ชุมนุมเทวดา
บทสวดชุมนุมเทวดา (สัคเค) บทแรกของพิธีสวดพระปริตร ฉบับบาลีพร้อมคำแปลและขยายความ — คำอาราธนาเชิญเทพยดาทุกชั้นภพภูมิให้มาฟังธรรม ร่วมอนุโมทนาและคุ้มครองผู้อยู่ในมณฑลพิธี ก่อนเข้าสู่บทสวดหลัก
บทชุมนุมเทวดา หรือที่บางสำนักเรียกว่า "สัคเค" (ตามคำขึ้นต้น) เป็นบทแรกของพิธีสวดพระปริตรในธรรมเนียมไทย–ลังกา ทำหน้าที่เป็น "คำอาราธนา" เชิญเทพยดาในทุกภพภูมิให้มาฟังธรรม เพราะเชื่อกันว่าเมื่อพระสงฆ์เริ่มสวดพระปริตร เทวดาที่มาฟังจะได้อนุโมทนา รับรู้บุญ และร่วมคุ้มครองผู้ที่อยู่ในมณฑลพิธี
ในบทสวดมนต์ "เจ็ดตำนาน" บทนี้สวดก่อนบททั้งปวง ทำหน้าที่ เปลี่ยนพื้นที่สวด (ศาลา/บ้าน/วัด) ให้กลายเป็น "ธรรมสภา" ชั่วคราว ที่มีทั้งมนุษย์ พระสงฆ์ และเทวดามาประชุมร่วมกัน เป็นการตั้งบริบทอันศักดิ์สิทธิ์ก่อนเข้าสู่ตัวบทพระสูตรจริง
วิธีอ่านหน้านี้
ด้านบนคือบทสวดเต็มสำหรับสาธยายต่อเนื่อง (กดปุ่มคัดลอกได้) ส่วนด้านล่างเป็นคำแปลและคำขยายความทีละท่อน จัดเป็น ๓ ท่อนตามโครงของบท คือ คำเชิญพระสงฆ์ผู้สวด · คำอาราธนาเทวดา · คำประกาศเวลาฟังธรรม
บทสวดเต็ม (สำหรับสาธยาย)
บทสวดต่อเนื่องทั้งบท ตั้งแต่คำเชิญพระสงฆ์ให้แผ่เมตตา คำกวาดเชิญเทวดาทุกชั้นภพภูมิ จนถึงคำประกาศเวลาฟังธรรม ๓ ครั้ง ใช้สวดต่อเนื่องได้ทันที
ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ ฯ ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ฯ
คำแปลและขยายความ
ต่อไปนี้คือคำแปลและคำอธิบายความหมายทีละท่อน บาลีต้นฉบับของแต่ละท่อนมีปุ่มคัดลอกในตัว บทนี้แบ่งได้ ๓ ท่อนชัดเจน คือ คำเชิญพระสงฆ์ผู้สวด → คำอาราธนาเทวดา → คำประกาศเวลาฟังธรรม
ท่อนที่ ๑ — คำเชิญพระสงฆ์ผู้สวด
ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ
ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย (ภะทันตา) ขอท่านผู้มีเมตตาทั้งหลาย จงแผ่เมตตาออกไป แล้วกล่าวพระปริตรด้วยจิตอันไม่ฟุ้งซ่าน
ท่อนแรกเป็นคำกล่าวกับ ภะทันตา (ท่านผู้เจริญ คือพระสงฆ์ผู้สวดด้วยกัน) ให้แผ่เมตตาก่อน แล้วจึงสวดพระปริตรด้วย อะวิกขิตตะจิตตา (จิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน) — เน้นว่า "เมตตา" และ "สมาธิ" คือ ๒ องค์ประกอบที่ทำให้พระปริตรมีอานุภาพ
ท่อนที่ ๒ — คำอาราธนาเทวดา
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ ฯ
ขอเทวดาทั้งหลายในสวรรค์ชั้นกามาวจร ในชั้นรูปาวจร ผู้อยู่บนยอดเขาและไหล่เขา ผู้อยู่ในวิมานกลางอากาศ ผู้อยู่ตามทวีป รัฐ หมู่บ้าน ในป่าและพุ่มไม้ใหญ่ ผู้อยู่ในเรือนและไร่นา ขอภุมเทวดาทั้งหลายจงมา (ประชุม) ขอยักษ์ คนธรรพ์ และนาคทั้งหลายในน้ำ บนบก และในที่ทุรกันดาร ผู้ยืนอยู่ในที่ใกล้ จงตั้งใจฟังพระวาจาอันประเสริฐของพระมุนีนี้ ขอสาธุชน (เทพยดาผู้มีศรัทธา) จงสดับฟังเถิด
ท่อนกลางเป็นการกวาดเชิญเทวดาทุกชั้น ทุกภูมิ ทุกตำแหน่ง โดยจำแนกตามที่อยู่
เทวดาชั้นบน — สัคเค กาเม (สวรรค์ชั้นกามาวจร ๖ ชั้น) รูเป (พรหมโลกชั้นรูปาวจร ๑๖ ชั้น)
เทวดาที่อยู่ตามภูมิประเทศ — บนยอดเขา ไหล่เขา ในวิมานกลางอากาศ
เทวดาที่อยู่ในชุมชนมนุษย์ — ตามทวีป รัฐ หมู่บ้าน ป่า เรือน ไร่นา (พวก ภุมเทวดา = เทวดาดิน)
อมนุษย์ที่ไม่ใช่เทวดาแท้ — ยักษ์ คนธรรพ์ นาค ที่อยู่ในน้ำ บนบก และที่ทุรกันดาร
การกวาดเชิญแบบนี้แสดงคติว่า โลกธาตุเต็มไปด้วยสรรพชีพมองไม่เห็น การเชิญทั้งหมดมาฟังธรรมพร้อมกัน คือการ "เปิดวงประชุมธรรม" ในระดับจักรวาล
ท่อนที่ ๓ — คำประกาศเวลาฟังธรรม
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ฯ
ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลแห่งการฟังธรรม (กล่าว ๓ ครั้ง)
ท่อนปิดกล่าว ๓ ครั้งย้ำว่า "นี่เป็นเวลาฟังธรรมแล้ว" คำนี้มีนัยอย่าง "ระฆังเปิดประชุม" เป็นสัญญาณให้ทุกฝ่ายตั้งสติพร้อมกัน หลังจบบทนี้แล้ว พระสงฆ์จะเริ่มสวดพระปริตรหลักได้ทันที
ภาคผนวก — โครงสร้างของบทชุมนุมเทวดา
บทชุมนุมเทวดาแบ่งได้ ๓ ท่อนชัดเจน ดังนี้
ท่อนที่ ๑ — คำเชิญพระสงฆ์ผู้สวด: ให้แผ่เมตตาก่อน แล้วสวดพระปริตรด้วยจิตอันไม่ฟุ้งซ่าน (เมตตา + สมาธิ)
ท่อนที่ ๒ — คำอาราธนาเทวดา: กวาดเชิญเทวดาทุกชั้น ทุกภูมิ ทุกตำแหน่ง รวมถึงยักษ์ คนธรรพ์ นาค ให้มาฟังธรรมพร้อมกัน
ท่อนที่ ๓ — คำประกาศเวลาฟังธรรม: กล่าว ๓ ครั้งเป็นสัญญาณเปิดวงประชุมธรรม ก่อนเข้าสู่บทสวดหลัก
หมายเหตุ
ชุมนุมเทวดาเป็นบทแรกสุดของบทสวด "เจ็ดตำนาน" สวดก่อนบททั้งปวง · จุดเด่นของบทนี้คือการเปลี่ยนพื้นที่สวดให้กลายเป็น "ธรรมสภา" ที่มีมนุษย์ พระสงฆ์ และเทวดามาประชุมร่วมกัน