วัดจุฬามณี
ธรรมนีติ

นิคมคาถา — บทส่งท้าย

ธรรมนีติ · 22 คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

๓๙๐. การเขียนคือการเพาะปลูกปัญญา

โปตฺถกาทีนิ เขตฺตํ ว เลขานิ ยุคนงฺคลํ อกฺขรานิ พีชํ กตฺวา จรนฺโต ปณฺฑิโต ภเว ฯ

ตำราเป็นต้นเปรียบดุจไร่นา การเขียนเปรียบดุจแอกและไถ ทำอักษรให้เป็นเมล็ดพืช ผู้ประพฤติ (เพาะปลูก) เช่นนี้ย่อมเป็นบัณฑิต

ตำราและคัมภีร์คือผืนดินอุดมที่ความรู้งอกงาม การเขียนทั้งทางกายและทางใจคืองานหนักของการไถพรวนและเตรียมผืนนานั้น อักษรแต่ละตัวที่จารลงคือเมล็ดพันธุ์แห่งความเข้าใจอันมีศักยภาพ ด้วยการลงมือเพาะและบำรุงกระบวนการนี้อย่างขยัน คนย่อมเพาะปลูกปัญญาเอง คาถาวางงานทางปัญญาและงานจารคัมภีร์เป็นการดูแลจิตอันศักดิ์สิทธิ์และให้ผล ซึ่งส่งผลต่อทั้งผู้ลงมือและผู้ที่ได้อ่านงานนั้น

๓๙๑. อักษรแต่ละตัวดุจพระพุทธรูป

อกฺขรํ เอกเมกญฺจ พุทฺธรูปํ สมํ สิยา ตสฺมา หิ ปณฺฑิโต โปโส ลิเขยฺย ปิฏกตฺตยํ ฯ

อักษรแต่ละตัวเปรียบเสมอด้วยพระพุทธรูป เพราะฉะนั้นบุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงเขียนพระไตรปิฎก (คำสอน)

อักษรแต่ละตัวของธรรมเสมอด้วยพระพุทธรูป ดุจการสร้างพระพุทธรูปเป็นการแสดงความเคารพที่ก่อบุญมหาศาล การจารอักษรแต่ละตัวของคำสอนก็เช่นกัน ฉะนั้นหน้าที่ของบัณฑิตจึงชัดเจน คือพึงเขียนคำสอนแห่งธรรม นี่มิใช่เพียงการรักษาไว้ แต่เป็นการแสดงความภักดีและการบ่มเพาะตน ทำให้ผู้เขียนเป็นผู้มีส่วนในการสืบทอดพระธรรม

๓๙๒–๓๙๓. อานิสงส์ของผู้เขียนคำสอน

ทุคฺคตึ นาภิชาเยยฺย ปิฏกตฺตยการโก พหุกฺขตฺตุํ จกฺกวตฺติ- ราชา จตุทีปาธิโป ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขฺเยโย ฉกามาวจโร เทว- ราชา โหติ พหุกฺขตฺตุํ ฯ

ผู้เขียนพระไตรปิฎกย่อมไม่เกิดในทุคติ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่ในทวีปทั้งสี่หลายครั้ง มีราชสมบัติแว่นแคว้นกว้างใหญ่นับไม่ถ้วน และจะได้เป็นจอมเทพในกามาวจรสวรรค์ทั้งหกหลายครั้ง

ผู้เช่นนั้นย่อมไม่เกิดในทุคติ กรรมชั่วถูกปิดกั้นสิ้น และเขาจะได้เก็บเกี่ยวผลอันสูงสุดทั้งทางโลกและทางสวรรค์ คือเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ปกครองทั่วปฐพีหลายครั้ง ครองอธิปไตยเหนือแว่นแคว้นนับไม่ถ้วน ยิ่งกว่านั้นจะได้เป็นท้าวสักกะจอมเทพในสวรรค์ชั้นกามาวจรหลายครั้ง บุญนั้นยิ่งใหญ่จนประกันการบรรลุฐานะอันสูงสุดแห่งอำนาจและความสุขซ้ำแล้วซ้ำเล่า วางการสืบทอดธรรมเป็นยอดแห่งบุญกิริยา

๓๙๔. หน่อพระโพธิ์ ผู้จะได้รับการบูชาในไตรโลก

ทานาทีนิ จ ปุญฺญานิ กโรนฺโต โพธิองฺกุโร ภวา สพฺพงฺคสมฺปนฺโน ติโลกปูชิโต ภเว ฯ

หน่อพระโพธิ์ (ผู้จะตรัสรู้) ผู้ทำบุญมีทานเป็นต้น ย่อมเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยองค์ประกอบทั้งปวง และจะได้รับการบูชาในไตรโลก

ผู้ทำบุญด้วยการให้เป็นต้น มิใช่เพียงได้สุคติ แต่จะเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยองค์ประกอบและบารมีทั้งปวง และจะได้รับการบูชาในไตรโลก การรักษาพระธรรมเชื่อมโยงโดยตรงกับการเข้าสู่วงศ์แห่งพระพุทธเจ้า งานของผู้จารธรรมเพาะเมล็ดแห่งการตรัสรู้ของตนเองในอนาคต และประกันว่าผู้อื่นจะได้เรียนคำสอนอันนำสู่การตรัสรู้ของตน การสืบทอดธรรมจึงเป็นงานของพระโพธิสัตว์ที่แท้

๓๙๕. ขอให้ผู้สวดสาธยายเกิดในตระกูลประเสริฐ

อิทฺเธ มหทฺธเน ผีเต ชายเร กุลมุตฺตเม อุตฺตเมเนว สํวาโส ปิฏกตฺตยวาจโก ฯ

ขอให้ผู้สวดสาธยายพระไตรปิฎก ได้เกิดในตระกูลอันประเสริฐ มั่งคั่ง ทรงอำนาจ และรุ่งเรือง และได้คบหาสมาคมกับผู้ประเสริฐ

ขอให้ผู้เช่นนั้นเกิดในตระกูลที่เพียบพร้อมด้วยความได้เปรียบสูงสุดทั้งทางสังคม การเมือง และวัตถุ ยิ่งกว่านั้นขอให้ได้คบหาสมาคมกับผู้ประเสริฐ อยู่ในหมู่บุคคลผู้สูงส่ง ครูผู้มีปัญญา และกัลยาณมิตร เป็นการประกันว่าสภาพชีวิตของเขาจะเอื้ออย่างยิ่งต่อการปฏิบัติธรรมและการเผยแผ่ความรู้ต่อไป รางวัลมิใช่เพียงบุญภายใน แต่เป็นสภาพแวดล้อมภายนอกอันเหมาะสมต่อการเติบโตทางจิตวิญญาณ

๓๙๖. อานิสงส์แม้จากอักษรเดียว

เอกกฺขรผเลน หิ ปิฏกตฺตยการโก จตุราสีติสหสฺสํ ลภนฺติ ปวรํ สุขํ ฯ

ผู้เขียนพระไตรปิฎก ด้วยผลแห่งอักษรแม้เพียงตัวเดียว ย่อมได้รับความสุขอันประเสริฐถึง ๘๔,๐๐๐ (ครั้ง)

ผู้ที่เขียนคำสอนแห่งธรรมได้บุญแม้จากการเขียนอักษรเพียงตัวเดียว ผลของอักษรตัวเดียวนั้นคือเขาจะได้รับความสุขอันประเสริฐถึง ๘๔,๐๐๐ ครั้ง บุญจึงทวีคูณและไม่มีขอบเขต การเขียนแต่ละครั้งเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเป็นความสุขอันสูงส่งอย่างไม่สิ้นสุด ตอกย้ำประสิทธิภาพและอานุภาพอันลึกซึ้งของบุญกิริยารูปแบบนี้

๓๙๗. แม้ทุนน้อยก็ยกตนได้ ดุจไฟน้อยที่ถูกพัด

อปฺปเกนาปิ เมธาวี ปาภเตน วิจกฺขโณ สมุฏฺฐาเปติ อตฺตานํ อนุํ อคฺคิ ว สนฺธมํ ฯ

ผู้มีปัญญาเฉียบแหลม แม้ด้วยทุน (ทรัพย์ที่ใช้ทำบุญ) เพียงเล็กน้อย ก็ยกตนขึ้นได้ ดุจไฟน้อยที่ถูกพัดให้ลุกโชน

แม้ด้วยทุนน้อย ผู้มีปัญญาและความสามารถก็ยกตนขึ้นได้ด้วยการทำบุญ (เครื่องบูชา) ดุจไฟน้อยเมื่อถูกพัดก็ลุกเป็นเปลวใหญ่ได้ ฉันใด บุญหรือการให้เพียงน้อยเมื่อทำด้วยปัญญาและความแยบคายก็ก่อผลอันใหญ่หลวงเกินส่วน ฉันนั้น คาถาต้านข้ออ้างเรื่องความยากจนหรือความเล็กน้อย สอนว่าคุณภาพของเจตนาและสิ่งที่ถวายสำคัญกว่าปริมาณที่ให้

๓๙๘. ผลของกรรมเป็นไปตามเหตุ

ทุกฺขํ ปาปสฺส ปุญฺญสฺส สุขํ มิสฺสสฺส มิสฺสกํ สพฺพํ สทิสกํ ยาติ ญาตพฺพํ กมฺมุโน ผลํ ฯ

ทุกข์เกิดจากบาป สุขเกิดจากบุญ ผลคละกันเกิดจากกรรมคละกัน ทุกอย่างเป็นไปตามความเหมือนกัน (ของเหตุ) พึงรู้ผลของกรรมเช่นนี้

คาถานี้เป็นบทสรุปกระชับของกฎแห่งกรรมและผล อันเป็นหลักพื้นฐานรองรับธรรมทั้งหมด ทุกข์มาจากบาป สุขมาจากบุญ ผลคละกันมาจากกรรมคละกัน ทุกอย่างเป็นไปตามความเหมือนของเหตุ เพราะสิ่งเหมือนย่อมก่อสิ่งเหมือน นี่คือกฎอันไม่แปรเปลี่ยนที่คัมภีร์ได้แสดงผ่านตัวอย่างนับไม่ถ้วน พึงรู้ผลของกรรม คำแนะนำทั้งหมดเรื่องคุณธรรม การเรียน มิตรภาพ และหน้าที่ ล้วนตั้งอยู่บนหลักนี้

๓๙๙. ส่วนแบ่งบุญของผู้มีส่วนร่วม

โจเทนฺโต จตุภาคา จ กมฺมการา ติภาคา จ สามิโน สมภาคา จ เอกภาคานุโมทนา ฯ

ผู้ชักชวน (ริเริ่ม) ได้สี่ส่วน ผู้ลงมือทำได้สามส่วน เจ้าของ (ผู้ออกทรัพย์) ได้ส่วนเท่ากับทรัพย์ที่ให้ และผู้อนุโมทนายินดีก็ได้ส่วนหนึ่ง

ผู้ชักชวนคือผู้จัดการและชี้ชวนผู้อื่น ได้บุญสี่ส่วน ผู้ลงมือทำคือผู้ปฏิบัติงานจริง ได้สามส่วน เจ้าของผู้บริจาคทรัพย์ที่จำเป็นในการทำ ได้ส่วนเท่ากับทรัพย์ที่ให้ สุดท้าย ผู้เพียงอนุโมทนายินดีในกรรมดีก็ได้ส่วนหนึ่ง สอนว่าบุญเป็นสิ่งที่มีส่วนร่วมได้และขยายได้ ทุกคนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้นำจนถึงผู้ชื่นชม ล้วนมีส่วนในผล ส่งเสริมการสนับสนุนร่วมในโครงการที่เป็นกุศล

๔๐๐. สิ่งที่ดีกว่าสำหรับผู้ไม่เห็นแก่ตน

อนตฺตสฺส วากฺยาปรมํ ตุณฺหิ อสนฺตมิตฺตา ปรมํ เอกํ สุรูปทารา วรํ อนฺธา ทูเรกลาภา วรมสฺส สุกฺขํ ฯ

สำหรับผู้ไม่เห็นแก่ตน ความนิ่งดีกว่าคำพูด (เท็จ) การอยู่ลำพังดีกว่ามิตรชั่ว การเป็นคนตาบอดดีกว่าการมองภรรยางามของผู้อื่น และความสันโดษดีกว่าลาภที่อยู่ไกล

สำหรับผู้ไม่เห็นแก่ตน ความนิ่งดีกว่าคำพูด เมื่อคำพูดอาจเป็นเท็จ ความนิ่งอันประเสริฐย่อมดีกว่าแน่ การอยู่ลำพังดีกว่ามิตรชั่ว ความสงบของการอยู่คนเดียวเหนือกว่าการคบคนเลว เพื่อเลี่ยงสิ่งยั่วยุและภัยของการเพ่งเล็งภรรยาผู้อื่น การตาบอดทางกายกลับเป็นโทษน้อยกว่า ความสันโดษดีกว่าลาภที่อยู่ไกล ความสงบใจของการมีพอเหนือกว่าความเครียดและความเสี่ยงของการไล่ตามกำไรไกลตัว แต่ละข้อให้ความสำคัญกับความซื่อตรงภายในและความปลอดภัยเหนือโอกาสภายนอกอันเสี่ยงภัย

๔๐๑. ผู้มีความเพียรย่อมรุ่งเรืองแม้เกิดต่ำ

หีนจชฺโช ปิ เจ โหติ อุฏฺฐาตา ธีติมา นโร อาจารสีลสมฺปนฺโน นิเส อคฺคิ ว ภาสติ ฯ

แม้บุคคลจะเกิดในตระกูลต่ำ หากมีความริเริ่ม มีความเพียรมั่นคง และเพียบพร้อมด้วยมารยาทและศีล ก็ย่อมส่องสว่างในที่ประชุม ดุจไฟในยามราตรี

แม้คนเกิดในตระกูลต่ำ หากมีความริเริ่มและความเพียร และเพียบพร้อมด้วยมารยาทและศีล ย่อมส่องสว่างในที่ประชุมดุจไฟ คุณสมบัติในตัวคือความกระตือรือร้น ความมุ่งมั่น และศีลธรรม ยิ่งใหญ่กว่าชาติกำเนิด เมื่อเขาเข้าสู่หมู่ชน คุณธรรมและความสามารถของเขาเปล่งรัศมี เรียกความเคารพและให้แสงสว่างดุจเปลวไฟส่องห้องมืด คุณค่าที่แท้สร้างได้ด้วยความเพียรและศีลธรรม มิใช่สืบทอดทางชาติกำเนิด

๔๐๒. คนเป็นพราหมณ์หรือคนถ่อยเพราะกรรม

น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณ ฯ

คนมิได้เป็นคนถ่อย (จัณฑาล) เพราะชาติกำเนิด มิได้เป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด แต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม

คนมิได้เป็นคนถ่อยเพราะชาติกำเนิด และมิได้เป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด หมวดหมู่ทางสังคมเหล่านี้มิได้ถูกกำหนดด้วยวงศ์ตระกูล ตัวกำหนดที่แท้คือการกระทำ คือเป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม คนถ่อยคือผู้กระทำการโหดร้าย เห็นแก่ตัว และผิดศีลธรรม พราหมณ์คือผู้กระทำด้วยความบริสุทธิ์ ปัญญา และความสำรวม ความรับผิดชอบทางศีลธรรมและฐานะทางจิตวิญญาณอยู่ในมือของบุคคลโดยสิ้นเชิง กรรมนิยามตัวท่าน มิใช่สายเลือด (คาถานี้มาจากวสลสูตร สุตตนิบาต)

๔๐๓–๔๐๔. น้ำนมมารดาในสังสารวัฏมากกว่าน้ำในมหาสมุทร

ปถวี เวฬุกปตฺตํ จกฺกวาฬํ สุจิปฺผลํ สิเนรุ วมฺมิกํ ขุทฺทํ สมุทฺโท ปาติกํ ยถา เอเกเนว จ กปฺเปน มาตุขีรํ น สญฺจยํ ตโต ตุ สมุทฺโท จาปิ อติเรกตรํ พหุํ ฯ

แผ่นดินใหญ่เทียบกับใบไผ่ จักรวาลเทียบกับผลไม้เล็ก เขาสิเนรุเทียบกับจอมปลวกเล็ก มหาสมุทรเทียบกับบาตรน้อย ฉันใด น้ำนมมารดาที่ (สัตว์หนึ่ง) ดื่มในกัปเดียว ก็มิใช่เพียงเท่ามหาสมุทร แต่มากยิ่งกว่านั้นมากนัก

คาถานี้เริ่มด้วยการเปรียบเทียบหลายชั้น คือ ใบไผ่เล็กจิ๋วเทียบกับแผ่นดินทั้งผืน ผลไม้เล็กไม่สำคัญเทียบกับทั้งจักรวาล จอมปลวกเล็กจิ๋วเทียบกับเขาสิเนรุ บาตรน้อยจุเพียงหยดเทียบกับมหาสมุทร เพื่อเตรียมใจสู่การเปรียบเทียบสุดท้ายอันท่วมท้น แล้วคาถาเผยว่า ปริมาณน้ำนมมารดาที่สัตว์หนึ่งดื่มตลอดชาติที่นับไม่ถ้วนในกัปเดียว มิใช่เพียงเทียบเท่ามหาสมุทร แต่เกินมหาสมุทรไปมากนัก เป็นการแสดงระยะเวลาอันยาวนานยิ่งของการเวียนว่ายในสังสารวัฏและทุกข์ที่ตามมา

๔๐๕. มารดาบิดาคือพรหมและบูรพาจารย์

พฺรหฺมา ติ มาตาปิตโร ปุพฺพาจริยา ติ วุจฺจเร อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ ปชานมนุกมฺปกา ฯ

มารดาบิดาท่านเรียกว่าเป็นพรหม เป็นบูรพาจารย์ (อาจารย์คนแรก) และเป็นผู้ควรแก่ของบูชาของบุตร เพราะเป็นผู้อนุเคราะห์เกื้อกูลบุตรทั้งหลาย

มารดาบิดาท่านเรียกว่าเป็นพรหม คือเทพที่มองเห็นได้ในร่างมนุษย์ ผู้ให้ชีวิตและการหล่อเลี้ยง ท่านเป็นบูรพาจารย์ คืออาจารย์คนแรกที่เราเรียนหลักพื้นฐานของชีวิต เพราะท่านเมตตาเกื้อกูลบุตร จึงควรแก่ของบูชาจากบุตร คาถาวางความกตัญญูมิใช่เพียงหน้าที่ทางสังคม แต่เป็นภาระทางศาสนาเทียบเท่าการบูชาเทวดาและครูผู้ตรัสรู้ เรือนคือวิหารแรก และพ่อแม่คือสิ่งควรเคารพอันดับแรก (คาถานี้มาจากพระไตรปิฎก พรหมสูตร)

๔๐๖–๔๐๗. การปรนนิบัติมารดาบิดานำสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า

ตสฺมา หิ เน นมสฺเสยฺย สกฺกเรยฺย จ ปณฺฑิโต อนฺเนน อโถ ปาเนน วตฺเถน สยเนน จ อุจฺฉาทเนน นฺหาเปน ปาทานํ โธวเนน จ อุฏฺฐาย ปาทจริยา อุปฏฺฐาเปยฺย ปณฺฑิโต อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทติ ฯ

เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงนอบน้อมและสักการะท่าน (มารดาบิดา) ด้วยข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน ด้วยการนวด การให้สรงน้ำ และการล้างเท้า บัณฑิตพึงลุกขึ้นไปปรนนิบัติท่านด้วยเท้าของตน เขาย่อมได้รับการสรรเสริญในโลกนี้ และละไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์

บุตรผู้มีปัญญาพึงนอบน้อมและเคารพมารดาบิดาด้วยปัจจัยพื้นฐาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน นอกจากการเลี้ยงดูทางวัตถุ ก็พึงดูแลทางกาย คือ นวด สรง และล้างเท้า การปรนนิบัตินี้พึงทำด้วยตนเองและด้วยความเคารพ คือลุกขึ้นไปด้วยเท้าของตน รางวัลเป็นทั้งทางสังคมและทางจิตวิญญาณ คือ เขาได้รับการสรรเสริญจากบัณฑิตในโลกนี้ มีชื่อเสียงดี และเมื่อละไปก็บันเทิงในสวรรค์ การดูแลพ่อแม่จึงเป็นทางตรงสู่เกียรติในโลกนี้และความสุขในสวรรค์

๔๐๘. กองกระดูกในสังสารวัฏสูงเท่าภูเขา

เอกสฺเสเกน กปฺเปน ปุคฺคลสฺส อฏฺฐิสญฺจโย สมํ ปพฺพตราสิมฺหิ อิติ วุตฺตํ มเหสินา ฯ

กองกระดูกของบุคคลคนเดียวในกัปเดียว เท่ากับเทือกเขาทั้งลูก พระมหาฤๅษี (พระพุทธเจ้า) ตรัสไว้ดังนี้

หากนำกองกระดูกจากร่างของบุคคลคนเดียวตลอดกัปหนึ่งของการเกิดและตายซ้ำ ๆ มารวมกัน ก็จะเท่ากับเทือกเขาทั้งลูก ภาพอันสะเทือนใจนี้สื่อความจริงสองประการ คือ ระยะเวลาอันยาวนานเหลือเชื่อของการเวียนว่ายในสังสารวัฏ และต้นทุนทางกายภาพของการเวียนว่ายนั้น คือภูเขากระดูกจากสัตว์เพียงตนเดียว เป็นยาแก้ความประมาทอันทรงพลัง กระตุ้นให้ผู้ฟังตระหนักถึงธรรมชาติอันน่าเบื่อหน่ายและซ้ำซากของการเวียนเกิดที่ควบคุมไม่ได้ และความจำเป็นเร่งด่วนที่จะหลุดพ้นจากวงจร

๔๐๙. ธรรมทานชนะทานทั้งปวง

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ สพฺพรตึ ธมฺมรติ ชินาติ สพฺพทุกฺขํ ตณฺหกฺขโย ชินาติ ฯ

การให้ธรรมเป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง รสแห่งธรรม ย่อมชนะรสทั้งปวง ความยินดีในธรรม ย่อมชนะความยินดีทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง

การให้ธรรมเป็นทานชนะทานทั้งปวง เพราะการแบ่งปันคำสอนคือความเอื้อเฟื้อสูงสุด รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง เพราะความสุขแห่งความเข้าใจคือประสบการณ์ที่หวานที่สุด ความยินดีในธรรมชนะความยินดีทั้งปวง เพราะความภักดีต่อสัจจะคือความปีติที่เติมเต็มที่สุด ความสิ้นตัณหาชนะทุกข์ทั้งปวง บาทสุดท้ายเผยผลลัพธ์ คือมันเป็นเครื่องดับทุกข์เอง ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ปรุงแต่งจะเทียบสัจจะอันไม่ปรุงแต่งได้ (คาถานี้มาจากธรรมบท คาถา ๓๕๔)

๔๑๐. จงยกตนขึ้นจากทุกข์ดุจช้างถอนตัวจากเลน

อปฺปมาทรตา โหถ สจิตฺตมนุรกฺขถ ทุกฺขา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺนํ ว กุญฺชโร ฯ

ท่านทั้งหลายจงยินดีในความไม่ประมาท จงตามรักษาจิตของตน จงยกตนขึ้นจากทุกข์ ดุจช้างที่จมอยู่ในเลน (ถอนตัวขึ้นด้วยกำลังของตน)

จงยินดีในความไม่ประมาท พบความสุขในความระแวดระวัง มิใช่ความเลินเล่อ จงตามรักษาจิตของตน คุ้มกันจิตจากสภาวะอกุศลเป็นอันดับแรก จงยกตนขึ้นจากหล่มแห่งทุกข์ เพราะความหลุดพ้นเป็นความรับผิดชอบของตนเอง จงทำเช่นนี้ดุจช้างที่จมในเลนใช้พลังอันมหาศาลของตนถอนตัวขึ้น ไม่มีใครช่วยท่านได้นอกจากตัวท่านเอง ด้วยอำนาจความเพียรอันมีสติ ความไม่ประมาทคือเครื่องมือ การพึ่งตนคือวิธีการ และความพ้นจากหล่มสังสารวัฏคือเป้าหมาย

๔๑๑. ละมิตรชั่ว คบสัตบุรุษ ทำบุญ ระลึกอนิจจัง

จช ทุชฺชนสํสคฺคํ ภช สาธุสมาคมํ กร ปุญฺญมโหรตฺตึ สร นิจฺจมนิจฺจตํ ฯ

จงละการคบคนชั่ว จงคบหาสมาคมกับสัตบุรุษ จงทำบุญทั้งกลางวันและกลางคืน จงระลึกถึงความไม่เที่ยงของสิ่งที่ (ดูเหมือน) เที่ยงเสมอ

จงละการคบคนชั่ว ด้วยการขจัดอิทธิพลด้านลบ จงคบสัตบุรุษ ด้วยการเสาะหากัลยาณมิตรและครู จงทำกุศลกรรมทั้งทาน ศีล และภาวนา ทั้งกลางวันและกลางคืน จงระลึกว่าสิ่งที่ดูเที่ยงนั้นไม่เที่ยง คือบ่มเพาะปัญญาเห็นว่าทุกสิ่งที่เรายึดติดล้วนผ่านไป นี่คือทางครบถ้วน คือการชำระตนทางศีลธรรมผ่านการคบคนดี การสั่งสมกรรมดีอย่างแข็งขัน และการพัฒนาปัญญาอันปลดปล่อย

๔๑๒. สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง

อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข ฯ

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความสงบระงับแห่งสังขารเหล่านั้นเป็นสุข

สังขารและสิ่งปรุงแต่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นกระบวนการ มิใช่สิ่งคงที่ การดำรงอยู่จึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นความสงบระงับแห่งสังขารเหล่านั้นจึงเป็นสุข ความสุขที่แท้คือพระนิพพาน มิได้พบในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ในความดับสนิทแห่งกระบวนการปรุงแต่งทั้งหมด คือความสงบแห่งสังขารทั้งปวง คาถาชี้ตรงไปยังสันติอันเป็นที่สิ้นสุดของการเกิดดับ (คาถานี้เป็นพุทธพจน์อันโด่งดัง ปรากฏในมหาปรินิพพานสูตร)

๔๑๓. ธรรมและอธรรมให้ผลต่างกัน

น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ อุโภ สมวิปากิโน อธมฺโม นิรยํ เนติ ธมฺโม ปาเปติ สุคฺคตึ ฯ

ธรรมและอธรรมทั้งสอง หามีผลเสมอกันไม่ อธรรมย่อมนำไปสู่นรก ส่วนธรรมย่อมยังสัตว์ให้ถึงสุคติ

ธรรมและอธรรมหามีผลเสมอกันไม่ ทั้งสองนำไปสู่จุดหมายตรงข้ามกัน อธรรมนำไปสู่นรก คือสภาวะแห่งทุกข์อันแสนสาหัส แม้จะชั่วคราว ธรรมยังสัตว์ให้ถึงสุคติ คือสภาวะแห่งความสุข ไม่มีความเท่าเทียมทางศีลธรรม ไม่มีผลที่เป็นกลาง ทุกการกระทำที่มีเจตนาผลักท่านไปสู่ปลายทางใดปลายทางหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จงเลือกการกระทำอย่างมีปัญญา เพราะมันกำหนดการดำรงอยู่ของท่านในทุกข์หรือในสุข (คาถานี้มาจากเถรคาถา)

๔๑๔. ปิดท้าย: พึงเขียนพระธรรมด้วยความประณีต

สมสีสํ สมปาทํ อนฺตรญฺจ สมํ สมํ อิทํ มนสิ นิธาย ลิเขยฺย ปิฏกตฺตยนฺติ ฯ

พึงเขียนพระไตรปิฎก (พระธรรม) โดยตั้งใจไว้ในใจเช่นนี้ คือ ให้มีระยะขอบบนและล่างเสมอกัน และมีช่องไฟ (ระหว่างบรรทัด) เสมอเท่ากัน

พึงเขียนพระธรรมลงด้วยความประณีต คาถานี้ตอกย้ำความเคารพต่อพระธรรมที่แสดงออกผ่านงานฝีมืออันพิถีพิถันและงดงาม เป็นการปิดวงจร เปลี่ยนผู้อ่านที่ได้รับคำสอนให้กลายเป็นผู้เขียนที่จะรักษาและสืบทอดต่อไป ประกันว่าธรรมนีติเองจะดำเนินต่อไปเพื่อชี้นำผู้อื่น ด้วยความใส่ใจในรายละเอียดเช่นเดียวกับที่คัมภีร์นี้สอนให้ใช้ในการดำเนินชีวิต

จบ นิคมคาถา (บทส่งท้าย) คาถาที่ ๓๙๐–๔๑๔ รวม ๒๕ คาถา