กรณียเมตตสูตร
บทสวดกรณียเมตตสูตร (สูตรว่าด้วยเมตตาที่พึงทำ) ฉบับบาลีพร้อมคำแปลและขยายความทีละส่วน — คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติเมตตา คำแผ่เมตตาไปทั่วสรรพสัตว์ อุปมามารดารักลูก จนถึงเมตตาอันเป็นพรหมวิหารและทางสู่ความหลุดพ้น
กรณียเมตตสูตรเป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูปที่ไปจำพรรษาในป่าแล้วถูกรุกขเทวดารบกวน เมื่อภิกษุกลับมาทูลถาม พระองค์ทรงประทาน "เครื่องป้องกันภัย" คือสูตรนี้ — เมื่อแผ่เมตตาด้วยคาถานี้ เทวดาก็กลับเป็นมิตรและคุ้มครองให้
สูตรนี้ไม่ได้เป็นเพียง "บทสวดป้องกันภัย" แต่เป็น "พิมพ์เขียวการปฏิบัติธรรมระดับสูง" ที่เริ่มจากเมตตาเป็นฐาน แล้วนำไปสู่พรหมวิหารและทางบรรลุธรรม แบ่งเป็น ๔ ส่วนใหญ่ คือ คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติเมตตา · คำแผ่เมตตาไปทั่วสรรพสัตว์ · การไม่เบียดเบียนและอุปมามารดารักลูก · เมตตาคือพรหมวิหารและผลของการปฏิบัติ
วิธีอ่านหน้านี้
ด้านบนคือบทสวดเต็มสำหรับสาธยายต่อเนื่อง (กดปุ่มคัดลอกได้) ส่วนด้านล่างเป็นคำแปลและคำขยายความทีละส่วน จัดเป็น ๔ ส่วนตามโครงของสูตร
บทสวดเต็ม (สำหรับสาธยาย)
บทสวดต่อเนื่องทั้ง ๔ ส่วน ตั้งแต่คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติเมตตา จนถึงเมตตาอันเป็นพรหมวิหารและผลของการปฏิบัติ ใช้สวดต่อเนื่องได้ทันที
กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานิ สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร ภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ ฯ
คำแปลและขยายความ
ต่อไปนี้คือคำแปลและคำอธิบายความหมายทีละส่วน บาลีต้นฉบับของแต่ละส่วนมีปุ่มคัดลอกในตัว สูตรนี้แบ่งเป็น ๔ ส่วน คือ คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติเมตตา → คำแผ่เมตตาไปทั่วสรรพสัตว์ → การไม่เบียดเบียนและอุปมามารดารักลูก → เมตตาคือพรหมวิหารและผลของการปฏิบัติ
ส่วนที่ ๑ — คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติเมตตา
กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานิ สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
ผู้ฉลาดในประโยชน์ (อัตถะกุสะละ) ผู้ปรารถนาจะบรรลุสันติบท (นิพพาน) พึงทำสิ่งนี้ คือ พึงเป็นผู้สามารถ ซื่อตรง ตรงดี ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่ถือตัว สันโดษ เลี้ยงง่าย มีกิจน้อย คล่องตัว มีอินทรีย์สงบ มีปัญญา ไม่คะนอง ไม่ติดในตระกูล และไม่พึงประพฤติสิ่งเล็กน้อยใด ๆ ที่วิญญูชน (ผู้รู้) จะตำหนิได้
ส่วนเปิดนี้กำหนดเงื่อนไขที่ผู้ปฏิบัติเมตตาควรมี — เพราะ เมตตาจะแรงต่อเมื่อมาจากใจที่บริสุทธิ์ ถ้าใจยังเต็มไปด้วยกิเลส เมตตาก็จะเป็นเพียงคำพูด
คุณสมบัติชั้นต้น (๔ คุณ) — สักโก (สามารถ-มีกำลังใจ), อุชู (ตรง-ไม่คดในกาย วาจา), สุหุชู (ตรงดี-ตรงในใจ), สุวะโจ (ว่าง่าย-รับคำสอน)
คุณสมบัติชั้นกลาง (๕ คุณ) — มุทุ (อ่อนโยน), อะนะติมานิ (ไม่ถือตัว), สันตุสสะโก (สันโดษ), สุภะโร (เลี้ยงง่าย-ไม่จุกจิก), อัปปะกิจโจ (กิจน้อย-ไม่ยุ่งวุ่นวาย)
คุณสมบัติชั้นสูง (๔ คุณ) — สัลละหุกะวุตติ (คล่องตัว ดำเนินชีวิตเบา), สันตินทริโย (อินทรีย์สงบ — สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ), นิปะโก (มีปัญญา), อัปปะคัพโภ (ไม่คะนอง)
คุณสมบัติด้านสังคม — กุเลสุ อะนะนุคิทโธ (ไม่ติดในตระกูล — สำหรับภิกษุ คือไม่ผูกพันกับครอบครัวอุปฏาก) + ไม่ทำสิ่งเล็กน้อยที่วิญญูชนจะติเตียน
๑๓ คุณสมบัตินี้คือ "กระดูกสันหลังของผู้ปฏิบัติเมตตา" — บางคุณดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเมตตาโดยตรง (เช่น "เลี้ยงง่าย" หรือ "ไม่ติดในตระกูล") แต่ทั้งหมดเชื่อมโยงกัน — เพราะใจที่ยังเรียกร้องและยึดมั่น ย่อมแผ่เมตตาที่บริสุทธิ์ออกไปได้ยาก
ส่วนที่ ๒ — คำแผ่เมตตาไปทั่วสรรพสัตว์
สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร ภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุข จงเป็นผู้มีความเกษม ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีตนเป็นสุข สัตว์ที่มีชีวิตเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ยังหวาดหวั่น (ผู้มีตัณหา) หรือสัตว์ที่มั่นคงแล้ว (ผู้หมดตัณหา) ทั้งหมดไม่มีเหลือ จะตัวยาวหรือใหญ่ ปานกลางหรือสั้น เล็กหรือใหญ่ ที่เห็นได้หรือเห็นไม่ได้ อยู่ไกลหรือใกล้ ที่เกิดแล้วหรือกำลังแสวงหาที่เกิด — ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีตนเป็นสุข
ส่วนนี้คือ "แก่นของบทสวด" — คำแผ่เมตตาแบบ "ครอบจักรวาล" ที่ครอบคลุมสรรพสัตว์ทุกประเภท พระพุทธเจ้าทรงจัดหมวดสัตว์เป็น คู่ตรงข้าม เพื่อให้ครอบคลุมไม่มีเหลือ
ตะสา / ถาวะรา — สัตว์ที่ยังหวาดหวั่น (มีตัณหา หาภพใหม่) / สัตว์ที่มั่นคงแล้ว (สิ้นตัณหา = พระอรหันต์)
ทีฆา / รัสสะกา — ตัวยาว (งู มังกร) / ตัวสั้น (มนุษย์)
มะหันตา / อะณุกะ — ตัวใหญ่ (ช้าง วาฬ) / ตัวเล็ก (จุลินทรีย์)
มัชฌิมา / ถูลา — ปานกลาง / อ้วน
ทิฏฐา / อะทิฏฐา — ที่เห็นได้ (มนุษย์ สัตว์ทั่วไป) / ที่เห็นไม่ได้ (เทวดา เปรต)
ทูเร วะสันติ / อะวิทูเร — อยู่ไกล (ต่างภพ ต่างจักรวาล) / อยู่ใกล้ (รอบตัวเรา)
ภูตา / สัมภะเวสี — ที่เกิดแล้ว (มีรูปกายอยู่) / กำลังแสวงหาที่เกิด (สัตว์ในระหว่างภพ)
การจัดคู่แบบนี้ทำให้ เมตตาไม่เหลือเศษ — ไม่มีสัตว์ใดอยู่นอกเครือข่ายของจิตเมตตา วลีย้ำ "สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา" (ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีตนเป็นสุข) กล่าวซ้ำ ๒ ครั้ง — เป็น "หัวใจสุภาษิต" ของกรณียเมตตสูตรที่ใช้ท่องสั้น ๆ ในชีวิตประจำวันได้
ส่วนที่ ๓ — การไม่เบียดเบียน + อุปมามารดารักลูก
นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
บุคคลไม่พึงข่มเหงผู้อื่น ไม่พึงดูหมิ่นใคร ๆ ในที่ใด ๆ ไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน ด้วยความขัดเคืองหรือด้วยความแค้น เปรียบเสมือนมารดารักษาบุตรคนเดียวของตน ด้วยชีวิต — บุคคลพึงเจริญเมตตาในใจของตน ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีประมาณ ฉันนั้นเหมือนกัน
ส่วนนี้มี ๒ ครึ่ง
ครึ่งแรก — กฎ "ไม่เบียดเบียน" เป็นข้อห้าม ๓ ระดับ ที่ลึกลงเรื่อย ๆ จากการกระทำ → คำพูด → ความคิด เป็นการตัดรากของการเบียดเบียนตั้งแต่ในใจ
นิกุพเพถะ — ไม่ข่มเหง (กาย-วาจา-ใจ)
นาติมัญเญถะ — ไม่ดูหมิ่น (ในใจ)
นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ — ไม่ปรารถนาทุกข์ให้กัน (แม้แค่คิดให้ใครเจ็บก็ไม่ทำ)
ครึ่งหลัง — อุปมามารดา เป็น ภาพอุปมาที่งดงามที่สุดในพระไตรปิฎก เกี่ยวกับเมตตา — มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข = "เหมือนมารดารักษาบุตรคนเดียวของตนด้วยชีวิต"
เอกะปุตตะ (ลูกคนเดียว) — เน้นว่าเมตตามารดาต่อบุตรคนเดียวนั้นพิเศษเป็น "ที่สุด" เพราะไม่มีบุตรอื่นเทียบ
อายุสา (ด้วยชีวิต) — มารดายอมเสียชีวิตตนเพื่อปกป้องลูก
เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ (ฉันนั้นในสรรพสัตว์) — ขยายเมตตามารดานี้ออกไปสู่สัตว์ทั้งหมด
อุปมานี้เป็นเทคนิคการสอน — เมตตาทั่วไปยังนึกภาพยาก แต่ "เมตตาของแม่ต่อลูกคนเดียว" ทุกคนพอจะนึกออก — เมื่อใช้ภาพนี้เป็นต้นแบบแล้วขยายออก จิตจะแผ่เมตตาไปได้กว้างกว่าและลึกกว่า
ส่วนที่ ๔ — เมตตาคือพรหมวิหาร + ผลของการปฏิบัติ
เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ ฯ
บุคคลพึงเจริญเมตตาในใจของตน ไปยังโลกทั้งสิ้น อย่างไม่มีประมาณ ทั้งในเบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องขวาง ปราศจากความคับแคบ ปราศจากเวร ปราศจากศัตรู — ผู้ปฏิบัติพึงเป็นผู้ตั้งสตินี้ไว้เสมอ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง หรือนอน ตราบเท่าที่ยังไม่ง่วงหลับ — บัณฑิตเรียกการอยู่เช่นนี้ว่า "พรหมวิหาร" ในศาสนานี้ ผู้นั้นไม่เข้าถึงทิฏฐิ (มิจฉาทิฏฐิ) ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ (โสดาปัตติมรรค) นำความติดใจในกามารมณ์ออกได้ ย่อมไม่มาสู่การนอน (เกิด) ในครรภ์อีกเลย เป็นแน่แท้
ส่วนปิดนี้เชื่อมเมตตาเข้ากับ "ทางบรรลุธรรม" เป็น ๓ ระลอก
เมตตาในมิติเชิงพื้นที่ — แผ่ไปครอบคลุม ๓๑ ภพภูมิครบ ไม่มีเศษ เป็น "เมตตาที่ไม่มีพรมแดน" (อะปะริมาณัง)
อุทธัง (เบื้องบน) — สู่เทวดา พรหม
อะโธ (เบื้องล่าง) — สู่สัตว์นรก เปรต อสุรกาย
ติริยัญจะ (เบื้องขวาง) — สู่มนุษย์และสัตว์ระดับเดียวกัน
เมตตาในมิติเชิงเวลา (อิริยาบถ) — ทำได้ใน ๔ อิริยาบถ คือ ติฏฐัง (ยืน) จะรัง (เดิน) นิสินโน (นั่ง) สะยาโน (นอน) ตราบเท่าที่ยัง วิคะตะมิทโธ (ไม่ง่วงหลับ) — แสดงว่าเมตตาเป็นการเจริญสติอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะเวลา วลีสำคัญ "พรัหมะเมตัง วิหารัง" = "การอยู่นี้เป็นเหมือนพรหม" — เปรียบผู้ที่อยู่ในเมตตาเป็นเช่นพรหม (เพราะพรหมมีเมตตาเป็นวิหารธรรม)
ผลของการปฏิบัติเมตตา (วลีปิดสูตร) เป็นลำดับการบรรลุ
ไม่เข้าถึงทิฏฐิ (มิจฉาทิฏฐิ) — ไม่หลงเชื่อความเห็นผิด
มีศีล (สีละวา) — ศีลบริสุทธิ์
ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ (ทัสสะเนนะ สัมปันโน) — บรรลุโสดาปัตติมรรค (เห็นอริยสัจครั้งแรก)
คลายกามารมณ์ (กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง) — บรรลุถึงอนาคามี (ละกามฉันทะได้)
ไม่กลับมาสู่ครรภ์อีก (นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรติ) — ไม่กลับมาเกิดในกามภพ (สำหรับอนาคามี ก็ไปเกิดในสุทธาวาส และบรรลุนิพพานที่นั่น)
นี่คือ "ผลปฏิบัติเต็มของกรณียเมตตสูตร" — เริ่มจากเมตตาในใจ ตลอดทุกอิริยาบถ จนกลายเป็นทางเข้าสู่อนาคามีและนิพพาน
ภาคผนวก — โครงสร้างของกรณียเมตตสูตร
กรณียเมตตสูตรแบ่งเป็น ๔ ส่วนใหญ่ ดังนี้
ส่วนที่ ๑ — คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติเมตตา: ๑๓ คุณสมบัติที่เป็นพื้นฐานให้เมตตาบริสุทธิ์
ส่วนที่ ๒ — คำแผ่เมตตาไปทั่วสรรพสัตว์: จัดสัตว์เป็นคู่ตรงข้ามให้เมตตาครอบคลุมไม่มีเหลือ
ส่วนที่ ๓ — การไม่เบียดเบียน + อุปมามารดารักลูก: ห้ามเบียดเบียน ๓ ระดับ + ภาพแม่รักลูกคนเดียวด้วยชีวิต
ส่วนที่ ๔ — เมตตาคือพรหมวิหาร + ผลของการปฏิบัติ: เมตตาไร้พรมแดนทุกอิริยาบถ นำสู่โสดาปัตติมรรคและอนาคามี
หมายเหตุ
กรณียเมตตสูตรเป็นหนึ่งในบทสวด "เจ็ดตำนาน" มักสวดเพื่อแผ่เมตตาป้องกันภัยจากอมนุษย์ · จุดเด่นของบทนี้คือเป็นทั้งบทแผ่เมตตาและพิมพ์เขียวการปฏิบัติธรรมที่นำสู่ความหลุดพ้น