Wat Chulamanee
ธรรมนีติ

ฆราวาสกณฺฑ — หมวดว่าด้วยการครองเรือน

ธรรมนีติ · 13 คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

๑๘๒. เรือนที่มีภัยแฝงคือความตาย

ทุฏฺฐทาเรน อมิตฺยา ทาโส จุตฺตรวาจโก สสปฺเป จ ฆเร วาโส มจฺจุเมว น สํสโย ฯ

การอยู่ร่วมกับภรรยาที่เสีย กับศัตรู กับคนรับใช้ที่ชอบเถียง หรืออยู่ในเรือนที่มีงู ย่อมเป็นความตายโดยไม่ต้องสงสัย

ภรรยาที่เสียก่อความร้าวฉานและภัยทางศีลธรรม ศัตรูภายในเรือนเป็นภัยคุกคามตลอดเวลา คนรับใช้ที่ชอบเถียงบ่งบอกความล่มสลายของระเบียบและความเคารพ การมีงูในเรือนคืออันตรายที่ซ่อนเร้นและเป็นจริง ทั้งหมดนี้รวมกันสร้างสภาพแวดล้อมอันเป็นพิษ ทรยศ ไม่มั่นคง และเสี่ยงภัย เรือนต้องชำระให้ปลอดจากพลังทำลายเหล่านี้จึงจะเป็นที่ปลอดภัยและสงบสุข มิฉะนั้นก็มิใช่เรือน แต่เป็นหลุมศพ

๑๘๓. เดินทางธรรมโดยไม่ทะยานอยากในยศลาภ

ยสํ ลาภํ ปตฺถยนฺตํ นรํ วชฺชนฺติ ทูรโต ตสฺมา อนเปกฺขิตฺวาน ตํ มคฺคํ มคฺคเย พุโธ ฯ

คนที่ทะยานอยากในยศและลาภ ผู้คนย่อมหลีกเลี่ยงเสียแต่ไกล เพราะฉะนั้นบัณฑิตพึงดำเนินทาง (ธรรม) นั้นโดยไม่เพ่งเล็ง (ทะยานอยาก)

คนที่แสดงความกระหายยศและลาภส่วนตนอย่างออกหน้า ย่อมถูกผู้มีวิจารณญาณหลีกเลี่ยง เพราะความทะเยอทะยานของเขาฉายความขัดสนและความเห็นแก่ตัว ทำให้คนอื่นระแวงการถูกใช้หรือความผิวเผิน เพราะฉะนั้นบัณฑิตผู้เข้าใจกลไกนี้ พึงดำเนินทางธรรมโดยปราศจากความทะยานอยากเช่นนั้น การปฏิบัติของเขาควรมีแรงจูงใจจากเป้าหมายอันสูงกว่า เช่น คุณธรรมและความเข้าใจ มิใช่การยกย่องทางโลก เป็นการประกันว่าการคบหาของเขายังบริสุทธิ์และความก้าวหน้าเป็นของแท้

๑๘๔. บริหารยุ้งฉางและไร่นาอย่างพอประมาณ

ขลํ สาลํ ปสุํ เขตฺตํ คนฺตา จสฺส อภิกฺขณํ มิตํ ธญฺญํ นิธาเปยฺย มิตญฺจ ปาจเย ฆเร ฯ

พึงไปดูลานนวด โรงเรือน สัตว์เลี้ยง และไร่นาของตนอยู่เนือง ๆ พึงเก็บข้าวเปลือกไว้พอประมาณ และหุงต้มใช้ในเรือนแต่พอประมาณ

หัวหน้าครัวเรือนควรเอาใจใส่ตรวจตราทรัพย์สินหลักของตนด้วยตนเองอยู่เสมอ ทั้งไร่นา ปศุสัตว์ โรงเก็บ และยุ้งฉาง การกำกับดูแลด้วยตนเองนี้ป้องกันการละเลยและการลักขโมย หลักการสำคัญคือการบริหารอย่างพอประมาณ คือเก็บข้าวส่วนหนึ่งไว้เพื่อความมั่นคงในอนาคต ขณะใช้อีกส่วนหนึ่งเพื่อการบริโภคปัจจุบันในเรือน ความสมดุลระหว่างการออมเพื่อวันหน้าและการจัดหาเพื่อวันนี้ คือคุณธรรมของการดูแลจัดการอย่างมีปัญญา (คาถานี้ปรากฏซ้ำที่ ๓๑๖ ในหมวดข้าราชบริพาร)

๑๘๕. รู้จักเติม สะสม และรวบรวม

อญฺชนานํ ขยํ ทิสฺวา วมฺมิกานญฺจ สญฺจยํ มธูนญฺจ สมาหารํ ปณฺฑิโต ฆรมาวเส ฯ

บัณฑิตเห็นการสึกหรอของยาหยอดตา (อัญชัน) การก่อตัวของจอมปลวก และการรวบรวมน้ำผึ้ง (ของผึ้ง) แล้ว พึงครองเรือน (ด้วยปัญญาเช่นนั้น)

ยาหยอดตาค่อย ๆ สึกหรอไปด้วยการใช้ แสดงว่าทรัพยากรย่อมร่อยหรอ จอมปลวกก่อตัวขึ้นด้วยการสะสมทีละน้อย แสดงว่าเงินออมสร้างได้อย่างไร ผึ้งรวบรวมน้ำผึ้งจากดอกไม้มากมาย แสดงว่าทรัพย์ประกอบขึ้นได้จากความเพียรเล็ก ๆ หลากหลาย บัณฑิตเห็นความจริงตามธรรมชาติเหล่านี้ ย่อมเข้าใจหลักการในชีวิตการครองเรือน คือ เติมสิ่งที่ใช้ไปอย่างขยัน สะสมเงินออมอย่างอดทน และรวบรวมทรัพยากรอย่างแข็งขัน เรือนคือสถานที่ฝึกการบริหารอันชาญฉลาดนี้

๑๘๖. รู้รายรับรายจ่าย ตำหนิและยกย่องให้ถูกคน

สยํ อายํ วยํ ชญฺญา สยํ ชญฺญา กตากตํ นิคฺคณฺเห นิคฺคณฺหารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคณฺหารหํ ฯ

พึงรู้รายได้และรายจ่ายของตน พึงรู้สิ่งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ พึงข่ม (ตำหนิ) ผู้ที่ควรข่ม และพึงยกย่องผู้ที่ควรยกย่อง

ประการแรก ต้องรู้สภาพความเจริญและความเสื่อมของตน ทั้งสุขภาพ ทรัพย์ และอิทธิพล ประการที่สอง ต้องแยกแยะว่าสิ่งใดควรทำและสิ่งใดควรเว้น ประการที่สาม ต้องมีความกล้าตำหนิผู้ที่สมควรถูกตำหนิ เช่น คนรับใช้ที่เกียจคร้านหรือบุตรที่นอกลู่ ประการที่สี่ ต้องสนับสนุนและยกย่องผู้ที่ควรแก่การให้กำลังใจ การประยุกต์ใช้การพิจารณาตน วิจารณญาณ วินัย และการบำรุงอย่างสมดุลนี้ คือเครื่องหมายของผู้บริหารที่มีความสามารถในทุกขอบเขต

๑๘๗. การนอนตามฐานะ

เอกยาโม นราธิปฺโป ทฺวิยาโม ปณฺฑิโต นโร ตยาโม จ ฆราวาโส จตุยาโม จ ทุคฺคโต ฯ

พระราชาบรรทมยามเดียว บัณฑิตนอนสองยาม ผู้ครองเรือนนอนสามยาม ส่วนคนยากจน (ไร้ภาระ) นอนสี่ยาม (ตลอดคืน)

พระราชานอนเพียงยามเดียว เพราะความมั่นคงของแผ่นดินเรียกร้องความระแวดระวังตลอดเวลา การนอนนานเชื้อเชิญการคิดร้ายและความพินาศ บัณฑิตนอนสองยาม สมดุลระหว่างการพักผ่อนกับความจำเป็นในการศึกษา ภาวนา และพัฒนาตน ผู้ครองเรือนที่รับผิดชอบครอบครัวและการเลี้ยงชีพนอนสามยาม ต้องการพักผ่อนมากกว่าเพื่อแรงงาน แต่ก็ยังตื่นแต่เช้าทำกิจ ส่วนคนยากจนซึ่งไม่มีทรัพย์ต้องปกป้องและไม่มีภาระต้องทำ ก็นอนสี่ยามหรือตลอดคืน คาถานี้เป็นการพรรณนา มิใช่ข้อบังคับ ฐานะของคนกำหนดว่าต้องตื่นตัวเพียงใดเพื่อความอยู่รอดและความสำเร็จ

๑๘๘. นิยามญาติ บิดา มิตร และภรรยาที่แท้

โส พนฺธุ โย หิเต ยุตฺโต โส ปิตา โย จ โปสโก ตํ มิตฺตํ ยตฺถ วิสฺสาโส สา ภริยา ยตฺถ นิพฺพุติ ฯ

ผู้ที่ขวนขวายในประโยชน์ (ของเรา) คือญาติ ผู้ที่เลี้ยงดูคือบิดา ผู้ที่เราวางใจได้คือมิตร และผู้ที่เราพบความสงบใจคือภรรยา

ญาติที่แท้คือผู้ขวนขวายในสวัสดิภาพของเราอย่างแข็งขัน บิดาที่แท้คือผู้หล่อเลี้ยงและเกื้อหนุน มิตรที่แท้คือผู้ที่เราวางใจได้อย่างสนิท ภรรยาที่แท้คือผู้ที่เมื่ออยู่ด้วยแล้วเราพบความสงบใจอย่างแท้จริง คาถานี้เปลี่ยนการเน้นจากความสัมพันธ์ตามรูปแบบ ไปสู่การเกื้อหนุนทางอารมณ์และศีลธรรมที่มอบให้จริง เรือนในอุดมคติประกอบขึ้นด้วยบุคคลที่ทำบทบาทเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะมีสถานะตามชื่อเรียกใด

๑๘๙. การวางใจตามคุณธรรมของบุคคล

สทฺธา เปเมสุ สนฺเตสุ น คเณ มาสกํ สตํ สทฺธา เปเม อสนฺเตสุ มาสกํ ปิ สตํ คเณ ฯ

ในหมู่ผู้มีศรัทธาและความรักใคร่ (ความซื่อสัตย์) ไม่พึงนับเงินร้อยให้เป็นเพียงเฟื้อง (คือไม่ต้องคิดเล็กคิดน้อย) แต่ในหมู่ผู้ไร้ศรัทธาและความรักใคร่ พึงนับแม้เงินเฟื้องให้เป็นร้อย (คือต้องระวังทุกบาททุกสตางค์)

เมื่อติดต่อกับคนที่ไว้ใจได้ซึ่งมีศรัทธาและไมตรีแท้ ไม่ควรหมกมุ่นกับการนับบัญชีอย่างเคร่งครัด แม้หนี้ก้อนใหญ่ก็อาจถือเป็นเรื่องเล็ก เพราะความซื่อตรงของเขาคือหลักประกันที่แท้ แต่เมื่อติดต่อกับผู้ขาดความซื่อสัตย์และความใส่ใจ ต้องระมัดระวังยิ่งขึ้น เพราะความบกพร่องทางศีลธรรมของเขาทำให้ทุกบาททุกสตางค์เป็นความเสี่ยง ปัญญาในการดำเนินกิจการทางโลกอยู่ที่การปรับความระแวดระวังให้สอดคล้องกับความน่าไว้วางใจของอีกฝ่าย มิใช่ตามมูลค่าตัวเลขของการแลกเปลี่ยน

๑๙๐. พึงมีทั้งทรัพย์และวิชา

ยาจโก อปฺปิโย โหติ ยาจํ อททมปฺปิโย ตสฺมา เสฏฺฐนโร โลเก ธนํ สิปฺปํ ปริคฺคเห ฯ

ผู้ขอย่อมไม่เป็นที่รัก ผู้ไม่ให้เมื่อถูกขอก็ไม่เป็นที่รัก เพราะฉะนั้นบุรุษผู้ประเสริฐในโลกพึงหาทรัพย์และวิชาไว้

ผู้ที่เอาแต่ขอย่อมไม่เป็นที่รักเพราะการพึ่งพิง ในทางกลับกัน ผู้ที่ปฏิเสธคำขออันชอบธรรมก็ไม่เป็นที่รักเพราะความตระหนี่ ทางออกที่เสนอคือ บุรุษผู้ประเสริฐพึงเลี่ยงทั้งสองหลุมพรางด้วยการขวนขวายหาสองสิ่งไว้ คือ ทรัพย์และวิชา ทรัพย์ทำให้เอื้อเฟื้อได้โดยไม่ยากจน และวิชาประกันว่าตนจะไม่ตกอยู่ในฐานะผู้ขอ การพึ่งตนเองด้วยวิถีอันชอบธรรมคือทางรักษาศักดิ์ศรีและความสามารถในการให้ทาน

๑๙๑. พึงรักษาทรัพย์ ภรรยา และตน

สพฺพทา ปิ ธนํ รกฺเข ทารํ รกฺเข ธนํ ปิ จ ทารํ ธนญฺจ อตฺตานํ รกฺขา เยว สทา ภเว ฯ

พึงรักษาทรัพย์ทุกเมื่อ พึงรักษาภรรยาและทรัพย์ด้วย ภรรยา ทรัพย์ และตน พึงรักษาไว้เสมอ

ต้องรักษาทรัพย์จากการสูญหายและถูกขโมย ต้องดูแลภรรยาเพื่อความผาสุก ความซื่อตรง และความกลมเกลียวในเรือน ซึ่งการคุ้มครองนี้อาจต้องใช้ทรัพย์ด้วย และต้องรักษาตน ทั้งสุขภาพ ชื่อเสียง และคุณธรรม จากภยันตรายทั้งปวง คาถาสื่อว่าสามสิ่งนี้เชื่อมโยงกัน การสูญเสียอย่างหนึ่งกระทบอีกสองอย่าง ตนที่ถูกรักษาดีย่อมหาและรักษาทรัพย์ได้ ทรัพย์นั้นช่วยรักษาภรรยาและเรือน เรือนที่มั่นคงเกื้อหนุนตน เป็นหลักความมั่นคงทั้งของเรือนและของบุคคล

๑๙๒–๑๙๓. สิ่งที่ไม่พึงทำ และคุณธรรมที่พึงมี

น สาธารณทารสฺส น ภุญฺเช สาทุเมกโก น เสเว โลกายติกํ เนตํ ปญฺญาย วฑฺฒนํ สีลวา วตฺตสมฺปนฺโน อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ นิวาตวุตฺติ อตฺถทฺโธ สูรโต สขิโล มุทุ ฯ

ไม่พึงมีภรรยาร่วมกับผู้อื่น ไม่พึงบริโภคของอร่อยแต่ผู้เดียว ไม่พึงเสพลัทธิโลกายัต (วัตถุนิยม) สิ่งเหล่านี้มิใช่เครื่องเพิ่มพูนปัญญา พึงเป็นผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยวัตรปฏิบัติ ไม่ประมาท มีวิจารณญาณ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่กระด้าง กล้าหาญ อ่อนโยน และนุ่มนวล

การมีภรรยาร่วมกับผู้อื่นย่อมละเมิดความไว้วางใจในชีวิตคู่และก่อความวุ่นวาย การกินของอร่อยแต่ผู้เดียวบ่มเพาะความเห็นแก่ตัวและตัดสายสัมพันธ์แห่งความเอื้อเฟื้อ การคบหาวัตถุนิยมหันจิตจากความจริง การกระทำเหล่านี้มิได้เป็นกลาง แต่บั่นทอนการเติบโตทางจิตวิญญาณอย่างแข็งขัน บุคคลพึงเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมครบชุด ทั้งศีล วัตรปฏิบัติ ความไม่ประมาท วิจารณญาณ ความถ่อมตน ความกล้า ความอ่อนโยน และความนุ่มนวล อันมิใช่อุดมคติเลื่อนลอย แต่เป็นภาพอุปนิสัยที่หล่อหลอมด้วยการดำเนินชีวิตอันถูกต้อง สอนว่าปัญญาบ่มเพาะได้ทั้งจากสิ่งที่ใฝ่หาและสิ่งที่ตั้งใจหลีกเว้น

๑๙๔. สงเคราะห์มิตรและถวายแก่สมณพราหมณ์

สงฺคเห ตาว มิตฺตานํ สํวิภาคี วิธานวา ตปฺเปยฺย อนฺนปาเนน สทา สมณพฺรหฺมเณ ฯ

ในการสงเคราะห์มิตร พึงเป็นผู้เกื้อหนุนและฉลาดในการจัดสรร พึงเลี้ยงสมณะและพราหมณ์ด้วยข้าวและน้ำอยู่เสมอ

ประการแรก พึงเป็นผู้เกื้อหนุนและฉลาดในการสงเคราะห์มิตร เสริมสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและต่างตอบแทน ประการที่สอง พึงเลี้ยงสมณะและพราหมณ์ผู้แทนชีวิตทางจิตวิญญาณด้วยข้าวและน้ำอยู่เสมอ การให้แก่ผู้มีคุณธรรมเป็นประจำนี้เป็นบ่อเกิดบุญอันสำคัญ ชำระทรัพย์ให้บริสุทธิ์ และประกันพรและการชี้นำทางธรรมจากผู้ประเสริฐ เรือนจึงเป็นฐานหล่อเลี้ยงทั้งเครือข่ายทางสังคมและชุมชนทางธรรม

๑๙๕. ใฝ่ธรรม ใฝ่ถาม และคบบัณฑิต

ธมฺมกาโม สุตาธาโร ภเวยฺย ปริปุจฺฉโก สกฺกจฺจํ ปยิรูปาเส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต ฯ

พึงเป็นผู้ใคร่ธรรม ทรงจำสุตะ (สิ่งที่เล่าเรียน) เป็นผู้ชอบไต่ถาม และพึงคบหาผู้มีศีลและเป็นพหูสูตโดยเคารพ

ผู้ครองเรือนพึงเป็นผู้ใคร่ธรรม พบความยินดีในธรรม พึงเป็นพหูสูต ทรงจำคำสอนที่ได้สดับ พึงเป็นผู้ใฝ่ไต่ถาม แสวงหาความกระจ่างในข้อยากเพื่อเข้าใจลึกซึ้งขึ้น ที่สำคัญที่สุด พึงคบหาและปรนนิบัติผู้มีศีลและเป็นพหูสูตโดยเคารพ การเข้าหาทั้งคำสอนและผู้ที่เป็นตัวอย่างมีชีวิตของคำสอนนั้นอย่างแข็งขันและถ่อมตน เป็นเครื่องประกันความเจริญในปัญญาอย่างต่อเนื่อง แม้ขณะยังครองเรือนอยู่

จบ ฆราวาสกณฺฑ (หมวดว่าด้วยการครองเรือน) คาถาที่ ๑๘๒–๑๙๕ รวม ๑๔ คาถา