องค์เรือธงของวัด
ท้าวเวสสุวรรณ
เทพแห่งทรัพย์ ราชาแห่งยักษ์ ผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนา
บทนำ
ในบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยให้ความเคารพนับถือ "ท้าวเวสสุวรรณ" หรือ "ท้าวเวสสุวัณ" นับเป็นองค์หนึ่งที่ผูกพันลึกซึ้งกับวิถีชีวิตคนไทยมายาวนาน ทั้งในฐานะเทพผู้ประทานทรัพย์และโชคลาภ และในฐานะผู้มีอำนาจเหนือภูตผีปีศาจ สามารถปกป้องคุ้มครองภัยจากสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น เราจึงพบรูปท้าวเวสสุวรรณยืนตระหง่านถือกระบองอยู่ตามซุ้มประตูวัด โบสถ์ และวิหารทั่วประเทศ ในฐานะทวารบาลผู้พิทักษ์เขตพุทธาวาส
แต่เบื้องหลังรูปเคารพที่คุ้นตานั้น ท้าวเวสสุวรรณมีที่มาอันลึกซึ้ง ทอดข้ามทั้งคติพราหมณ์-ฮินดู และพระพุทธศาสนา และยังปรากฏในหลายภพภูมิ หลายรูปลักษณ์ บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักที่มา รูปลักษณ์ทั้ง ๔ ภาค ตลอดจนคาถาบูชาพร้อมคำแปลและการขยายความ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ที่มาของท้าวเวสสุวรรณ
ความหมายของพระนาม
พระนาม "เวสสุวรรณ" มีการอธิบายความหมายไว้หลายนัย นัยหนึ่งถือว่ามาจากคำว่า เวสสะ (พ่อค้า, วาณิช) ผนวกกับ สุวรรณ (ทอง) จึงสื่อความหมายถึง "ผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์ทั้งปวง" สอดคล้องกับบทบาทเทพแห่งความร่ำรวย ส่วนอีกนัยหนึ่งตามคติบาลีถือว่า พระนาม "เวสสุวัณ" มาจากการที่ท่านเคยครองราชสมบัติในนครชื่อ "วิสาณะ" (Visāṇā) จึงได้พระนามตามเมืองที่ปกครอง
นอกจากนี้ท่านยังมีพระนามอื่นอีกหลายชื่อ เช่น ท้าวกุเวร (กุเวร), ท้าวไพศรพณ์ (ไวศรวัณ) ในไตรภูมิ และเป็นที่รู้จักในวัฒนธรรมอื่น เช่น จีนเรียก "ตัวเหวิน" (多聞天) ญี่ปุ่นเรียก "บิชะมงเต็ง" (毘沙門天)

ที่มาในคติพราหมณ์-ฮินดู
ในเทวตำนานฮินดู ท้าวกุเวรเป็นโอรสของ พระวิศรวัส (ฤๅษีวิศราวะ) ตามมหากาพย์รามายณะ ท่านจึงนับเป็น พี่ชายต่างมารดาของทศกัณฐ์ เดิมทีท้าวกุเวรครองกรุงลงกาที่พระวิษณุกรรมเนรมิตขึ้น ก่อนที่ทศกัณฐ์จะชิงเอากรุงลงกาและบุษบกวิเศษไป
เรื่องเล่าฝ่ายฮินดูบรรยายว่า ท้าวกุเวรบำเพ็ญตบะอยู่หลายพันปีจนพระพรหมและพระอินทร์เสด็จลงมาประทานพร ท่านได้ขอพรให้เป็น โลกบาลผู้ดูแลมนุษยโลก พระพรหมจึงประทานตำแหน่งให้เป็นเทพประจำ ทิศเหนือ (ทิศอุดร) พร้อมประทานบุษบกวิเศษไว้เดินทางในอากาศ อนึ่ง เนื่องจากท่านมีรูปกายไม่งดงาม (มีฟัน ๘ ซี่ สามขา รูปกายพิการ) จึงมีอีกพระนามว่า "กุเวร" ซึ่งหมายถึงผู้มีรูปไม่งาม และเหตุนี้เองภาพท้าวเวสสุวัณจึงมักเขียนเป็นท่ายืนถือกระบองยาวค้ำยันอยู่ระหว่างขา
ที่มาในคติพระพุทธศาสนา
ในฝ่ายพระพุทธศาสนามีเรื่องเล่าว่า ครั้งอดีตกาลก่อนพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ มีพราหมณ์ผู้หนึ่งนามว่า "กุเวรพราหมณ์" ประกอบอาชีพทำไร่อ้อยและสร้างหีบยนต์ (เครื่องหีบอ้อย) จนกิจการเจริญรุ่งเรือง ท่านเป็นผู้มีจิตเมตตา หมั่นแบ่งน้ำอ้อยให้ผู้สัญจรไปมา และแบ่งผลกำไรเจือจานคนยากไร้เป็นเวลายาวนานนับสองหมื่นปี
ด้วยอานิสงส์แห่งทานบารมีนี้ เมื่อสิ้นอายุขัยจึงไปบังเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มีนามว่า "กุเวรเทพบุตร" ต่อมาได้รับการเทวาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นผู้ปกครองสวรรค์ชั้นนี้ด้านทิศเหนือ และได้รับพระนามใหม่ว่า "ท้าวเวสสุวรรณ" นับแต่นั้นมา
จุดนี้สะท้อนคติทางพุทธที่ลึกซึ้งว่า ความเป็นใหญ่และความมั่งคั่งของท้าวเวสสุวรรณนั้น มิได้เกิดจากอำนาจดลบันดาล แต่เกิดจากผลแห่งทานและการประพฤติดีที่สั่งสมมา ท่านจึงเป็นทั้งเทพแห่งทรัพย์และเป็นแบบอย่างของผู้ให้
บทบาทในพระไตรปิฎก: อาฏานาฏิยปริตร
ท้าวเวสสุวรรณปรากฏในพระไตรปิฎกอย่างชัดเจนใน อาฏานาฏิยสูตร (ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค) ความว่า ท่านในฐานะหนึ่งในท้าวจตุโลกบาล ได้นำหมู่เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และถวายสัตย์ที่จะดูแลพระพุทธองค์และเหล่าพระสาวก มิให้ยักษ์หรือบริวารอื่นมารบกวน โดยได้มอบบท อาฏานาฏิยปริตร ไว้ให้พระสงฆ์สวดเพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจและอาถรรพ์มนต์ดำ ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อการสวด "ภาณยักษ์" นั่นเอง
เนื่องจากในพระอภิธรรมฝ่ายเถรวาทจัดให้ยมทูตและนิรยบาลเป็นเทวดาประเภทยักษ์อันเป็นบริวารของท้าวเวสสุวรรณโดยตรง ท่านจึงถือเป็น "จ้าวแห่งวิญญาณ" ผู้ควบคุมเหล่าภูตผีปีศาจและสัมภเวสีทั้งปวง อันเป็นที่มาของความเชื่อว่า การบูชาท้าวเวสสุวรรณจะช่วยป้องกันภัยจากสิ่งเร้นลับ และคนโบราณนิยมนำผ้ายันต์รูปยักษ์ผูกไว้ที่หัวเตียงเด็กเพื่อมิให้วิญญาณร้ายมารังควาน
ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ ผู้รักษาทิศทั้งสี่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ได้แก่
ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวกุเวร) — รักษาทิศเหนือ เป็นใหญ่ในหมู่ยักษ์
ท้าวธตรฐ — รักษาทิศตะวันออก เป็นใหญ่ในหมู่คนธรรพ์
ท้าววิรุฬหก — รักษาทิศใต้ เป็นใหญ่ในหมู่กุมภัณฑ์
ท้าววิรูปักษ์ — รักษาทิศตะวันตก เป็นใหญ่ในหมู่นาค
ท้าวเวสสุวรรณทั้ง ๔ ภาค
ตามคติความเชื่อที่ปรากฏ ณ วัดจุฬามณี อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม รูปเคารพท้าวเวสสุวรรณแบ่งออกเป็น ๔ ภาค ตามภพภูมิและพระวรกายที่แตกต่างกัน สะท้อนแนวคิดว่าเทพองค์เดียวกันนี้สามารถปรากฏพระองค์ได้ในหลายระดับชั้นแห่งจักรวาล ตั้งแต่ชั้นพรหมอันละเอียดประณีตลงมาจนถึงรูปกายมนุษย์
ภาคที่ ๑ — ท้าวเวสสุวรรณ พรหมาสูติเทพ (ชั้นพรหม)
ภาคนี้คือท้าวเวสสุวรรณในรูปลักษณ์ที่ละเอียดและสูงส่งที่สุด สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นพรหม
รูปกาย: สีทอง
ภูษาอาภรณ์: สีทอง
ภาคพรหมาสูติเทพถือเป็นภาคแห่งความบริสุทธิ์และบารมีอันสูงสุด สื่อถึงพระวรกายที่เปล่งประกายดุจทองคำ ผู้บูชามักขอพรในเรื่องความเจริญรุ่งเรือง โชคลาภ เงินทอง และความเป็นสิริมงคลขั้นสูงสุดของชีวิต

ภาคที่ ๒ — ท้าวเวสสุวรรณ เทพบุตรสูติเทพ (ชั้นดาวดึงส์)
ภาคนี้คือท้าวเวสสุวรรณในรูปของเทพบุตร สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อันเป็นชั้นที่อยู่เหนือชั้นจาตุมหาราชิกาขึ้นไป
รูปกาย: สีทอง
ภูษาอาภรณ์: สีแดง
ภาคเทพบุตรนี้สง่างามด้วยพระวรกายสีทองและอาภรณ์สีแดงอันเป็นสีแห่งพลังและความรัก ผู้บูชามักขอพรในเรื่องความรัก คู่ครอง สมหวังในความปรารถนาต่างๆ ตลอดจนความเมตตามหานิยม

ภาคที่ ๓ — ท้าวเวสสุวรรณ จาตุมหาราช (ชั้นจาตุมหาราชิกา)
ภาคนี้คือรูปลักษณ์ที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุด คือ ภาคยักษ์ ในฐานะหนึ่งในท้าวจตุมหาราชผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา และเป็นเจ้าแห่งหมู่ยักษ์
รูปกาย: สีเขียว หรือ สีดำ
ภูษาอาภรณ์: สีเขียว
ภาคจาตุมหาราชปรากฏเป็นยักษ์ร่างใหญ่ ใบหน้าน่าเกรงขาม มือถือกระบอง (คฑาวุธ) อันเป็นยอดแห่งศัสตราวุธที่มีอานุภาพมหาศาล ภาคนี้เด่นในด้านการ ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย คุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย ผู้ที่กำลังดวงตก ถูกของ ถูกคุณไสย หรือเจ็บป่วยอย่างหาสาเหตุไม่ได้ นิยมมากราบไหว้ท้าวเวสสุวรรณในภาคยักษ์นี้

ภาคที่ ๔ — ท้าวเวสสุวรรณ ภาคมนุษย์
ภาคสุดท้ายคือท้าวเวสสุวรรณที่เสด็จมาในรูปแบบ มนุษย์ มิใช่ยักษ์หรือเทพบุตรอันมีรัศมีน่าเกรงขาม แต่ปรากฏในรูปบุรุษธรรมดา
ภาคมนุษย์นี้สื่อถึงความใกล้ชิดกับมวลมนุษย์และการลงมาช่วยเหลือเกื้อกูลคนในโลก อีกทั้งยังเตือนใจว่า เส้นทางจากความเป็นมนุษย์ผู้บำเพ็ญทานและความดี (ดังเรื่องกุเวรพราหมณ์) สามารถนำไปสู่ความเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ได้ จึงเป็นแบบอย่างของการดำเนินชีวิตที่มุ่งบำเพ็ญความดีและความเพียร

วิดีโอสารคดี
รายการโทรทัศน์ "บันทึกลึกลับ" ตอนตำนานท้าวเวสสุวรรณ
คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ
การเตรียมเครื่องบูชา
ธูป ๙ ดอก
ดอกกุหลาบแดง ๙ ดอก
ก่อนสวด ให้ตั้งจิตให้สงบ ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยและผู้มีพระคุณตามลำดับ ดังนี้
ตั้ง นะโม ๓ จบ
ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ระลึกถึง บิดา มารดา
ระลึกถึง ครูบาอาจารย์
แล้วจึงเริ่มสวดคาถาบูชาด้วยจิตที่นอบน้อมและตั้งมั่น
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
ปุตตะ กาโม ละเภ ปุตตัง ธะนะกาโม ละเภ ธะนัง อัตถิ กาเย กายะญายะ เทวานัง ปิยะตัง สุตตะวา อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโมพุทธายะ ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชาชิกา ยักขะพันตา ภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโมพุทธายะ
คำแปลและการขยายความแบ่งเป็น ๓ ท่อน อ่านต่อด้านล่าง
คำแปลและการขยายความ
เพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้ง คาถาบทนี้สามารถแบ่งออกเป็น ๓ ท่อนใหญ่ ดังนี้
ท่อนที่ ๑ — บทอำนวยพรและการดูแลกายใจ
“ปุตตะ กาโม ละเภ ปุตตัง / ธะนะกาโม ละเภ ธะนัง / อัตถิ กาเย กายะญายะ / เทวานัง ปิยะตัง สุตตะวา”
คำแปล: ผู้ปรารถนาบุตร พึงได้บุตร ผู้ปรารถนาทรัพย์ พึงได้ทรัพย์ บัณฑิตได้สดับมาว่า ความเป็นที่รักแห่งเหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมมีอยู่ในกาย (ของผู้ที่รู้จักดูแลรักษากายและใจของตน) เพราะอาจรู้ได้ด้วยกายนั้นเอง
ขยายความ: ท่อนนี้มิใช่การ "ขอ" แบบแลกเปลี่ยน แต่เป็นบทสอนใจว่า การจะสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นบุตรหรือทรัพย์ ตลอดจนการเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ ล้วนตั้งอยู่บนรากฐานของการ รู้จักดูแลรักษากายและจิตใจของตนให้ดีงาม ประพฤติตนเป็นคนดี มีศีลธรรม ผู้ที่วางตนได้งดงามย่อมเป็นที่รักใคร่และดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตโดยธรรมชาติ
หมายเหตุเชิงวิชาการ: ท่อนนี้แท้จริงคืออารัมภบท (บทนำ) ที่นิยมสวดนำหน้า "พระคาถาชินบัญชร" ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) นักภาษาบาลีตั้งข้อสังเกตว่า เป็นถ้อยคำที่ผู้นิยมคาถารุ่นหลังเติมเข้ามา และรูปไวยากรณ์บาลีสมบูรณ์เพียง ๒ วรรคแรกเท่านั้น ส่วนวรรคหลังเป็นลักษณะคำฉันท์ที่ต้องตีความ จึงควรสวดด้วยความเข้าใจในความหมายมากกว่าเชื่อเพียงว่าศักดิ์สิทธิ์
ท่อนที่ ๒ — การน้อมระลึกถึงความจริงและพระพุทธคุณ
“อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน / ท้าวเวสสุวรรณโณ / มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต / นะโมพุทธายะ”
คำแปล: แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (ผู้ทรงห่างไกลจากกิเลส ควรค่าแก่การบูชา) ได้ตรัสรับรองไว้ว่า พญายมราชมีจริง ท้าวเวสสุวรรณมีจริง ความตายมีจริง และความสุขก็มีจริง ข้าพเจ้าผู้ดำเนินไปดีแล้ว ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า
ขยายความ: ท่อนนี้ยืมโครงสร้างจากบท "อิติปิ โส ภะคะวา" อันเป็นบทสรรเสริญพระพุทธคุณ มาเป็นการยืนยันความเป็นจริงตามหลักจักรวาลวิทยาแบบพุทธว่า ทั้งพญายม (เจ้าแห่งความตายและความยุติธรรม) ท้าวเวสสุวรรณ และความตาย ล้วนมีอยู่จริง คำว่า "มะระณัง สุขัง" (ความตาย, ความสุข) ยังโยงถึงหลัก มรณานุสติ คือการระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ซึ่งผู้ที่ใช้ชีวิตดีงามย่อมเผชิญความตายได้อย่างเป็นสุข ส่วน "นะโมพุทธายะ" คือหัวใจพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ (นะ-โม-พุท-ธา-ยะ) อันเป็นบทนอบน้อมและคุ้มครองที่ทรงพลังยิ่ง สื่อว่าที่สุดแล้วทุกสิ่งต้องน้อมกลับสู่การถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง
ท่อนที่ ๓ — การอัญเชิญและสรรเสริญท้าวเวสสุวรรณ
“ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชาชิกา / ยักขะพันตา ภัทภูริโต / เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ / ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโมพุทธายะ”
คำแปล: ท้าวเวสสุวรรณ ผู้สถิตเป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา เจ้าแห่งหมู่ยักษ์ ผู้เพียบพร้อมด้วยสิริมงคลและปัญญาอันไพศาล (เวสสะ พุสะ — อักขระศักดิ์สิทธิ์) ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระผู้ตื่นรู้ ข้าแต่ท้าวเวสสุวรรณ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า
ขยายความ: ท่อนนี้เป็นลักษณะ คาถาแบบพระเกจิอาจารย์ ที่ผสมคำบาลีกับถ้อยคำขลัง โดยมีคำว่า "เวสสะ พุสะ" เป็นพีชะมนตร์ (อักขระศักดิ์สิทธิ์) ที่มุ่งความหมายในเชิงพลังเสียงมากกว่ารูปประโยคทางไวยากรณ์ ใจความสำคัญคือการอัญเชิญท้าวเวสสุวรรณในบทบาท มหาราชแห่งทิศเหนือและเจ้าแห่งหมู่ยักษ์ มาปกป้องคุ้มครอง แต่จุดที่งดงามที่สุดคือ คาถาทั้งบทจบลงด้วย "นะโมพุทธายะ" อีกครั้ง เป็นการตอกย้ำว่า แม้ท้าวเวสสุวรรณจะทรงอานุภาพเพียงใด ท่านก็คือ เทพผู้พิทักษ์พระธรรม ผู้น้อมตนอยู่ภายใต้พระรัตนตรัย มิได้อยู่เหนือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
บทส่งท้าย
ท้าวเวสสุวรรณมิได้เป็นเพียง "เทพแห่งความรวย" หรือ "ยักษ์ขับไล่ผี" ตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป หากแต่เป็นองค์แทนของคุณธรรมอันลึกซึ้งหลายประการ ทั้งเป็นผลแห่งทานบารมีที่กุเวรพราหมณ์สั่งสม เป็นผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนาตามคำถวายสัตย์ในอาฏานาฏิยสูตร และเป็นแบบอย่างของผู้ที่ก้าวจากความเป็นมนุษย์ผู้บำเพ็ญความดีสู่ความเป็นใหญ่ในสวรรค์
ดังนั้น การบูชาท้าวเวสสุวรรณที่ถูกต้องจึงควรตั้งอยู่บนความเข้าใจว่า อำนาจและความมั่งคั่งทั้งปวงล้วนมีเหตุมาจาก การประพฤติดี ให้ทาน และรักษากายใจให้งดงาม มิใช่เพียงการขอพรให้ดลบันดาล และพึงระลึกเสมอตามหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ที่สุดแล้ว
“อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ”
การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องน้อมจิตให้เกิดกำลังใจและสติ แต่ความสำเร็จที่แท้จริงย่อมเกิดจากการลงมือกระทำความดีด้วยตนเองเป็นสำคัญ
หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงจากคติความเชื่อทั้งฝ่ายพระพุทธศาสนาและพราหมณ์-ฮินดู โดยกรอบ "ท้าวเวสสุวรรณ ๔ ภาค" อ้างอิงตามรูปเคารพ ณ วัดจุฬามณี อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม รายละเอียดบางส่วนอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละสำนักและตำรา