ขันธปริตร
บทสวดขันธปริตร (ปริตรว่าด้วยการแผ่เมตตาแก่สัตว์เลื้อยคลาน) ฉบับบาลีพร้อมคำแปลและขยายความ — แผ่เมตตาแก่พญานาค ๔ ตระกูลและสัตว์ทุกจำพวก แล้วสรรเสริญพระคุณอันไม่มีประมาณเพื่อป้องกันงูและสัตว์มีพิษ
ขันธปริตรเป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสเมื่อภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดมรณภาพ — พระองค์ทรงสอนว่าหากภิกษุนั้นได้แผ่เมตตาแก่ตระกูลพญานาคทั้ง ๔ ตระกูล งูก็จะไม่ทำร้าย จึงทรงประทานสูตรนี้ให้ภิกษุทั้งหลายไว้ป้องกันสัตว์มีพิษ
ในธรรมเนียมไทย บทนี้นิยมสวดร่วมกับการประพรมน้ำมนต์ เพื่อป้องกันงู ตะขาบ แมงป่อง และสัตว์เลื้อยคลานทั่วไป แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ คำแผ่เมตตาแก่พญานาคและสรรพสัตว์ · การสรรเสริญพระคุณอันไม่มีประมาณและขับไล่อมนุษย์
วิธีอ่านหน้านี้
ด้านบนคือบทสวดเต็มสำหรับสาธยายต่อเนื่อง (กดปุ่มคัดลอกได้) ส่วนด้านล่างเป็นคำแปลและคำขยายความ จัดเป็น ๒ ส่วนตามโครงของบท
บทสวดเต็ม (สำหรับสาธยาย)
บทสวดต่อเนื่องทั้ง ๒ ส่วน ตั้งแต่คำแผ่เมตตาแก่พญานาค ๔ ตระกูลและสัตว์ทุกจำพวก จนถึงการสรรเสริญพระคุณอันไม่มีประมาณ ใช้สวดต่อเนื่องได้ทันที
วิรูปักเขหิ เม เมตตัง เมตตัง เอราปะเถหิ เม ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง เมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ อะปาทะเกหิ เม เมตตัง เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม มา มัง อะปาทะโก หิงสิ มา มัง หิงสิ ทิปาทะโก มา มัง จะตุปปะโท หิงสิ มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ มา กิญจิ ปาปะมาคะมา ฯ อัปปะมาโณ พุทโธ อัปปะมาโณ ธัมโม อัปปะมาโณ สังโฆ ปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที อุณณานาภี สะระพู มูสิกา กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริตตา ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ โสหัง นะโม ภะคะวะโต นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานัง ฯ
คำแปลและขยายความ
ต่อไปนี้คือคำแปลและคำอธิบายความหมายทีละส่วน บาลีต้นฉบับของแต่ละส่วนมีปุ่มคัดลอกในตัว บทนี้แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ คำแผ่เมตตาแก่พญานาคและสรรพสัตว์ → การสรรเสริญพระคุณอันไม่มีประมาณและขับไล่อมนุษย์
ส่วนที่ ๑ — แผ่เมตตาแก่พญานาคและสรรพสัตว์
วิรูปักเขหิ เม เมตตัง เมตตัง เอราปะเถหิ เม ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง เมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ อะปาทะเกหิ เม เมตตัง เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม มา มัง อะปาทะโก หิงสิ มา มัง หิงสิ ทิปาทะโก มา มัง จะตุปปะโท หิงสิ มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ มา กิญจิ ปาปะมาคะมา ฯ
ขอเมตตาของข้าพเจ้าจงมีแก่ตระกูลพญานาควิรูปักษ์ (สีเหลือง-ทอง) แก่ตระกูลเอราปถะ (สีเขียว) แก่ตระกูลฉัพยาปุตตะ (สีหลากสี) และแก่ตระกูลกัณหาโคตมกะ (สีดำ) ขอเมตตาของข้าพเจ้าจงมีแก่สัตว์ไม่มีเท้า (งู ปลา) แก่สัตว์ ๒ เท้า (มนุษย์ นก) แก่สัตว์ ๔ เท้า (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) และแก่สัตว์หลายเท้า (ตะขาบ แมงป่อง แมลง) ขอสัตว์ไม่มีเท้าอย่าเบียดเบียนข้าพเจ้า ขอสัตว์ ๒ เท้าอย่าเบียดเบียนข้าพเจ้า ขอสัตว์ ๔ เท้าอย่าเบียดเบียนข้าพเจ้า ขอสัตว์หลายเท้าอย่าเบียดเบียนข้าพเจ้า ขอสัตว์ทั้งปวง ขอปาณะทั้งปวง ขอภูตทั้งหมด จงพบเห็นความเจริญ ขออย่าให้มีบาปกรรมใด ๆ เข้ามาแก่ใคร ๆ เลย
ส่วนนี้เป็น "เมตตาเชิงเฉพาะเจาะจง" ที่จัดกลุ่มสัตว์เป็น ๒ ชุด
กลุ่มที่ ๑: ตระกูลพญานาค ๔ ตระกูล — ในคติพุทธ พญานาคที่ปกครองโลกของสัตว์เลื้อยคลานมี ๔ ตระกูลตามสีและเชื้อสาย
วิรูปักษ์ (สีทอง-เหลือง) — ตระกูลใหญ่ ปกครองทิศตะวันตก
เอราปถะ (สีเขียว) — ตระกูลที่ครั้งหนึ่งเป็นภิกษุแต่ขาดศีลจึงมาเกิดเป็นพญานาค
ฉัพยาปุตตะ (สีหลากสี-ลายพราว)
กัณหาโคตมกะ (สีดำ) — ตระกูลที่เคยเป็นเชื้อสายโคตมโคตร
การออกชื่อตระกูลทั้ง ๔ มีนัยว่า "ครอบคลุมพญานาคทั้งหมด" — เพื่อให้ไม่มีตระกูลใดตกหล่นจากเมตตา
กลุ่มที่ ๒: สัตว์แบ่งตามจำนวนเท้า — เป็นการครอบคลุมสัตว์ที่อาจเป็นภัย
อะปาทะ (ไม่มีเท้า) — งู ไส้เดือน ปลา
ทิปาทะ (๒ เท้า) — มนุษย์ นก
จะตุปปะทะ (๔ เท้า) — สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
พะหุปปะทะ (หลายเท้า) — ตะขาบ แมงป่อง แมลง
การจัดกลุ่มแบบ "นับเท้า" เป็นวิธีจัดประเภทแบบโบราณที่ครอบคลุมสัตว์โลกไม่มีเหลือ วลีปิด "สัพเพ สัตตา ... มา กิญจิ ปาปะมาคะมา" = "ขอสัตว์ทั้งปวงจงพบความเจริญ ขออย่ามีบาปเข้ามาแก่ใคร" — เป็นคำอวยพรปิดที่ขยายเมตตาจากเฉพาะสัตว์เลื้อยคลานไปสู่สรรพสัตว์ทั้งหมด
ส่วนที่ ๒ — สรรเสริญพระคุณอันไม่มีประมาณ + ขับไล่อมนุษย์
อัปปะมาโณ พุทโธ อัปปะมาโณ ธัมโม อัปปะมาโณ สังโฆ ปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที อุณณานาภี สะระพู มูสิกา กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริตตา ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ โสหัง นะโม ภะคะวะโต นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานัง ฯ
พระพุทธเจ้ามีคุณหาประมาณมิได้ พระธรรมมีคุณหาประมาณมิได้ พระสงฆ์มีคุณหาประมาณมิได้ ส่วนสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายมีประมาณ (มีขีดจำกัด) คือ งู แมงป่อง ตะขาบ แมงมุม จิ้งจก หนู ข้าพเจ้าได้กระทำการรักษาแล้ว ได้กระทำการป้องกันแล้ว ขอภูต (อมนุษย์) ทั้งหลายจงหลีกไป ข้าพเจ้านอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพเจ้านอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๗ พระองค์
ส่วนปิดนี้ใช้กลวิธี "เปรียบเทียบไม่มีประมาณ vs มีประมาณ" เพื่อสร้างพลังการคุ้มครอง
ฝั่งไม่มีประมาณ (อัปปะมาโณ) — พระพุทธ-ธรรม-สงฆ์ มีคุณที่ไม่จำกัด ไม่มีขอบเขต — แสดงว่าอำนาจของพระรัตนตรัยกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด
ฝั่งมีประมาณ (ปะมาณะวันตานิ) — สัตว์เลื้อยคลาน ๖ ชนิด
อะหิ (งู)
วิจฉิกา (แมงป่อง)
สะตะปะที (ตะขาบ — แปลตรงตัว "ผู้มีเท้าร้อย")
อุณณานาภี (แมงมุม — "ผู้มีสายใยจากสะดือ")
สะระพู (จิ้งจก กิ้งก่า)
มูสิกา (หนู)
ความหมายลึก: เมื่อสิ่งที่ "มีประมาณ" เจอกับสิ่งที่ "ไม่มีประมาณ" ฝั่งมีประมาณย่อมเทียบไม่ได้ — เป็นการแสดงว่าพระคุณของพระรัตนตรัยจะคุ้มครองผู้สวดจากสัตว์เหล่านี้ได้แน่นอน
คำสั่งให้อมนุษย์ถอย — "ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ" (ขอภูตทั้งหลายจงหลีกไป) — เป็นการ "สั่ง" อมนุษย์ที่อาจมาทำร้ายให้ถอยไป ด้วยอำนาจของพระรัตนตรัย
นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานัง = นอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๗ พระองค์ — หมายถึงพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ในอดีต (วิปัสสี-สิขี-เวสสภู-กกุสันธะ-โกนาคมนะ-กัสสปะ-โคตมะ) ที่นับย้อนจากพระโคตมพุทธเจ้าไป การปิดด้วยพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์มีนัยทาง "การรวมพระคุณของพระพุทธเจ้าหลายพระองค์มาเป็นเกราะคุ้มภัย" — เป็นกลไกซ้ำกับสัมพุทเธที่กล่าวมาแล้ว แต่ในขอบเขตที่กระชับกว่า
ภาคผนวก — โครงสร้างของขันธปริตร
ขันธปริตรแบ่งเป็น ๒ ส่วน ดังนี้
ส่วนที่ ๑ — แผ่เมตตาแก่พญานาคและสรรพสัตว์: แผ่เมตตาแก่พญานาค ๔ ตระกูล + สัตว์แบ่งตามจำนวนเท้า ให้ไม่เบียดเบียนกัน
ส่วนที่ ๒ — สรรเสริญพระคุณอันไม่มีประมาณ + ขับไล่อมนุษย์: เทียบพระรัตนตรัยที่ไม่มีประมาณกับสัตว์มีพิษที่มีประมาณ สั่งอมนุษย์ให้ถอย และนอบน้อมพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์
หมายเหตุ
ขันธปริตรเป็นหนึ่งในบทสวด "เจ็ดตำนาน" นิยมสวดร่วมกับการประพรมน้ำมนต์เพื่อป้องกันงูและสัตว์มีพิษ · จุดเด่นของบทนี้คือการแผ่เมตตาแก่พญานาคทั้ง ๔ ตระกูลและสัตว์ทุกจำพวก