Wat Chulamanee
ธรรมนีติ

ปญฺญากณฺฑ — หมวดว่าด้วยปัญญา

ธรรมนีติ · 30 คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

๒๘. วงจรแห่งปัญญา

สุสฺสูสา สุตวฑฺฒนี ปญฺญาย วฑฺฒนํ สุตํ ปญฺญาย อตฺถํ ชานาติ ญาโต อตฺโถ สุขาวโห ฯ

การตั้งใจฟังเป็นเครื่องเพิ่มพูนสุตะ สุตะเป็นเครื่องเพิ่มพูนปัญญา ด้วยปัญญาย่อมรู้ประโยชน์ (เป้าหมาย) เมื่อรู้ประโยชน์แล้วย่อมนำสุขมาให้

คาถานี้พรรณนา "วงจรอันดีงามของปัญญา" เริ่มจากการตั้งใจสดับฟัง ซึ่งเพิ่มพูนคลังความรู้ ความรู้ที่สั่งสมเมื่อนำมาพิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการ ย่อมหยั่งลึกเป็นปัญญาที่แท้ ปัญญานั้นเองเป็นเครื่องให้เข้าใจเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือความพ้นทุกข์ และการเข้าใจเป้าหมายอย่างแจ่มแจ้งนี้ก็กลายเป็นบ่อเกิดของความสุขอันมั่นคงไม่หวั่นไหว

๒๙. มองภัยล่วงหน้า เผชิญภัยอย่างไม่หวั่น

อนาคตํ ภยํ ทิสฺวา ทูรโต ปริวชฺชเย อาคตญฺจ ภยํ ทิสฺวา อภีโต โหติ ปณฺฑิโต ฯ

บัณฑิตเห็นภัยที่ยังไม่มาถึง ย่อมหลีกเลี่ยงเสียแต่ไกล และเมื่อเห็นภัยที่มาถึงแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ครั่นคร้าม

คาถานี้แยกความรอบคอบกับความกล้าหาญ อันเป็นเครื่องหมายของปัญญาทั้งคู่ ส่วนแรกคือ "วิจารณญาณมองการณ์ไกล" บัณฑิตหยั่งเห็นภัยที่อาจเกิดล่วงหน้านาน แล้วป้องกันหลีกเลี่ยงแต่เนิ่น ๆ ส่วนหลังคือ "ความหนักแน่นมั่นคง" เมื่อภัยเกิดขึ้นจริงและหลีกไม่ได้ บัณฑิตก็เผชิญด้วยใจกระจ่าง ไม่ตื่นตระหนกสับสน ปัญญาแท้จึงรวมทั้งทักษะนำพาตนหลบเลี่ยงปัญหา และพลังภายในที่เผชิญความยากด้วยจิตมั่นคง

๓๐. กิเลสที่บัณฑิตพึงละ

โลภํ โกธํ มทํ มานํ ตนฺทึ อิสฺสํ ปมตฺตตํ โสณฺฑํ นิทฺทาลุกํ มกฺขํ มจฺเฉรญฺจ ชเห พุโธ ฯ

บัณฑิตพึงละความโลภ ความโกรธ ความมัวเมา ความถือตัว ความเกียจคร้าน ความริษยา ความประมาท ความหมกมุ่น (ในของมึนเมา) ความเห็นแก่นอน ความลบหลู่คุณท่าน และความตระหนี่

คาถานี้ให้บัญชีกิเลสเครื่องเศร้าหมองที่บดบังวิจารณญาณและนำทุกข์มาให้ ความโลภ โกรธ มัวเมา ถือตัว เป็นเหตุแห่งอกุศลกรรม ความเกียจคร้านและความประมาทเป็นศัตรูของความเพียร ความริษยาและความตระหนี่เป็นพิษทำลายมิตรภาพ ความหมกมุ่นและความเห็นแก่นอนแสดงถึงการขาดการบังคับตน ส่วนความลบหลู่คุณท่านทำให้มืดบอดต่อความดีของผู้อื่น

บัณฑิตมิใช่เพียงผู้รู้มาก แต่เป็นผู้ลงมือทำงานภายในคือ "ละ" กิเลสเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อชำระจิตให้ใสกระจ่างและเปี่ยมด้วยกรุณา

๓๑. ธรรม ๗ ของผู้เป็นบัณฑิต

สทฺธา หิริ จ โอตฺตปฺปํ พาหุสจฺจํ วิริยํ สติ ปญฺญา จ สตฺตธมฺเมหิ สมฺปนฺโน ปณฺฑิโต มโต ฯ

ศรัทธา หิริ (ความละอายบาป) โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวบาป) พาหุสัจจะ (ความเป็นพหูสูต) วิริยะ สติ และปัญญา ผู้เพียบพร้อมด้วยธรรม ๗ ประการนี้ ท่านนับว่าเป็นบัณฑิต

คาถานี้เป็นด้านบวกคู่กับคาถาก่อน แสดงคุณธรรม ๗ ที่ประกอบขึ้นเป็นบัณฑิต ศรัทธาให้ความเชื่อมั่นเริ่มต้นการเดินทาง หิริและโอตตัปปะคอยคุ้มกันมิให้พลาดทางศีลธรรม พาหุสัจจะคือความรู้ที่สั่งสม วิริยะคือความเพียรนำความรู้มาปฏิบัติ สติคอยกำกับความรู้ตัวในปัจจุบัน และปัญญาคือความหยั่งรู้ตามจริง ธรรมทั้ง ๗ นี้ต้องบ่มเพาะไปพร้อมกัน จึงสมบูรณ์ (ตรงกับ "อริยทรัพย์" และสัทธรรม ๗ ในพระไตรปิฎก)

๓๒. รู้ประโยชน์ทั้งโลกนี้และโลกหน้า

ทิฏฺเฐ ธมฺเม จ โย อตฺโถ โย จตฺโถ สมฺปรายิโก อตฺถาภิสมยา ธีโร ปณฺฑิโต ติ ปวุจฺจติ ฯ

ประโยชน์ใดในปัจจุบัน และประโยชน์ใดในภายหน้า ผู้มีปัญญาหนักแน่น เพราะรู้แจ้งประโยชน์ (ทั้งสอง) นั้น ท่านเรียกว่าบัณฑิต

บัณฑิตแสดงความสามารถทั้งสองมิติของชีวิต คือ ทางโลกและทางธรรม เขาจัดการกิจการได้อย่างชาญฉลาด สร้างความผาสุกและความกลมเกลียวในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ดำเนินชีวิตอย่างมีศีลธรรมและอยู่บนทางพ้นทุกข์ เพื่อความสุขในภายหน้า ผู้หนักแน่นบรรลุสิ่งนี้ได้เพราะรู้แจ้ง "ประโยชน์" (อัตถะ) ที่แท้จริง ปัญญาในที่นี้จึงเป็นปัญญาเชิงปฏิบัติที่คำนึงถึงผลระยะยาว ผสานความรับผิดชอบทางโลกเข้ากับความใฝ่ทางธรรม

๓๓. รู้กาลแห่งวาจา ความรัก และความโกรธ

สภาวสทิสํ วากฺยํ สภาวสทิสํ ปิยํ สภาวสทิสํ โกธํ โย ชานาติ ส ปณฺฑิโต ฯ

ผู้ใดรู้จักถ้อยคำให้เหมาะแก่ฐานะ (กาลเทศะ) รู้จักความรักให้เหมาะแก่ฐานะ รู้จักความโกรธให้เหมาะแก่ฐานะ ผู้นั้นคือบัณฑิต

ปัญญาแสดงออกผ่านความฉลาดทางสังคมและวุฒิภาวะทางอารมณ์ วาจาของบัณฑิตมิใช่ความจริงดิบ ๆ ที่ปล่อยออกเสมอไป แต่ถูกกาลเทศะและเหมาะกับบริบท ความรักก็มิใช่รักพร่ำเพรื่อ แต่พอเหมาะพอควรไม่ผูกพันจนเป็นโทษ แม้ความโกรธเมื่อเกิดขึ้นก็ได้สัดส่วนและมีเหตุผล ไม่ใช่ระเบิดออกอย่างมืดบอด ปัญญาในที่นี้จึงเป็นปัญญาเชิงสัมพันธ์ที่ปรับตัวได้ รู้จักแสดงคุณธรรมให้กลมกลืนและเกิดผลในการสื่อสาร

๓๔. บัณฑิตกับพระราชาไม่เสมอกัน

ภูปาโล ปณฺฑิโต นิจฺจํ เนว ตุลฺโย กุทาจนํ สเทเส ปูชิโต ราชา พุโธ สพฺพตฺถ ปูชิโต ฯ

พระราชา (ผู้ครองแผ่นดิน) กับบัณฑิต ย่อมไม่เสมอกันในกาลไหน ๆ พระราชาได้รับการบูชาเฉพาะในแว่นแคว้นของตน ส่วนบัณฑิตได้รับการบูชาในทุกหนแห่ง

พระราชาผู้ทรงปัญญาได้รับการสรรเสริญในความสมดุลและเที่ยงธรรม แต่อำนาจและเกียรติของพระองค์จำกัดอยู่ในราชอาณาเขตของตน ตรงข้ามกับผู้มีปัญญาลึกซึ้งซึ่งได้รับความเคารพข้ามพรมแดน ข้ามชนชั้น และข้ามกาลเวลา เพราะอำนาจของบัณฑิตหยั่งรากในสัจธรรมอันเป็นสากล มิใช่อำนาจทางการเมือง อธิปไตยอันยิ่งใหญ่ที่สุดจึงมิใช่การปกครองแผ่นดิน แต่คือการปกครองจิตใจ (บาทท้ายซ้ำกับคาถาที่ ๑๘)

๓๕. คำสรรเสริญมีค่าตามผู้สรรเสริญ

ปณฺฑิตสฺส ปสํสาย ทณฺโฑ พาเลน ทิยฺยเต ปณฺฑิโต ปณฺฑิเตเนว วณฺณิโต ว สุวณฺณิโต ฯ

เพราะมีผู้สรรเสริญบัณฑิต คนพาลกลับให้โทษ (ลงทัณฑ์) ส่วนบัณฑิตที่บัณฑิตด้วยกันสรรเสริญ ย่อมเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญอย่างแท้จริง

คนพาลเมื่อได้ยินคนยกย่องบัณฑิต อาจรู้สึกถูกคุกคามแล้วตอบโต้ด้วยการตำหนิหรือทำร้าย เพราะวิจารณญาณของเขาเกิดจากความไม่รู้และความไม่มั่นคงในตน ตรงข้ามกับเมื่อบัณฑิตสรรเสริญบัณฑิตด้วยกัน คำสรรเสริญนั้นมีความหมายและทรงคุณค่า เพราะตั้งอยู่บนความเข้าใจและการหยั่งเห็นคุณความดีอย่างแท้จริง คุณค่าของคำสรรเสริญจึงขึ้นอยู่กับปัญญาของผู้สรรเสริญ คำชมจากคนพาลไร้ค่า แต่การยอมรับจากบัณฑิตคือเกียรติอันแท้จริง

๓๖. ผู้นำพาคนหมู่มากให้มีวินัย

อตฺตนา ยทิ เอเกน วินเตน มหาชนา วินยํ ยนฺติ สพฺเพ ปิ โก ตํ นาเสยฺย ปณฺฑิโต ฯ

หากเพราะคน ๆ เดียวผู้ถ่อมตนนั้น ทำให้มหาชนทั้งปวงเข้าถึงวินัย (ความมีระเบียบ) บัณฑิตคนใดเล่าจะพึงขับไล่เขาไป?

ผู้มีปัญญาที่แท้มักถ่อมตนและสันโดษ ไม่แสวงหาหมู่คณะ แต่ด้วยความซื่อตรง วินัย และความสงบที่เขาเป็นแบบอย่าง เขากลับสามารถดลใจให้ทั้งชุมชนหันมาประพฤติอย่างมีระเบียบและมีคุณธรรม อิทธิพลของเขาเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติและดึงดูดใจ การจะปฏิเสธหรือขับไล่บ่อเกิดแห่งความดีส่วนรวมเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องไร้เหตุผล ภาวะผู้นำที่แท้จริงแสดงออกผ่านการดำเนินชีวิตอย่างมีปัญญาและชักนำผู้อื่นสู่ปัญญา มิใช่ด้วยการออกคำสั่ง

๓๗. กายพังในชั่วครู่ คุณธรรมอยู่ชั่วกัป

สรีรสฺส คุณานญฺจ ทูรมจฺจนฺตมนฺตรํ สรีรํ ขณวิทฺธํสิ กปฺปนฺตฏฺฐายิโน คุณา ฯ

ระหว่างร่างกายกับคุณความดี มีระยะห่างกันสุดประมาณ ร่างกายแตกสลายในชั่วขณะ ส่วนคุณความดีดำรงอยู่จนสิ้นกัป

ร่างกายกับคุณธรรมภายในต่างกันราวฟ้ากับดิน ร่างกายเปราะบาง ตกอยู่ในความเจ็บป่วย ความเสื่อม และความแตกดับในชั่วพริบตา แต่คุณธรรมเช่นทาน เมตตา และปัญญา เป็นคุณภาพทางใจที่หล่อหลอมอุปนิสัยและวิถีในภพนี้และภพหน้า คุณธรรมเหล่านี้ "ดำรงอยู่จนสิ้นกัป" เพราะอิทธิพลอันเป็นคุณของมันคงอยู่ต่อไปแม้ร่างกายดับแล้ว จึงควรลงทุนบ่มเพาะสิ่งที่ยั่งยืน มิใช่มัวประดับสิ่งที่ต้องสูญสลาย

๓๘. ได้ลาภยศแล้วไม่ทะนงตน

อตฺถํ มหนฺตมาสชฺช วิชฺชํ สมฺปตฺติเมว จ วิจเรยฺยามานถทฺโธ ปณฺฑิโต โส ปวุจฺจติ ฯ

ได้ประสบทรัพย์ ความรู้ และสมบัติอันยิ่งใหญ่แล้ว พึงประพฤติตนโดยไม่ทะนงตัว ผู้นั้นแลท่านเรียกว่าบัณฑิต

สมบัติ ๓ ประการคือ ทรัพย์ ความรู้ และความสำเร็จ ล้วนเป็นเครื่องหมายของชีวิตที่รุ่งเรือง เป็นสิ่งที่คนทั่วไปดิ้นรนหา และเมื่อได้มาก็มักลำพองใจ แต่บัณฑิตแม้ได้รับพรทั้งสามนี้ ก็ไม่ปล่อยให้ความหยิ่งผยองหยั่งราก เขาคงความถ่อมตน เข้าใจว่าสมบัติเหล่านี้ไม่เที่ยงและอาศัยปัจจัยมากมาย เพราะไม่ถูกความถือตัวครอบงำ จึงได้ชื่อว่าบัณฑิต

๓๙. ไม่ปรารถนาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่เศร้าโศกสิ่งที่เสียไป

นาลพฺภมภิปตฺเถนฺติ นฏฺฐมฺปิ น จ โสจเร วิปตฺยญฺจ น มุยฺหนฺติ เย นรา เต ว ปณฺฑิตา ฯ

ชนเหล่าใดไม่ปรารถนาสิ่งที่ไม่อาจได้ ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่สูญเสียไป และไม่หลงงมงายเมื่อประสบความวิบัติ ชนเหล่านั้นแลคือบัณฑิต

บัณฑิตไม่ทะยานอยากในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จึงพ้นจากความทรมานของความอยากอันเปล่าประโยชน์ ไม่จมอยู่ในความเศร้าโศกเกินควรต่อสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว เพราะเข้าใจความไม่เที่ยง เมื่อความวิบัติมาถึง ก็ไม่งมงายหรือพ่ายแพ้ แต่เผชิญด้วยความกระจ่างและมั่นคง อุเบกขาเช่นนี้มิใช่ความเฉยเมย แต่เป็นการยอมรับความจริง อันทำให้ก้าวผ่านทุกข์ได้โดยไม่ถูกท่วมท้น

๔๐. อย่าดูแคลนบัณฑิตเพราะคำเดียว

คณฺฐิฏฺฐาเน เอกปเท นาติมญฺเญยฺย ปณฺฑิตํ กิมกฺโก เวฬุปพฺภาเร ติมหาทีปภานุโท ฯ

ไม่พึงดูหมิ่นบัณฑิต เพราะคำเดียวในข้อความที่ยากเข้าใจ ดวงอาทิตย์ที่ให้แสงแก่ทวีปใหญ่ทั้งสาม จะไม่ส่องเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ที่ผ่าแล้วหรือ?

ไม่พึงปัดทิ้งบัณฑิตเพียงเพราะข้อผิดพลาดจุดเดียว หรือถ้อยคำที่เข้าใจคลาดในประเด็นยาก เหมือนดวงอาทิตย์อันยิ่งใหญ่ที่ส่องสว่างทั้งทวีป ก็ยังส่องเข้าไปในซอกกระบอกไม้ไผ่ที่ผ่าได้ ปัญญาของบัณฑิตที่แท้ย่อมส่องสว่างทั้งสัจธรรมอันใหญ่หลวงและรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ลึกลับ การเพ่งจับผิดเพียงบางส่วนคือวิธีของนักวิจารณ์ใจแคบ มิใช่ผู้ใฝ่เรียนที่มีวิจารณญาณ

๔๑. ไม่มีใครปราศจากข้อบกพร่องโดยสิ้นเชิง

คุณโทเสสุ เนเกน อตฺถิ โกจิ วิวชฺชิโต สุขุมาลปทุมสฺส นฬํ ภวติ กกฺขฬํ ฯ

ในด้านคุณและโทษ ไม่มีใครเว้นขาดได้ทั้งหมด แม้ก้านของดอกบัวขาวอันละเอียดอ่อน ก็ยังหยาบกระด้าง

ไม่มีใครปราศจากข้อเสียโดยสิ้นเชิง และไม่มีใครไร้คุณงามความดีโดยสิ้นเชิง การคาดหวังความสมบูรณ์แบบจึงเป็นเรื่องเกินจริงและนำไปสู่การวิจารณ์ที่ไม่เป็นธรรม ดอกบัวอาจงดงามบอบบางและบริสุทธิ์ แต่ก้านที่รองรับก็ยังหยาบและเป็นเส้นใย ฉันใด แม้ผู้มีคุณธรรมสูงสุดก็ยังมีข้อบกพร่องเล็กน้อย และแม้คนที่พร่องก็ยังมีดีอยู่บ้าง ปัญญาอยู่ที่การมองภาพรวมโดยไม่เรียกร้องสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

๔๒. แม้รู้มาก แต่ถูกโลภโมหครอบ ก็ยังเป็นทุกข์

สุมหนฺตานิ สตฺถานิ ธารยนฺตา พหุสฺสุตา เฉตฺตาโร สํสยานนฺตุ กฺลิสฺสนฺติ โลภโมหิตา ฯ

ผู้เป็นพหูสูตทรงจำตำราอันใหญ่หลวงมากมาย แม้ตำราเหล่านั้นจะตัดความสงสัยได้ แต่ผู้ที่ถูกความโลภและความหลงครอบงำก็ยังเป็นทุกข์อยู่นั่นเอง

นักปราชญ์อาจทรงจำคำสอนไว้มากมาย และคำสอนเหล่านั้นเองก็มีพลังตัดความสงสัยและความสับสนได้ แต่หากผู้เรียนถูกขับด้วยความโลภและมืดบอดด้วยความหลง เขาก็ไม่อาจนำคำสอนมาใช้ได้ถูกต้อง แทนที่จะหลุดพ้นด้วยธรรม กลับเป็นทุกข์และบิดเบือนคำสอนให้เข้ากับอคติของตน ก่อความขัดแย้งภายในและเพิ่มทุกข์ให้ตน ยาย่อมไร้ผลหากคนไข้ไม่ยอมทำตามวิธีรักษา

๔๓. มองคนดี อย่าเพ่งจุดด่าง

โทสํ ปิ สคุเณ ทิสฺวา คุณวาที วทนฺติ น น โลโก วิชฺชมานมฺปิ จนฺเท ปสฺสติ ลญฺฉนํ ฯ

แม้เห็นข้อเสียในผู้มีคุณ ผู้พูดถึงแต่คุณความดีย่อมไม่กล่าวถึงมัน ชาวโลกไม่ใส่ใจรอยตำหนิบนดวงจันทร์ แม้รอยนั้นจะมีอยู่จริง

เมื่อสังเกตผู้ที่มีคุณธรรมเป็นพื้น ผู้มีปัญญาและใจดีย่อมไม่หยิบยกข้อบกพร่องเล็กน้อยมาประจาน มิใช่เพราะหลอกลวง แต่เพราะเข้าใจสัดส่วนและพลังของการให้กำลังใจ ทุกคนเห็นดวงจันทร์อันสุกสว่าง แม้มีรอยอยู่บนพื้นผิวก็ไม่ได้ทำให้ความเป็นจันทร์เสียไป การเพ่งแต่รอยตำหนิคือการพลาดแสงสว่าง ปัญญาคือการรู้จักมองข้ามข้อด้อยเล็ก ๆ เพื่อชื่นชมและส่งเสริมความดีอันยิ่งใหญ่ในตัวคน

๔๔. คบบัณฑิตแม้ครั้งเดียวก็ได้ประโยชน์

สกึ ปิ วิญฺญู ธีเรน กโรติ สห สงฺคมํ อตฺตตฺถญฺจ ปรตฺถญฺจ นิพฺพานนฺตํ สุขํ ลเภ ฯ

ผู้รู้แม้ได้สมาคมกับผู้มีปัญญาหนักแน่นเพียงครั้งเดียว ก็อาจได้ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น และความสุขคือพระนิพพาน

แม้การพบหรือสมาคมเพียงครั้งเดียวกับบุคคลผู้ประเสริฐ คือผู้ปฏิบัติหนักแน่นและผู้มีปัญญาลึกซึ้ง ก็อาจเปลี่ยนชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง การได้สัมผัสเช่นนี้นำมาซึ่งประโยชน์ตนผ่านแรงบันดาลใจและคำแนะนำ นำประโยชน์แก่ผู้อื่นเมื่อเรานำธรรมไปเผื่อแผ่ต่อ และอาจหว่านเมล็ดพันธุ์สู่การบรรลุความสุขสูงสุดคือพระนิพพาน คาถานี้ย้ำว่าทางธรรมมิได้เดินโดยลำพัง การคบหากัลยาณมิตรเป็นปัจจัยอันทรงพลังต่อความก้าวหน้าในทุกระดับ

๔๕. ความเงียบของบัณฑิตมิใช่ความว่างเปล่า

นทีตีเร ฐิเต กูเป อรณีตาลวณฺฏเก น วทาปาทิ นตฺถี ติ น มุเข วจนํ ตถา ฯ

อย่ากล่าวว่าไม่มีน้ำในบ่อที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ อย่ากล่าวว่าไม่มีไฟในไม้สีไฟ และอย่ากล่าวว่าไม่มีถ้อยคำในปากของบัณฑิต (เพียงเพราะท่านนิ่งอยู่)

เพียงเพราะมองไม่เห็นน้ำในบ่อจากฝั่งแม่น้ำในทันที ก็มิได้แปลว่าบ่อนั้นแห้ง เพียงเพราะไม่เห็นไฟในไม้สีไฟ ก็มิได้แปลว่าไม่มีศักยภาพของไฟ ฉันใด เพียงเพราะบัณฑิตนิ่งเงียบ ก็มิได้แปลว่าท่านไม่มีอะไรจะกล่าว ฉันนั้น ปัญญา น้ำ และไฟ อาจซ่อนเร้น แฝงอยู่ หรือรอเงื่อนไขอันเหมาะสมที่จะปรากฏ บัณฑิตเข้าใจเรื่อง "ศักยภาพ" และไม่สับสนระหว่าง "การไม่เห็นหลักฐาน" กับ "หลักฐานว่าไม่มี"

๔๖. บัณฑิตเหมือนกลอง คนพาลเหมือนเสียงเปล่า

ปณฺฑิโต อปุฏฺโฐ เภรี ปชฺชุนฺโน โหติ ปุจฺฉิโต พาโล ปุฏฺโฐ อปุฏฺโฐ ปิ พหุํ วิกตฺถเต สทา ฯ

บัณฑิตเมื่อไม่ถูกถามก็เหมือนกลอง (ที่ยังไม่ถูกตี) เมื่อถูกถามก็เหมือนเมฆฝน (ที่หลั่งคุณประโยชน์) ส่วนคนพาลทั้งถูกถามและไม่ถูกถาม ก็เอาแต่โอ้อวดมากมายอยู่เสมอ

บัณฑิตเหมือนกลองที่ยังไม่ถูกตี เมื่อไม่มีใครเชื้อเชิญก็เงียบสงบ ไม่ยัดเยียดความเห็น แต่เมื่อถูกถามด้วยความเคารพ ก็ตอบเหมือนเมฆฝนที่หลั่งความรู้อันหล่อเลี้ยงและเป็นประโยชน์ ส่วนคนพาลกลับโอ้อวดและพูดพล่ามไม่หยุดไม่ว่าใครจะถามหรือไม่ เติมอากาศด้วยเสียงอันว่างเปล่า ปัญญามีเครื่องหมายคือความสำรวม ความตรงประเด็น และความเอื้อเฟื้อในการแบ่งปันเมื่อเป็นประโยชน์จริง ส่วนความโง่มีเครื่องหมายคือการโฆษณาตนไม่หยุดโดยไร้แก่นสาร

๔๗. ผู้เปี่ยมคุณธรรมย่อมทำเพื่อผู้อื่น

คุณสมฺปนฺนาลงฺกาโร สพฺพสตฺตหิตาวโห ปรตฺตตฺถํ น จเรยฺย กุโต โส ปณฺฑิโต ภเว ฯ

ผู้ประดับด้วยเครื่องประดับคือคุณธรรม ผู้นำประโยชน์มาสู่สรรพสัตว์ หากไม่ประพฤติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เขาจะเป็นบัณฑิตได้อย่างไร?

ผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมและกรุณาอย่างแท้จริง ย่อมนำประโยชน์มาสู่สรรพสัตว์ที่เขาพบโดยธรรมชาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจะ "ไม่" ทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่นได้อย่างไร? เป็นไปไม่ได้ในเชิงเหตุผล ปัญญาและคุณธรรมที่แท้จริงย่อมล้นออก มิใช่เก็บไว้เฉพาะตน การเสียสละจึงมิใช่ทางเลือกของบัณฑิต แต่เป็นการแสดงออกอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของคุณภาพภายใน บัณฑิตที่เฉยเมยต่อผู้อื่นจึงเป็นคำที่ขัดแย้งในตัวเอง

๔๘. ทำเพื่อผู้อื่น ทำเพื่อตน อย่างน้อยก็เว้นชั่ว

สปรตฺถํ จเร ธีโร อสกฺโกนฺโต สกํ จเร ตมฺปิ เจว อสกฺโกนฺโต ปาปาตฺตานํ วิโยชเย ฯ

ผู้หนักแน่นพึงประพฤติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เมื่อไม่อาจ ก็พึงประพฤติเพื่อประโยชน์ตน เมื่อแม้ข้อนั้นก็ไม่อาจ ก็พึงเว้นตนจากความชั่วเสีย

อุดมคติสูงสุดคือการทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่น หากขาดความสามารถหรือโอกาส ทางที่ดีรองลงมาคือบ่มเพาะพัฒนาตนทางจิตวิญญาณและประโยชน์ตน หากแม้ข้อนั้นก็ยากเกินในยามอ่อนแรง หน้าที่ขั้นต่ำที่สุดและขาดไม่ได้คือการงดเว้นจากการทำชั่ว เป็นจริยธรรมที่ทั้งกรุณาและสมจริง คือ เมื่อทำดีใหญ่ไม่ได้ ก็ทำดี เมื่อทำดีไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็อย่าทำร้ายใคร ทุกระดับล้วนเป็นความสำรวมอันมีปัญญา

๔๙. เห็นได้ยินได้ทุกอย่าง แต่ไม่รับ–ไม่ทิ้งไปเสียทั้งหมด

สพฺพํ สุณาติ โสเตน สพฺพํ ปสฺสติ จกฺขุนา น จ ทิฏฺฐํ สุตํ ธีโร สพฺพํ อุชฺชิตุมรหติ ฯ

คนเราย่อมได้ยินทุกอย่างด้วยหู เห็นทุกอย่างด้วยตา แต่ผู้หนักแน่นไม่ควรทิ้ง (หรือรับ) สิ่งที่เห็นและได้ยินไปเสียทั้งหมด

หูย่อมได้ยินทุกเสียงที่มากระทบ ทั้งคำดีและคำชั่ว เพราะไม่ได้หนวก ตาย่อมเห็นทุกรูปทั้งงามและไม่งาม เพราะไม่ได้บอด นี่คือหน้าที่ตามธรรมชาติของอินทรีย์ แต่ผู้หนักแน่นไม่ควรทิ้งหรือรับสิ่งที่เห็นและได้ยินไปทั้งหมดอย่างไม่เลือก เพราะมิใช่ทุกสิ่งที่เห็นหรือได้ยินควรถูกปฏิเสธหรือยึดถือ บัณฑิตผู้มีวิจารณญาณย่อมรู้จักเลือก (เรียบเรียงจากอรรถกถาเถรคาถา)

๕๐. มีตาเหมือนคนตาบอด — รู้จักวางเฉยในสิ่งที่ควรเว้น

จกฺขุมาสฺส ยถา อนฺโธ โสตวา พธิโร ยถา ปญฺญวาสฺส ยถา มุโค พลวา ทุพฺพโลริว อถ อตฺเถ สมุปฺปนฺเน สเยถ มตสายิกํ ฯ

มีตาก็พึงเป็นเหมือนคนตาบอด มีหูก็เหมือนคนหูหนวก มีปัญญาก็เหมือนคนใบ้ มีกำลังก็เหมือนคนอ่อนแอ ครั้นเมื่อเรื่อง (ที่ไม่ควรทำ) เกิดขึ้น ก็พึงนอนนิ่งเหมือนคนตาย

ฉะนั้น ในสิ่งที่ควรละ ผู้มีตาพึงเป็นเหมือนคนตาบอด ในคำที่ฟังแล้วควรละ ผู้มีหูดีก็พึงเป็นเหมือนคนหูหนวก ในคำที่ไม่ควรพูด ผู้มีปัญญาก็พึงเป็นเหมือนคนใบ้ ในสิ่งที่ไม่ควรทำ ผู้มีกำลังก็พึงเป็นเหมือนคนอ่อนแอ และเมื่อเรื่องที่ตนไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องเกิดขึ้นมา ก็พึงวางเฉยเหมือนคนตายนอนนิ่ง คาถานี้สอนการสำรวมและการรู้จักวางเฉยอย่างมีปัญญา มิใช่ความขลาด แต่คือการเลือกไม่ข้องแวะในสิ่งอันเป็นโทษ (เรียบเรียงจากอรรถกถาเถรคาถา)

๕๑. บัณฑิตปรารถนาบุตรที่เสมอหรือเหนือกว่า

อติชาตํ อนุชาตํ ปุตฺตมิจฺฉนฺติ ปณฺฑิตา อวชาตํ น อิจฺฉนฺติ โย โหติ กุลฉินฺนโก ฯ

บัณฑิตย่อมปรารถนาบุตรที่ดีกว่าตน (อติชาต) หรืออย่างน้อยเสมอตน (อนุชาต) ไม่ปรารถนาบุตรที่เลวกว่า (อวชาต) ผู้ทำลายวงศ์ตระกูล

พ่อแม่ผู้เป็นบัณฑิตมิได้ปรารถนาบุตรอย่างไรก็ได้ แต่ต้องการบุตรที่เสมอตนในคุณธรรมและความสำเร็จ หรือดียิ่งกว่าตน ผู้จะยกฐานะวงศ์ตระกูลให้สูงขึ้น โดยเฉพาะในทางธรรม เขาเกรงบุตรที่ด้อยกว่า ผู้ซึ่งความประพฤติชั่วนำความอับอายมาให้ ผลาญทรัพย์ หรือทิ้งจารีต อันเป็นการ "ตัดวงศ์ตระกูล" ทั้งทางสังคมและศีลธรรม บุตรเช่นนั้นตัดสายสกุลมิใช่เพียงทางกาย แต่ทางคุณธรรม ทำลายทั้งเกียรติและศักยภาพทางธรรมของวงศ์

๕๒. ผู้รู้สามจำพวก

ตโย ว ปณฺฑิตา สตฺเถ อหเมวา ติ วาทิ จ อหมปิ ติ วาที จ นาหนฺติ จ อิเม ตโย ฯ

ในตำรากล่าวถึงผู้รู้สามจำพวก คือ ผู้กล่าวว่า "เราเท่านั้น (ที่เป็นผู้รู้)" จำพวกหนึ่ง ผู้กล่าวว่า "เราก็เป็น (ผู้รู้) ด้วย" จำพวกหนึ่ง และผู้กล่าวว่า "เราไม่ใช่ (ผู้รู้)" จำพวกหนึ่ง เหล่านี้คือสามจำพวก

จำพวกแรกผู้กล่าวว่า "เราเท่านั้นเป็นผู้รู้" เต็มไปด้วยมานะ ยกตนข่มผู้อื่น ยึดปัญญาเป็นสมบัติส่วนตัวอันเป็นบ่อเกิดของความถือตัว จำพวกที่สองผู้กล่าวว่า "เราก็เป็นผู้รู้ด้วย" เผยจิตเปรียบเทียบ คำกล่าวของเขาเกิดจากการเห็นผู้อื่นอ้างแล้วอยากยืนยันความเสมอหรือเหนือกว่า ส่วนจำพวกที่สามผู้กล่าวว่า "เราไม่ใช่ผู้รู้" กลับเป็นผู้มีความเข้าใจสูงสุด (เพราะถ่อมตนและรู้ขอบเขตของตน) เหล่านี้คือผู้รู้สามแบบที่ตำราระบุไว้

๕๓. ที่ประชุมไร้สัตบุรุษ ไม่ใช่สภาที่แท้

น สา สภา ยตฺถ น สนฺติ สนฺโต น เต สนฺโต เย น วทนฺติ ธมฺมํ ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ ธมฺมํ ภณนฺตา ว ภวนฺติ สนฺโต ฯ

ที่ใดไม่มีสัตบุรุษ ที่นั้นไม่ใช่สภา ผู้ใดไม่กล่าวธรรม ผู้นั้นไม่ใช่สัตบุรุษ ผู้ที่ละราคะ โทสะ และโมหะแล้ว กล่าวแต่ธรรม จึงชื่อว่าสัตบุรุษ

การชุมนุมที่ปราศจากคนมีคุณธรรมและมีสัจจะ เป็นเพียงฝูงชน หาใช่สภาอันดีงามไม่ ในทางกลับกัน คนที่ไม่กล่าวและไม่สอนธรรมอันนำสู่ความสิ้นทุกข์ ก็ไม่อาจนับว่าเป็นสัตบุรุษได้ ไม่ว่าจะมีฐานะทางสังคมเพียงใด ความเป็นคนดีที่แท้อยู่ในผู้ที่ละรากเหง้าคือราคะ โทสะ โมหะแล้ว และด้วยเหตุนั้นจึงกล่าวแต่ธรรม วาจาและการปรากฏตัวของท่านเปลี่ยนการชุมนุมธรรมดาให้กลายเป็นสภาที่มีความหมาย (คาถานี้มาจากพระไตรปิฎก)

๕๔. ไม่พึงผูกโกรธในบุคคลที่ไม่ควรโกรธ

พาเล จุมฺมตฺตเก ภูเป คุรุมาตาปิตูสฺวปิ สงฺเฆ เชฏฺเฐ จ ภาตริ น โทสา กริยา พุโธ ฯ

บัณฑิตไม่พึงผูกโกรธ (หรือก่อความขุ่นเคือง) ในคนพาล คนบ้า พระราชา ครูอาจารย์ มารดา บิดา หมู่สงฆ์ และพี่ชาย

ไม่พึงผูกความโกรธต่อคนพาล คนวิกลจริต หรือผู้มีอำนาจอย่างพระราชาและครู แม้ในยามที่ท่านกระทำไม่เป็นธรรม ความอดกลั้นนี้ขยายไปถึงบุคคลในครอบครัวและหมู่คณะทางธรรมด้วย นี่มิใช่การเห็นชอบกับการกระทำที่ผิด แต่เป็นวินัยภายในที่จะรักษาความสงบและปัญญาของตนไว้ ไม่ตอบโต้ด้วยความโกรธหรือดูแคลน เพราะตระหนักว่าความโกรธทำร้ายผู้ที่ถือมันไว้ก่อนเป็นอันดับแรก

๕๕. เรื่องบางอย่างไม่พึงเปิดเผย

อตฺถนาสํ มโนตาปํ ฆเร ทุจฺจริตานิ จ วญฺจนญฺจ อวมานํ มติมา น ปกาสเย ฯ

ผู้มีปัญญาไม่พึงเปิดเผยการเสื่อมทรัพย์ ความทุกข์ใจ ความประพฤติเสียหายในบ้าน การถูกหลอกลวง และการถูกดูหมิ่น

ผู้มีปัญญาย่อมไม่ป่าวประกาศปัญหาภายในครอบครัว ความผิดในบ้าน การถูกหลอกที่ตนประสบ หรือคำดูหมิ่นที่ตนได้รับ เพราะการทำเช่นนั้นเป็นเพียงการแพร่ความอับอาย ความขัดแย้ง และความคิดลบโดยไร้ประโยชน์ มักเกิดจากความต้องการความเห็นใจหรือการแก้แค้น ซึ่งรังแต่จะทำให้ความร้าวฉานยืดเยื้อ ปัญญาเข้าใจคุณค่าของความเป็นส่วนตัว ความสำคัญของการแก้ปัญหาในขอบเขตที่เหมาะสม และความเปล่าประโยชน์ของการระบายความขุ่นข้องสู่สาธารณะ บางเรื่องพึงจัดการอย่างเงียบ ๆ มิใช่ทำเป็นเรื่องเอิกเกริก

๕๖. มองภรรยาผู้อื่นเป็นมารดา มองทรัพย์ผู้อื่นเป็นก้อนดิน

ปรทารํ ชเนตฺตีวา เลฑฺฑุวา ปรสนฺตกํ อตฺตวา สพฺพสตฺตานํ โย ปสฺสติ ส ปณฺฑิโต ฯ

ผู้ใดมองภรรยาผู้อื่นเหมือนมารดาของตน มองทรัพย์ของผู้อื่นเหมือนก้อนดิน และมองสรรพสัตว์เหมือนตนเอง ผู้นั้นคือบัณฑิต

การมองภรรยาผู้อื่นเหมือนมารดาของตน ย่อมทำลายราคะและคุ้มครองความสงบเรียบร้อยในสังคม การมองทรัพย์ของผู้อื่นเหมือนก้อนดินไร้ค่า ย่อมถอนความโลภและการลักขโมย การมองสรรพสัตว์เหมือนตนเอง ผู้มีความปรารถนาสุขและกลัวทุกข์เช่นเดียวกัน ย่อมบ่มเพาะความกรุณาสากลและทำลายความเกลียดชัง สิ่งเหล่านี้มิใช่เพียงข้อบังคับ แต่เป็นการฝึกการรับรู้ที่ถอนรากพิษทั้งสาม (ราคะ โทสะ โมหะ) ผู้ที่ซึมซับทัศนะเหล่านี้ย่อมดำเนินชีวิตสอดคล้องกับธรรมโดยธรรมชาติ

๕๗. ปรารถนาผลดีด้วยวิธีชั่ว ไม่ใช่บัณฑิต

สฏฺเฐน มิตฺตํ กลุเสน ธมฺมํ ปโรปตาเปน สมิทฺธิภาวํ สุเขน วิชฺชํ ผรุเสน นารึ อิจฺฉนฺติ เย เจว น ปณฺฑิตา เต ฯ

ผู้ใดปรารถนามิตรด้วยการหลอกลวง ปรารถนาธรรมด้วยใจเศร้าหมอง ปรารถนาความเจริญด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น ปรารถนาวิชาด้วยความสุขสบาย (ไม่ลงแรง) และปรารถนาสตรีด้วยความหยาบคาย ผู้เหล่านั้นหาใช่บัณฑิตไม่

การแสวงหามิตรด้วยการหลอกลวงย่อมได้มาเพียงความระแวง การมุ่งธรรมอันบริสุทธิ์ด้วยใจเศร้าหมองเป็นไปไม่ได้ การอยากรุ่งเรืองด้วยการทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเป็นอกุศลกรรม การหวังความรู้ลึกซึ้งโดยเอาแต่สบายคือการหนีความเพียรที่จำเป็น การจะได้ใจสตรีด้วยความหยาบกระด้างมีแต่จะก่อความกลัว ไม่ใช่ความรัก ทุกกรณีล้วนเป็นการทำลายเป้าหมายอันดีด้วยวิธีอันเลว ปัญญาที่แท้เข้าใจว่าเป้าหมายที่เป็นกุศลย่อมสำเร็จได้ด้วยวิธีที่เป็นกุศลเท่านั้น

จบ ปญฺญากณฺฑ (หมวดว่าด้วยปัญญา) คาถาที่ ๒๘–๕๗ รวม ๓๐ คาถา