ประวัติวัดจุฬามณี
วัดเก่าแก่กว่า ๓๐๐ ปี ริมคลองอัมพวา ต้นกำเนิดราชนิกุลบางช้างแห่งราชวงศ์จักรี
วัดจุฬามณีตั้งอยู่เลขที่ ๙๓ หมู่ ๙ ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ริมถนนสายสมุทรสงคราม–บางแพ ด้านหน้าวัดติดกับคลองอัมพวาซึ่งเชื่อมต่อกับคลองบางผีหลอก ห่างจากตัวเมืองสมุทรสงครามราว ๗ กิโลเมตร และห่างจากที่ว่าการอำเภออัมพวาเพียงราว ๒ กิโลเมตร นับเป็นวัดเก่าแก่ที่ผูกพันแนบแน่นกับประวัติศาสตร์ราชวงศ์จักรีมาช้านาน
ภาพถ่ายทางอากาศวัดจุฬามณี
ทัศนียภาพมุมสูงของวัดจุฬามณี ริมคลองอัมพวา ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
ความเป็นมา — จาก "วัดแม่เจ้าทิพย์" สู่ "จุฬามณี"
เดิมวัดแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า "วัดแม่เจ้าทิพย์" ตามประวัติสืบความได้ว่าสร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ครั้งกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี ผู้สร้างคือท่านท้าวแก้วผลึก (น้อย) ธิดาของท่านพลาย นายตลาดบางช้างผู้มีหน้าที่เก็บภาษีอากรขนอนตลาด จนมีฐานะมั่งคั่งถึงขั้นเศรษฐี ท่านได้สร้างวัดนี้ขึ้นและทำนุบำรุงสืบมา โดยได้รับการอุปถัมภ์จากมหาอุบาสกและมหาอุบาสิกาคนสำคัญ ซึ่งภายหลังกลายเป็นต้นราชวงศ์จักรี เพราะภูมิประเทศแห่งนี้เองคือถิ่นกำเนิดของพระมหากษัตริย์ไทยที่สืบราชสันตติวงศ์ต่อกันมา
ส่วนชื่อ "จุฬามณี" ที่ใช้ในปัจจุบัน พ้องกับพระนามของพระจุฬามณีเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อันเป็นที่ประดิษฐานพระจุฬาโมลี (มวยพระเกศา) ของพระพุทธเจ้าตามคติทางพระพุทธศาสนา เป็นนามอันเป็นมงคลที่คู่ควรกับวัดเก่าแก่แห่งนี้
ต้นราชตระกูลบางช้าง
หลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ชัดว่า บริเวณนี้คือต้นกำเนิดของราชตระกูลบางช้าง นิวาสถานเดิมของท่านเศรษฐีทองและเศรษฐีสั้น ผู้เป็นพระชนกชนนีของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ ตั้งอยู่หลังวัดจุฬามณี เดินเพียงราว ๕ เส้น (ประมาณ ๕ นาที) ก็ถึง บริเวณนั้นมีต้นจันทน์ใหญ่อยู่ ๓ ต้น แต่ละต้นวัดโดยรอบราว ๒ คนโอบ ห่างกันต้นละราว ๔ วา เล่ากันว่าปลูกอยู่ข้างบ้านของท่านเศรษฐีทั้งสอง น่าเสียดายที่ภายหลังต้นจันทน์ล้มเหลือเพียงซากขอนผุ ซึ่งยังคงอยู่จนถึงราวปีพุทธศักราช ๒๕๑๐
ครั้งหนึ่งศึกษาธิการอำเภออัมพวาในสมัยนั้นสนใจใคร่ทราบประวัติและหลักฐาน ทั้งทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของนิวาสถานต้นราชตระกูลแห่งนี้ จึงเดินทางไปสำรวจ แต่ผู้เช่าสวนหรือเจ้าของที่ดินรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้เผาซากตอที่ล้มขอนนั้นจนหมดสิ้น ไม่เหลือร่องรอยไว้เลย เข้าใจกันว่าเจ้าของที่เกรงว่าทางราชการจะมายึดที่ดินคืน จึงทำลายหลักฐานเสีย ทั้งที่ต้นจันทน์ ๓ ต้นนี้น่าจะอยู่ใกล้กับนิวาสถานอันเป็นที่ประสูติและที่ประทับของเจ้านายในกาลต่อมา
แผ่นดินมงคลแห่งราชวงศ์จักรี
สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ (นาค) เป็นพระธิดารูปงามของท่านเศรษฐีบางช้าง จนกิตติศัพท์ความงามเลื่องลือไปไกลถึงกรุงศรีอยุธยา ครั้งนั้นพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาทรงแสวงหาสตรีรูปงามเข้าเป็นสนม เมื่อมีอำมาตย์กราบบังคมทูลถึงธิดาเศรษฐีบางช้าง ฝ่ายบิดามารดาทราบเข้า จึงรีบยกธิดาให้สมรสกับมหาดเล็กชื่อ "ทองด้วง" เสียก่อน มหาดเล็กผู้นี้ภายหลังได้เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี เมื่อสมรสแล้วทั้งสองได้มาตั้งครอบครัวอยู่ที่ตำบลบางช้างแห่งนี้
ณ ตำบลบางช้างนี่เอง ท่านนาค — ผู้ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช — ได้ประสูติกาลท่านฉิม ผู้เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในกาลต่อมา เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๑๐ ตรงกับวันพุธ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๓ ปีกุน ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะเสียแก่พม่าในเดือนเมษายนปีเดียวกันเพียงราวสองเดือน ตามที่ชาวบางช้างเล่าสืบกันมา สถานที่ประสูติอยู่ในบริเวณนิวาสถานใกล้ต้นจันทน์หลังวัดจุฬามณี อันเคยเป็นนิวาสถานของท่านเศรษฐีทองและเศรษฐีสั้นนั่นเอง
ครั้นกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าใน พ.ศ. ๒๓๑๐ หลวงยกกระบัตรทองด้วงได้อพยพครอบครัวหลบภัยพม่าเข้าไปอยู่ในป่าทึบหลังวัดจุฬามณี ก่อนจะไปฝากตัวรับราชการกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี และเมื่อสิ้นแผ่นดินกรุงธนบุรี ก็ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ในระหว่างที่หลบภัยอยู่ในป่าหลังวัดครั้งนั้น กรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) พระพี่นางองค์ที่ ๒ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งทรงพระครรภ์แก่ ได้ประสูติพระธิดาในป่าหลังวัดจุฬามณีด้วยเช่นกัน เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๓๑๐ ตรงกับวันอาทิตย์ แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีกุน ทรงพระนามว่า เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด อันถือเป็นนิมิตว่ารอดพ้นจากข้าศึกพม่ามาได้ ภายหลังเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดได้อภิเษกสมรสเป็นพระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชินีพระองค์ที่ ๒ แห่งราชวงศ์จักรี เป็นการประหลาดยิ่งที่ทั้งสองพระบรมราชินีทรงถือกำเนิด ณ ตำบลบางช้าง หลังวัดจุฬามณีแห่งเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ แผ่นดินตำบลบางช้าง เมืองสมุทรสงคราม บริเวณหลังวัดจุฬามณี จึงนับว่าเป็นแผ่นดินอันเป็นมงคลยิ่ง ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ
แผ่นดินมงคล ๕ ประการ
เป็นถิ่นกำเนิดของพระชนกและพระชนนีของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ จึงเป็นดินแดนต้นกำเนิดของราชนิกุลบางช้าง
เป็นที่ประสูติของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๑ และสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๒ ผู้ทรงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขชาวสมุทรสงครามโดยตรง
เป็นที่ประทับดับร้อนของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก่อนเสด็จไปเป็นแม่ทัพใหญ่ในสมัยกรุงธนบุรีและปราบดาภิเษกตั้งราชวงศ์จักรี ทั้งยังเคยฝากดาบฝากแหวนไปถวายสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจากดินแดนแห่งนี้ ตำบลบางช้างจึงเป็นที่ตั้งเนื้อตั้งตัวของพระองค์โดยแท้
เป็นที่รับทุกขเวทนาของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ ที่ต้องเสด็จหลบหนีภัยพม่าไปพักแรมในป่าระหว่างทรงพระครรภ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
เป็นที่ประสูติของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๒ แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๓๑๐ ในป่าหลังวัดจุฬามณี
ตำนานเศรษฐีผู้มั่นในศีล
ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบกันมาว่า ท่านเศรษฐีทองและเศรษฐีสั้นเป็นเศรษฐีใจบุญ ชอบทำบุญฟังธรรมและถือศีลอุโบสถในวันพระ ๘ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ เป็นนิจ วันหนึ่งซึ่งเป็นวันพระ สองสามีภรรยาได้ไปถือศีลอุโบสถที่วัดจุฬามณี และตั้งสัตย์ปวารณาว่าจะยึดมั่นภาวนารักษาศีลตลอดคืนและวัน จะไม่กลับบ้านจนกว่าจะย่างเข้าวันใหม่ ครั้งนั้นเจ้าอาวาสวัดจุฬามณีคือท่านพระอธิการอิน ซึ่งเป็นคนในตระกูลเศรษฐีบางช้างที่มาอุปสมบทจนได้เป็นสมภาร
พอตกกลางคืน บ่าวไพร่รีบมาแจ้งว่าไฟกำลังไหม้บ้าน ขอให้รีบกลับ แต่ด้วยความมั่นคงในพระพุทธศาสนา ท่านเศรษฐีทั้งสองไม่หวั่นไหววอกแวก พิจารณาเห็นว่าทรัพย์สมบัติย่อมมีวันวิบัติ แม้ชีวิตร่างกายก็ยังมีเกิดมีดับเป็นธรรมดา เมื่อทรัพย์ยังอยู่ก็ได้ใช้ทรัพย์ ครั้นทรัพย์หรือชีวิตดับไป ทรัพย์ก็หาเป็นของเราไม่ เพราะเป็นของนอกกาย ตราบที่ชีวิตยังอยู่ก็ยังหาใหม่ได้ จึงเพียงสั่งบ่าวไพร่ให้ขนทรัพย์ที่พอหยิบฉวยได้โยนลงคลองในสวนไว้ ได้เท่าไรก็เท่านั้น ส่วนท่านทั้งสองยังคงตั้งมั่นในการเจริญภาวนารักษาอุโบสถต่อไป จวบจนรุ่งเช้าวันใหม่จึงกลับบ้าน ก็พบว่าไฟได้ไหม้เรือนของท่านไปจนหมดสิ้นแล้ว เรื่องนี้สะท้อนถึงศรัทธาอันมั่นคงที่สืบทอดอยู่ในตระกูลบางช้างมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
อายุของวัดและหลักฐาน
ปีที่ปรากฏในเอกสารต่างๆ มีหลายตัวเลข เพราะอ้างอิงจากแหล่งต่างกัน กล่าวคือ ทะเบียนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุปี "ตั้งวัด" อย่างเป็นทางการไว้ที่ พ.ศ. ๒๒๙๓ ขณะที่หลักฐานและคำบอกเล่าสืบมาชี้ว่าตัววัดน่าจะ "สร้างขึ้นจริง" ราว พ.ศ. ๒๑๗๒–๒๑๙๐ ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ก่อนการขึ้นทะเบียนหลายสิบปี
ที่ประมาณการเช่นนี้ เพราะท่านเศรษฐีสั้น พระชนนีของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ ผู้เคยมาถือศีลรักษาอุโบสถที่วัดนี้ มีอายุยืนมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๑ และสิ้นอายุขัยราว พ.ศ. ๒๓๔๔ ด้วยวัย ๙๐ ปีเศษ จึงน่าจะเกิดราว พ.ศ. ๒๒๕๐ และวัดคงสร้างก่อนท่านเกิดราว ๗๐ ปี เพราะท่านท้าวแก้วผลึก (น้อย) ผู้สร้างวัด เป็นคนในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เป็นธิดาท่านพลาย เป็นน้องสาวของท่านชี ผู้เป็นมารดาของท่านเศรษฐีทอง
วัดจุฬามณี (วัดแม่เจ้าทิพย์) จึงเป็นวัดเก่าแก่จริงๆ ที่ควรค่าแก่การศึกษาค้นคว้า แม้จะทำได้ยากพอสมควร เพราะสภาพเดิมของวัดถูกกาลเวลาและธรรมชาติทำลายปรักหักพังไปเกือบหมดสิ้น พระอุโบสถเก่าแก่ที่เชื่อกันว่าท่านเศรษฐีทองและเศรษฐีสั้นเคยมาถือศีลรักษาอุโบสถ ได้ทรุดพังลงเหลือเพียงฐานล่าง จนต้องรื้อไป และในสมัยพระครูโกวิทสมุทรคุณ (หลวงพ่อเนื่อง) จึงได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นในบริเวณเดิมนั้น
สิ่งน่าสนใจภายในวัดวันนี้
พระอุโบสถจตุรมุขหินอ่อน ๓ ชั้น พร้อมบานประตู–หน้าต่างสมุกรักฝังมุก และพื้นหินหยก
จิตรกรรมฝาผนัง "ศิลปะรัตโนธยา" กว่า ๒๐๐ ภาพ (อ่านต่อในหน้า "อุโบสถและศิลปกรรม")
องค์ท้าวเวสสุวรรณ เทพผู้คุ้มครอง เรือธงแห่งศรัทธาของวัด (อ่านต่อในหน้า "ท้าวเวสสุวรรณ")
สรีระสังขารหลวงพ่อเนื่อง โกวิโท ที่ไม่เน่าเปื่อย ประดิษฐานในโลงแก้ว (อ่านต่อในหน้า "เจ้าอาวาสผู้สร้างวัด")