่รับแขกแล้ว"
พระอาจารย์อิฏฐ์ก็ไม่ละความพยายาม จึงตะโกนบอกหลวงพ่อไปว่า
"หลวงพ่อครับ ผมมาไกล ขอให้ได้กราบหลวงพ่อสักครั้งก็พอ"
"ไกลก็เรื่องของมึง กลับไปเสียดีๆ ยังไงๆ กูก็ไม่เปิดประตูให้หรอก"
หลวงพ่อพรหมตะโกนบอกมาเป็นการสรุป
พระอาจารย์อิฏฐ์เมื่อเจอไม้นี้ ก็ถึงกับคอตก จึงจำใจต้องล่าถอย เดินทางกลับด้วยความผิดหวัง และก็ให้นึกสงสัยและน้อยใจเป็นกำลังว่า ทำไมหลวงพ่อถึงไม่เห็นใจคนมาจากทางไกลบ้าง
อย่างไรก็ตาม ด้วยความปรารถนาแรงกล้าที่อยากจะกราบหลวงพ่อพรหม และอยากให้ประสิทธิ์ประสาทลงอาคมสักน้ำมัน จึงนึกอธิษฐานในใจว่า พรุ่งนี้จะมาอีกครั้ง และขอให้หลวงพ่อสงเคราะห์ตามความตั้งใจด้วย แม้จะเป็นการสักอักขระเลขยันต์สักตัวสองตัวก็ยินดี
ที่คิดเช่นนั้นก็เพราะพระอาจารย์อิฏฐ์เคยได้ยินศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อกล่าวว่า ระยะหลังๆ นี้หลวงพ่อไม่ค่อยลงมือสักให้ใครด้วยตัวท่านเอง เพราะว่าท่านได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาในการสักให้พระอาจารย์โมกข์ พระหลานชายของท่านไปจนหมดแล้ว และก็ได้มอบหมายให้พระอาจารย์โมกข์ทำหน้าที่นี้แทน จากนั้นหลวงพ่อก็จะทำพิธีบริกรรมเสกเป่าให้อีกครั้งด้วยตนเอง
เช้าวันรุ่งขึ้น — "กูรู้ว่ามึงจะต้องมาแน่"
วันรุ่งขึ้นพระอาจารย์อิฏฐ์ได้ออกเดินทางแต่เช้ามืด และมาถึงวัดขนอนเหนือประมาณ ๖ โมงกว่าๆ คราวนี้พบว่าประตูกุฏิเปิดอยู่ จึงเดินเข้าไป เห็นหลวงพ่อพรหมกำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ จึงคลานเข้าไปกราบนมัสการ และยังไม่ทันที่พระอาจารย์อิฏฐ์จะพูดอะไร หลวงพ่อพรหมก็เอ่ยขึ้นมาก่อนว่า
"ทีหลังอย่ามากลางค่ำกลางคืน เพราะเป็นเวลาที่กูจะสวดมนต์นั่งสมาธิ อันที่จริงเช้านี้กูมีกิจนิมนต์ แต่กูรู้ว่ามึงจะต้องมาแน่ จึงรอมึงอยู่ เดี๋ยวกูลงอาคมให้เสร็จกูค่อยไปก็ได้"
พระอาจารย์อิฏฐ์เมื่อได้ยินหลวงพ่อกล่าวดังนั้น ความรู้สึกผิดหวังน้อยใจก็มลายหายไปสิ้น และกลับรู้สึกมีความศรัทธาเพิ่มอีกทวีคูณ ทั้งนี้เพราะเมื่อคืนขณะหลวงพ่อสรงน้ำอยู่ ก็ไม่รู้ไม่เห็นว่าแขกที่มาหาเป็นใคร หน้าตาเป็นอย่างไร อีกทั้งไม่รู้ว่าเป็นพระสงฆ์หรือฆราวาส เพราะพระอาจารย์อิฏฐ์ไม่ได้บอก มิหนำซ้ำหลวงพ่อยังพูดได้ถูก และล่วงรู้จุดประสงค์ที่มา จึงทำให้บังเกิดความรู้สึกปีติยินดี ที่มีโอกาสได้มากราบ มาลงอาคมขลังกับพระเกจิอาจารย์ผู้มีญาณสูง สามารถล่วงรู้ถึงจิตใจคนได้
หลวงพ่อพรหมกล่าวกับพระอาจารย์อิฏฐ์ว่า
"อันที่จริงมึงก็มีครูดี และมีวิชาอาคมขลังอยู่แล้ว ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมาสักมาลงอาคมอะไรอีก โดยเฉพาะกูเป็นพระบ้านนอก ไม่ได้เก่งกล้าสามารถอะไร"
พระอาจารย์อิฏฐ์ตอบหลวงพ่อว่า
"กระผมก็เคยได้ศึกษาได้ลงอาคมกับพระเกจิอาจารย์หลายองค์ วิชาความรู้ที่มีอยู่ก็ยังห่างกับหลวงพ่อไกลโข จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะขอฝากตัวเป็นศิษย์ และขอศึกษาร่ำเรียนจากหลวงพ่อบ้าง แม้จะได้เพียงส่วนหนึ่งในร้อยก็ยินดี"
หลวงพ่อพรหมหัวเราะชอบใจที่พระอาจารย์อิฏฐ์อ่อนน้อมถ่อมตน อีกทั้งฉลาดเฉลียว รู้จักพูดเอาใจเยินยอ จึงกล่าวว่า
"ถ้ามึงประสงค์เช่นนั้น กูก็จะสงเคราะห์ให้ ขอให้หมั่นมาก็แล้วกัน แต่วันนี้กูจะลงอาคมสักน้ำมันให้มึงก่อน และคงต้องสักวิชาที่สูงสุดของกู เพราะตัวมึงก็ขลังดีอยู่แล้ว"
ในวันนั้นหลวงพ่อพรหมได้ทำพิธีสักน้ำมันให้พระอาจารย์อิฏฐ์ด้วยตัวท่านเอง โดยได้สักที่ศีรษะ และสักที่บริเวณหลังเป็นรูปองค์พระนารายณ์แปลงรูป ซึ่งนับเป็นวิชาสุดยอดของหลวงพ่อพรหม และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา พระอาจารย์อิฏฐ์ก็ได้เดินทางไปขอศึกษาเพิ่มเติมในด้านพระเวทวิทยาคมจากหลวงพ่อพรหมอยู่เสมอๆ
คำทำนายของหลวงพ่อพรหม
หลวงพ่อพรหมเคยกล่าวกับผู้เขียนว่า
"มึงคอยดูเถอะ ต่อไปท่านอิฏฐ์จะมีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่ยังเป็นพระหนุ่ม และเป็นที่เคารพศรัทธาของคนทั่วไป"
ส่งท้ายจากผู้เขียน
วันนี้ วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ คือวันที่ผมนำเรื่องราวในอดีตเมื่อ ๓๘ ปีก่อน ซึ่งเคยลงตีพิมพ์ในนิตยสารนะโมเมื่อปี ๒๕๔๒ มาเรียบเรียงอีกครั้ง เพื่อเผยแพร่ในเพจศูนย์พระเครื่องเรืองสุรัตน์ และในกลุ่มหลวงพ่อพรหม
คำพูดย่อหน้าสุดท้ายที่หลวงพ่อพรหมทำนายอนาคตของพระอาจารย์อิฏฐ์ วัดจุฬามณี ผมคงไม่ต้องยืนยันหรือกล่าวอะไรเพิ่มเติม เพราะชื่อเสียงเกียรติคุณของพระอาจารย์อิฏฐ์ในปัจจุบันนี้ ทุกท่านก็คงประจักษ์แจ้งอยู่แล้วแน่นอน สำหรับในส่วนหลวงพ่อพรหมนั้น ก็คงกล่าวเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากคำพูดประโยคสุดท้ายของเรื่องราวนี้ คือ "หลวงพ่อพรหมวาจาสิทธิ์"
หมายเหตุ
"พระครูโสภิตวิริยาภรณ์" คือราชทินนามของหลวงพ่ออิฏฐ์ ภทฺทจาโร ในขณะที่บทความนี้ตีพิมพ์ (พ.ศ. ๒๕๔๒) ปัจจุบันคือ พระสมุทรวชิรโสภณ วิ. ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๕ เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี
เขียนโดย
คุณประเสริฐ เรืองสุรัตน์ (ศูนย์พระเครื่องเรืองสุรัตน์) · ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารนะโม พ.ศ. ๒๕๔๒ · เรียบเรียงเผยแพร่อีกครั้งเมื่อ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ · อ่านโพสต์ต้นฉบับบน Facebook