อุปเสวกกณฺฑ — หมวดว่าด้วยข้าราชบริพาร
ธรรมนีติ · 35 คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
๒๘๘. แรกเข้าราชสำนัก ยังไม่ได้ยศทันที
น หิ ราชกุลํ ปตฺโต อญฺญาโต ลภเต ยสํ นาสูโร นาติทุมฺเมโธ น ปมตฺโต กุทาจนํ ฯ
ผู้แรกเข้าสู่ราชสำนักยังไม่เป็นที่รู้จัก ย่อมไม่ได้ยศ (ทันที) เขาไม่พึงเป็นศัตรู (ต่อใคร) ไม่พึงโง่เขลาเกินไป และไม่พึงประมาทในกาลไหน ๆ
แรกเข้าราชสำนัก เขายังไม่เป็นที่รู้จักและหวังยศหรือฐานะสูงทันทีไม่ได้ ต้องค่อย ๆ สร้างชื่อเสียงด้วยความอดทน ในช่วงเปราะบางนี้ ต้องเลี่ยงความผิดร้ายแรงสามอย่าง คือ ไม่ทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้อื่น ไม่โง่เขลาขาดวิจารณญาณ และไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ ความสำเร็จในราชสำนักคือการบ่มเพาะความไว้วางใจทีละน้อย ข้อห้ามเหล่านี้คือวินัยพื้นฐานเพื่อความอยู่รอดและการก้าวหน้า
๒๘๙. ความไว้วางใจได้มาด้วยคุณธรรม
ยทา สีลญฺจ ปญฺญญฺจ โสเจยฺยญฺจาธิคจฺฉติ อถ วิสฺสสิเต ตมฺหิ คุยฺหญฺจสฺส น รกฺขติ ฯ
เมื่อใด (พระราชา) ทรงพบว่าเขามีศีล มีปัญญา และความบริสุทธิ์ เมื่อนั้นจึงทรงวางพระทัยในเขา และไม่ทรงปิดบังความลับ
ความไว้วางใจมิได้ให้กันเปล่า ๆ แต่ได้มาจากอุปนิสัยที่พิสูจน์แล้ว พระราชาทรงสังเกตข้าราชบริพารตามกาลเวลา เมื่อทรงแน่พระทัยว่าเขามีศีลในความประพฤติ มีปัญญาในการบริหารบ้านเมือง และมีความบริสุทธิ์ในเจตนา เมื่อนั้นจึงเริ่มวางพระทัยและไม่ทรงรู้สึกจำเป็นต้องปิดบังความลับ ความไว้วางใจคือสกุลเงินของราชสำนักชั้นใน ซื้อได้ด้วยความซื่อตรงและความสามารถที่สังเกตเห็นได้
๒๙๐. พร้อมรับราชกิจทุกเวลา
ทิวา วา ยทิ วา รตฺตึ ราชกิจฺเจสุ ปณฺฑิโต อชฺฌิฏฺโฐ น วิกปฺเปยฺย ส ราชวสตึ วเส ฯ
ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน บัณฑิตเมื่อได้รับมอบหมายราชกิจ ไม่พึงลังเลผัดผ่อน ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
ข้าราชบริพารผู้มีปัญญาต้องพร้อมปฏิบัติราชกิจเสมอ ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน เมื่อถูกเรียกหรือได้รับมอบหมาย ต้องไม่ผัดผ่อน หาข้ออ้าง หรือเกี่ยงให้ผู้อื่นทำอย่างไม่รับผิดชอบ แต่จัดการให้สำเร็จลุล่วงทันที ความพร้อมตลอดเวลาและการทำหน้าที่อย่างเชื่อถือได้นี้คือคุณสมบัติพื้นฐานที่ทำให้เขาอยู่ในราชสำนักได้ ที่ทางในวังของเขาได้มาด้วยการเป็นเครื่องมือที่พร้อมรับใช้พระประสงค์ทุกยาม
๒๙๑. ไม่ทำตนเทียมเจ้านาย
น รญฺโญ สมกํ วตฺถํ น มาลํ น วิเลปนํ อากปฺปํ สรกุตฺตึ วา น รญฺโญ สทิสมาจเร ฯ
ไม่พึงมีเครื่องนุ่งห่มเสมอพระราชา ไม่พึงมีพวงมาลัยหรือเครื่องลูบไล้ (เทียมพระองค์) ไม่พึงทำกิริยา ดัดเสียง หรือวางตนให้เหมือนพระราชา
ข้าราชบริพารต้องไม่แต่งกายหรูหราเสมอพระราชา ไม่ประดับพวงมาลัยหรือเครื่องหอมทำนองเดียวกัน ที่ละเอียดยิ่งกว่า ต้องไม่เลียนกิริยา ท่าเดิน หรือน้ำเสียงเฉพาะตัวของพระราชา การเลียนแบบพระเจ้าแผ่นดินคือการท้าทายฐานะอันเป็นเอกของพระองค์โดยปริยาย และอาจถูกตีความว่าเป็นความทะเยอทะยานที่เป็นกบฏ ในระบบสัญลักษณ์แห่งอำนาจ ข้าราชบริพารต้องรักษาความเป็นผู้น้อยอย่างมีสติ ไม่ทำให้เส้นแบ่งลำดับชั้นพร่ามัว
๒๙๒. ไม่สนิทสนมกับพระมเหสี
กิเฬ ราชา อมจฺเจหิ ภริยาหิ ปริวาริโต นามจฺโจ ราชภริยาสุ ภาวํ กุพฺเพถ ปณฺฑิโต ฯ
แม้พระราชาจะทรงสำราญกับพระมเหสีท่ามกลางหมู่อำมาตย์ อำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตก็ไม่พึงแสดงความสนิทสนมกับพระมเหสีของพระราชา
ในยามว่าง พระราชาอาจทรงผ่อนคลายสำราญกับพระมเหสีท่ามกลางหมู่อำมาตย์ ในบรรยากาศไม่เป็นทางการเช่นนี้ อำมาตย์ผู้มีปัญญาต้องมีสติอย่างยิ่ง ระลึกถึงฐานะของตน คือรักษาความเหมาะสมเคร่งครัด ความเคารพอย่างเป็นทางการ และระยะห่างทางอารมณ์ต่อพระมเหสี ความสนิทสนมเกินงาม การเกี้ยวพา หรือการเอาใจใส่ส่วนตัวแม้น้อย อาจถูกตีความว่าเป็นความไม่ภักดีหรือราคะ เชิญความริษยาและพระพิโรธอันร้ายแรง แม้ในยามสำราญ ความประพฤติของข้าราชบริพารก็ต้องสำรวม
๒๙๓. คุณสมบัติภายในของข้าราชสำนัก
อนุทฺธโต อจปโล นิปโก สํวุตินฺทฺริโย มโนปณิธิสมฺปนฺโน ส ราชวสตึ วเส ฯ
ผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่โลเล มีปัญญารักษาตน สำรวมอินทรีย์ มีจิตตั้งมั่นในทางที่ถูก ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
เขาต้องไม่หยิ่งผยอง เพราะความถือตัวเป็นภัย ไม่โลเล เพราะความไม่สม่ำเสมอทำให้ไว้ใจไม่ได้ มีปัญญารักษาตน เข้าใจสถานการณ์ซับซ้อนได้ ที่สำคัญที่สุดต้องสำรวมอินทรีย์ ควบคุมแรงกระตุ้นของความอยาก ความโกรธ และความวอกแวก สุดท้ายต้องมีจิตตั้งมั่นในทางที่ถูก จดจ่อในหน้าที่และประโยชน์ของพระราชา การผสานความถ่อมตน ความมั่นคง วิจารณญาณ การบังคับตน และเจตนาอันถูกต้องนี้ คือฐานทางจิตใจที่ทำให้เขาอยู่ในราชสำนักได้โดยไม่ตกหลุมพรางมากมาย
๒๙๔. สามข้อห้ามขั้นพื้นฐาน
นาสฺส ภริยาหิ กิเฬยฺย น มนฺเตยฺย รโหคโต นาสฺส โกเส ธนํ คณฺเห ส ราชวสตึ วเส ฯ
ไม่พึงเล่นหัวกับพระมเหสีของพระราชา ไม่พึงปรึกษาความลับ (กับพระมเหสี) ในที่ลับ ไม่พึงเอาทรัพย์จากท้องพระคลัง ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
ประการแรก ไม่พึงเล่นหัวกับพระมเหสี อันป้องกันการทรยศและรักษาราชสกุล ประการที่สอง ไม่พึงปรึกษาลับกับพระมเหสี คือไม่มีการพบหรือวางแผนในที่ลับซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการสมคบคิด ประการที่สาม ไม่พึงเอาทรัพย์จากท้องพระคลัง อันป้องกันการยักยอกและการทุจริต การละเมิดข้อใดข้อหนึ่งเป็นโทษถึงประหาร การยึดถือมันคือขั้นต่ำสุดเพื่อความอยู่รอดทางกายภายในกำแพงวัง
๒๙๕. เว้นความเกียจคร้านและความมัวเมา
น นิทฺทํ พหุํ มญฺเญยฺย น มทาย สุรํ ปิเว นาสฺส ทาเย มิเค หญฺเญ ส ราชวสตึ วเส ฯ
ไม่พึงเห็นแก่นอนมากนัก ไม่พึงดื่มสุราจนเมา ไม่พึงฆ่าเนื้อในพระราชอุทยานของพระราชา ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
การเห็นแก่นอนมากบ่งบอกความเกียจคร้านและการละเลยหน้าที่ การดื่มสุราจนเมานำสู่การสูญเสียวิจารณญาณ การพูดพล่อย และความประพฤติน่าอาย การฆ่าเนื้อในพระราชอุทยานเป็นการลักขโมยอย่างอวดดีและไม่เคารพทรัพย์ของพระราชา ทั้งหมดนี้แทนความล้มเหลวในวินัย การบังคับตน และความเคารพ ข้าราชบริพารที่ติดการนอน สุรา หรือความสำราญอันอวดดี ย่อมกลายเป็นคนไว้ใจไม่ได้และน่าดูแคลน ไม่คู่ควรแก่ความไว้วางใจและความรับผิดชอบของตำแหน่ง
๒๙๖. ไม่ล่วงเกินของใช้ส่วนพระองค์
นาสฺส ปีฐํ น ปลฺลงฺกํ น โกจฺฉํ น นาวํ รถํ สมฺมโตมฺหี ติ อารูเห ส ราชวสตึ วเส ฯ
ไม่พึงสำคัญว่า "เราเป็นที่โปรดปราน" แล้วขึ้นนั่งตั่ง บัลลังก์ เก้าอี้ เรือ หรือรถ (ของพระราชา) ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
ข้าราชบริพารต้องไม่ถือว่าตนเป็นที่โปรดปรานแล้วบังอาจใช้ของใช้ส่วนพระองค์ ทั้งตั่ง บัลลังก์ เก้าอี้ เรือ หรือรถ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนขยายของพระวรกายอันทรงอธิปไตย การใช้โดยไม่มีพระบรมราชโองการคือการแย่งที่ของพระองค์ในเชิงสัญลักษณ์ เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่จะถูกมองว่าท้าทายราชอำนาจโดยตรง ความถ่อมตนต้องกำกับแม้กระทั่งการปฏิสัมพันธ์กับวัตถุสิ่งของ
๒๙๗. ยืนเฝ้าในระยะที่พอเหมาะ
นาติทูเร ภเช รญฺโญ นจฺจาสนฺเน วิจกฺขโณ สมฺมุขญฺจสฺส ติฏฺเฐยฺย สนฺทิสฺสนฺโต สภตฺตุโน ฯ
ผู้มีปัญญาไม่พึงเฝ้าพระราชาในระยะไกลเกินไป หรือใกล้เกินไป พึงยืนหันหน้าเข้าหาพระองค์ ให้เจ้านายของตนเห็นได้
ข้าราชบริพารผู้มีปัญญาต้องหาทางสายกลางในเรื่องระยะ การยืนไกลเกินไปสื่อความเฉยเมยหรือไม่เคารพ การยืนใกล้เกินไปเป็นการล่วงล้ำและน่าหวาดระแวง อุดมคติคืออยู่ใกล้พอจะเอาใจใส่สิ่งที่ตรัส แต่ไม่รุกล้ำ ยิ่งกว่านั้นพึงยืนหันหน้าเข้าหาพระราชาและให้พระองค์ทอดพระเนตรเห็นได้ ท่าทีนี้สื่อความพร้อมรับใช้ ความเคารพ และความโปร่งใส เป็นภาษากายแห่งการรับใช้ด้วยความภักดี แสดงว่าเขาอยู่ ตั้งใจ และไม่มีสิ่งใดปิดบัง
๒๙๘. อย่าถือว่าพระราชาเป็นเพื่อน
น เม ราชา สขา โหติ น ราชา โหติ เมถุโน ขิปฺปํ กุชฺฌนฺติ ราชาโน สูเลนกฺขิ ว ฆฏฺฏิตํ ฯ
(อย่าคิดว่า) "พระราชาเป็นเพื่อนของเรา พระราชาเป็นคนสนิทของเรา" เพราะพระราชาทรงพิโรธเร็ว ดุจถูกเข็มทิ่มเข้าที่ตา
ข้าราชบริพารต้องไม่ลืมธรรมชาติพื้นฐานของความสัมพันธ์กับพระราชา เขามิใช่เพื่อนของพระราชาในฐานะที่เท่าเทียม และมิใช่คนสนิทระดับเสมอกัน ความสัมพันธ์นี้มีลำดับชั้นและน่าหวั่นเกรงโดยเนื้อแท้ พระราชาทรงพิโรธเร็ว เพราะพระมานะและพระราชอำนาจทำให้ทรงไวต่อการถูกหมิ่นอย่างยิ่ง อุปมาจับภาพความพิโรธอันฉับพลัน รุนแรง และเกินเหตุที่ความผิดเล็กน้อยอาจกระตุ้นได้ ความตระหนักนี้พึงปลูกฝังความเกรงและความเคารพอย่างระมัดระวังเสมอ
๒๙๙. ไม่โต้เถียงพระราชาในที่ประชุม
น ปูชิโต มญฺญมาโน เมธาวี ปณฺฑิโต นโร ผรุสํ ปติมนฺเตยฺย ราชานํ ปริสํคตํ ฯ
แม้สำคัญว่าตนเป็นที่นับถือ ผู้มีปัญญาเป็นบัณฑิตก็ไม่พึงโต้ตอบพระราชาด้วยถ้อยคำหยาบในท่ามกลางที่ประชุม
แม้บัณฑิตจะรู้สึกว่าตนได้รับความเคารพหรือถูกในประเด็นใด ก็ไม่พึงโต้เถียงหรือใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวกับพระราชาเมื่อพระองค์ทรงอยู่ท่ามกลางราชสำนัก การขัดแย้งหรือแก้พระราชาต่อหน้าผู้อื่นคือการบ่อนทำลายพระราชอำนาจในที่สาธารณะ ทำให้ทรงเสียพระพักตร์ การกระทำเช่นนั้นแม้มีเหตุผลถูกต้องเพียงใด ก็เป็นการฆ่าตัวตายทางการเมือง ข้าราชบริพารผู้ฉลาดเก็บคำแนะนำไว้ทูลในที่ลับ รักษาพระเกียรติยศในที่สาธารณะไว้เหนือสิ่งอื่นใด
๓๐๐. ไม่วางใจพระราชา ระวังดุจระวังไฟ
ลทฺธทฺวาโร ลเภ ทฺวารํ เนว ราชูสุ วิสฺสเส อคฺคีว สํยโต ติฏฺเฐ ส ราชวสตึ วเส ฯ
แม้เคยได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้า ก็พึงขออนุญาตเข้าเฝ้าใหม่ (ทุกครั้ง) ไม่พึงวางใจในพระราชาทั้งหลาย พึงสำรวมระวังดุจระวังไฟ ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
แม้ข้าราชบริพารเคยได้รับอนุญาตเข้าเฝ้ามาก่อน ก็ไม่พึงถือวิสาสะว่าจะเข้าเฝ้าได้อีกในอนาคต พึงขออนุญาตใหม่ด้วยความถ่อมตนทุกครั้ง ในทุกเรื่องภายในราชอาณาเขต ต้องรักษาท่าทีระแวดระวังอย่างยิ่ง ระวังดุจระวังเปลวไฟที่ลุกโชน ความคิดแห่งความเป็นทางการและความระแวดระวังตลอดเวลานี้ป้องกันความประมาทและความคุ้นเคยเกินงามอันนำสู่ความผิดพลาดถึงตาย ประตูราชวังไม่พึงถือว่าเป็นของแน่นอน
๓๐๑. นิ่งดูเมื่อพระราชาประทานแก่พระญาติ
ปุตฺตํ วา ภาตรํ วา ปิ สมฺปคฺคณฺหาติ ขตฺติโย คาเมหิ นิคเมหิ วา รฏฺเฐหิ ชนปเทหิ ตุณฺหีภูโต วุทิกฺเขยฺย น ภเณ เฉกปาปกํ ฯ
เมื่อกษัตริย์ทรงยกย่องพระโอรสหรือพระอนุชาด้วยหมู่บ้าน นิคม แว่นแคว้น หรือชนบท พึงนิ่งดูอยู่ ไม่พึงกล่าวว่าดีหรือชั่ว
หากพระราชาทรงเลือกประทานหมู่บ้าน เมือง หรือแม้ทั้งมณฑลแก่พระโอรสหรือพระอนุชาของพระองค์ ข้าราชบริพารต้องนิ่งเงียบสนิท เพียงสังเกตดู ไม่พึงออกความเห็นว่ารอบคอบหรือผิดพลาด การวิจารณ์คือการแทรกแซงเรื่องอ่อนไหวที่สุด คือเรื่องในราชสกุลและการสืบสันตติวงศ์ ซึ่งย่อมทำให้ตนไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและกลายเป็นเป้า การสังเกตอย่างเป็นกลางคือนโยบายที่ปลอดภัย
๓๐๒. ไม่แทรกแซงการปูนบำเหน็จทหาร
หตฺถาโรเห อนีกฏฺเฐ รถิเก ปตฺติการเก เตสํ กมฺมาวทาเนน ราชา วฑฺเฒติ เวตนํ น เตสํ อนฺตรา คจฺเฉ ส ราชวสตึ วเส ฯ
เมื่อพระราชาทรงเพิ่มเบี้ยเลี้ยงแก่ควาญช้าง องครักษ์ พลรถ และพลเดินเท้า เพราะวีรกรรมของพวกเขา ก็ไม่พึงเข้าไปขวางระหว่างนั้น ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
เมื่อพระราชาทรงตัดสินพระทัยเพิ่มเบี้ยเลี้ยงแก่กำลังสำคัญ ทั้งควาญช้าง องครักษ์ พลรถ พลเดินเท้า ตามความดีความชอบ ข้าราชบริพารต้องไม่เข้าไปขวางระหว่างนั้น ไม่ควรวิ่งเต้นเพื่อคนอื่น ตั้งคำถามเรื่องจำนวน หรือพยายามเอาเครดิต การแทรกตัวเข้าไปในธุรกรรมนี้จะทำให้ทั้งพระราชาซึ่งเป็นพระราชอำนาจ และทหารซึ่งอาจมองเขาเป็นอุปสรรค เหินห่าง ความภักดีของกองทัพมีต่อพระราชาเท่านั้น ข้าราชบริพารต้องไม่ทำให้น้ำขุ่น
๓๐๓. ไม่มีพุงพลุ้ย ไม่สั่นคลอน ไม่ขัดขืน
จาโป วูนูทโร จสฺส วํโส วาปิ ปกมฺปเย ปฏิโลมํ น วตฺเตยฺย ส ราชวสตึ วเส ฯ
ไม่พึงมีพุงพลุ้ยดุจคันธนู ไม่พึงสั่นคลอนดุจไม้ไผ่ (ลู่ลม) ไม่พึงประพฤติขัดขืน (ทวนกระแส) ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
ข้าราชบริพารไม่พึงมีพุงพลุ้ยยื่นดุจคันธนูที่โก่ง ซึ่งบ่งบอกความตะกละ ความเกียจคร้าน และการขาดวินัย ไม่พึงสั่นหรือไหวดุจไม้ไผ่ลู่ลม ซึ่งแสดงความประหม่า ความลังเล และการขาดความหนักแน่น ยิ่งกว่านั้น ต้องไม่ประพฤติขัดขืนทวนกระแส คือไม่เป็นคนชอบคัดค้านหรือขัดแย้ง รูปร่างและท่าทีของเขาควรสะท้อนการควบคุมตน ความมั่นคง และการคล้อยตาม
๓๐๔. นิ่งดุจปลาไร้ลิ้น กินน้อย มีปัญญา กล้าหาญ
จาโป วูนูทโร จสฺส มจฺโฉ วสฺส อชิวฺหวา อปฺปาสี นิปโก สูโร ส ราชวสตึ วเส ฯ
ไม่พึงมีพุงพลุ้ยดุจคันธนู พึงเป็นดุจปลาที่ไม่มีลิ้น (ไม่พูดพล่อย) กินน้อย มีปัญญารักษาตน และกล้าหาญ ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
ย้ำคำเตือนเรื่องพุงพลุ้ย พร้อมเสริมว่าข้าราชบริพารควรสำรวมปาก ไม่นินทาหรือพูดนอกเรื่อง ควรกินน้อย แสดงความสำรวม ต้องมีวิจารณญาณในการตัดสินและกล้าหาญในการลงมือเมื่อจำเป็น การผสานความผอม ความเงียบ ความพอประมาณ ปัญญา และความกล้านี้ วาดภาพผู้รับใช้ที่สมบูรณ์แบบ คือมักน้อยในความเป็นอยู่ ไว้ใจได้ในวาจา เฉียบแหลมในความคิด และมั่นคงในหน้าที่
๓๐๕. ผู้กำลังน้อยอย่าหมกมุ่นในสตรี
น พาฬฺหํ อิตฺถึ คจฺเฉยฺย สมฺปสฺสํ เตชสงฺขยํ กาสํ สาสํ ถทฺธาพลํ ขีณเมโธ นิคจฺฉติ ฯ
ผู้มีปัญญา (กำลัง) น้อยไม่พึงหมกมุ่นในสตรีมากเกินไป โดยเห็นว่าจะถึงความสิ้นเรี่ยวแรง คือถึงโรคไอ โรคหืด อัมพาต และความอ่อนเปลี้ย
ข้าราชบริพารที่กำลังน้อยและคบหาสตรีมากเกินไป ย่อมสิ้นเรี่ยวแรง คาถาแจกแจงผลทางกาย คือ โรคไอ โรคหืด อัมพาต และความอ่อนเปลี้ยทั่วไป กว้างกว่านั้นคือการสูญเสียพลังชีวิต สำหรับข้าราชบริพารที่คุณค่าอยู่ที่ความกระฉับกระเฉงทั้งกายและใจ การปล่อยพลังให้ร่อยหรอเช่นนี้คือการฆ่าตัวตายทางอาชีพ ทำให้ตนอ่อนแอและไร้ประโยชน์
๓๐๖. พูดพอประมาณและถูกกาล
นาติเวลํ ปภาเสยฺย น ตุณฺหี สพฺพทา สิยา อวิกิณฺณํ มิตํ วาจํ ปตฺเต กาเล อุทีรเย ฯ
ไม่พึงพูดยืดยาวเกินไป ไม่พึงนิ่งเงียบตลอดเวลา พึงเปล่งวาจาที่พอประมาณและกระชับในเมื่อถึงกาลอันควร
ข้าราชบริพารต้องเลี่ยงที่สุดสองทาง คือ ไม่พูดยืดยาวเกินไป ซึ่งเป็นการอวดความสำคัญตนและอาจทำให้พระราชาเบื่อและเสียเวลา ในทางกลับกัน ก็ไม่นิ่งเงียบตลอด ซึ่งสื่อความเฉื่อยชา ความไม่เห็นด้วย หรือการปกปิด อุดมคติคือเปล่งวาจาที่พอประมาณ ชัดเจน และต่อเนื่อง และเฉพาะเมื่อถึงเวลาอันควร ถ้อยคำของเขาควรน้อย มีค่า และถูกจังหวะ นี่คือทางสายกลางที่ประยุกต์ใช้กับการสื่อสาร
๓๐๗. วาจาที่ปราศจากโทษ
อโกธโน อสงฺฆฏฺโฏ สจฺโจ สโณฺห อเปสุโณ สมฺผํ คิรํ น ภาเสยฺย ส ราชวสตึ วเส ฯ
ผู้ไม่โกรธ ไม่กระทบกระทั่ง มีสัจจะ อ่อนโยน ไม่ส่อเสียด ไม่พึงกล่าวคำเพ้อเจ้อ ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
เขาต้องไม่โกรธ เพราะความโกรธทำให้วิจารณญาณขุ่นมัวและก่อความขัดแย้ง ต้องไม่กระทบกระทั่ง เลี่ยงความหยาบที่สร้างศัตรู ความสัตย์จริงจำเป็นต่อความไว้วางใจ ความอ่อนโยนทำให้เข้าหาได้ ต้องไม่ส่อเสียด เพราะผู้ยุยงให้แตกร้าวเป็นภัยต่อราชสำนัก สุดท้ายต้องไม่พูดคำเพ้อเจ้อ วาจาของเขาควรเสริมความกลมเกลียวและสื่อความน่าเชื่อถือ มิใช่ก่อความวุ่นวายหรือแสดงความโง่เขลา
๓๐๘. กตัญญูต่อบิดามารดาและผู้ใหญ่
มาตา ปิตุ ภโร อสฺส กุเล เชฏฺฐาปจายิโก หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺโน ส ราชวสตึ วเส ฯ
พึงเป็นผู้เลี้ยงดูบิดามารดา เคารพผู้ใหญ่ในตระกูล เพียบพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
เขาพึงเลี้ยงดูบิดามารดา ทำหน้าที่กตัญญู พึงเคารพผู้ใหญ่ในตระกูลของตน สิ่งเหล่านี้คือเครื่องหมายของอุปนิสัยที่ดีโดยพื้นฐาน ผู้เข้าใจลำดับชั้น หน้าที่ และความกตัญญู ยิ่งกว่านั้นต้องเพียบพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ คือความละอายภายในที่ป้องกันความชั่วและความเกรงต่อผลของมัน ผู้ที่ไร้เกียรติในบ้านย่อมไม่อาจมีเกียรติจริงในราชสำนักได้
๓๐๙. คุณสมบัติของผู้รับใช้ที่ฝึกดีแล้ว
วินีโต สิปฺปวา ทนฺโต ยตตฺโต นิยโต มุทุ อปฺปมตฺโต สุจิ ทกฺโข ส ราชวสตึ วเส ฯ
ผู้ได้รับการฝึกอบรม มีศิลปวิทยา ฝึกตนแล้ว สำรวม มั่นคง อ่อนโยน ไม่ประมาท บริสุทธิ์ และมีความสามารถ ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
เขาควรได้รับการฝึกฝนและมีวินัย มีทักษะในศิลปวิทยาของตน ฝึกตนและบังคับตนได้ สำรวมระวัง อ่อนโยนในกิริยา ไม่ประมาทและตื่นตัว บริสุทธิ์ในความประพฤติ และมีความสามารถในการปฏิบัติงาน บัญชีนี้ไล่จากการฝึกภายในสู่ทักษะภายนอก จากการบังคับตนสู่การปฏิสัมพันธ์อันอ่อนโยน จากความตื่นตัวทางใจสู่การลงมืออย่างได้ผล วาดภาพเครื่องมือมนุษย์ที่ลับคมอย่างสมบูรณ์เพื่อการรับใช้
๓๑๐. ถ่อมตน สุภาพ อยู่ร่วมง่าย
นิวาตวุตฺติ วุฑฺเฒสุ สปฺปติสฺโส สคารโว สูรโต สุขสํวาโส ส ราชวสตึ วเส ฯ
ผู้ถ่อมตน อ่อนน้อม และเคารพผู้ใหญ่ มีกิริยาอ่อนโยน อยู่ร่วมด้วยเป็นสุข ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
เขาควรถ่อมตนและไม่โอ้อวด สุภาพ นอบน้อม และเคารพต่อผู้ใหญ่และข้าราชการอาวุโส ควรอ่อนโยน ไม่ก้าวร้าวหยาบกระด้าง ที่สุดควรเป็นคนอยู่ร่วมด้วยง่าย ไม่ก่อความขัดแย้งหรือดราม่า ข้าราชบริพารที่เพียบพร้อมด้วยลักษณะเหล่านี้มิใช่เพียงผู้มีความสามารถ แต่เป็นผู้สร้างบรรยากาศอันสงบและมั่นคงในสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดของราชวัง เป็นที่นับถือทั้งในความสงบเสงี่ยมและในความสามารถ
๓๑๑. ระวังสายลับ ภักดีต่อเจ้านายเดียว
อารกา ปริวชฺเชยฺย สญฺญิตุํ ปหิตํ ชนํ ภตฺตารเมวุทิกฺเขยฺย น จ อญฺญสฺส ราชิโน ฯ
พึงหลีกเลี่ยงผู้ที่ถูกส่งมาเป็นสายลับเสียแต่ไกล พึงมุ่งมองแต่เจ้านายของตน ไม่มุ่งมองพระราชาองค์อื่น
ข้าราชบริพารต้องมีจิตสำนึกด้านความมั่นคง หลีกเลี่ยงหรือกันผู้ที่ถูกส่งมาสอดแนมจากราชสำนักคู่แข่งให้ห่างไกล จุดสนใจทางการเมืองต้องเป็นหนึ่งเดียว คือมุ่งมองแต่เจ้านายของตน รับใช้ประโยชน์ของพระราชาของตนเท่านั้น ต้องไม่มุ่งมองพระราชาองค์อื่น คือไม่สร้างสายสัมพันธ์ แสวงหาการอุปถัมภ์ หรือแม้แสดงความสนใจในผู้ปกครองทางเลือก ร่องรอยของความภักดีที่แตกแยกอาจเป็นกบฏ ทั้งตา หู และการคำนวณทางการเมืองต้องจดจ่ออยู่ที่อธิปไตยองค์เดียว
๓๑๒. ปรนนิบัติสมณพราหมณ์และไต่ถามเพื่อความเจริญ
สมเณ พฺราหฺมเณ จาปิ สีลวนฺเต พหุสฺสุเต สกฺกจฺจํ ปยิรูปาเส อนฺนปาเนน ตปฺปเย อาสชฺช ปญฺเห ปุจฺเฉยฺย อากงฺขํ วุฑฺฒิมตฺตโน ฯ
พึงปรนนิบัติสมณะ พราหมณ์ ผู้มีศีลและเป็นพหูสูตโดยเคารพ พึงเลี้ยงท่านด้วยข้าวและน้ำ เข้าไปไต่ถามปัญหา ปรารถนาความเจริญของตน
เขาพึงปรนนิบัติสมณะ พราหมณ์ และผู้มีศีลและเป็นพหูสูตโดยเคารพ พึงเลี้ยงท่านด้วยข้าวและน้ำ ทำหน้าที่อุบาสกในการให้ทาน ที่สำคัญพึงเข้าไปไต่ถามปัญหา นี่มิใช่เพียงการให้ทาน แต่เป็นการแสวงหาความเจริญของตนอย่างแข็งขัน ผ่านการเติบโตทางจิตวิญญาณ ปัญญาเชิงปฏิบัติ และบุญที่ประกันอนาคต การคบหาผู้มีปัญญายกระดับฐานะและความหยั่งรู้ของตน
๓๑๓. ไม่ละทิ้งการให้ทานที่เคยให้
ทินฺนปุพฺพํ น หาเปยฺย ทานํ สมณพฺรหฺมเณ น จ กิญฺจิ นิวาเรยฺย ทานกาเล วณิพฺพเก ฯ
ไม่พึงละเลยทานที่เคยถวายแก่สมณะและพราหมณ์มาก่อน และไม่พึงหวงห้ามสิ่งใดในเวลาที่ควรให้แก่ผู้ขอ (วณิพก)
ข้าราชบริพารไม่พึงละเลยทานที่เคยถวายแก่สมณะและพราหมณ์ คือพึงเกื้อหนุนผู้ทรงศีลและสถาบันที่พระราชาหรือราชสกุลเคยอุปถัมภ์มา รักษาความสัมพันธ์อันชอบธรรมนั้นไว้ ยิ่งกว่านั้น ในเวลาที่ควรให้แก่ผู้ขอ พึงไม่หวงสิ่งที่ควรให้ ความตระหนี่ต่อผู้ทรงคุณค่าทางจิตวิญญาณเป็นเครื่องหมายของอุปนิสัยที่เลว ส่วนความเอื้อเฟื้ออย่างสม่ำเสมอและเปิดกว้างคือเครื่องหมายของความสูงส่งและสร้างคลังความปรารถนาดีและบุญของสาธารณชน
๓๑๔. ฉลาด รู้กาล รู้สมัย
ปญฺญวา พุทฺธิสมฺปนฺโน วิธานวิธิโกวิโท กาลญฺญู สมยญฺญู จ ส ราชวสตึ วเส ฯ
ผู้มีปัญญา เพียบพร้อมด้วยปฏิภาณ ฉลาดในการจัดการและการปฏิบัติ รู้กาล รู้สมัย ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
เขาต้องมีปัญญา เข้าใจลึกซึ้ง ต้องเพียบพร้อมด้วยปฏิภาณ คือความเฉียบแหลมในการวิเคราะห์ ต้องฉลาดในการจัดการและการปฏิบัติ เชี่ยวชาญการบริหารและการลงมือ ที่สำคัญที่สุดต้องเป็นผู้รู้กาลและรู้สมัย นี่คือยอดของปัญญาทางการเมือง คือสำนึกหยั่งรู้ว่าเมื่อใดควรลงมือ เมื่อใดควรพูด เมื่อใดควรรอ ทักษะอื่นทั้งหมดไร้ประโยชน์หากปราศจากความสามารถสูงสุดในการจับจังหวะนี้
๓๑๕. มีความริเริ่ม จัดงานเป็นระเบียบ
อุฏฺฐาตา กมฺมเธยฺเยสุ อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ สุสํวิหิตกมฺมนฺโต ส ราชวสตึ วเส ฯ
ผู้มีความริเริ่มในการมอบหมายงาน ไม่ประมาท มีวิจารณญาณ จัดการงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
เขาต้องเป็นผู้มีความริเริ่ม ไม่รอให้ใครสั่งแต่รู้ว่าสิ่งใดต้องทำ โดยเฉพาะในการมอบหมายงาน ต้องไม่ประมาท ไม่ละเลย ต้องมีวิจารณญาณในการตัดสินคนและสถานการณ์ ผลคืองานของเขาจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และให้ผลดีเยี่ยม เขามิใช่ข้าราชการเฉื่อยชา แต่เป็นนักบริหารที่กระตือรือร้น ฉลาด และพิถีพิถัน ผู้คาดการณ์ความต้องการและประกันการดำเนินงานราบรื่นของกิจการบ้านเมือง
๓๑๖. บริหารทรัพย์ส่วนตนอย่างพอประมาณ
ขลํ สาลํ ปสุํ เขตฺตํ คนฺตา จสฺส อภิกฺขณํ มิตํ ธญฺญํ นิธาเปยฺย มิตญฺจ ปาจเย ฆเร ฯ
พึงไปตรวจดูลานนวด โรงเรือน สัตว์เลี้ยง และไร่นาของตนอยู่เนือง ๆ พึงเก็บข้าวเปลือกไว้พอประมาณ และหุงต้มใช้ในเรือนแต่พอประมาณ
ข้าราชบริพารผู้มีปัญญาต้องบริหารทรัพย์สินส่วนตัวด้วยความรอบคอบเช่นเดียวกับที่ใช้บริหารบ้านเมือง พึงไปตรวจไร่นา ลานนวด ปศุสัตว์ และยุ้งฉางอยู่เสมอ การกำกับดูแลด้วยตนเองนี้ป้องกันการสูญเสียจากการลักขโมยหรือการละเลย พึงเก็บข้าวส่วนหนึ่งไว้เพื่อความมั่นคงในอนาคต และหุงใช้อีกส่วนเพื่อการบริโภคปัจจุบัน ความสมดุลนี้ทำให้ครัวเรือนส่วนตัวของเขามั่นคง พึ่งตนได้ และปลอดความขัดสน อันจะบ่อนทำลายฐานะและความซื่อตรงในราชสำนัก (คาถานี้ซ้ำกับคาถา ๑๘๔ ในหมวดการครองเรือน)
๓๑๗. ญาติที่ไร้ศีล ไม่พึงเกื้อหนุน
ปุตฺตํ วา ภาตรํ วา ปิ สีเลสุ อสมาหิตํ อนงฺควา หิ เต พาลา ยถา เปตา ตเถว เต โจฬญฺจ เนสํ ปิณฺฑญฺจ อาสนญฺจ ปทาปเย ฯ
บุตรหรือพี่น้องที่ไม่ตั้งมั่นในศีล คนพาลเหล่านั้นหาแก่นสารมิได้ เป็นดุจคนที่ตายแล้ว ไม่พึงให้ผ้า อาหาร หรืออาสนะ (อันมีเกียรติ) แก่พวกเขา
หากบุตรหรือพี่น้องของข้าราชบริพารไม่ตั้งมั่นในศีล คนเหล่านั้นเป็นคนพาล ไร้แก่นสาร พิการทางศีลธรรมและสังคม เป็นดุจคนตายต่อหน้าที่และชื่อเสียงของข้าราชบริพาร ฉะนั้นจึงไม่พึงให้ผ้า อาหาร หรืออาสนะอันมีเกียรติแก่พวกเขา การเกื้อหนุนและเอื้อให้พวกเขาคือการพลอยข้องเกี่ยวกับความชั่ว ซึ่งจะแปดเปื้อนอุปนิสัยและความน่าเชื่อถือของตน ความภักดีต่อครอบครัวถูกแทนที่ด้วยหน้าที่อันสูงกว่าต่อคุณธรรมและฐานะทางอาชีพ (ตามอรรถกถา หมายถึงให้เพียงอาหารและผ้าพอประทังเท่านั้น)
๓๑๘. ตั้งคนมีศีลและความสามารถในตำแหน่ง
ทาเส กมฺมกเร โปเส สีเลสุ สุสมาหิเต ทกฺเข อุฏฺฐานสมฺปนฺเน อาธิปจฺจมฺหิ ฐาปเย ฯ
พึงตั้งทาส คนงาน และผู้อยู่ในอุปการะที่ตั้งมั่นในศีล ขยันขันแข็ง และมีความริเริ่ม ไว้ในตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่
ในการบริหารกิจการของตนหรือที่พระราชามอบหมาย ข้าราชบริพารพึงตั้งผู้ที่ตั้งมั่นในศีล มีทักษะ และมีความริเริ่มไว้ในตำแหน่งที่มีอำนาจ ทั้งทาส คนงาน และผู้พึ่งพิงตน การให้คุณตามความดี ความสามารถ และความขยันบนฐานคุณธรรม ประกันการบริหารที่มีประสิทธิภาพและซื่อสัตย์ การเลื่อนผู้มีคุณธรรมและความสามารถโดยไม่คำนึงชาติกำเนิด ย่อมเสริมความเข้มแข็งของโครงสร้างทั้งหมดที่ข้าราชบริพารรับผิดชอบ และสะท้อนวิจารณญาณที่ดีของเขาเอง
๓๑๙. มีศีล ไม่โลภ ภักดี และเป็นประโยชน์
สีลวา จ อโลโภ จ อนุรตฺโต จ ราชิโน อาวี รโห หิโต จสฺส ส ราชวสตึ วเส ฯ
ผู้มีศีล ไม่โลภ ภักดีต่อพระราชา เปิดเผยตรงไปตรงมาในที่ลับ และเป็นประโยชน์แก่พระองค์ ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
เขาต้องมีศีลก่อนอื่น เพราะคนทุจริตเป็นภาระ ต้องปราศจากความโลภ เพราะความโลภนำสู่การทรยศ ต้องภักดีต่อพระราชาด้วยใจจริง ในการถวายคำปรึกษาลับ ต้องเปิดเผยและสัตย์จริง ไม่หลอกลวง การกระทำทั้งหมดต้องเป็นประโยชน์แก่พระราชา การผสานศีลธรรมส่วนตน ความไม่ยึดติด ความภักดี ความซื่อสัตย์ และคุณค่าเชิงประโยชน์นี้ นิยามผู้รับใช้ที่สมบูรณ์แบบ คือผู้ที่พระราชาวางพระทัยฝากทั้งความลับ ทรัพย์ และแว่นแคว้นได้
๓๒๐. รู้พระทัยและไม่ขัดพระประสงค์
ฉนฺทญฺญู ราชิโน อสฺส จิตฺตฏฺโฐ สยราชิโน อสงฺกุสกวุตฺติสฺส ส ราชวสตึ วเส ฯ
พึงเป็นผู้รู้พระประสงค์ที่ตั้งอยู่ในพระทัยของพระราชา และไม่ประพฤติขัดต่อเจ้านายของตน ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
เขาต้องเป็นผู้รู้พระประสงค์ของพระราชา เข้าใจพระราชดำริ พระอารมณ์ ความโน้มเอียง และความหวั่นเกรงที่มิได้ตรัส ด้วยความเข้าใจนี้ ความประพฤติของเขาต้องไม่ขัดต่อพระประสงค์ ต้องไม่ทำสวนทางหรือมุ่งวาระส่วนตน เขาประสานการกระทำให้กลมกลืนกับพระราชหฤทัยอย่างไร้รอยต่อ สิ่งนี้เหนือกว่าความเชื่อฟัง คือการคาดการณ์ด้วยความเข้าใจ ทำให้เขาเป็นส่วนขยายของพระประสงค์เอง เป็นเครื่องมือที่สมบูรณ์ซึ่งกระทำเพราะเข้าใจ มิใช่เพียงเพราะถูกสั่ง
๓๒๑. รับใช้ด้วยความนอบน้อม ไม่โกรธแม้ถูกลงโทษ
อุจฺฉาทเย นฺหาปเน จ โธเว ปาเท อโธสิรํ อาหโต ปิ น กุปฺเปยฺย ส ราชวสตึ วเส ฯ
ขณะนวด สรง และล้างพระบาท พึงก้มศีรษะลง แม้ถูกตี (ลงโทษ) ก็ไม่พึงโกรธ ผู้นั้นจึงอยู่ในราชสำนักได้
ขณะปฏิบัติกิจอันใกล้ชิดและเป็นการรับใช้ เช่น นวด สรง หรือล้างพระบาทพระราชา ข้าราชบริพารต้องก้มศีรษะลง อันเป็นท่าทีของความนอบน้อมอย่างยิ่ง แม้ในฐานะเปราะบางเช่นนี้ หากถูกพระราชาตีในยามพิโรธหรือเอาแต่พระทัย ก็ต้องไม่โกรธ นี่คือบททดสอบสูงสุดของการบังคับตนและความทุ่มเท เปลี่ยนการรับใช้ให้เป็นวินัยทางใจ ที่ศักดิ์ศรีส่วนตนถูกกลืนหายในความภักดี และปฏิกิริยาต่อความอยุติธรรมถูกระงับเพื่อความอยู่รอดและหน้าที่ (พึงเข้าใจในบริบทราชสำนักโบราณ)
๓๒๒–๓๒๓. ความเคารพต่อผู้ให้ทุกสิ่ง
กุมฺภํ ปญฺชลึ กริยา จาตญฺจาปิ ปทกฺขิณํ กิเมว สพฺพกามานํ ทาตารํ ธีรมุตฺตมํ โย เทติ สยนํ วตฺถํ ยานํ อาวสถํ ฆรํ ปชฺชุนฺโนริว ภูตานํ โภเคหิ อภิวสฺสติ ฯ
แม้หม้อ (เปล่า) คนยังพนมมือไหว้ แม้นก (จาตกะ) คนยังเดินเวียนขวา จะกล่าวไปไยถึงผู้ให้สิ่งที่ปรารถนาทั้งปวง ผู้หนักแน่นสูงสุด ผู้ให้ที่นอน เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ที่พัก และเรือน ผู้หลั่งโภคทรัพย์รดสรรพสัตว์ดุจเมฆฝน
คนยังพนมมือไหว้แม้แต่หม้อเปล่า หรือเดินเวียนขวานก อันเป็นการแสดงความเคารพต่อสิ่งเล็กน้อย บทสรุปเชิงสำนวนคือ หากแสดงความเคารพต่อสิ่งเล็กน้อยเช่นนั้น ยิ่งควรให้เกียรติพระราชาเพียงใด พระราชาทรงได้รับการพรรณนาว่าเป็นผู้หนักแน่นสูงสุดและผู้ประทานสิ่งที่ปรารถนาทั้งปวง ทรงเป็นบ่อเกิดของความมั่นคง ทรัพย์ และฐานะ ทรงหลั่งโภคทรัพย์รดประชาชนดุจเมฆฝน ความเคารพของข้าราชบริพารจึงต้องสมบูรณ์ตามสัดส่วน เหนือความเคารพอื่นทั้งปวง
จบ อุปเสวกกณฺฑ (หมวดว่าด้วยข้าราชบริพาร) คาถาที่ ๒๘๘–๓๒๓ รวม ๓๖ คาถา