วัดจุฬามณี
เรื่องเล่าชาววัด

พิธีเสกเหรียญจำปี ๔๕ — คืนอัศจรรย์ในอุโบสถวัดจุฬามณี

คุยเฟื่องเรื่องพิธีมหาพุทธาภิเษกและเทวาภิเษกใหญ่ เหรียญจำปีรุ่นแรก ปี ๒๕๔๕ — ฤกษ์ยาม พิธีบวงสรวง รายนามพระเกจิ ๒๖ รูป และเหตุอัศจรรย์ของหลวงพ่อแขก ปภาโส

เกร็ดเล่า — คุยเฟื่อง เรื่องพิธีเสกเหรียญจำปี ๔๕

ในการสร้างวัตถุมงคลแต่ละครั้งแต่ละรุ่นของหลวงพ่ออิฏฐ์ นอกจากรูปแบบที่ต้องถูกต้องสวยงามตามพุทธศิลป์ และชนวนมวลสารสำคัญที่นำมาจัดสร้างแล้ว ท่านยังให้ความสำคัญในการประกอบพิธีพุทธาภิเษกเป็นอย่างมาก โดยจะพิจารณารายละเอียดสำคัญอยู่ ๓ ประการใหญ่ๆ คือ ฤกษ์ยาม, พิธีบวงสรวง และ พระเกจิอาจารย์ที่จะนิมนต์มาร่วมพิธีเสก

บรรยากาศพิธีมหาพุทธาภิเษกและเทวาภิเษกใหญ่ เหรียญจำปีรุ่นแรก ปี ๒๕๔๕ — องค์ท้าวเวสสุวรรณทรงจำปีอยู่กลาง ล้อมด้วยภาพพระเกจิอาจารย์ที่ร่วมนั่งอธิษฐานจิต
บรรยากาศพิธีมหาพุทธาภิเษกและเทวาภิเษกใหญ่ เหรียญจำปีรุ่นแรก ปี ๒๕๔๕ — องค์ท้าวเวสสุวรรณทรงจำปีอยู่กลาง ล้อมด้วยภาพพระเกจิอาจารย์ที่ร่วมนั่งอธิษฐานจิต

พิธีมหาพุทธาภิเษก จำปี ๔๕

พิธีมหาพุทธาภิเษกและเทวาภิเษกใหญ่ เหรียญจำปีรุ่นแรก ปี ๔๕ ก็เช่นเดียวกัน หลวงพ่ออิฏฐ์ได้กำหนดให้จัดพิธีภายในอุโบสถ วัดจุฬามณี ในวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยเริ่มพิธีกรรมตั้งแต่เช้าตรู่ เริ่มจากพิธีบวงสรวงที่บริเวณระเบียงแก้วหน้าอุโบสถด้านทิศเหนือ โดยพราหมณ์ขจร นาคะวาทิน จากโบสถ์พราหมณ์ กรุงเทพฯ เป็นผู้อ่านโองการบวงสรวงเทวดาบูชาฤกษ์ เสร็จแล้วพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์กัปปวัตนสูตร

แบ่งพิธีเป็น ๒ รอบ

หลังจากนั้น อาจารย์โจ้ (ขวัญทอง สอนศิริ) ศาสนพิธีกรในวันนั้น ประกาศกำหนดการเริ่มเข้าสู่พิธีมหาพุทธาภิเษกและเทวาภิเษก โดยกำหนดพิธีเป็น ๒ รอบ คือ รอบเช้าได้นิมนต์พระเกจิอาจารย์จากกรุงเทพฯ และภายในจังหวัดสมุทรสงครามมาร่วมนั่งอธิษฐานจิต พระพิธีธรรมจากวัดสุทัศน์ฯ ส่วนรอบบ่ายเป็นพระเกจิอาจารย์นอกพื้นที่มานั่งอธิษฐานจิต พระพิธีธรรมจากวัดนครสวรรค์ โดยมีรายนามพระเกจิอาจารย์ที่หลวงพ่ออิฏฐ์ได้นิมนต์มาร่วมพิธีในวันนั้น เท่าที่ผมพอจะจำได้ดังต่อไปนี้

  1. พระพรหมเมธี (สมชาย) วัดเทพศิรินทร์ (จุดเทียนชัย)

  2. พระเทพปริยัติมุนี (สุเทพ) วัดพระปฐมเจดีย์ (ดับเทียนชัย)

  3. พระราชภาวนาวิกรม (ธงชัย) วัดไตรมิตร กรุงเทพฯ

  4. พระราชประสิทธิวิมล (ประจวบ) วัดระฆัง กรุงเทพฯ

  5. หลวงพ่อเจือ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม

  6. หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม นครปฐม

  7. หลวงพ่ออวยพร วัดดอนยายหอม นครปฐม

  8. หลวงพ่อแย้ม วัดตะเคียน นนทบุรี

  9. หลวงพ่อสิริ วัดตาล นนทบุรี

  10. หลวงพ่อลำใย วัดทุ่งลาดหญ้า กาญจนบุรี

  11. หลวงพ่อสง่า วัดบ้านหม้อ ราชบุรี

  12. หลวงพ่อแขก วัดสุนทรประดิษฐ์ พิษณุโลก

  13. หลวงพ่อรอด วัดสันติกาวาส พิษณุโลก

  14. หลวงตาละมัย วัดอรัญญิก พิษณุโลก

  15. หลวงพ่อไพรินทร์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก

  16. หลวงพ่อโถม วัดธรรมปัญญาราม สุโขทัย

  17. หลวงพ่อเณร วัดทุ่งเศรษฐี กรุงเทพฯ

  18. หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว พระนครศรีอยุธยา

  19. หลวงปู่สุภา วัดศีลสุภาราม ภูเก็ต

  20. หลวงพ่อสะอาด วัดเขาแก้ว นครสวรรค์

  21. หลวงพ่อพูลทรัพย์ วัดอ่างศิลา ชลบุรี

  22. หลวงพ่อมหาสุรศักดิ์ วัดประดู่ สมุทรสงคราม

  23. หลวงพ่อตี๋ วัดบางคณฑีใน สมุทรสงคราม

  24. หลวงพ่อวิไล วัดโพธิ์งาม สมุทรสงคราม

  25. หลวงพ่อแดง วัดอินทาราม สมุทรสงคราม

  26. หลวงพ่ออุดม วัดประทุมคณาวาส สมุทรสงคราม เป็นต้น

บรรยากาศรอบบ่าย

พิธีในรอบเช้าผ่านไปด้วยดีอย่างเรียบร้อย หลังจากพักฉันเพลก็มาถึงพิธีในรอบบ่าย ซึ่งถือว่าเป็นการรวมตัวกันของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งยุคนั้น จะเรียกว่าเป็นการโคจรมาพบกันระหว่างสิงห์เหนือปะทะเสือใต้เลยก็ว่าได้

แล้วก็เป็นไปตามคาด พอเริ่มพิธีภาคบ่ายไปสักพัก พระเกจิอาจารย์ทุกท่านเริ่มเข้าสู่สมาธิจิต ภายในอุโบสถจากที่มีลมพัดเย็นเอื่อยๆ ลมกลับสงบนิ่ง อากาศในโบสถ์เริ่มอบอ้าวร้อนแบบผิดปกติ ผมสังเกตเห็นหลายท่านที่เข้าไปนั่งในโบสถ์ในวันนั้น ต้องเดินหนีออกมานั่งจับกลุ่มคุยกันนอกโบสถ์แทน ส่วนลูกศิษย์ที่ไปช่วยงานในวันนั้นรวมทั้งผม ต้องไปขอผ้าเย็นมาเช็ดหน้าเช็ดตา เอาผ้าเย็นมาพาดคอแก้ร้อนกันเลยทีเดียว

เหตุอัศจรรย์ของหลวงพ่อแขก ปภาโส

แต่จุดไฮไลต์ของพิธีที่ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นจะต้องจดจำได้ก็คือ เมื่อพิธีภาคบ่ายผ่านไปประมาณ ๑ ชั่วโมงกว่า พระเกจิอาวุโสแห่งเมืองสองแคว คือหลวงพ่อแขก ปภาโส แห่งวัดสุนทรประดิษฐ์ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ท่านเริ่มมีอาการผิดปกติ คือในขณะที่ท่านอยู่ในสมาธินั้น หน้าตาท่านเริ่มมีลักษณะอาการดุดัน คิ้วขมวด ปากเบะขมึงตึง สักพักลำตัวท่านก็เริ่มโยกไปมาซ้ายขวาเบาๆ ผมเห็นท่าไม่ค่อยดีจึงเดินเข้าไปนั่งด้านหลังอาสนะท่านในตอนนั้น

อาการโยกตัวของท่านเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ อาการเหมือนคนของขึ้น สักพักเดียวปรากฏว่าตัวท่านลอยเข้าไปในปะรำกองวัตถุมงคลที่วางองค์ท้าวเวสสุวรรณขนาดบูชาเรียงไว้ เสียงดังโครมใหญ่ ทุกคนที่อยู่ในพิธีต่างตกตะลึงและรีบวิ่งมาดูที่มาต้นเสียง องค์ท้าวเวสสุวรรณขนาดบูชาที่เรียงรายไว้บางส่วนล้มระเนระนาด ผมและลูกศิษย์อีก ๒ คนพยายามดึงตัวท่านออกมา เกรงว่าท่านจะได้รับบาดเจ็บจากเหลี่ยมคมขององค์ท้าวเวสสุวรรณขนาดบูชา แต่แรงท่านตอนนั้นเยอะมากครับ (ขณะนั้นท่านอายุ ๗๘ ปีแล้ว) ดิ้นจนคนหนุ่มๆ ๒–๓ คนยังรั้งไว้ไม่อยู่

จนสักพักท่านเบาลง จึงประคองท่านกลับมานั่งที่อาสนะดังเดิม ในขณะที่ท่านก็ยังอยู่ในสมาธิเหมือนเดิม หลังจากนั้นสักพักสีหน้าท่านก็เริ่มดีขึ้น คิ้วเริ่มตก สีหน้าผ่อนคลาย ยิ้มมุมปากแบบคนอารมณ์ดี ภายในอุโบสถกลับมีลมเย็นเอื่อยๆ มาอีกครั้ง เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ผู้ที่ร่วมอยู่ในพิธีในวันนั้น

บทสรุป

ด้วยสุดยอดชนวนมวลสารที่นำมาจัดสร้างเหรียญจำปี ๔๕ ด้วยฤกษ์ยามอันเป็นมงคล ด้วยพระเกจิขลังแห่งยุคที่หลวงพ่ออิฏฐ์ได้นิมนต์มาร่วมพิธี รวมถึงเหตุการณ์อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นระหว่างพิธี จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเหรียญจำปี ๔๕ และวัตถุมงคลอื่นที่ได้ร่วมพิธีในรุ่นนี้ จึงได้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ก่อให้เกิดประสบการณ์แก่ผู้ที่นำไปใช้และบูชากันอย่างต่อเนื่อง

ที่เล่ามาทั้งหมดก็ถือว่าผมมาถ่ายทอดบรรยากาศเท่าที่พอจะจำได้ในวันปลุกเสกเหรียญจำปี ๔๕ ให้ศิษย์รุ่นหลังๆ ได้ฟังกันนะครับ สำหรับคืนนี้พิมพ์มายาวพอสมควร ก็ขออนุญาตจบไว้เพียงเท่านี้ก่อน สัปดาห์หน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อ คืนนี้ขอให้ทุกท่านได้นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ครับผม

เรียบเรียงโดย

คุณช้าง บางจาก (Komsan Pisalsongkram)