朱拉玛尼寺
ธรรมนีติ

ปกิณฺณกกณฺฑ — หมวดปกิณกะ

ธรรมนีติ · 54 คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

๓๓๕. ชีวิตคือเครื่องบรรลุจุดหมายทั้งสี่

ธมฺมตฺถกามโมกฺขานํ ปาโณ สํสิทฺธิการณํ ตํ นิฆตา กึ น หตํ รกฺขิตา กึ น รกฺขตํ ฯ

ชีวิตเป็นเหตุให้บรรลุธรรม ประโยชน์ (อรรถ) กาม และความหลุดพ้น (โมกษะ) ผู้ฆ่าชีวิตนั้น ไฉนจะไม่ชื่อว่าเป็นผู้ฆ่า? ผู้รักษาชีวิตนั้น ไฉนจะไม่ชื่อว่าเป็นผู้รักษา?

ชีวิต (ลมหายใจ) เป็นภาชนะสำคัญ เป็นเหตุแห่งการบรรลุจุดมุ่งหมายทั้งสี่ของชีวิตตามปรัชญาอินเดีย (ปุรุษารถะ) คือ ธรรม อรรถ (ประโยชน์ทางโลก) กาม และโมกษะ (ความหลุดพ้น) การทำลายภาชนะนี้คือการทำลายศักยภาพแห่งความดีทั้งปวง คาถาวางการฆ่าและการรักษาชีวิตเป็นหมวดหมู่ทางศีลธรรมอันเด็ดขาด การฆ่าสัตว์ใดคือการทำลายทางสู่การตรัสรู้ของมัน การรักษาชีวิตคือการคุ้มครองความเป็นไปได้อันศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นข้อโต้แย้งอันลึกซึ้งเพื่อการไม่เบียดเบียนบนฐานคุณค่าสูงสุดของชีวิต

๓๓๖. อายุยืนของคนดีนำสุข ของคนชั่วนำทุกข์

สตํ ทีฆายุโก สพฺพ- สตฺตานํ สุขการณํ อสตํ ปน สพฺเพสํ ทุกฺขเหตุ น สํสโย ฯ

อายุยืนของคนดีเป็นเหตุแห่งความสุขของสรรพสัตว์ ส่วนอายุยืนของคนชั่วเป็นเหตุแห่งทุกข์แก่ทุกฝ่ายโดยไม่ต้องสงสัย

การมีอยู่อันยาวนานของคนดีให้การชี้นำ ความเอื้อเฟื้อ และความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน อายุยืนของคนชั่วเป็นเหตุแห่งทุกข์รอบด้านโดยไม่ต้องสงสัย เพราะอิทธิพลที่ยืดยาวของเขาหมายถึงโทษ ความเสื่อม และความบาดหมางที่มากขึ้น อายุยืนจึงมิใช่สิ่งดีในตัวเอง คุณค่าของมันขึ้นอยู่กับคุณธรรมของผู้ครอบครองโดยสิ้นเชิง ชีวิตสั้นที่ดีงามอาจดีกว่าชีวิตยืนยาวที่เต็มไปด้วยความชั่ว

๓๓๗–๓๓๘. บัณฑิตไม่ละธรรมแม้ยามทุกข์

ยนฺตคโต อุจฺฉุ รสํ น ชหาติ คโช ตถา สงฺคาเมสุ คโต ลิฬํ สุสฺสุเตนาปิ จนฺทนํ สารคนฺธํ น ชหาติ ทุกฺขปตฺโต ปิ ปณฺฑิโต น ชหาติ สตํ ธมฺมํ สุขกาเล กถา ว กา ฯ

อ้อยแม้เข้าหีบก็ไม่ทิ้งรสหวาน ช้างแม้ไปสู่สนามรบก็ไม่ทิ้งความสง่างาม แก่นจันทน์แม้ป่นแล้วก็ไม่ทิ้งกลิ่นหอม บัณฑิตแม้ตกทุกข์ก็ไม่ละทิ้งธรรมของสัตบุรุษ ยามสุขจะกล่าวไปไยเล่า?

อ้อยแม้ถูกบีบในหีบก็ไม่สูญรสหวาน ช้างแม้เข้าสู่ความโกลาหลของสงครามก็ไม่สูญความสง่าและพละกำลัง แก่นจันทน์แม้ป่นเป็นผงก็ไม่สูญกลิ่นหอม ฉันใด บัณฑิตแม้ตกทุกข์ก็ไม่ละความประพฤติดีของตน ฉันนั้น คุณธรรมของเขาเป็นของในตัว มิใช่มีเงื่อนไข คำถามปิดท้ายตอกย้ำว่าหากเขาหนักแน่นในยามวิบัติ คุณธรรมในยามสุขสบายก็เป็นเรื่องแน่นอน อุปนิสัยที่แท้เผยและพิสูจน์ได้ภายใต้แรงกดดัน

๓๓๙. ตนเป็นทั้งญาติและศัตรูของตน

อตฺตา พนฺธุ มนุสฺสานํ ริปุ อตฺตา ว ชนฺตุนํ อตฺตา ว นิยโต ญาติ อตฺตา วนิยโต ริปุ ฯ

ตนเป็นญาติของมนุษย์ทั้งหลาย และตนก็เป็นศัตรูของสัตว์ ตนที่ฝึกแล้ว (สำรวม) คือญาติ ตนที่ไม่ฝึก (ไม่สำรวม) คือศัตรู

ตนเป็นญาติของคน เพราะเป็นเพื่อนสนิทที่สุดตลอดชีวิต แต่ตนก็เป็นศัตรูของมนุษย์เช่นกัน เมื่อถูกตัณหา โทสะ และโมหะครอบงำ ก็นำสู่ความพินาศ ความต่างอยู่ที่วินัย ตนเมื่อฝึกแล้วกลายเป็นญาติแท้ ผู้นำทางและคุ้มครอง ตนเมื่อไม่ฝึกกลายเป็นศัตรูไม่ลดละ ฉะนั้นความสัมพันธ์อันดับแรกมิใช่กับผู้อื่น แต่กับตนเอง ชัยชนะเหนือศัตรูภายในคือเงื่อนไขเบื้องต้นของความสำเร็จและความสุขอื่นทั้งปวง

๓๔๐. การเสียสละของคนดี กับทัศนะนักการเมือง

อตฺตานํ ปริจฺจาเคน ยํ นิสฺสิตานุรกฺขนํ กโรนฺติ สชฺชนา เยว น ตํ นีติมตามตํ ฯ

คนดีย่อมคุ้มครองผู้พึ่งพิงตนด้วยการเสียสละตน แต่นั่นมิใช่ทัศนะของผู้รอบรู้ทางการเมือง (นักนีติ)

คนดีโดยเฉพาะในแวดวงพุทธ ถือหลักการเสียสละตน เพื่อคุ้มครองและเกื้อหนุนผู้พึ่งพิง พวกเขายอมสละความสุข ทรัพย์ หรือความปลอดภัยของตน นี่คือจริยธรรมแห่งกรุณาและหน้าที่ แต่นี่มิใช่ทัศนะของผู้รอบรู้ทางการเมือง เพราะศาสตร์การปกครองมักสนับสนุนความสมจริง บางครั้งแม้ต้องแลกกับการทำความดี คาถานี้แสดงความตึงเครียดระหว่างความดีทางศีลธรรมล้วน กับปัญญาเชิงคำนวณของการปกครอง (เป็นการนำเสนอสองมุมมอง)

๓๔๑. บัณฑิตใช้เวลากับการศึกษา คนชั่วผลาญเวลา

สตฺถกพฺพวิจาเรน กาโล คจฺฉติ ธีมตํ พฺยสเนน อสาธูนํ นิทฺทาย กลเหน วา ฯ

เวลาของผู้มีปัญญาผ่านไปด้วยการพิจารณากวีนิพนธ์และตำรา ส่วนเวลาของคนชั่วผ่านไปด้วยความวิบัติ การนอน หรือการทะเลาะวิวาท

สำหรับผู้มีปัญญา เวลาผ่านไปอย่างมีจุดหมายด้วยการพิจารณากวีนิพนธ์และธรรม เติมชั่วโมงด้วยการศึกษาวรรณคดี ศาสนา และปรัชญา อันเป็นกิจกรรมที่ขัดเกลาจิตและสั่งสมปัญญา ส่วนคนเขลา เวลาถูกผลาญไปกับสิ่งว่างเปล่าหรือเจ็บปวด ในความวิบัติก็ครุ่นคิด ในการนอนก็เฉื่อยชา ในการทะเลาะก็ก่อความบาดหมาง เวลาเองเป็นกลาง คุณค่าของมันถูกกำหนดด้วยคุณภาพของความใส่ใจและกิจกรรมที่เรานำมาใส่ ชีวิตวัดมิใช่ด้วยจำนวนปี แต่ด้วยเนื้อหาของแต่ละขณะ

๓๔๒. ภมรหาดอกไม้ แมลงวันหาของเน่า

ภมรา ปุปฺผมิจฺฉนฺติ ปูติมิจฺฉนฺติ มกฺขิกา สุชนา คุณมิจฺฉนฺติ โทสมิจฺฉนฺติ ทุชฺชนา ฯ

ภมรย่อมปรารถนาดอกไม้ แมลงวันย่อมปรารถนาของเน่า คนดีย่อมมองหาคุณความดี คนชั่วย่อมมองหาความผิด

ภมรโดยธรรมชาติเสาะหาและถูกดึงดูดสู่ดอกไม้อันเป็นแหล่งความหอม น้ำหวาน และการหล่อเลี้ยง แมลงวันโดยธรรมชาติเสาะหาและถูกดึงดูดสู่ของเน่าและของสกปรกอันเต็มไปด้วยความเสื่อม ฉันใด คนดีย่อมมองหาคุณความดีในผู้อื่นโดยสัญชาตญาณ ชื่นชมความดีและมุ่งบ่มเพาะมัน คนชั่วย่อมมองหาความผิดโดยสัญชาตญาณ จดจ่อข้อบกพร่อง แพร่คำตำหนิ และยินดีในความล้มเหลวของผู้อื่น สิ่งที่เราจดจ่อเผยอุปนิสัยของเรา เราเสาะหาสิ่งใด เราก็กลายเป็นสิ่งนั้น

๓๔๓. ต้นไม้มีผลย่อมโน้มลง บัณฑิตย่อมอ่อนน้อม

นมนฺติ ผลิโน รุกฺขา นมติ วิพุธา ชนา สุกฺขกฏฺฐญฺจ มุฬฺโห จ ภิชฺชนฺเต น นมนฺติ จ ฯ

ต้นไม้ที่มีผลย่อมโน้มลง ผู้มีปัญญาย่อมอ่อนน้อม ส่วนไม้แห้งและคนเขลาย่อมหักโดยไม่ยอมโน้มลง

ต้นไม้ที่เต็มไปด้วยผลย่อมโน้มลงด้วยความอุดมของตน ความอ่อนตัวนี้ป้องกันมิให้หัก ผู้มีปัญญาก็มีความยืดหยุ่นทางใจและอารมณ์เช่นกัน คือปรับตัวหรือผ่อนปรนในเรื่องไม่สำคัญ และซึมซับแรงกดดันโดยไม่แตกร้าว ตรงข้ามกับไม้แห้งและคนเขลาซึ่งแข็งทื่อ ขาดยางหล่อเลี้ยง จึงปรับตัวไม่ได้ เมื่อเผชิญแรงหรือการต้านทาน ก็ไม่ยอมโน้ม กลับหักออก ความแข็งกระด้างเป็นบทนำสู่ความพินาศ ส่วนความอ่อนตัวเป็นเครื่องหมายของกำลังและชีวิต

๓๔๔. สัตบุรุษทะเลาะกันแล้วคืนดีเร็ว

สเจ สนฺโต วิวทนฺติ ขิปฺปํ สนฺธิยเร ปุน พาลาปตฺตา ว ภิชฺชนฺติ น เต สมถมาคมุํ ฯ

หากสัตบุรุษทะเลาะกัน ก็คืนดีกันได้เร็ว ส่วนคนพาลย่อมแตกหักกัน ไม่อาจมาถึงความสงบ (ปรองดอง)

หากคนดีทะเลาะกัน เขาก็อาจเห็นต่างกัน แต่ทำเช่นนั้นบนฐานของความเคารพและความปรารถนาร่วมที่จะคลี่คลาย จึงคืนดีกันได้เร็ว ความขัดแย้งของเขาชั่วคราวและสร้างสรรค์ ส่วนคนพาลเมื่อเกิดข้อพิพาทก็แตกหัก ความขัดแย้งที่หยั่งในความถือตัวและความอาฆาตตัดความสัมพันธ์อย่างถาวร เขาไม่มาถึงความปรองดองเพราะการเอาชนะสำคัญกว่าความกลมเกลียว เครื่องหมายของความดีมิใช่การไม่มีความขัดแย้ง แต่คือความสามารถในการสมานฉันท์

๓๔๕. ทรัพย์น้อยของคนดีเหมือนน้ำในบ่อ

อปฺปมฺปิ สาธูนํ ธนํ กูปวาริ ว นิสฺสโย พหุกํ ปิ อสาธูนํ น จ วาริ ว อณฺณเว ฯ

ทรัพย์แม้น้อยของคนดีก็เป็นที่พึ่งได้ ดุจน้ำในบ่อ ส่วนทรัพย์แม้มากของคนชั่วก็ไม่เป็นที่พึ่ง ดุจน้ำในมหาสมุทร (ที่ดื่มไม่ได้)

สำหรับคนดี ทรัพย์แม้น้อยก็ดุจน้ำในบ่อ คือมีขอบเขต พอเพียง และเป็นที่พึ่งได้เชื่อถือได้ตามความจำเป็น เขาพอใจและบริหารอย่างมีปัญญา สำหรับคนชั่ว ทรัพย์แม้มากก็ดุจน้ำในมหาสมุทร แม้กว้างใหญ่ก็ไม่พอ ไม่อาจดับความโลภและความอยากได้มากขึ้นที่ไม่มีขอบเขต มหาสมุทรแห่งทรัพย์มีแต่ทำให้เขากระหายยิ่งขึ้น ความพอใจมิได้มาจากจำนวนที่ครอบครอง แต่จากอุปนิสัยของผู้ครอบครอง

๓๔๖. คนเขลามีเหตุแห่งทุกข์นับพัน บัณฑิตไม่ถูกครอบงำ

โสกฏฺฐานสหสฺสานิ ภยฏฺฐานสตานิ จ ทิวเส ทิวเส มูฬฺหํ อาวีสนฺติ น ปณฺฑิตํ ฯ

เหตุแห่งความโศกนับพัน เหตุแห่งความกลัวนับร้อย ย่อมครอบงำคนเขลาในแต่ละวัน แต่ไม่ครอบงำบัณฑิต

ในแต่ละวัน จิตของคนเขลาถูกรุมเร้าด้วยเหตุแห่งความโศกนับพันและเหตุแห่งความกลัวนับร้อย เขาเห็นภัยและความเศร้าทุกหนแห่ง ขยายปัญหาเล็กให้ใหญ่และคาดการณ์หายนะ แต่ความทุกข์ที่อาจเกิดเหล่านี้กลับไม่ครอบงำบัณฑิต ด้วยความเข้าใจ อุเบกขา และสัมมาทิฏฐิ บัณฑิตไม่ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านเช่นนั้นเกิดหรือครอบงำ ความต่างมิได้อยู่ที่สถานการณ์ภายนอก แต่อยู่ที่ปฏิกิริยาของจิตต่อมัน

๓๔๗. ความโกรธของคนชั่วจารึกบนหิน ของคนดีเขียนบนน้ำ

ทุฏฺฐจิตฺโตปนาหิสฺส โกโธ ปาสาณลิขิโต กุชฺฌิตพฺเพ สุชนสฺส ชเล เลขาจิรฏฺฐิตา ฯ

ความโกรธของผู้มีจิตชั่วผูกอาฆาต เหมือนรอยจารึกบนหิน ส่วนความโกรธของคนดี (หากมี) ก็ไม่คงอยู่นาน เหมือนรอยขีดบนน้ำ

ความโกรธของคนผูกอาฆาตใจชั่วเหมือนรอยสลักบนหิน คือแข็ง ถาวร และคงอยู่ เขายึดความแค้น หล่อเลี้ยงมันตามกาลเวลา แต่สำหรับคนดี แม้ความโกรธจะเกิดขึ้น ก็เหมือนรอยขีดบนน้ำ รอยนั้นชั่วขณะ ไม่ทิ้งร่องรอยและไม่คงอยู่ ไมตรีจิตของเขากลับคืนมาเร็ว เขาให้อภัยและลืมง่าย อุปนิสัยถูกตัดสินมิใช่ด้วยการไม่มีอารมณ์ตั้งต้น แต่ด้วยความไม่เที่ยงและการไม่มีตกค้างของมัน

๓๔๘. คน ๔ จำพวกที่เรียนความประพฤติดีไม่ได้

นิทฺทาลุโก อสนฺตุฏฺโฐ อกตญฺญู จ ภีรุโก สกฺโกนฺติ น สมาจารํ สิกฺขิตุํ เต กทาจิ ปิ ฯ

คนเห็นแก่นอน คนไม่รู้จักพอ คนอกตัญญู และคนขลาด คนเหล่านี้ไม่อาจเรียนความประพฤติดีได้ในกาลไหน ๆ

คนเห็นแก่นอนขาดความตื่นตัวและกำลังที่จำเป็น คนไม่รู้จักพอกระหายสิ่งอื่นอยู่เสมอ ไม่อาจซาบซึ้งและทำงานกับปัจจุบัน คนอกตัญญูมองไม่เห็นความเมตตาของครูและผู้มีพระคุณ ตัดสายสัมพันธ์สำคัญในการเรียนรู้ คนขลาดเป็นอัมพาตด้วยความกลัว ไม่อาจเผชิญความท้าทายหรือการสละที่ทางเรียกร้อง ผู้ที่ถูกลักษณะเหล่านี้ครอบงำขาดคุณสมบัติพื้นฐานของศิษย์ คือ ความกระฉับกระเฉง ความสันโดษ ความกตัญญู และความกล้าหาญ

๓๔๙. ดินรับกลิ่นดอกไม้ ดอกไม้ไม่รับกลิ่นดิน

สาธุตฺตํ สุชนสมาคมา ขลานํ สาธูนํ น ขลสมาคมา ขลตฺตํ อาโมทํ กุสุมภวํ ทธาติ ภูมิ ภูคนฺธํ น จ กุสุมานิ ธารยนฺติ ฯ

คนชั่วได้ความดีจากการคบคนดี แต่คนดีไม่ได้ความชั่วจากการคบคนชั่ว ดุจแผ่นดินรับกลิ่นหอมจากดอกไม้ แต่ดอกไม้ไม่รับกลิ่นดิน

ประการแรก สำหรับคนชั่ว ความดีมาจากการคบคนดี คนเลวอาจดีขึ้นด้วยการคบหาผู้มีคุณธรรม ในทางกลับกัน ความชั่วมาจากการคบคนชั่ว มิใช่จากการคบคนดี ความเป็นปฏิปักษ์ถูกตอกย้ำด้วยการคบคนปฏิปักษ์ มิใช่การคบคนดี คนดียกระดับผู้อื่นด้วยคุณธรรมของตน แต่ไม่ถูกแปดเปื้อนด้วยคุณสมบัติต่ำของผู้รอบข้าง อิทธิพลไหลจากอุปนิสัยที่ดีซึ่งแข็งแกร่งกว่าไปสู่ที่อ่อนแอกว่า ดุจความบริสุทธิ์ส่งกลิ่นหอมโดยไม่ดูดซับกลิ่นดิน

๓๕๐. ผู้จับผิดไม่เห็นคุณ แต่เห็นโทษเล็กน้อยที่สุด

คุณมทฺทิสมํ มกฺเข ปเรน กลเห สติ อทฺทิสมํ ปกาเสนฺติ อณุมตฺตํ ปิ โทสกํ ฯ

ในผู้ชอบลบหลู่ คุณความดีย่อมมองไม่เห็น แต่เมื่อมีการทะเลาะกับผู้อื่น เขากลับเปิดเผยข้อเสียแม้เพียงเล็กน้อยที่มองไม่เห็น

เมื่อคนชอบจับผิดเห็นผู้มีคุณธรรม เขากลับมองไม่เห็นคุณ มันคงไม่ปรากฏราวกับไม่มีอยู่ แต่หากผู้มีคุณธรรมนั้นพัวพันการทะเลาะกับผู้อื่น คนจับผิดก็ฉวยโอกาส ความสนใจของเขาแหลมคมอย่างมุ่งร้าย และกระตือรือร้นเปิดเผยข้อเสียแม้เล็กที่สุด ขยายข้อบกพร่องเล็กน้อย เผยจิตอันเสื่อมทรามที่ไม่อาจชื่นชมคุณสมบัติดี แต่จับจ้องความล้มเหลว โดยเฉพาะเมื่อใช้ลดทอนผู้อื่นในยามขัดแย้งได้ สายตาของเขาถูกปรับให้เห็นแต่สิ่งเลว

๓๕๑. เห็นโทษคนอื่นเท่างา ไม่เห็นโทษตนเท่ามะพร้าว

โทสํ ปรสฺส ปสฺสนฺติ อตฺตโทสํ น ปสฺสติ ติลมตฺตํ ปรโทสํ นาฬิเกรํ น ปสฺสติ ฯ

คนชอบมองเห็นโทษของผู้อื่น แต่ไม่เห็นโทษของตน เห็นโทษคนอื่นเพียงเท่าเมล็ดงา แต่ไม่เห็นโทษ (ของตน) เท่าผลมะพร้าว

คนชั่วเชี่ยวชาญในการเห็นโทษของผู้อื่น เพ่งพิจารณาอย่างละเอียด แต่กลับมืดบอดต่อโทษของตนเองอย่างน่าตกใจ ซึ่งมักใหญ่กว่า เขามองเห็นโทษเท่าเมล็ดงาในผู้อื่น แต่ไม่เห็นโทษเท่าผลมะพร้าวในตน คาถานี้ชี้ถึงการขาดการรู้ตนและการพิจารณาภายในอย่างลึกซึ้ง ความสามารถวิจารณ์ของจิตถูกหันออกนอก ปกป้องอัตตาจากความจริงอันไม่สบายใจ ขณะตัดสินผู้อื่นด้วยความแม่นยำอันรุนแรง

๓๕๒. ความโกรธทำให้มืดบอด

โกโธ อตฺถํ น ชานาติ กุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โกโธ สหเต นรํ ฯ

ผู้โกรธย่อมไม่รู้ประโยชน์ ผู้โกรธย่อมไม่เห็นธรรม เมื่อความโกรธครอบงำคนใด เมื่อนั้นย่อมมีความมืดมนยิ่งใหญ่

เมื่อคนตกอยู่ในอำนาจความโกรธ เขาย่อมไม่รู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ วิจารณญาณต่อความดีของตนและผู้อื่นเสียหายสิ้นเชิง เขาไม่เห็นธรรม การรับรู้ความจริงถูกบิดด้วยโทสะ ขณะนั้นความมืดใหญ่ปกคลุมเขา ความโกรธครอบงำคน หมายความว่าตัวตนที่มีเหตุผลและกรุณาถูกบดบัง เขากลายเป็นเครื่องมือมืดบอดของกิเลสตน ทำสิ่งที่จะเสียใจภายหลัง เพราะสูญสิ้นทางเข้าถึงปัญญาและความเห็นที่กระจ่าง

๓๕๓. ความโกรธเผาผู้โกรธเอง

โกโธ อพฺภนฺตเร ชาโต ธุวํ นาเสติ โกธนํ วตฺถาลงฺการปุณฺณายํ มญฺชูสายํ สิขี ยถา ฯ

ความโกรธที่เกิดขึ้นภายใน ย่อมทำลายผู้โกรธอย่างแน่นอน เหมือนไฟที่เผาหีบอันเต็มไปด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับ

ความโกรธภายในมิใช่ภัยต่อผู้อื่นเป็นหลัก แต่เป็นพลังเผาผลาญผู้ที่หล่อเลี้ยงมัน แน่นอนว่ามันจะทำลายเขา ดุจไฟที่เผาหีบอันเต็มไปด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับให้เหลือเพียงเถ้า ความโกรธก็เผาผลาญทรัพย์ภายในคือความสงบ ความสุข และกุศลกรรม ผู้วางเพลิงและผู้โกรธคล้ายกัน คือด้วยการบ่มความโกรธ ก็จุดไฟเผาความผาสุกของตนเอง

๓๕๔. ราคะคือหอกเสียบใจ

ราโค นาม มโนสลฺลํ คุณวรตฺตโจรโก ราหุ วิชฺชาสสงฺกิสฺส ตโปวนหุตาสโน ฯ

ราคะคือหอกเสียบใจ เป็นโจรขโมยคุณความดีอันประเสริฐ เป็นราหู (อมจันทร์) ของผู้สงสัยในความรู้ และเป็นไฟไหม้ป่าแห่งตบะ

ผลร้ายของราคะ ประการแรกคือหอกเสียบใจ เป็นความหมกมุ่นที่เจ็บแสบทิ่มแทง ประการที่สองเป็นโจรขโมยคุณความดีอันประเสริฐ ปล้นความซื่อตรงทางศีลธรรมที่ได้มาด้วยความยาก ประการที่สามสำหรับผู้สงสัยในความรู้ที่แท้ ราคะเป็นดุจราหู อสูรที่กลืนดวงอาทิตย์และจันทร์ ในที่นี้หมายถึงการบดบังปัญญา สุดท้ายสำหรับผู้บำเพ็ญตบะ ราคะเป็นดุจไฟไหม้ป่า ทำลายที่พักพิงอันสงบของการปฏิบัติธรรมสิ้นเชิง ราคะจึงเป็นมหันตภัยภายในที่กัดกร่อน บดบัง และทำลายล้าง

๓๕๕. ความไม่อิ่มของบางสิ่ง

น ติตฺติ ราชา ธเนน ปณฺฑิโต ปิ สุภาสิเต จกฺขู ปิ ปิยทสฺสเน สาคโร ปิ มหาชเล ฯ

พระราชาไม่อิ่มด้วยทรัพย์ บัณฑิตไม่อิ่มด้วยวาจาสุภาษิต ดวงตาไม่อิ่มด้วยการเห็นสิ่งน่ารัก และมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำมากมาย

พระราชาไม่เคยอิ่มด้วยทรัพย์ สะสมเท่าใดความอยากได้มากขึ้นก็ยังคงอยู่ บัณฑิตไม่เคยอิ่มด้วยวาจาสุภาษิต ความรู้และวาทศิลป์ของธรรมหล่อเลี้ยงไม่สิ้นสุด ดวงตาไม่เคยอิ่มด้วยภาพน่ารัก อินทรีย์ย่อมเสาะหาความเพลินใหม่เสมอ มหาสมุทรไม่เคยอิ่มด้วยน้ำที่ไหลเข้ามา ยังดูดซับได้มากขึ้นเสมอ ความกระหายวาจาดีของบัณฑิตและความจุไม่สิ้นสุดของมหาสมุทร เป็นภาพของความอุดมที่เป็นกุศลหรือเป็นธรรมชาติ

๓๕๖. ความสำเร็จขึ้นกับคุณธรรมตามสถานะ

อสนฺตุฏฺโฐ ยติ นฏฺโฐ สนฺตุฏฺโฐ ปิ มหีปติ สลชฺชา คณิกา นฏฺฐา นิลชฺชา สุกุลงฺคนา ฯ

นักบวชที่ไม่สันโดษย่อมเสื่อม พระราชาที่สันโดษ (เฉื่อยชา) ก็เสื่อม หญิงคณิกาที่มีความอาย (เขินอาย) ก็เสื่อม หญิงตระกูลดีที่ไร้ความอายก็เสื่อม

นักบวชที่ไม่สันโดษย่อมเสื่อม เพราะความสันโดษคือฐานของชีวิตผู้สละ พระราชาที่สันโดษเฉื่อยชาก็เสื่อม เพราะผู้ปกครองต้องระแวดระวัง ทะเยอทะยานเพื่อความผาสุกของแผ่นดิน ไม่ประมาท หญิงคณิกาที่เขินอายก็เสื่อม เพราะอาชีพนั้นต้องอาศัยความกล้า หญิงตระกูลดีที่ไร้ความอายก็เสื่อม เพราะฐานะทางสังคมขึ้นกับความเหมาะสมและเกียรติ ความสำเร็จขึ้นกับการมีคุณธรรมที่เหมาะกับสถานะของตน (พึงเข้าใจในบริบทค่านิยมโบราณ)

๓๕๗. แม้ความอยากก็ไม่เที่ยง

ภูปาณฺณวคฺคิ ถี สิปฺปี อภิชฺฌาลุ จ ปุคฺคโล เอเตสํ ปิ มหิจฺฉานํ มหิจฺฉิฏฺฐา อนิจฺจตา ฯ

พระราชา มหาสมุทร ไฟ สตรี ช่างฝีมือ และคนละโมบ ผู้มีความอยากมากเหล่านี้ แม้แต่ความอยากของพวกเขาก็ตกอยู่ในความไม่เที่ยง

พระราชาอยากได้อำนาจและดินแดน มหาสมุทรอยากรับแม่น้ำทั้งหมด ไฟอยากได้เชื้อมากขึ้นเพื่อลุกต่อ สตรีถูกมองว่าอยากได้ความสบายมากขึ้น ช่างฝีมืออยากได้วัสดุและงาน คนละโมบอยากได้ทรัพย์ ประเด็นมิใช่เพียงว่าพวกเขามีความอยากมาก แต่แม้แต่ภาวะแห่งความอยากก็ไม่เที่ยง ความอยากเองเกิดดับ สมหวังหรือผิดหวัง ไม่มีสิ่งใดแม้แต่อาการอยากที่มั่นคง เป็นคำสอนเรื่องอนิจจังที่ละเอียดประยุกต์กับตัวแรงปรารถนาเอง (ข้อกล่าวถึงสตรีพึงอ่านในบริบทจารีต)

๓๕๘. สิ่งสูงสุดสี่ประการ

อาโรคฺยํ ปรโม ลาโภ สนฺตุฏฺฐิ ปรมํ ธนํ วิสฺสาโส ปรโม ญาติ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ฯ

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ความสันโดษเป็นทรัพย์อันประเสริฐ ผู้ที่ไว้วางใจได้เป็นญาติอันประเสริฐ พระนิพพานเป็นสุขอันประเสริฐ

ความไม่มีโรคเป็นลาภสูงสุด เพราะทรัพย์อื่นทั้งหมดไร้ประโยชน์หากปราศจากมัน ความสันโดษเป็นทรัพย์สูงสุด เพราะให้ความสงบที่ทรัพย์ใดก็ซื้อไม่ได้ ผู้ไว้วางใจได้เป็นญาติสูงสุด มีค่ายิ่งกว่าญาติที่เชื่อถือไม่ได้ สุดท้าย พระนิพพานเป็นสุขสูงสุด เหนือความสุขทางโลกทั้งปวง ลำดับคุณค่านี้พลิกความสำคัญทางโลกกลับหัว ชี้ให้ลงทุนในคุณสมบัติภายในและเป้าหมายสูงสุด แทนสมบัติภายนอกที่ชั่วคราว (คาถานี้มาจากธรรมบท)

๓๕๙. ขอให้ลาภไหลสู่คนยากจน

ทุคฺคตํ คจฺฉ โภ ลาภ ลาโภ ลาเภน ปูรติ ถเล ปวุฏฺฐ ปชฺชุนฺน อาโป อาเปน ปูรติ ฯ

ลาภเอ๋ย จงไปสู่คนยากจนเถิด ลาภย่อมเต็มขึ้นด้วยลาภ (ที่เพิ่มพูน) เมฆฝนเอ๋ย จงตกลงบนที่ดอนเถิด น้ำย่อมเต็มขึ้นด้วยน้ำ

ผู้กล่าวเอ่ยถึง "ลาภ" โดยตรง บุคลาธิษฐานเป็นพลังอันเอื้อเฟื้อ ความปรารถนาคือให้ทรัพย์ไหลสู่ผู้ที่ต้องการที่สุด บาทถัดมาอธิบายว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ทีละน้อยอย่างไร คือ ลาภเต็มขึ้นด้วยลาภ ดุจทุนน้อยอาจดึงดูดและงอกเงยเป็นมากขึ้น คำปรารถนาคือให้ลาภเริ่มต้นเล็กน้อยของคนจนทวีคูณ ดุจฝนจากเทพปัชชุนนะตกลงบนที่ดอน ทำให้น้ำค่อยรวมและเต็มผืนดินทีละน้อย ขอให้ทรัพย์ของคนจนเพิ่มพูนสม่ำเสมอจนเต็มและรุ่งเรือง

๓๖๐. ผู้ประเสริฐให้ปัญญา ไม่ขอ

โพธยนฺติ น ยาจนฺติ เทหี ติ ปจฺฉิมา ชนา ปสฺส วตฺถุํ อทานสฺส มา ภวตู ติ อีทิโส ฯ

ผู้ประเสริฐย่อมให้ปัญญา (แก่คนชั้นต่ำ) ไม่เที่ยวขอว่า "ให้เถิด" จงดูตัวอย่างของผู้ที่ไม่ให้ (ผู้ขอ) แล้วตั้งใจว่า "ขออย่าให้เราเป็นเช่นนั้น"

บุคคลผู้ประเสริฐย่อมให้ปัญญาแก่ผู้อื่น มอบความรู้และการชี้นำอย่างเอื้อเฟื้อ สิ่งสำคัญคือพวกเขาไม่ขอ ไม่เรียกร้องว่า "ให้เถิด" ศักดิ์ศรีของเขาอยู่ที่การให้ มิใช่การรับ ผู้กล่าวพิจารณาแบบอย่างนี้แล้วเปล่งคำปรารถนาเชิงป้องกัน คือ จงดูตัวอย่างของผู้ที่ไม่ให้ ทั้งคนตระหนี่ คนขอ คนพึ่งพิง มองตัวอย่างด้านลบนั้นแล้วตั้งใจว่า ขออย่าให้เราเป็นเช่นนั้น เป็นการตั้งสัจจะที่จะเอาอย่างผู้ให้ มิใช่ผู้รับที่กระเสือกกระสน วางความเอื้อเฟื้อเป็นทางแห่งทั้งศักดิ์ศรีและปัญญา

๓๖๑. บัณฑิตหายากดุจแก้วมณี

เสเล เสเล น มาณิกฺกํ คเช คเช น มุตฺติกํ วเน วเน น จนฺทนํ ฐาเน ฐาเน น ปณฺฑิตา ฯ

แก้วมณีมิได้มีอยู่ทุกภูเขา ไข่มุกมิได้มีในช้างทุกตัว แก่นจันทน์มิได้มีในป่าทุกแห่ง บัณฑิตก็มิได้มีอยู่ทุกที่

ดุจแก้วมณีมิได้มีอยู่ทุกภูเขา ไข่มุกมิได้มีในช้างทุกตัว และแก่นจันทน์มิได้มีในป่าทุกแห่ง ฉันใด บัณฑิตก็มิได้มีอยู่ทุกที่ ฉันนั้น ปัญญาดุจของล้ำค่าเหล่านี้เป็นสมบัติหายากที่เกิดเฉพาะภายใต้เงื่อนไขอันเหมาะสม คาถานี้เป็นทั้งคำเตือนมิให้คาดหวังว่าจะพบนักปราชญ์ทุกหนแห่ง และเป็นกำลังใจให้เห็นคุณค่าและเสาะหาท่านอย่างลึกซึ้งเมื่อปรากฏ เพราะการมีอยู่ของท่านเป็นสิ่งพิเศษ (คาถานี้ตรงกับโลกนีติ)

๓๖๒. ผู้ให้ทานหายากที่สุด

สเตสุ ชายเต สูโร สหสฺเสสุ จ ปณฺฑิโต วตฺตา สตสหสฺเสสุ จาคี ภวติ วา น วา ฯ

ในร้อยคน เกิดผู้กล้าหนึ่งคน ในพันคน เกิดบัณฑิตหนึ่งคน ในแสนคน เกิดนักพูด (วาทศิลป์) หนึ่งคน ส่วนผู้มีจาคะ (ใจให้ทาน) จะมีหรือไม่มีก็ไม่แน่

ผู้กล้าแม้พิเศษก็ยังพบได้ราวหนึ่งในร้อย บัณฑิตหายากกว่ามาก พบราวหนึ่งในพัน นักพูดผู้เชี่ยวชาญวาทศิลป์ยิ่งหายาก พบราวหนึ่งในแสน แต่ที่หายากที่สุดคือผู้มีจาคะแท้ ผู้ให้ด้วยใจบริสุทธิ์ บุคคลเช่นนี้จะมีหรือไม่มีก็ไม่แน่ พวกเขาเป็นยอดของคุณธรรมมนุษย์ หายากจนไม่อาจสันนิษฐานเชิงสถิติว่ามีอยู่ ความเอื้อเฟื้อที่แท้จึงเป็นการบรรลุสูงสุดที่หาได้ยากที่สุด

๓๖๓. พึงสรรเสริญสิ่งที่มีอยู่และเป็นประโยชน์

ชิเนน อาคตํ สูรํ ธนญฺจ เคหมาคตํ ชิณฺณํ อนฺนํ ปสํเสยฺย ทารญฺจ คตโยพฺพนํ ฯ

พึงสรรเสริญผู้กล้าที่กลับจากชัยชนะ ทรัพย์ที่มาถึงเรือน อาหารแม้เก่า และภรรยาแม้พ้นวัยสาว

พึงสรรเสริญผู้กล้าที่กลับจากชัยชนะ เพราะความสำเร็จของเขานำความมั่นคง พึงสรรเสริญทรัพย์ที่มาถึงเรือน เพราะให้อาหารและความมั่นคง แม้ไม่มากมาย พึงสรรเสริญอาหารแม้เก่า เพราะป้องกันความหิวและหล่อเลี้ยงชีวิต พึงสรรเสริญภรรยาแม้พ้นวัยสาว เพราะความภักดี ประสบการณ์ และความเป็นคู่ของนางเป็นคุณยั่งยืน เป็นคำสอนที่ให้คุณค่ากับสิ่งที่ใช้ได้จริงและมีอยู่ เหนือสิ่งที่อุดมคติหรือไร้ที่ติ

๓๖๔. วิชาในตำรา ทรัพย์ในมือผู้อื่น ใช้ไม่ได้ยามจำเป็น

โปตฺถเกสุ จ ยํ สิปฺปํ ปรหตฺเถสุ ยํ ธนํ ยถา กิจฺเจ สมุปฺปนฺเน น ตํ สิปฺปํ น ตํ ธนํ ฯ

วิชาที่อยู่ในตำรา และทรัพย์ที่อยู่ในมือผู้อื่น เมื่อมีกิจจำเป็นเกิดขึ้น นั่นก็ไม่ใช่วิชา (ของตน) ไม่ใช่ทรัพย์ (ของตน)

วิชาที่มีอยู่แต่ในตำราเป็นเพียงความรู้เชิงทฤษฎี มิใช่ทักษะที่ชำนาญ ทรัพย์ที่อยู่ในมือผู้อื่นมิได้อยู่ในการครอบครองของตน บททดสอบมาถึงเมื่อมีกิจจำเป็น ในขณะวิกฤตนั้น ความรู้ในตำราเอามาใช้ไม่ได้ และทรัพย์ของผู้อื่นเข้าถึงไม่ได้ ฉะนั้นนั่นจึงไม่ใช่ทักษะที่แท้ ไม่ใช่ทรัพย์ที่แท้ คุณค่าถูกนิยามด้วยความพร้อมใช้และประโยชน์ในยามจำเป็น สิ่งที่เราใช้ไม่ได้เมื่อต้องการ ก็เท่ากับเราไม่มีมัน

๓๖๕. อาวุธของแต่ละจำพวก

วาจาวุธา จ ราชาโน สจฺจาวุธา จ สมณา ธนาวุธา เสฏฺฐิโน จ โคณาวุธา ทลิทฺทกา ฯ

พระราชามีวาจาเป็นอาวุธ สมณะมีสัจจะเป็นอาวุธ เศรษฐีมีทรัพย์เป็นอาวุธ และคนยากจนมีโคเป็นอาวุธ

พระราชามีวาจาเป็นอาวุธ พระราชอำนาจอยู่ที่คำสั่ง การทูต กฎหมาย และประกาศ สมณะมีสัจจะเป็นอาวุธ กำลังของท่านคือการยึดและสอนสัจธรรมสูงสุด อันเป็นอำนาจและการคุ้มครอง เศรษฐีมีทรัพย์เป็นอาวุธ ทุนคือเครื่องมือค้าขาย อิทธิพล และความมั่นคง คนยากจนมีโคเป็นอาวุธ สัตว์ลากเป็นปัจจัยสำคัญของแรงงาน การขนส่ง และการเกษตรเพื่อความอยู่รอด อาวุธของแต่ละกลุ่มคือทรัพยากรพื้นฐานเพื่อความอยู่รอดของตน

๓๖๖. แต่ละสถานการณ์ต้องการคนต่างแบบ

อุกฺกฏฺเฐ สูรมิจฺฉนฺติ โกลาหเลสุ ภาสิตํ ปิยญฺจ อนฺนปานมฺหิ อตฺถกิจฺเจสุ ปณฺฑิตํ ฯ

ในสนามรบต้องการผู้กล้า ในความโกลาหลต้องการคำพูดที่ชัดเจน ในเรื่องข้าวน้ำ (วงเลี้ยง) ต้องการมิตร และในกิจการงานต้องการบัณฑิต

ในสนามรบต้องการผู้กล้า เพราะความกล้าและทักษะการรบสำคัญสูงสุด ในความโกลาหลวุ่นวายต้องการคำพูดที่ชัดเจน คือผู้ที่ตัดความวุ่นวายด้วยเหตุผลและทิศทางที่กระจ่าง ในเรื่องข้าวน้ำต้องการมิตรที่รัก เพราะความเป็นเพื่อนเสริมความสุขในวงอาหาร ในกิจการสำคัญต้องการบัณฑิต ผู้ที่คำปรึกษาประกันการตัดสินใจที่ถูกและความสำเร็จ ความท้าทายต่างกันเรียกร้องความเป็นเลิศต่างชนิด

๓๖๗. กลยุทธ์ในแต่ละสภาวะ

กปเณ ตารเย มิตฺตํ ทุพฺภิกฺเข ธญฺญํ ธารเย สภายํ ธารเย สิปฺปํ สงฺคหานิ มหีตเล ฯ

ในยามยากจน พึงช่วยมิตร ในยามข้าวยากหมากแพง พึงสะสมข้าว ในที่ประชุม พึงแสดงวิชา สิ่งเหล่านี้เป็นที่พึ่งบนพื้นพิภพ

ในยามยากจน หน้าที่คือช่วยมิตร เพราะการเกื้อกูลกันคือแนวป้องกันแรกจากความสิ้นไร้ ในยามข้าวยากหมากแพง สิ่งจำเป็นคือสะสมข้าว การดูแลเสบียงอย่างรอบคอบประกันความอยู่รอดร่วมกัน ในที่ประชุม ต้องแสดงวิชา การพิสูจน์ความสามารถของตนรักษาชื่อเสียงและการเลี้ยงชีพ เหล่านี้มิใช่เพียงข้อแนะนำ แต่เป็นยุทธศาสตร์พื้นฐาน คือ คุ้มครองสายสัมพันธ์ในยามลำบาก จัดการทรัพยากรสำคัญในยามขาดแคลน และแสดงคุณค่าของตนในสังคม

๓๖๘. การให้อันประเสริฐในแต่ละกาล

ทุพฺภิกฺเข อนฺนทาตารํ สุภิกฺเข จ หิรญฺญทํ ภเย จาภยธาตารํ สพฺเพสํ ปรมํ วรํ ฯ

ในยามข้าวยาก ผู้ให้อาหาร ในยามอุดมสมบูรณ์ ผู้ให้ทอง ในยามมีภัย ผู้ให้ความปลอดภัย (อภัย) นี้คือพรอันประเสริฐสุดของทั้งปวง

ในยามข้าวยาก การให้อันสูงสุดคือเป็นผู้ให้อาหาร อันตอบสนองความต้องการทางกายเร่งด่วนที่สุด ในยามอุดมสมบูรณ์ การให้อันสูงสุดคือเป็นผู้ให้ทอง เพราะความเอื้อเฟื้อด้วยทรัพย์ช่วยให้ผู้อื่นสร้างความมั่นคงและเจริญ ในยามมีภัย การให้อันสูงสุดคือเป็นผู้ให้อภัย (ความปลอดภัย) ผ่านการคุ้มครอง ความกล้า และความปลอดภัย คาถาสรุปว่าความเอื้อเฟื้อที่ตอบสนองความต้องการของขณะนั้นคือพรอันประเสริฐสุดของทั้งปวง เป็นยอดของความประพฤติอันมีคุณธรรม เกื้อทั้งผู้ให้และผู้รับ

๓๖๙. หงส์ไม่อยู่ในหมู่กา บัณฑิตไม่อยู่ในหมู่พาล

หํโส มชฺเฌ น กากานํ สีโห คุนฺนํ น โสภเต คทฺรภานํ น ตุรงฺโค พาลานญฺจ น ปณฺฑิโต ฯ

หงส์ไม่อยู่ท่ามกลางหมู่กา ราชสีห์ไม่งามในหมู่โค ม้าไม่อยู่ในหมู่ลา และบัณฑิตไม่อยู่ในหมู่คนพาล

หงส์อันเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และความสง่า ไม่อยู่ท่ามกลางหมู่กาอันเป็นสัญลักษณ์ของความอึกทึกและการกินซาก ราชสีห์ราชาแห่งสัตว์ ไม่เปล่งความสง่าในหมู่โค ม้าอันเป็นสัญลักษณ์ของความเร็วและความสูงศักดิ์ ไม่อยู่ในหมู่ลา ตามตรรกนี้ บัณฑิตไม่อยู่ในหมู่คนพาล ผู้มีปัญญาย่อมเลี่ยงการคบเช่นนั้น หรือหากถูกบีบให้อยู่ก็ถอนตัวเร็ว ความเป็นเลิศที่แท้ต้องการสภาพแวดล้อมที่เข้ากันได้ มันถูกแยก บดบัง หรือขับไล่ด้วยความปานกลางและความเขลา

๓๗๐. คุณสมบัติที่แท้ของพระราชา มิตร ภรรยา และบุตร

น โส ราชา โย อเชยฺยํ ชินาติ น โส สขา โย สขารํ ชินาติ น สา ภริยา ยา ปติโน วิเภติ น เต ปุตฺตา เย น ภรนฺติ ชิณฺณํ ฯ

ผู้ใดเอาชนะผู้ที่ไม่ควรเอาชนะ (เช่นบิดามารดา) ผู้นั้นไม่ใช่พระราชา ผู้ใดเอาชนะมิตร ผู้นั้นไม่ใช่มิตร หญิงใดหวาดกลัวสามี หญิงนั้นไม่ใช่ภรรยา ผู้ใดไม่เลี้ยงดูบิดามารดายามแก่เฒ่า ผู้นั้นไม่ใช่บุตร

ผู้ใช้อำนาจเอาชนะหรือข่มผู้ที่ไม่ควรล่วงเกินเช่นบิดามารดา ไม่ใช่พระราชาที่แท้ ผู้ที่แข่งขันหรือพยายามเอาชนะมิตรไม่ใช่มิตรที่แท้ มิตรภาพแท้เป็นความร่วมมือ มิใช่การต่อสู้ หญิงที่อยู่ด้วยความหวาดกลัวสามีไม่ใช่ภรรยาที่แท้ การแต่งงานที่ถูกต้องตั้งบนความเคารพและความรักซึ่งกันและกัน มิใช่ความหวาดกลัว ผู้ที่ไม่เลี้ยงดูบิดามารดายามแก่ไม่ใช่บุตรที่แท้ ความกตัญญูคือหน้าที่พื้นฐานของลูก อำนาจ มิตรภาพ การแต่งงาน และวงศ์ตระกูล ล้วนกลวงเปล่าหากปราศจากคุณธรรมที่คู่ควร

๓๗๑. มิตร ศัตรู ความรัก และกำลังที่แท้

นตฺถิ วิชฺชาสมํ มิตฺตํ นตฺถิ พฺยาธิสโม ริปุ นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ นตฺถิ กมฺมปรํ พลํ ฯ

ไม่มีมิตรเสมอด้วยวิชา ไม่มีศัตรูเสมอด้วยโรค ไม่มีความรักเสมอด้วยความรักตน และไม่มีกำลังยิ่งกว่ากรรม (การกระทำ)

ไม่มีมิตรเสมอด้วยวิชา เพราะวิชาคุ้มครอง ชี้นำ และปลดปล่อยในทุกสถานการณ์ ไม่เคยทรยศ ไม่มีศัตรูเสมอด้วยโรค เพราะมันโจมตีจากภายใน ทำลายความสบายและความสามารถ และเป็นปฏิปักษ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับทุกคน ไม่มีความรักเสมอด้วยความรักตน หมายถึงความใส่ใจอย่างมีปัญญาต่อความผาสุกที่แท้ของตน ซึ่งจูงใจให้เลี่ยงชั่วทำดี ไม่มีกำลังยิ่งกว่ากรรม เพราะพลังของการกระทำอันมีเจตนาหล่อหลอมชะตาชีวิตได้แน่นอนยิ่งกว่ากำลังกายหรือความช่วยเหลือภายนอกใด

๓๗๒. ความขัดแย้งในตัวคน

อิตฺถิมิสฺเส กุโต สีลํ มํสภกฺเข กุโต ทยา สุราปาเน กุโต สจฺจํ มหาโกเธ กุโต ตโป ฯ

ในคนเจ้าชู้ จะมีศีลได้แต่ไหน? ในคนกินเนื้อ จะมีความกรุณาได้แต่ไหน? ในคนดื่มสุรา จะมีสัจจะได้แต่ไหน? ในคนโกรธจัด จะมีตบะได้แต่ไหน?

ในคนเจ้าชู้จะมีศีลได้อย่างไร? ชีวิตที่หมกมุ่นในกามขัดกับการสำรวมทางเพศอันเป็นเสาหลักของศีล ในคนกินเนื้อจะมีความกรุณาได้อย่างไร? การบริโภคเนื้อขัดกับหลักไม่เบียดเบียน ในคนดื่มสุราจะมีสัจจะได้อย่างไร? ความมึนเมาทำให้จิตขุ่นมัว นำสู่การพูดประมาท เกินจริง หรือเท็จ ในคนโกรธจัดจะมีตบะได้อย่างไร? ความโกรธคือกิเลสร้อนแรงเผาผลาญ ตรงข้ามกับการบังคับตนอันเย็นและมีวินัยที่นิยามการบำเพ็ญตบะ

๓๗๓. สิ่งที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อผู้มีทรัพยากรภายใน

โกติภาโร สมตฺถานํ กึ ทูรํ พฺยวหารินํ โก วิเทโส สวิชฺชานํ โก ปโร ปิยวาทินํ ฯ

อะไรเล่าจะหนักเกินไปสำหรับผู้มีความสามารถ? อะไรเล่าจะไกลเกินไปสำหรับพ่อค้า? อะไรเล่าจะเป็นต่างแดนสำหรับผู้มีวิชา? และใครเล่าจะเป็นคนแปลกหน้าสำหรับผู้พูดจาไพเราะ?

อะไรจะหนักเกินไปสำหรับผู้มีความสามารถ? สำหรับผู้ที่แข็งแกร่งจริง ไม่มีภาระใดหนักเกิน อะไรจะไกลเกินไปสำหรับพ่อค้า? สำหรับนักค้าขาย ดินแดนไกลคือโอกาส มิใช่อุปสรรค อะไรจะเป็นต่างแดนสำหรับผู้มีวิชา? สำหรับผู้รู้ ไม่มีวิชาหรือสถานที่ใดแปลกแยกจริง ใครจะเป็นคนแปลกหน้าสำหรับผู้พูดจาไพเราะ? สำหรับผู้มีเสน่ห์และวาทศิลป์ ไม่มีใครเป็นคนแปลกหน้าได้นาน เน้นทรัพยากรภายใน คือ ความสามารถ ความเป็นผู้ประกอบการ ความรู้ และทักษะทางสังคม เปลี่ยนอุปสรรคที่อาจเกิดให้กลายเป็นเรื่องไม่สำคัญหรือแม้แต่ข้อได้เปรียบ

๓๗๔. สิ่งที่ไม่มีสำหรับแต่ละจำพวก

ทุพฺภิกฺโข กสิโน นตฺถิ สนฺตานํ นตฺถิ ปาปโก มุคสฺส กลโห นตฺถิ นตฺถิ ชาครโต หยํ ฯ

ไม่มีความอดอยากสำหรับชาวนา ไม่มีบาปสำหรับคนดี ไม่มีการทะเลาะ (ที่เลี่ยงได้) สำหรับคนใบ้ และไม่มีความเสียหายสำหรับผู้ตื่นตัว (ไม่ประมาท)

ไม่มีความอดอยากสำหรับชาวนา หากเขาขยันทำไร่นา ก็จะมีอาหาร อันเป็นความมั่นคงพื้นฐานที่สุด ไม่มีบาปสำหรับคนดี เพราะผู้มีคุณธรรมโดยนิยามย่อมไม่ก่อกรรมชั่วที่นำสู่ทุกข์ในอนาคต ไม่มีการทะเลาะที่เลี่ยงได้สำหรับคนใบ้ คือผู้ที่นิ่งไม่พูดย่อมไม่ก่อวิวาท ไม่มีความเสียหายสำหรับผู้ตื่นตัว คือผู้ไม่ประมาทย่อมเลี่ยงความผิดพลาดและหลุมพรางที่ก่อความเสียหายด้วยการใส่ใจรอบคอบ

๓๗๕. สิ่งที่ไม่พึงมองข้าม

พาลิตฺถีมกฺขิกาตุณฺฑํ อิสีนญฺจ กมณฺฑลุ เสตมฺพุ ผลํ ตมฺพูลํ โนจฺฉิฏฺฐมุปชายเต ฯ

หญิงสาว ปากเหล็กในของผึ้ง คนโทน้ำของฤๅษี น้ำสะอาด ผลไม้ และใบพลู สิ่งเหล่านี้ไม่พึงมองข้าม (ดูแคลน)

พลัง ศักยภาพ และเสน่ห์ของหญิงสาวเรียกร้องความเคารพและความระมัดระวัง เหล็กในของผึ้งแม้เล็กก็มีพิษ หมายถึงภัยเล็กน้อยก็อาจอันตราย ไม่พึงดูแคลนคนโทน้ำของฤๅษี อันเป็นเครื่องหมายของพันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์ น้ำสะอาดเป็นทรัพยากรสำคัญที่ไม่พึงสิ้นเปลืองหรือทำให้สกปรก ผลไม้เป็นผลของแรงงานต้นไม้ ไม่พึงถือเป็นของตามมีตามเกิด ใบพลูเป็นเครื่องสังสรรค์ที่เอื้อการแลกเปลี่ยนและความเคารพทางสังคม ทั้งหมดไม่พึงมองข้ามเพื่อรักษาความระมัดระวังและความปลอดภัยพื้นฐาน

๓๗๖. ระยะเวลาที่เผยธาตุแท้

ปญฺจรตฺยา สุคนฺธพฺพา สตฺตรตฺยา ธนุคฺคหา เอกมาสา สุภริยา อฑฺฒมาสา สิสฺสา มลา ฯ

นักดนตรีที่ดี (รู้ได้) ใน ๕ คืน นักธนู (รู้ได้) ใน ๗ คืน ภรรยาที่ดี (รู้ได้) ใน ๑ เดือน ส่วนศิษย์ที่มีมลทิน (รู้ได้) ใน ครึ่งเดือน

นักดนตรีเผยฝีมือหรือความด้อยของตนใน ๕ คืนของการบรรเลง นักธนูแสดงความแม่นยำและความมั่นคงใน ๗ คืนของการฝึกหรือการแข่ง ภรรยาที่ดีเผยอุปนิสัย คุณธรรม และความเข้ากันใน ๑ เดือนของชีวิตคู่ ส่วนศิษย์ที่มีมลทินเผยเจตนาหรืออุปนิสัยเลวในครึ่งเดือน ระยะเวลาแปรตามความซับซ้อนของบทบาท ทักษะผิวเผินประเมินได้เร็ว แต่อุปนิสัยและความเข้ากันลึก ๆ ต้องใช้การสังเกตนานกว่า เป็นปัญญาเชิงปฏิบัติในการทดสอบและความไว้วางใจ

๓๗๗. มลทินสูงสุดคืออวิชชา

มลิตฺถิยา ทุจฺจริตํ มจฺเฉรํ ททโต มลํ มลา เว ปาปกา ธมฺมา อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ มลา มลตรํ ตโต อวิชฺชา ปรมํ มลํ ฯ

ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของสตรี ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้ บาปธรรมเป็นมลทินทั้งในโลกนี้และโลกหน้า แต่มลทินที่ยิ่งกว่ามลทินนั้น คืออวิชชา เป็นมลทินอันสูงสุด

ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของสตรี เพราะฐานะทางสังคมของสตรีตามจารีตผูกกับความเหมาะสมทางเพศ ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้ เพราะผู้ที่บทบาทคือการให้ ความตระหนี่เป็นข้อด้อยที่เด่นชัด บาปธรรมเป็นมลทินทั้งโลกนี้และโลกหน้า นำชื่อเสียงเสียในโลกนี้และทุคติในโลกหน้า แต่ที่ร้ายกว่ามลทินทั้งหมดคืออวิชชา โดยเฉพาะความไม่รู้อริยสัจสี่ เป็นมลทินสูงสุดเพราะเป็นรากเหตุของกิเลสอื่นทั้งปวง บดบังจิตและประกันการเวียนว่ายในทุกข์ไม่สิ้นสุด (ข้อกล่าวถึงสตรีพึงอ่านในบริบทจารีต)

๓๗๘. เครื่องรักษาสิ่งต่าง ๆ

สุตสฺส รกฺขา สพฺพทาภิโยโค กุลสฺส วตฺตํ ปุริสสฺส วิชฺชา รญฺโญ ปมาโท ปสโม ธนสฺส อิตฺถีนนฺตุ นตฺเถว ชาตุ รกฺขา ฯ

เครื่องรักษาความรู้คือการหมั่นทบทวนเสมอ เครื่องรักษาตระกูลคือความประพฤติ เครื่องรักษาบุรุษคือวิชา เครื่องรักษาพระราชาคือความไม่ประมาท เครื่องรักษาทรัพย์คือความสงบ แต่ (ตามทัศนะคัมภีร์) สำหรับสตรีหามีเครื่องรักษาไม่

เครื่องรักษาความรู้คือการหมั่นทบทวนและนำไปใช้ หากปราศจากก็ลืมเลือน เครื่องรักษาตระกูลคือความประพฤติดีตามจารีต รักษาขนบและศีลธรรมอันธำรงเกียรติ เครื่องรักษาบุรุษคือวิชา ปัญญาหรือวิชาชีพประกันการเลี้ยงชีพและการตัดสินใจ เครื่องรักษาพระราชาคือความไม่ประมาท ความเลินเล่อทำให้เสียแผ่นดิน เครื่องรักษาทรัพย์คือความสงบ บาทสุดท้ายสะท้อนทัศนะโบราณเรื่องความผันแปรของสตรีหรือความเป็นไปไม่ได้ที่จะคุ้มครองด้วยวิธีภายนอกลำพัง พึงอ่านพร้อมหมายเหตุในหมวดสตรีว่าเป็นการเหมารวมตามจารีต มิใช่ข้อเท็จจริง

๓๗๙. สิ่งที่ทำลายสิ่งต่าง ๆ

สตฺตานํ ชรตา หนฺติ ตณฺหา หนฺติ สพฺพสุขํ สพฺพพลํ จินฺตา หนฺติ ทยา หนฺติ สกํ ธนํ ฯ

ความแก่ย่อมทำลายสัตว์ ตัณหาย่อมทำลายความสุขทั้งปวง ความวิตกย่อมทำลายกำลังทั้งปวง และการให้ (กรุณา) ย่อมทำให้ทรัพย์ของตนสิ้นไป

ความแก่ทำลายสัตว์ เป็นกระบวนการชราและอนิจจังที่ย่อยสลายร่างกายที่มีชีวิตทั้งหมด ตัณหาทำลายความสุขทั้งปวง เมื่อความอยากในสิ่งที่ไม่มีไม่สิ้นสุดป้องกันความพอใจในสิ่งที่มี ความวิตกทำลายกำลังทั้งปวง เพราะความกังวลและความคิดครอบงำสูบพลังกายและใจ ทำให้เป็นอัมพาตในการกระทำ ส่วนการให้และการบริจาคย่อมกระจายทรัพย์ของตนสู่ผู้อื่นโดยธรรมชาติ แต่นี่อาจถือเป็นการทำลายอันประเสริฐ เพราะนำสู่บุญกุศล

๓๘๐. สิ่งที่ทำลายความเจริญ

นีเจ วาโส สิรึ หนฺติ หนฺติ ครุํ จ ยาจโก ปสํสา สุคุณํ หนฺติ หนฺติ จิตฺตํ อสญฺญตา ฯ

การอยู่ในที่ต่ำ (ถิ่นเลว) ทำลายสิริ (ความเจริญ) การขอทำลายเกียรติ การยกย่อง (มากไป) ทำลายคุณความดี และความไม่สำรวมทำลายจิต

การอยู่ในที่ต่ำ อาจหมายถึงทำเลเลว การคบคนเลว หรือฐานะต่ำ ทำลายความเจริญ ปิดกั้นโอกาสและทำให้สัมผัสอิทธิพลเป็นภัย การขอทำลายเกียรติ กัดกร่อนความเคารพตนและความเคารพจากผู้อื่น ทำให้พึ่งพิง การยกย่องเมื่อหลั่งให้ใครมากไปทำลายคุณความดี อาจนำสู่ความประมาท ความหยิ่ง และการหยุดความเพียร สุดท้าย ความไม่สำรวมทำลายจิต หากปราศจากการบังคับตน จิตก็วุ่นวาย วอกแวก และตกเป็นทาสของกิเลส

๓๘๑. ความกลัวของแต่ละจำพวก

อสนํ ภยมนฺตานํ มชฺฌานํ มรณํ ภยํ อุตฺตมานนฺตุ สพฺเพสํ อวมานํ ปรํ ภยํ ฯ

สำหรับคนชั้นต่ำ การ (ขาด) อาหารเป็นที่น่ากลัว สำหรับคนชั้นกลาง ความตายเป็นที่น่ากลัว แต่สำหรับคนชั้นสูงทั้งปวง การถูกดูหมิ่นเป็นที่น่ากลัวยิ่งกว่า

สำหรับคนชั้นต่ำ ความกลัวหลักคือการขาดอาหาร ความห่วงคือการอยู่รอดประจำวัน สำหรับคนชั้นกลาง ความกลัวที่สุดคือความตาย เพราะคุกคามการสูญเสียทรัพย์ ครอบครัว และฐานะที่สั่งสม สำหรับคนชั้นสูง ความกลัวสำคัญที่สุดคือการถูกดูหมิ่นหรือสบประมาท อำนาจและเกียรติคือแก่นของเขา การกระทบชื่อเสียงร้ายยิ่งกว่าความตายทางกาย ความกลัวจึงสัมพันธ์กับสิ่งที่ตนมีจะสูญเสีย แต่ความกลัวเสียเกียรติคือสิ่งที่นำทางจิตอันสูงส่ง

๓๘๒. ดวงอาทิตย์ร้อนแรงโดดเดี่ยว ดวงจันทร์เย็นมีดาวล้อม

สูริโย ตปนํ ตโป น สนฺติ ปริวาริตา จนฺทรํ สีตลํ ชาตํ ตารกา ปริวาริตา อุปมา เอตฺถ ญาตพฺพา สูริยจนฺทราชุนํ ฯ

ดวงอาทิตย์มีความร้อนแผดเผา จึงไม่มีบริวารแวดล้อม ดวงจันทร์เย็น จึงมีดวงดาวแวดล้อม พึงเข้าใจอุปมาในข้อนี้ด้วยดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และพระราชา

ดวงอาทิตย์มีความร้อนแผดเผาแต่ไม่มีบริวาร ความดุร้ายของมันทำให้โดดเดี่ยว ดวงจันทร์เย็นและมีดวงดาวแวดล้อม บทเรียนที่บ่งสำหรับพระราชาชัดเจน คือ ผู้ปกครองที่แข็งกร้าว เกรี้ยวกราด และร้อนดุจดวงอาทิตย์จะขับไล่ผู้คนและปกครองอย่างโดดเดี่ยว ผู้ปกครองที่สงบ อ่อนโยน และเย็นดุจดวงจันทร์จะดึงดูดผู้ตามและที่ปรึกษาให้มาห้อมล้อมดุจดวงดาว ภาวะผู้นำที่แท้มาจากความเมตตา มิใช่อำนาจอันแผดเผา

๓๘๓. อบายของแต่ละนิสัย

อลโส มนฺทพุทฺธิ จ สุขิโต โรคปีฬิโต นิทฺทาลุ มํสวฑฺฒโน สุภกฺโข จ วิลุทฺธโก ฯ

คนเกียจคร้านย่อมปัญญาทึบ คนติดสุขสบายย่อมถูกโรคเบียดเบียน คนเห็นแก่นอนย่อมอ้วน และคนกินจุย่อมละโมบ

คนเกียจคร้านกลายเป็นปัญญาทึบ เพราะความไม่กระทำทำให้จิตหยุดนิ่ง คนติดสุขสบายถูกโรคเบียดเบียน เพราะการอยู่อย่างสบายเกินทำให้ร่างกายอ่อนแอ คนเห็นแก่นอนกลายเป็นคนอ้วน เพราะการนอนมากเกินทำให้เมแทบอลิซึมช้าและสะสมไขมัน คนกินจุกลายเป็นคนละโมบ เพราะความอยากอาหารไม่สิ้นสุดขยายไปสู่ความอยากสมบัติอื่น แต่ละอบายเพาะความเสื่อมเฉพาะชนิด ทั้งทางใจ ทางกาย หรือทางศีลธรรม

๓๘๔. ความมัวเมานำสู่ความพินาศ

ปมาโท ชายเต มทา ปมาทา ชายเต ขโย ขยา โทสา ปวฑฺฒนฺติ มทํ กึ น ชเห พุโธ ฯ

จากความมัวเมาเกิดความประมาท จากความประมาทเกิดความเสื่อม จากความเสื่อมโทษทั้งหลายย่อมพอกพูน ไฉนบัณฑิตจะไม่ละความมัวเมาเล่า?

จากความมัวเมา ไม่ว่าจากสุรา ความหยิ่ง หรืออำนาจ เกิดความประมาท จิตประมาทย่อมขาดการระวัง จากความประมาทเกิดความเสื่อม คือความพินาศของสุขภาพ ทรัพย์ หรือชื่อเสียง จากความเสื่อม โทษทั้งหลายพอกพูน เมื่อสถานการณ์ทรุดลง คุณสมบัติอกุศลเช่นความโกรธ การหลอกลวง และความสิ้นหวังก็ทวีคูณ เมื่อเห็นลำดับอันหลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ ไฉนบัณฑิตจะไม่ละความมัวเมา? เมื่อเห็นวิถีจากการหมกมุ่นสู่หายนะอย่างชัดเจน ปัญญาเรียกร้องการงดเว้นจากต้นเหตุโดยสิ้นเชิง

๓๘๕. หว่านพืชเช่นใด ได้ผลเช่นนั้น

ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ผลํ สมฺปตฺโต กลฺยาณการิ กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ ฯ

หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดีย่อม (ได้รับ) ผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อม (ได้รับ) ผลชั่ว

หว่านพืชเช่นใดย่อมได้ผลเช่นนั้น ธรรมชาติของการกระทำกำหนดธรรมชาติของผล ฉะนั้นผู้ทำดีย่อมเห็นดี ผู้ทำชั่วย่อมเห็นชั่ว ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีผู้ตัดสินภายนอก และไม่มีความบังเอิญ ผลฝังอยู่ในเมล็ด เป็นทั้งคำเตือนและกำลังใจ คือ ท่านเป็นผู้เขียนชะตาชีวิตของตนผ่านทุกการกระทำที่มีเจตนา หว่านความสุขหรือความทุกข์ในอนาคตของตนในขณะปัจจุบัน (สอดคล้องหลักกรรม)

๓๘๖. หากไม่เชื่อผลกรรม จงดูกระจกส่องชีวิตตน

ปุญฺญาปาปผลํ โย เจ น สทฺทหติ สจฺจโต โส เว สกานนํ ขิปฺปํ อาทาสตลมานเย ฯ

ผู้ใดไม่เชื่อผลของบุญและบาปตามจริง ผู้นั้นพึงรีบนำกระจกมาส่องดูสภาพ (ชีวิต) ของตนเองเถิด

หากใครไม่เชื่อความจริงของผลบุญผลบาป ไม่ควรเถียงเชิงนามธรรม แต่พึงรีบนำกระจกมาส่องสภาพของตนเอง ดูชีวิตของตน ทั้งสถานการณ์ ความสุข และความทุกข์ที่ประสบอยู่ มันคือผลที่มองเห็นได้ในปัจจุบันของการกระทำในอดีต สภาพของตนเองคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด กระจกสะท้อนหลักฐานตรง ประสบการณ์ส่วนตนคือพยานของเหตุและผลที่ปฏิเสธไม่ได้ ทำให้ความเชื่อเชิงนามธรรมไม่จำเป็น

๓๘๗. แสงแห่งความผาสุกในเรือนของคนทำดี

สมฺปรายิกมตฺถํ โย น สทฺทหติ เจ ปิ โส อาวาเส สคฺคคามีนํ โมกฺขเภ กึ น ปสฺสติ ฯ

แม้ผู้ใดไม่เชื่อประโยชน์ในโลกหน้า ไฉนเขาจะมองไม่เห็นแสงแห่งความหลุดพ้น (ความผาสุก) ในเรือนของผู้ที่จะไปสู่สวรรค์เล่า?

แม้ใครไม่เชื่อความจริงของโลกหน้า เขาก็มองโลกปัจจุบันได้ ไฉนจะมองไม่เห็นแสงแห่งความหลุดพ้นในเรือนของผู้จะไปสวรรค์? นี่หมายถึงความสงบ ความเอื้อเฟื้อ และความสุขที่สัมผัสได้ ซึ่งเปล่งออกจากครัวเรือนของคนมีคุณธรรมที่กำลังสั่งสมบุญเพื่อสุคติ ความสงบและโชคดีในปัจจุบันของพวกเขาคือแสงแรกที่มองเห็นของความสุขในอนาคต ผลของกรรมดีเริ่มฉายแสงที่นี่และเดี๋ยวนี้ ให้หลักฐานที่สังเกตได้ของหลักการ

๓๘๘. ธรรม ๗ ของบัณฑิต (ซ้ำ)

สทฺธา หิริ จ โอตฺตปฺปํ พาหุสจฺจํ วิริยํ สติ ปญฺญา จ สตฺตธมฺเมหิ สมฺปนฺโน ปณฺฑิโต มโต ฯ

ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ และปัญญา ผู้เพียบพร้อมด้วยธรรม ๗ ประการนี้ ท่านนับว่าเป็นบัณฑิต

ศรัทธาให้ความเชื่อมั่นในการเริ่มต้นและเพียรต่อ หิริและโอตตัปปะเป็นเครื่องคุ้มกันศีลธรรมทั้งภายในและภายนอก คือความละอายเมื่อคิดทำชั่วและความเกรงต่อผล พาหุสัจจะคือการสั่งสมความรู้ วิริยะคือความเพียรนำไปใช้ สติรักษาความรู้ตัวในปัจจุบัน ปัญญาคือความหยั่งรู้ตามจริงอันเป็นยอด ศรัทธาและปัญญาถ่วงดุลกัน วิริยะและสติหนุนการเรียนรู้ หิริและโอตตัปปะคุ้มกระบวนการทั้งหมด (คาถานี้ซ้ำกับคาถา ๓๑ ในหมวดปัญญา ตอกย้ำความสำคัญ)

๓๘๙. (คติโหราศาสตร์) วันเก็บส่วนต่าง ๆ ของพืช

รวิ มูลํ สสี ขนฺธํ โสรี องฺคา จ ปตฺติกํ พุทฺธํ ปุปฺผํ ครุ พีชํ ภรคุ ผลเมว จ ฯ

(ตามคติโหราศาสตร์) วันอาทิตย์ (เก็บ) ราก วันจันทร์ (เก็บ) ลำต้น วันเสาร์และวันอังคาร (เก็บ) ใบ วันพุธ (เก็บ) ดอก วันพฤหัสบดี (เก็บ) เมล็ด และวันศุกร์ (เก็บ) ผล

คาถานี้แสดงคติโหราศาสตร์หรือปฏิทินตามจารีต โยงแต่ละวันในสัปดาห์กับส่วนของพืช เป็นสัญลักษณ์ของระยะการเจริญเติบโตหรือแง่มุมของชีวิต สะท้อนระบบที่อิทธิพลของดาวประจำวันส่งผลต่อกิจการต่าง ๆ แนะนำเวลาอันเป็นมงคลสำหรับการเก็บพืชสมุนไพรตามวันที่สัมพันธ์กัน เชื่อกันว่าการเก็บผิดวันนำสู่ผลทางสุขภาพที่ไม่ดี (พึงเข้าใจในฐานะคติความเชื่อตามจารีต)

จบ ปกิณฺณกกณฺฑ (หมวดปกิณกะ) คาถาที่ ๓๓๕–๓๘๙ รวม ๕๕ คาถา