วัดจุฬามณี
โลกนีติ

ปณฺฑิตกณฺฑ — หมวดบัณฑิต

โลกนีติ · 39 คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

๒. คุณค่าของนีติศาสตร์

นีติ โลเก ปุริสสฺส สาโร มาตา ปิตา อาจริโย จ มิตฺโต ตสฺมา หิ นีตึ ปุริโส วิชญฺญา ญาณี มหา โหติ พหุสฺสุโต จ ฯ

นีติศาสตร์ เป็นแก่นสารของบุรุษในโลก เป็นเสมือน มารดา บิดา อาจารย์ และมิตร เพราะฉะนั้น บุรุษพึงรู้นีติศาสตร์ บุคคลผู้รู้นีตินั้นย่อมเป็นผู้มีปัญญาใหญ่และเป็นพหูสูต

คาถานี้ยกย่อง "นีติศาสตร์" คือ จรรยาและขนบธรรมเนียมประเพณี ว่ามีคุณค่าเทียบเท่ากับบุคคลที่ใกล้ชิดที่สุด ๔ ประเภท ได้แก่

  • มารดา — ผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดู

  • บิดา — ผู้ปกป้องและเป็นเสาหลัก

  • อาจารย์ — ผู้ประสาทวิชาความรู้

  • มิตร — ผู้คอยช่วยเหลือเกื้อกูล

นีติเป็นเสมือนทั้งสี่อย่างนี้รวมกัน เพราะคอยกำกับชีวิตให้เดินไปในทางที่ถูกต้อง ไม่หลงผิด ผู้ใดศึกษาและประพฤติตามนีติย่อมกลายเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง (ญาณี มหา) และเป็นพหูสูต (พหุสฺสุโต) คือ ได้ฟัง ได้เรียนมามาก เป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี

๓. ลูกโซ่แห่งความเสื่อม

อลสสฺส กุโต สิปฺปํ อสิปฺปสฺส กุโต ธนํ อธนสฺส กุโต มิตฺตํ อมิตฺตสฺส กุโต สุขํ อสุขสฺส กุโต ปุญฺญํ อปุญฺญสฺส กุโต วรํ ฯ

ผู้เกียจคร้าน จะมีวิชาความรู้ได้แต่ไหน? ผู้ไม่มีวิชาความรู้ จะมีทรัพย์ได้แต่ไหน? ผู้ไม่มีทรัพย์ จะมีกัลยาณมิตรได้แต่ไหน? ผู้ไม่มีกัลยาณมิตร จะมีความสุขได้แต่ไหน? ผู้ไม่มีความสุข จะมีบุญได้แต่ไหน? ผู้ไม่มีบุญ จะถึงคุณอันประเสริฐได้อย่างไร?

คาถานี้เป็น "ลูกโซ่แห่งเหตุปัจจัย" ที่ชี้ให้เห็นว่า ความเสื่อมและความเจริญของชีวิตเริ่มต้นจาก ความขยัน-ความเกียจคร้าน เป็นต้นเหตุ

  • ความเกียจคร้าน → ไม่ได้เรียนวิชา

  • ไม่มีวิชา → หาทรัพย์ไม่ได้

  • ไม่มีทรัพย์ → คนรอบข้างหนีหาย ไม่มีมิตร

  • ไม่มีมิตร → ทุกข์ใจ ไม่มีความสุข

  • ไม่มีความสุข → ทำบุญทำกุศลไม่ได้ (เพราะใจไม่ผ่องใส)

  • ไม่มีบุญ → ไม่อาจถึงสุคติหรือนิพพานอันประเสริฐ

ในทางกลับกัน ผู้ใดฝักใฝ่ขยันหมั่นเพียร เรียนศิลปวิทยา ก็จะมีความรู้ติดตัว สามารถใช้ความรู้ประกอบสัมมาอาชีพ แสวงหาทรัพย์เพื่อเลี้ยงตัวและครอบครัว ก็มีกัลยาณมิตรไปมาหาสู่ ดำรงตนตามครรลองธรรม ย่อมมีความสุขทั้งภพนี้และภพหน้า เป็นผู้มีบุญในนับว่ามีชีวิตอันแก่นสาร และประเสริฐที่สุด

๔. ทรัพย์ภายใน เทียบทรัพย์ภายนอก

สิปฺปสมํ ธนํ นตฺถิ สิปฺปํ โจรา น คณฺหเร อิธ โลเก สิปฺปํ มิตฺตํ ปรโลเก สุขาวหํ ฯ

ทรัพย์เสมอด้วยวิชาความรู้ไม่มี วิชาความรู้โจรย่อมโมยไม่ได้ วิชาความรู้เป็นกัลยาณมิตรในโลกนี้ และนำความสุขให้ในโลกหน้า

คาถานี้เปรียบเทียบ ทรัพย์ภายนอก (เงิน ทอง แก้วแหวน เพชรพลอย) กับ ทรัพย์ภายใน (วิชาความรู้ที่ติดอยู่ในจิตใจ)

ทรัพย์ภายนอกถึงจะมีมาก ก็มีโทษหลายประการ

  • อาจเสื่อมสลายไป เพราะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

  • อาจถูกพวกมิจฉาชีพหลอกลวง

  • อาจถูกโจรปล้นหรือลักขโมย

  • เมื่อตายไปแล้ว นำติดตัวไปสู่ปรโลกไม่ได้

ส่วนทรัพย์ภายใน ๗ ประการ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตัปปะ พหุสัจจะ จาคะ ปัญญา (อันเรียกว่า อริยทรัพย์) เป็นทรัพย์ที่ติดอยู่กับจิตใจ ไม่มีใครแย่งชิงไปได้ เป็นเพื่อนแท้ในโลกนี้และนำสุขในโลกหน้า ดังนั้นบัณฑิตจึงสรรเสริญวิชาความรู้ว่ามีค่ายิ่งกว่าทรัพย์ใด ๆ

๕. รักษาความรู้ที่ได้มา

อปฺปกํ นาติมญฺเญยฺย จิตฺเต สุตํ นิธาปเย วมฺมิโกทกพินฺทูว จิเรน ปริปูรติ ฯ

ไม่ควรดูแคลนปัญญาที่ได้เรียนรู้ว่าเล็กน้อย ควรจดจำปัญญาที่ได้เรียนรู้มาไว้ในจิต ปัญญาจะค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้นจนเต็มเปี่ยม เหมือนจอมปลวกและหยาดน้ำที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ฉะนั้น

คาถานี้สอนเรื่อง การสะสมความรู้แบบทีละน้อย ผู้ศึกษาศิลปวิทยาแขนงต่าง ๆ มักผิดพลาดคิดว่าได้เรียนจบครบถ้วนแล้ว ไม่ขวนขวายความรู้เพิ่มเติม

ผู้รู้เปรียบความรู้กับ ๒ สิ่ง

  1. จอมปลวก (วมฺมิก) — ปลวกคาบดินมาก่อทีละก้อนเล็ก ๆ จนเป็นจอมใหญ่ เป็นที่อาศัยของสัตว์

  2. หยดน้ำ (อุทกพินฺทุ) — น้ำที่หยดทีละหยด ค่อย ๆ เต็มภาชนะใหญ่ หรือเต็มแอ่ง เต็มสระ เต็มมหาสมุทร

ความรู้ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะได้มาจากตำราบ้าง จากผู้ทรงความรู้บ้าง จากผู้มีประสบการณ์บ้าง ก็เก็บเล็กผสมน้อยได้เสมอ ไม่ดูแคลนว่าน้อย และต้องบรรจุไว้ในใจ (จิตฺเต สุตํ นิธาปเย — เก็บสุตะไว้ในจิต) คือ ทบทวนจดจำให้ขึ้นใจ ไม่ให้ลืมเลือน เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้ที่ดูเหมือนเล็กน้อยจะสะสมจนกลายเป็นปัญญาอันยิ่งใหญ่

๖. คุณค่าของวิชา แม้น้อยแต่จริง

ขุทฺโทติ นาติมญฺเญยฺย วิชฺชํ วา สิปฺปเมว วา เอกมฺปิ ปริโยทาตํ ชีวิตกปฺปการณํ ฯ

ไม่ควรดูหมิ่นวิชาความรู้ว่าน้อย วิชาความรู้แม้จะน้อย หากรู้จริง แม้เพียงอย่างเดียว ย่อมก่อประโยชน์ สามารถใช้เลี้ยงชีพได้

คาถานี้สอนต่อจากคาถาที่ ๕ ว่าไม่ควรดูถูกว่าวิชาความรู้ "เล็กน้อย" หรือ "ไม่สำคัญ" คนสมัยนี้บางคนเข้าใจผิดว่าต้องเรียนหลายแขนง ได้ปริญญาบัตรหลายใบ ถึงจะเลี้ยงชีพได้ จึงแสวงหาสถานศึกษาให้ความรู้แขนงต่าง ๆ บางคนเรียนจบหลายใบก็ยังรู้สึกว่าตนยังด้อยความรู้

แท้จริง แม้รู้เพียงวิชาเดียว แต่หาก

  • ปริโยทาตํ = บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว คือ รู้แจ่มแจ้ง รู้ชัดเจน รู้ลึกซึ้ง

  • ใช้วิชานั้นด้วยความสุจริตและขยันหมั่นเพียร

วิชาเดียวก็เพียงพอใช้เลี้ยงชีพและดูแลครอบครัวได้สบาย ผู้ที่จบจากสถาบันการศึกษาแห่งเดียวหรือไม่ได้ศึกษาในระบบ แต่เรียนรู้จากแหล่งธรรมชาติ จากภูมิปัญญาท้องถิ่น จากประสบการณ์ของตน ก็สามารถใช้ความรู้นั้นเลี้ยงตนและครอบครัวได้ ขอเพียงให้รู้จริงเถิด แล้วจะไม่อับจน

๗. คุณค่าหายากและกระจาย

เสเล เสเล น มาณิกํ คเช คเช น มุตฺติกํ วเน วเน น จนฺทนํ ชาเน ชาเน น ปณฺฑิตํ ฯ

แก้วมณีไม่ได้มีอยู่ทุกภูเขา ไข่มุกไม่ได้มีอยู่ในตัวช้างทุกตัว แก่นจันทน์ไม่ได้มีอยู่ในป่าทุกแห่ง และบัณฑิตไม่ได้มีอยู่ในทุกหมู่บ้าน

คาถานี้กล่าวถึงสิ่งทรงคุณค่า ๔ อย่าง ที่หายากและกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ของโลก

  1. มาณิก (แก้วมณี) — ภูเขามีอยู่หลายเทือกในโลก แต่แก้วมณีมีแหล่งเกิดอยู่ตามภูเขาบางลูกเท่านั้น ที่อื่นไม่มี

  2. มุตฺติก (ไข่มุก/มุกดา) — ตำราโบราณกล่าวว่า ในตัวช้างใหญ่บางตัวจะเกิดเม็ดมุกขึ้นที่ขมับ (เรียก "มุกดาคชวจฺฉ") ช้างมีมาก แต่ช้างที่มีมุกดามีน้อย

  3. จนฺทน (จันทน์หอม) — ป่าไม้ในโลกมีมากมาย แต่ป่าที่เป็นแหล่งของไม้จันทน์หอมแท้ ๆ ก็มีอยู่จำกัด

  4. ปณฺฑิต (บัณฑิต) — ในทำนองเดียวกัน หมู่บ้านในโลกมีนับไม่ถ้วน แต่บัณฑิตผู้รู้แจ้งและประพฤติชอบนั้นมีน้อย ไม่ใช่ทุกหมู่บ้านจะมี

คาถานี้สอนให้รู้ว่า "บัณฑิต" คือ คนที่ทรงคุณค่ายิ่งกว่าแก้วมณี มุกดา และจันทน์หอม เพราะเป็นทรัพยากรที่หายากที่สุด เมื่อพบบัณฑิตในที่ใด ควรเข้าไปคบหาเรียนรู้และยกย่องท่านให้สมกับคุณค่า

๘. คบหาบัณฑิต

ปณฺฑิโต สุตสมฺปนฺโน ยตฺถ อตฺถีติ เจ สุโต มหุสฺสาเหน ตํ ฐานํ คนฺตพฺพํ สุเตสินา ฯ

หากทราบว่า มีนักปราชญ์ผู้เพียบพร้อมด้วยวิชาความรู้อยู่ที่ใด ผู้แสวงหาความรู้พึงไปสู่ที่นั้น ด้วยความอุตสาหะอันแรงกล้า

คาถานี้สอน วิธีแสวงหาความรู้ จากบัณฑิต คือ ต้องไม่นั่งรอให้บัณฑิตมาหา แต่ผู้ใฝ่รู้ต้องเป็นฝ่ายลงทุนเดินทางไปหาท่านเอง ด้วย "มหุสฺสาห" คือ ความเพียรพยายามอันยิ่งใหญ่ ไม่ย่อท้อต่อระยะทาง ความเหนื่อยยาก หรืออุปสรรคใด

นักปราชญ์หรือบัณฑิตในที่นี้ หมายถึง ผู้มีคุณสมบัติ ๓ ประการ คือ

  1. สุกตกมฺมการี — ผู้มีปกติทำแต่กรรมดี

  2. สุภาสิตภาษี — ผู้มีปกติพูดแต่คำที่ดี

  3. สุจินฺติตจินฺตี — ผู้มีปกติคิดแต่สิ่งที่ดี

นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติเสริมอีกหลายอย่าง เช่น ความละอายในสิ่งที่ควรละอาย กล้าในสิ่งที่ควรกล้า สงบเสงี่ยมเป็นต้น เหตุที่ท่านมีคุณสมบัติครบเช่นนี้ เพราะได้พบบัณฑิต ได้ฟังคำแนะนำของบัณฑิต ศึกษาขวนคว้าและประพฤติปฏิบัติตามคำแนะนำพร่ำสอนของบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อเราทราบว่าท่านอยู่ ณ ที่ใด ใกล้หรือไกลก็ตาม ต้องพยายามเข้าไปพบหา สนทนาด้วย ได้ตามตั้งใจฟังคำแนะนำ แล้วนำมาทดลองปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเหนื่อยยากสักปานใด จนกว่าเราจะมีคุณสมบัติเช่นท่านคือ ทำดี พูดดี และคิดดี

๙. ค่อยเป็นค่อยไป ๕ ประการ

สิเน สิปฺปํ สิเน ธนํ สิเน ปพฺพตมารุหํ สิเน กามสฺส โกธสฺส อิเม ปญฺจ สิเน สิเน ฯ

การเรียนศิลปวิทยา การแสวงหาทรัพย์ การขึ้นภูเขา การเสพกามคุณ และความโกรธ ทั้ง ๕ อย่างนี้ ควรให้เป็นไปทีละน้อย

คาถานี้สอนสิ่งที่ต้อง ค่อยเป็นค่อยไป (สิเน สิเน — ทีละน้อย ๆ) ๕ ประการ คนสมัยนี้ชอบทำอะไรอย่างรีบเร่ง ใช้วิธีเร่งรัด เรียนลัด เรียนให้จบหลักสูตรเพื่อสอบได้ปริญญาบัตร แสวงหาทรัพย์ก็ใช้วิธีที่ให้ผลไวที่สุด ไม่คำนึงว่าจะสุจริตหรือทุจริต ขึ้นภูเขาก็ใช้ยานพาหนะช่วยเร่งความเร็ว จึงจะเลยรายละเอียดของธรรมชาติที่ให้คุณประโยชน์ เสพกามคุณก็ทำอย่างรวดเร็วไม่ประณีตละเอียดอ่อน เวลาโกรธก็ไม่รู้จักอดกลั้น เผลอสติทำอะไรกลายกลายเป็นการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

ส่วนบัณฑิตท่านทำช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป

  • เรียนศิลปะ — ต้องตามลำดับตามเนื้อง เก็บรายละเอียดให้ครบถ้วน ไม่มองข้ามเกร็ดความรู้แม้เล็กน้อย

  • แสวงหาทรัพย์ — ลงทุนทีไม่หวังผลกำไรไรมาก แต่ให้มั่นคงพอควร

  • ขึ้นภูเขา — ค่อยปีนขึ้นไปด้วยกำลังความสามารถของตน

  • กามคุณ — ใช้ธรรมชาติบำบัดความเมื่อยล้า ประพฤติธรรมเพื่อกำจัดราคะ

  • ความโกรธ — เจริญเมตตาเพื่อระงับความโกรธ

ทุกอย่างที่ "ค่อย" ย่อมยั่งยืนและให้ผลมั่นคงกว่าการ "เร่ง"

๑๐. ศิลปศาสตร์ ๑๘ แขนง (ตอนต้น)

สุติ สมฺมุติ สงฺขฺยา จ โยคา นีติ วิเสสกา คนฺธพฺพา คณิกา เจว ธนุพฺเพทา จ ปูรณา ฯ

(ศิลปศาสตร์ ๑๘ แขนง คือ) สุติ ๑ สัมมุติ ๑ สังขยา ๑ โยคะ ๑ นีติ ๑ วิเสสกะ ๑ คันธัพพะ ๑ คณิกา ๑ ธนุพเพทะ (ธนุรเพท) ๑ ปูรณะ ๑ ...

คาถาที่ ๑๐ และ ๑๑ ในต้นฉบับเป็น "บัญชีศิลปศาสตร์ ๑๘ แขนง" (สิปฺปา-ฏฺฐารส) ที่นักเรียนในสมัยโบราณต้องศึกษา คาถานี้นับ ๑๐ แขนงแรก ดังนี้

  1. สุติ — เวททั้งสาม (ฤค ยชุร สาม) อันเป็นคัมภีร์หลักของพราหมณ์

  2. สัมมุติ — เวทศาสตร์ที่เป็นความรู้รอบตัว มีฉันทศาสตร์ ไวยากรณ์ นิรุตติ โยกษ์ กัปปะ ลิงควินิจฉัย และคู่มืออื่น ๆ ของพระเวท

  3. สังขยา — ความรู้เกี่ยวกับความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความดับของโลก คือ โมกขะ หรือ นิพพาน

  4. โยคะ — หลักปฏิบัติเกี่ยวกับวิญญาณ เพื่อให้เข้าถึงความดับสนิท คือ นิพพาน

  5. นีติ — ความรู้หลักศีลธรรม จรรยาและกฎหมาย

  6. วิเสสกะ — ความรู้เกี่ยวกับเหตุผลโดยการอ้างบุญบาปมาเป็นปัจจัย

  7. คันธัพพะ — วิชานาฏศิลป์

  8. คณิกา — วิชาคำนวณ

  9. ธนุพเพท (ธนุรเพท) — วิชายิงธนู

  10. ปูรณะ — วิชาโบราณคดี เกี่ยวกับพงศาวดารดั้งเดิม

(แขนงที่ ๑๑–๑๘ จะกล่าวต่อในคาถาที่ ๑๑)

๑๑. ศิลปศาสตร์ ๑๘ แขนง (ตอนปลาย)

ติกิจฺฉา อิติหาสา จ เกตุมนฺตา จ สทฺทา จ โชติ มายา จ ฉนฺทฺติ สิปฺปาฏฺฐารสกา อิเม ฯ

(ต่อจากคาถาที่ ๑๐ ศิลปศาสตร์ ๑๘ แขนง อีก ๘ แขนง คือ) ติกิจฉา ๑ อิติหาสะ ๑ เกตุ ๑ มันตะ ๑ สัททะ ๑ โชติ ๑ มายา ๑ ฉันทะ (และสัททะ) ๑ ทั้งหมดนี้เรียก ศิลปะ ๑๘ แขนง

คาถานี้ต่อจากคาถาที่ ๑๐ นับแขนงที่เหลืออีก ๘ ของศิลปศาสตร์ ๑๘ ดังนี้

  1. ติกิจฺฉา (ติกิจฉา) — วิชาแพทยศาสตร์ เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลคนไข้

  2. อิติหาสะ — ประวัติศาสตร์หรือตำนาน

  3. เกตุ — รู้นิมิต บางร้ายดีของเมฆ หมอก ควัน อันเป็นพิธีกรรมเกี่ยวกับตำราพิชัยสงคราม

  4. มันตะ — รู้เวทมนตร์ คาถา เลข ยันต์

  5. สัททะ — รู้เสียงสัตว์ที่บอกลางร้าย ลางดี หรือรู้คัมภีร์สัททาวิเสส (ภาษาศาสตร์)

  6. โชติ — วิชาดาราศาสตร์ การพยากรณ์ตามการโคจรของดวงดาว แรงดึงดูดของดวงดาว ฤดู วัน เดือน ปี

  7. มายา — วิชาแสดงอุบายเอาชนะข้าศึก เช่น ตำราพิชัยสงคราม

  8. ฉันทะ — วิชาฉันทศาสตร์ (และผูกประกอบด้วยสัททะ คือ ภาษาศาสตร์) รู้หลักครุ ลหุ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เป็นต้น

ทั้ง ๑๘ แขนงนี้รวมเรียก ศิลปะ ๑๘ ประการ เป็นมาตรฐานความรู้ที่ผู้จะเป็นบัณฑิตหรือผู้ครองเรือนที่ดีในสมัยโบราณพึงศึกษา

๑๒. บัณฑิตกับคนพาลเวลาถูกถาม

อปุฏฺโฐ ปณฺฑิโต ภรี ปุจฺฉุนฺโน โหติ ปุจฺฉิโต พาโล ปุฏฺโฐ อปุฏฺโฐปิ พหุมฺปิ ภณเต สทา ฯ

บัณฑิตถ้าไม่ถูกถาม จะไม่กล่าว เหมือนกลองที่ไม่ถูกตี ย่อมไม่ดัง แต่เมื่อถูกถามจึงบันลือเสียงกังวาล เหมือนฟ้าคำราม ส่วนคนพาล ถูกถามหรือไม่ถูกถาม ย่อมพูดพร่ำมากทุกเมื่อ

คาถานี้เปรียบเทียบ บัณฑิต กับ คนพาล ในเรื่องการพูด

  • บัณฑิต เปรียบเหมือน "กลองใหญ่" — เงียบสงบในตัวเอง ถ้าไม่มีคนตี ไม่มีคนมาถาม ก็ไม่ดัง ไม่อวดความรู้ นี่คือคุณสมบัติ "โมเนยฺยคุณ" คือ ความเป็นผู้นิ่ง ไม่กล่าวให้มากความ ครั้นถูกถามเรื่องใด จึงตอบ และตอบด้วยคำที่ดี — ไพเราะ จริง ชี้โทษ-ชี้คุณ แนะนำประโยชน์ที่สามารถปฏิบัติได้ ถ้าไม่สามารถจะกล่าวเช่นนั้น ก็นิ่งเฉย เปรียบเหมือนเสียงฟ้าคำรามอันเป็นสัญญาณแห่งการนำความชุ่มฉ่ำมาสู่พืชพันธุ์ธัญญาหาร

  • คนพาล ตรงข้าม ชอบพูดพร่ำตลอดเวลา จะมีคนฟังหรือไม่ก็ตาม จะถูกถามหรือไม่ก็ตาม ก็พูดมาก คุณภาพคำพูดมักจะกลวง ไร้ประโยชน์ และทำให้ตัวเองเสียศักดิ์ศรี

บทนี้สอนว่า "ปริมาณคำพูด" สวนทางกับ "คุณภาพคำพูด" — ผู้รู้พูดน้อยแต่ตรงประเด็น ผู้ไม่รู้พูดมากแต่หาสาระไม่ได้

๑๓. ความรู้และทรัพย์ที่ใช้ไม่ได้

โปตฺถเกสุ จ ยํ สิปฺปํ ปรหตฺเถสุ ยํ ธนํ ยทา กิจฺเจ สมุปฺปนฺเน น ตํ สิปฺปํ น ตํ ธนํ ฯ

ศิลปศาสตร์ใดอยู่ในตำรา ทรัพย์ใดอยู่ในมือผู้อื่น คราวมีกิจธุระเกิดขึ้น ศิลปศาสตร์นั้นย่อมใช้ไม่ได้ ทรัพย์นั้นย่อมใช้ไม่ได้

คาถานี้สอนเรื่อง "ความรู้ติดตน" และ "ทรัพย์ติดตน" ดังนี้

  • ความรู้ดีกระดูก ดีกว่าความรู้ติดกระดาษ — ผู้ที่เรียนจบศาสตร์ต่าง ๆ มาแล้ว แต่ไม่นำมาใช้ ไม่ทบทวน ปล่อยให้เลือนรางเหมือนหนังสือที่อ่านแล้ววางทิ้ง พอประสบปัญหาเข้า ความรู้ก็นึกไม่ออก ใช้ปัญญานั้นไม่ได้ ไม่ต่างอะไรจากผู้ไม่เคยเรียนเลย

  • ทรัพย์ในมือคนอื่น ก็เหมือนกัน หากเอาทรัพย์ไปฝากผู้อื่น หรือให้ยืมไป เมื่อถึงคราวจำเป็นจะต้องใช้ ก็ใช้ไม่ได้ทันที เพราะผู้ยืมจะมีความจำเป็นมากกว่า มีเงื่อนไขที่อาจขอผัดผ่อน หรือเลี่ยงไม่จ่ายคืนตามกำหนด

บทนี้จึงเป็นคำเตือนของบัณฑิตว่า ทั้ง ความรู้ และ ทรัพย์ ต้องอยู่ในตัวเรา (ในจิต และในมือ) จึงจะเป็นที่พึ่งได้ในยามจำเป็น ไม่ใช่อยู่นอกตัว ความรู้ที่ไม่ได้ฝึกฝนทบทวนก็เหมือนทรัพย์ที่ปล่อยให้คนอื่นยืมไป — เหลือเพียงชื่อ แต่ใช้จริงไม่ได้

๑๔. ๔ สิ่งที่บอกขนาดของอีก ๔ สิ่ง

ชลปฺปมาณํ กุมุทนาฬํ กุลปฺปมาณํ วินโย ปมาณํ พฺยตฺติปฺปมาณํ กถิตวากฺยํ ปถวิปฺปมาณํ ติณมิลาตํ ฯ

ก้านบัวบ่งบอกความลึกหรือตื้นของน้ำ กิริยามารยาทบ่งบอกตระกูลว่าสูงหรือต่ำ คำเจรจาบ่งบอกปัญญาว่ามากหรือน้อย หญ้าเหี่ยวแห้งบ่งบอกความไม่สมบูรณ์ของพื้นดิน

บัณฑิตเชื่อมโยงธรรมชาติกับมนุษย์ชาติให้เข้ากันด้วยการเปรียบเทียบ ๔ คู่

  1. ก้านบัว → ระดับน้ำ — กล่าวถึงความลึกตื้นของหัวน้ำโดยให้ถอนสายบัวในน้ำนั้นดู เพราะสายบัวจะงอกขึ้นพอพ้นวันเพื่อรับแสงแดดเท่านั้น

  2. กิริยามารยาท → ตระกูล — ทำนองเดียวกัน กิริยามารยาทของกุลบุตรกุลธิดาจะดูงามหรือไม่งาม บ่งบอกถึงผู้ใหญ่ในตระกูลว่าได้อบรมสั่งสอนลูกหลานดีหรือไม่ดี

  3. คำพูด → ปัญญา — คำพูดจาที่มีสาระหรือไม่มีสาระ ควรแก่กาลหรือไม่ควร ควรแก่บุคคลหรือไม่ควร ก็บ่งบอกได้ว่าผู้นั้นมีปัญญามากหรือปัญญาน้อย

  4. หญ้าเหี่ยวแห้ง → พื้นดิน — พื้นดินแห่งใดที่หญ้าเหี่ยวแห้งกว่าที่อื่น พื้นดินแห่งนั้นมีแร่ธาตุและน้ำไม่อุดมสมบูรณ์ ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกธัญพืช

หลักการสำคัญของคาถานี้คือ "ดูสิ่งภายนอกแล้วหยั่งรู้สิ่งภายใน" — ปรากฏการณ์เล็ก ๆ ที่เห็นได้ภายนอก สามารถสะท้อนความจริงที่ลึกซึ้งภายในได้ บัณฑิตจึงต้องสังเกตและเชื่อมโยงเสมอ

๑๕. คนรู้น้อยมักคิดว่าตัวรู้มาก

อปฺปสุโต สุตํ อปฺปํ พหุํ มญฺญติ มานวา สินฺธูทกํ อปสฺสนฺโต กูเป โตยํว มณฺฑูโก ฯ

คนมีการศึกษาน้อยกลับทะนงตัวสำคัญว่าตนมีความรู้มาก เหมือนกบน้อยที่ยังไม่เคยเห็นน้ำในมหาสมุทร ย่อมสำคัญว่าน้ำในบ่อน้อยนั้นมีมากเหลือเกิน

คาถานี้เปรียบ คนการศึกษาน้อยที่อวดดี กับ กบในบ่อน้ำเล็ก ที่ไม่เคยเห็นน้ำในทะเลหรือมหาสมุทร จึงคิดว่าน้ำในบ่อน้อยของตนนั้นลึก ลึก ลึก

การศึกษาในนัยนี้มี ๒ อย่าง

  1. การศึกษาทางโลก — เพื่อนำความรู้ความสามารถมาประกอบอาชีพที่สุจริต เรียนรู้กิริยามารยาทของสังคม เรียนรู้ข้อปฏิบัติในการครองเรือน

  2. การศึกษาทางธรรม — เรียนรู้วิธีฝึกกาย วาจา ใจ ให้ควรแก่การจะปลอดจากอกุศล แล้วเจริญบุญกุศล เช่น ฝึกตนให้พยายามในสิ่งที่คนอื่นหมดความพยายาม ให้อดทนในสิ่งที่คนอื่นอดทนไม่ได้ ตั้งจิตให้มั่นคงในเวลาจิตคนอื่นวั่นไหว ให้รู้ง่ายในสิ่งที่ยาก เป็นต้น

คนมีการศึกษาน้อยจะอวดอ้างว่าตนรู้มาก เหมือนกบในบ่อที่ "ลึก ลึก ลึก" สำคัญว่าตนเก่ง ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นโลกกว้าง ส่วนผู้รู้จริงจะรู้ตัวว่ายังมีอะไรที่ตนไม่รู้อีกมาก จึงถ่อมตัวและขวนขวายเพิ่มเติมต่อไป

๑๖. การวางแผนชีวิต ๔ วัย

ปฐมํ ปราชเย สิปฺปํ ทุติยํ ปราชเย ธนํ ตติยํ ปราชเย ธมฺมํ จตุตฺถํ กึ กริสฺสติ ฯ

ในวัยที่ ๑ ควรเอาชนะด้วยการเรียนศิลปวิทยา ในวัยที่ ๒ ควรเอาชนะด้วยการแสวงหาทรัพย์ ในวัยที่ ๓ ควรเอาชนะด้วยการประพฤติธรรม ในวัยที่ ๔ จักทำอะไรได้

บัณฑิตวางแผนชีวิตคนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุด อายุขัยมนุษย์โดยประมาณ ๘๐ ปี แบ่งออกเป็น ๔ วัย ก็จะได้วัยละ ๒๐ ปี

  1. ปฐมวัย (อายุ ๑–๒๐ ปี) — ควรศึกษาหาความรู้ใส่ตัว ให้มากอย่ายอมแพ้

  2. ทุติยวัย (อายุ ๒๑–๔๐ ปี) — ควรประกอบสัมมาอาชีพให้มาก เก็บออมไว้ใช้จ่ายยามจำเป็น

  3. ตติยวัย (อายุ ๔๑–๖๐ ปี) — ควรบำเพ็ญบุญกุศล แสวงหาโมกขธรรมอันเป็นแนวทางแห่งความหลุดพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏ

  4. จตุตถวัย (อายุ ๖๑–๘๐ ปี) — หากปล่อยให้ผ่าน ๓ วัยข้างต้นไปอย่างเปล่าประโยชน์ ตกถึงวัยนี้ ร่างกายก็ร่วงโรย หมดกำลัง สติปัญญาก็เลื่อมถอย ถึงเวลาที่เหลืออยู่นั้นน้อยนิดในบั้นปลายของชีวิต กระเสือกกระสนเล่าเรียนหาความรู้ หาทรัพย์ หรือประพฤติปฏิบัติธรรมก็คงไม่ทันแล้ว จึงควรตระหนักให้มาก แล้วบริหารตนให้ควรแก่วัย จึงเกิดประโยชน์สูงสุด

นี่คือ ภูมิปัญญาการวางแผนชีวิต ๔ วัย ของบรรพชน บอกชัดว่าแต่ละช่วงอายุควรทำอะไรเป็นหลัก หากผ่านวัยใดไปโดยไม่ทำสิ่งที่สมควร วัยถัด ๆ ไปก็จะลำบาก

๑๗. ลูกขยันกับลูกเกียจคร้าน

พฺยตฺต ปุตฺต กิมาลโส อพฺยตฺโต ภารหารโก พฺยตฺตโก ปูชิโต โลเก พฺยตฺตปุตฺตา ทิเน ทิเน ฯ

ลูกเอ๋ย จงอย่าเกียจคร้าน จงตั้งใจเรียน คนไม่มีวิชาความรู้จะต้องแบกหามทำงานหนัก ในโลกนี้เขาเคารพนับถือผู้มีวิชาความรู้ ลูกเอ๋ย จงหมั่นหาวิชาความรู้ทุก ๆ วันเถิด

นี่เป็นบทกล่าวจากใจของบัณฑิต ในทำนอง "ผู้ใหญ่สอนลูก" บอกถึงผลของ ๒ ทางเลือก

  • ลูกขยัน (พฺยตฺต-ปุตฺต) — หมั่นเรียนรู้ มีวิชา → ได้รับการสรรเสริญ ไม่ต้องแบกหามใช้แรงกาย ใช้สติปัญญาทำงาน มีเกียรติ มีศักดิ์ มีชื่อเสียง มีบริวาร ได้รับการยกย่องจากชาวโลก

  • ลูกเกียจคร้าน (อาลโส) — ไม่หาความรู้ → ต้องใช้แรงกายแบกหามรับจ้างเขา หาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างทำงานหนัก ได้ทรัพย์มาเพียงเล็กน้อย พอประทังชีวิตอยู่ไปวัน ๆ และเมื่อจะไปสู่สังคมใดก็ไม่อาจสง่าผ่าเผย ถูกเขาดูหมิ่น ดูแคลน

บทเรียนของคาถานี้คือ "เรียนวันนี้ เพื่อเก็บเกี่ยววันหน้า" จงหมั่นศึกษาทุกวัน อย่ารอให้ถึงคราวจำเป็นแล้วค่อยเรียน

๑๘. พ่อแม่ที่ไม่ส่งเสริมการศึกษา = ศัตรูของลูก

มาตา เวรี ปิตา สตฺตุ เกน พาลา น สิกฺขิตา สภามชฺเฌ น โสภนฺติ หํสมชฺเฌ พโก ยถา ฯ

มารดาเป็นเวร บิดาเป็นศัตรู ที่ไม่ส่งเสริมให้บุตรธิดาได้ศึกษาเล่าเรียนแต่ยังเยาว์ บุตรย่อมไม่อาจสง่าผ่าเผยในที่ประชุมชน ดุจนกกระยางอยู่ท่ามกลางฝูงหงส์ ฉะนั้น

คาถานี้กล่าวเตือนพ่อแม่ที่ไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาของลูก ๆ มารดาบิดาบางคนเห็นว่าการเรียนทำให้เสียเวลาทำมาหากิน ถือว่ามารดาบิดานั้นเป็นศัตรูของบุตรธิดา คอยขัดขวางความเจริญ บุตรธิดาจึงไร้คุณภาพ เข้าไปสู่สังคมของคนมีความรู้ ก็ดูไม่โดดเด่น ไม่มีบทบาท ไม่มีโอกาสได้เป็นผู้นำ แม้จะถูกยกย่องให้เป็นผู้นำ ก็จะนำไม่ได้เท่าที่ควร หรือก็นำไปสู่ความวิบัติต่ำ ถูกเขารังเกียจเดียดฉันท์ ดุจนกกระยางปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงหงส์ ย่อมถูกฝูงหงส์ปฏิเสธ และไล่ให้ห่างไกลจากฝูงในที่สุด

ส่วนมารดาบิดาผู้เป็นบัณฑิต ย่อมส่งเสริมให้ลูกหลานได้ศึกษาเล่าเรียน ทำทุกอย่างที่จะให้ลูกหลานได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน แม้ว่าจะต้องทำงานหนัก หรือจะต้องขายทรัพย์สินที่จำเป็นต่อการครองชีพก็ตาม นั่นคือความรักที่แท้จริงของผู้เป็นพ่อแม่

๑๙. คุณสมบัติเป็นมาเองตามธรรมชาติ

กณฺฏกํ คิริ โก ติกฺขติ โก อญฺชนํ มิคกฺขิกํ อุปฺปลํ ปลฺลเล โก สุคนฺธํ กุลปุตฺตรูโป โก ปวตฺตติ. สามํ ภาโว.

ใครจะเสี้ยมยอดภูเขาให้แหลม? ใครจะแต่งแต้มอัญชัน (เครื่องสำอางป้ายตาให้ดำงาม) ที่ตาตามฤคะ? ใครจะใส่ของหอมให้ดอกอุบลที่งอกในโคลนตม? ใครจะเสริมความดีใส่ให้กุลบุตรเล่า? ทั้งหมดล้วน "เป็นเองตามธรรมชาติ" (สามํ ภาโว)

คาถานี้สอนหลัก "สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ" (สามํ ภาโว = สวภาว, ธรรมชาติ) มีตัวอย่าง ๔ อย่าง ที่ไม่ต้องมีใครมาตกแต่งหรือเติมแต่ง

  1. ยอดเขาแหลม — หินผาบนเขาที่แหลมเป็นยอดสูงชัน ไม่มีใครไปเสี้ยมให้แหลม มันแหลมของมันเอง

  2. ตาดำเนื้อทราย (มฤค) — ดวงตาของกวาง/เนื้อทรายดำขลับโดยธรรมชาติ ไม่ต้องใครมาทาอัญชัน

  3. กลิ่นหอมดอกบัว — ดอกอุบล (บัว) แม้จะเกิดในโคลนตม กลิ่นก็หอมโดยธรรมชาติ ไม่ต้องอบของหอม

  4. กิริยาของกุลบุตร — ผู้เกิดในตระกูลดีและได้รับการอบรม กิริยามารยาทย่อมงดงามด้วยตนเอง — เคารพนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ มีน้ำใจไมตรีจิตต่อเพื่อน มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อผู้ด้อยกว่า เป็นเองโดยธรรมชาติ

หลักของคาถานี้คือ "คุณค่าที่แท้จริง" ไม่ต้องใช้การประดิษฐ์ ตกแต่งภายนอก แต่งอกงามจากภายในด้วยธรรมชาติของผู้นั้นเอง

๒๐. คนไม่มีความรู้ = พลูไร้ปูน, แกงไร้เกลือ, คนจนไร้เครื่องประดับ

น รสํ อโกตมพุลํ อธนสฺสาลงฺกตมฺปิ อโลณกนฺตุ พฺยญฺชนํ พฺยากรณํ อสิปฺปสฺส ฯ

พลูไม่ได้ป้ายปูนย่อมไม่มีรสชาติ เครื่องประดับของคนไร้ทรัพย์ย่อมไม่ดูเด่นดูงาม กับข้าวขาดรสเค็มย่อมไม่อร่อย คำอธิบายของผู้ไม่มีความรู้ย่อมไม่มีสาระน่าเชื่อถือ

คาถานี้เปรียบเทียบ คำอธิบายของผู้ไม่มีความรู้ กับ ๓ สิ่งที่ขาดองค์ประกอบสำคัญ

  1. หมากพลูเสียปูนไซร้ ไร้รส — การกินหมากพลูในวัฒนธรรมโบราณต้องป้ายปูนก่อน จึงจะเกิดรสชาด เกิดสีแดง หากไม่ป้ายปูนก่อน ก็ไม่เกิดรสชาด

  2. เครื่องประดับของคนไร้ทรัพย์ — ย่อมเทียบไม่ได้กับเครื่องประดับของคนรวย กลายเป็นของดูแล้วน่าสมเพช

  3. กับข้าวและแกงทุกอย่างหากขาดรสเค็ม หรือนับว่าขาดรสชาด ย่อมไม่อร่อยถูกลิ้น

ทั้งหมดนี้เป็นข้อเปรียบเทียบให้เห็น คุณสมบัติเด่นของคนมีความรู้กับคนไม่มีความรู้

  • คนมีความรู้ เวลาพูดคุย น้ำเสียงไม่ซ่อนเล่ห์เหลี่ยมมารยา ฟังไพเราะสบายหู มีเหตุผล ลุ่มลึก เยือกเย็น เป็นสาระ น่าเชื่อถือ โน้มน้าวจิตใจให้ปฏิบัติตาม ทำให้จิตที่ใจร้อน เบิกบาน อาจหาญ แกล้วกล้า

  • ส่วนคนไม่มีความรู้ ย่อมพูดตรงข้าม มีเล่ห์เหลี่ยมมารยา หยาบกระด้าง ฟังไม่เพราะ แสลงหู ไม่อยากนำไปปฏิบัติตามโดยประการทั้งปวง

ดังนั้น "ความรู้" จึงเป็นเหมือน "ปูนของพลู เกลือของแกง ทรัพย์ของเครื่องประดับ" คือ องค์ประกอบขาดไม่ได้ที่ทำให้คำพูด-การกระทำของคนเรามีคุณค่า

๒๑. ลำดับการเกิดของปัญญา

สุสฺสูสา สุตสมฺปนฺโน สุตปญฺญาย วฑฺฒติ ปญฺญาย อตฺถํ ชานาติ ญาโต อตฺโถ สุขาวโห ฯ

เพราะตั้งใจฟังและเล่าเรียน จึงมีความรู้แน่น ย่อมถึงความเจริญด้วยปัญญา (อันเกิดแต่การเล่าเรียน) เพราะมีปัญญา จึงรู้ความผิดถูก การรู้ความผิดถูก ย่อมนำมาซึ่งความสุข

คาถานี้แสดงลำดับการเกิดของปัญญาที่นำไปสู่ความสุขในชีวิต ปัญญาเกิดได้ด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ

  1. สุตมยปัญญา — ปัญญาเกิดเพราะการตั้งใจฟัง ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน สืบเสาะหาผู้รู้เพื่อศึกษาศิลปวิทยาการ

  2. จินตามยปัญญา — ปัญญาเกิดเพราะการคิดพิจารณา ใคร่ครวญหาเหตุผล ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน

  3. ภาวนามยปัญญา — ปัญญาเกิดเพราะหมั่นอบรมสติ สมาธิ และปัญญาให้ยิ่ง จนเกิดความรู้ว่า ทุกข์เป็นสิ่งควรกำหนดรู้ เหตุของทุกข์เป็นสิ่งควรละ ความดับทุกข์เป็นสิ่งควรทำให้แจ้ง และทางให้ถึงความดับทุกข์เป็นสิ่งควรเจริญ

ในที่นี้ท่านหมายถึงปัญญาอย่างที่หนึ่ง เพราะเกิดขึ้นจากการศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยา เมื่อมีปัญญาดีแล้ว ก็จะรู้ว่าสิ่งใดผิดควรละเว้น สิ่งใดถูกควรปฏิบัติ ปัญญานี้จึงนำความสุขมาให้ทั้งกลางวันและกลางคืน

๒๒. วิชาคือสิ่งทำให้คนต่างจากสัตว์

โภชนํ เมถุนํ นิทฺทา โคเณ โปเสปิ วิชฺชติ วิชฺชา วิเสโส โปสสฺส ตํ หีโน โคสโม ภเว ฯ

การกิน การเสพกาม และการนอน ย่อมมีทั้งในวัวและคน วิชาความรู้ต่างหากที่ทำคนให้แตกต่างจากวัว คนไร้วิชาความรู้ก็เท่าเทียมกันกับวัว

คาถานี้กล่าวถึง อาการ ๓ ประการ ที่สัตว์โลกทั้งมวลล้วนเป็นอยู่ได้ คือ

  1. การกิน — เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต มีกำลังต่อสู้เพื่อให้รอดพ้นจากศัตรู เพื่อให้อดทนต่อความหนาวและความร้อน

  2. การสืบพันธุ์ — เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ เพื่อปกครองอาณาบริเวณที่อยู่อาศัย

  3. การนอนหลับ — เพื่อพักผ่อนเอาแรงไว้ต่อสู้เอาชีวิตรอดต่อไปในวันหน้า

ทั้ง ๓ ประการนี้มีอยู่ทั้งในสัตว์ดิรัจฉานมีโคเป็นต้น และในมนุษย์ผู้ไม่มีความรู้ ไม่มีปัญญา

ส่วนสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์อื่น คือ มีการแสวงหาความรู้ มีปัญญารู้ดีรู้ชั่ว รู้กาลเทศะ รู้เขารู้เรา รู้ประมาณตน รู้บุญคุณคน รู้บาปบุญ รู้คุณโทษ และรู้คุณธรรม ดังนั้นวิชาความรู้จึงเป็น "ความเป็นคน" ที่แท้จริง

๒๓. สิ่งเสมอกันที่หาได้ยาก ๔ คู่

นตฺถิ วิชฺชาสมํ มิตฺตํ น จ พฺยาธิสโม ริปุ น จ อตฺตสมํ เปมํ น จ กมฺมสมํ พลํ ฯ

มิตรเสมอด้วยวิชา ไม่มี ข้าศึกเสมอด้วยพยาธิ (โรคภัย) ไม่มี ความรักเสมอด้วยตน ไม่มี กำลังเสมอด้วยกรรม ไม่มี

คาถานี้กล่าวถึง ๔ สิ่งที่ "หาเทียบเท่าได้ยาก"

  1. มิตรเสมอด้วยวิชา ไม่มี — มิตรมี ๒ จำพวก คือ มิตรภายนอก กับ มิตรภายใน มิตรภายนอกถ้าเป็นกัลยาณมิตรต้องมีอุปการะต่อกัน ร่วมสุขร่วมทุกข์ และนำประโยชน์ให้ มีน้ำใจ แม้จะเลื้อกูลกันได้ แต่ก็ได้ติดตามเราไปทุกฝีก้าว ส่วนมิตรภายในคือวิชาความรู้ความสามารถที่เรามี ย่อมอยู่กับเราตลอด ติดตามเราไปทุกที่ จึงมีคุณยิ่งกว่ามิตรภายนอกหลายเท่า

  2. ข้าศึกเสมอด้วยพยาธิ ไม่มี — ข้าศึกภายนอกคือปัจจามิตร แม้จะทำความพินาศให้แก่ชีวิตและทรัพย์สิน ก็บางครั้งบางคราวเท่านั้น ส่วนโรคภัยขึ้นเจ็บที่แฝงตัวอยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกาย ย่อมทำความพินาศให้ได้ทุกวัน ข้าศึกทั้ง ๒ จำพวกนี้ทำความพินาศให้เฉพาะชาตินี้เท่านั้น ส่วนข้าศึกคือกิเลส ย่อมทำความพินาศให้ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

  3. ความรักเสมอด้วยตน ไม่มี — ตนเป็นที่รักที่สุด บัณฑิตจึงฝึกตนให้เป็นประโยชน์ที่สุด

  4. กำลังเสมอด้วยกรรม ไม่มี — แรงอื่นพอสร้างเกราะป้องกันได้ ส่วนแรงกรรมนั้น เกราะใด ๆ ก็ไม่สามารถป้องกันได้ จึงควรแต่ทำกรรมดี

๒๔. บัณฑิตในหมู่คนพาล = หงส์ในฝูงกา

หํโส มชฺเฌ น กากานํ สีโห คุนฺนํ น โสภเต จตุรภมชฺเฌ ตุรงฺโค พาลมชฺเฌ จ ปณฺฑิโต ฯ

หงส์อยู่ท่ามกลางฝูงกา ย่อมหมดความสง่างาม ราชสีห์อยู่ท่ามกลางฝูงโค ย่อมหมดความสง่างาม ม้าอยู่ท่ามกลางฝูงลา ย่อมหมดความสง่างาม บัณฑิตอยู่ท่ามกลางเหล่าพาลก็ย่อมหมดความสง่างาม

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว

  • หงส์ เป็นสัตว์ที่รักความสะอาด รักสวยรักงาม จะอยู่ที่ใดดูสง่างาม กา เป็นสัตว์สกปรกและขี้โมยดูดอย่างนั้น

  • ราชสีห์ เป็นสัตว์เจ้าป่า มีอำนาจ โค เป็นสัตว์ที่ถูกจับใช้แรงงาน

  • ม้า เป็นสัตว์ฉลาดและปราดเปรียว ลา เป็นสัตว์ใช้แรงงานและถูกตราหน้าว่าโง่

  • บัณฑิต เป็นผู้มีปัญญา บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ สร้างสรรค์สังคม คนพาล เป็นผู้โง่เขลาเบาปัญญา ชอบทำลาย สร้างความเดือดร้อน

บัณฑิตจึงกล่าวว่า หงส์ไม่ควรไปปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงกา ราชสีห์ก็ไม่ควรเข้าไปเลาะเล็มหญ้าท่ามกลางฝูงโค ม้าก็ไม่ควรแบกภาระหนักคู่กับลา บัณฑิตก็ไม่ควรเข้าไปสมาคมกับคนพาลให้หมดความสง่างาม

๒๕. คนโง่อยู่ใกล้บัณฑิตตลอดชีวิตก็ไม่รู้ธรรม

ยาวชีวมฺปิ เจ พาโล ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ น โส ธมฺมํ วิชานาติ ทพฺพิ สูปรสํ ยถา ฯ

แม้คนโง่ จะเข้าไปอยู่ใกล้บัณฑิตตลอดชีวิต เขาก็จะไม่รู้ธรรม เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกง ฉะนั้น

ธรรมดาบัณฑิตกับคนโง่ ย่อมเข้ากันไม่ได้ เหมือนสีขาวกับสีดำ น้ำกับไฟ สว่างกับมืด เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้จะบังคับให้คนโง่เข้าไปหาบัณฑิต อยู่ในสำนักของบัณฑิต ร่วมกินร่วมนอนกับบัณฑิต รับคำแนะนำสั่งสอนของบัณฑิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ก็ไม่อาจเข้าใจในเนื้อหาสาระธรรมที่บัณฑิตแนะนำได้ เพราะมีอัธยาศัยขัดกัน เมื่ออยู่ด้วยกันก็มีแต่จะหงุดหงิดรำคาญใจ เบื่อหน่ายต่อคำแนะนำสั่งสอน ทนอยู่ไม่ได้ แม้จะคลุกคลีอยู่กับบัณฑิตเช่นนี้จนตลอดชีวิต คนโง่ก็ไม่สามารถรู้รสแห่งธรรมที่บัณฑิตสั่งสอนได้

เหมือน ทัพพี แม้ใช้ตักแกงอยู่ทุกวัน ก็ไม่รู้รสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ของแกงนั้น เพราะทัพพีไม่มีวิญญาณธาตุที่จะสามารถรับรู้รสต่าง ๆ ได้ เหมือนตักน้ำรดหัวตอยังไม่วันจะออกขึ้นมาได้ หรือเหมือนเป่าปี่ให้ควายฟัง ย่อมไม่รู้ว่ามีความไพเราะหรือไม่

๒๖. ผู้ฉลาดอยู่ใกล้บัณฑิตเพียงครู่เดียวก็รู้ธรรม

มุหุตฺตมฺปิ เจ วิญฺญู ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ ขิปฺปํ ธมฺมํ วิชานาติ ชิวฺหา สูปรสํ ยถา ฯ

หากผู้ฉลาด จะเข้าไปอยู่ใกล้บัณฑิตเพียงครู่เดียว ย่อมรู้ธรรม เหมือนลิ้นรู้รสแกง ฉะนั้น

ตรงข้ามกับคาถาที่ ๒๕ คนฉลาด รู้จักสังเกต เรียนรู้เร็ว มีกุศลวิบากน้อมนำไปสู่ความเจริญและมั่นคงในธรรมของผู้รู้ทั้งหลาย เมื่อทราบข่าวว่าบัณฑิตอยู่ ณ ที่ใด ก็รีบไปสู่ที่แห่งนั้น เมื่อไปแล้วก็เข้าไปใกล้ ๆ สนทนาปราศรัย สอบถามข้อสงสัย เมื่อบัณฑิตแนะนำสั่งสอน ก็เงี่ยโสตตั้งใจฟัง บันทึกจดจำเอาไว้ ใช้ปัญญาเพ่งพินิจพิจารณาหาเหตุผล หมั่นทบทวนสาธยาย เมื่อเห็นเป็นจริงก็น้อมนำไปประพฤติปฏิบัติตาม คนเช่นนี้ เข้าไปอยู่ใกล้บัณฑิตแม้ครู่เดียว ย่อมรู้เนื้อหาสาระธรรมของบัณฑิตได้อย่างลึกซึ้ง แม้บัณฑิตท่านจะกล่าวสอนเพียงหัวข้อ ก็รู้ตลอดเนื้อความ สามารถจำแนกออกเป็นโลกียะ โลกุตตระ และบัญญัติ เข้าใจหลักพยัญชนะที่เป็นสื่อนำไปสู่กระแสแห่งสภาวธรรม หากสั่งสมปฏิปทาเช่นนี้อยู่เนือง ๆ ก็จักหลุดพ้นจากกิเลสบรรลุมรรคผลและนิพพานได้

เหมือน ลิ้น ย่อมรู้รสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ของแกง ฉะนั้น

๒๗. ๓ บุคคลที่ต้องมี "เครื่องมือ" ติดตัวเสมอ

วินา สตฺถํ น คจฺเฉยฺย สูโร สงฺคามภูมิยํ ปณฺฑิตวาทุธคุ วาณิโช วิเทสคมโน ตถา ฯ

นักรบผู้กล้า หากปราศจากอาวุธ ไม่ควรไปสู่สนามรบ บัณฑิตหากเว้นคัมภีร์อ้างอิงไม่ควรแสดงธรรม คนเดินทางไกลและพ่อค้า หากเว้นเพื่อน ไม่ควรเดินทางไปต่างถิ่น

คาถานี้แนะนำ ๓ บุคคลให้เตรียม "เครื่องมือ" ก่อนการกระทำสำคัญ

  1. นักรบ → อาวุธ — ผู้กล้าหาญต้องมีอาวุธประจำกาย และมีความชำนาญในการใช้ศาสตราวุธชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธที่ใช้ฟัน แทง ซัด ขว้าง หรือยิง ยามเข้าสู่สนามรบจึงจะสามารถข่มขวัญศัตรูได้ หากไม่มีอาวุธย่อมไม่เป็นที่เกรงขามของศัตรู และจะพ่ายแพ้ในที่สุด

  2. บัณฑิต → คัมภีร์อ้างอิง — ผู้มีความแตกฉานชำนาญในศิลปศาสตร์แขนงต่าง ๆ เวลาแสดงธรรมเกี่ยวข้องกับเนื้อหาในคัมภีร์ใด ย่อมยกเอาหลักฐานจากคัมภีร์นั้นมารับรองคำพูดให้น่าเชื่อถือมากขึ้น หากไม่เช่นนั้นคำพูดจะไม่มีน้ำหนัก ทำให้ผู้ฟังขาดความเชื่อถือ

  3. พ่อค้า/นักเดินทาง → เพื่อนร่วมทาง — นักเดินทางและพ่อค้าวาณิชจะเดินทางไปทำธุระหรือไปค้าขายต่างถิ่น ควรมีเพื่อนร่วมเดินทาง เพราะอาจถูกอมนุษย์เบียดเบียน หรือถูกโจรปล้นได้

๒๘. สิ่งที่บัณฑิตไม่ควรเปิดเผย

ธนนาสํ มโนตาปํ ฆเร ทุจฺจริตานิ จ วญฺจนญฺจ อวมานํ ปณฺฑิโต น ปกาสเย ฯ

บัณฑิตไม่ควรเปิดเผยความเสื่อมทรัพย์ ความเดือดร้อนใจ ความไม่ดีไม่งามในเรือน การถูกหลอกลวง และถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม เป็นต้น

ธรรมดาบัณฑิตย่อมเป็นที่ยกย่องสรรเสริญสำหรับบุคคลทั่วไป ทัศนคติที่ทุกคนมีต่อบัณฑิต คือ องค์ภาพพจน์ของบัณฑิตว่าดีทุกอย่าง ไม่มีปัญหาอะไร ความจริงเป็นเช่นนั้น ตัวท่านเองย่อมไม่มีอะไรเสียหาย แต่ญาติมิตรบริวารอาจมีส่วนทำให้ท่านเสื่อมเสียได้ ดังนั้น เมื่อเสื่อมทรัพย์ ฐานะทางการเงินตกต่ำ การงานล้มเหลว ถูกพระราชาริบทรัพย์ ความทุกข์ยากลำบาก ความเดือดร้อนใจ ความไม่ดีไม่งามภายในครอบครัว เมียมีชู้ บุตรธิดาว่ายากสอนยาก การถูกหลอกลวงต้มตุ๋น ถูกโกง ถูกปล้น หรือถูกคนพาลมิจฉาทิฏฐิดูหมิ่นเหยียดหยาม

บัณฑิตไม่ควรเปิดเผยเรื่องเสื่อมเสียภายในเหล่านี้ให้ผู้อื่นรู้ เพราะไม่ได้ประโยชน์ อาจจะส่งผลเสียต่อศรัทธา ความเคารพนับถือ และความเชื่อมั่นที่ผู้อื่นมีต่อตน แม้ความเสื่อมเสียนั้นจะเกิดจากคนอื่นกระทำก็ตาม

๒๙. รู้ ๓ อย่าง = บัณฑิต

ปตฺตานุรูปํ วากฺยํ สภาวรูปํ ปิยํ อตฺตานุรูปํ โกธํ โย ชานาติ ส ปณฺฑิโต ฯ

ผู้ใดรู้จักเจรจาสมตัว รู้จักรักสมสภาพ รู้จักโกรธสมตน ผู้นั้นนับว่าเป็นบัณฑิต

โลกนีติ บทนี้ ท่านบอกคุณลักษณะของบัณฑิตเพิ่มเติมจากที่กล่าวแล้วในบทอื่นอีก ๓ ประการ คือ

  1. ปัตตานุรูปวากยะ — รู้จักเจรจาปราศรัย กล่าวคำแสดงความเคารพ นอบน้อมถ่อมตน คำไพเราะเสนาะโสต คำมีเหตุมีผล คำชี้โทษ คำแนะนำประโยชน์ รู้จักใช้อุบายสั่งสอนผู้อื่นด้วยตันติประเพณีที่เป็นแก่นสาร และพูดคำที่เป็นสุภาษิตให้สมกับเป็นบัณฑิต

  2. สภาวรูปปิยะ — รู้จักให้ความรัก ความเอื้อเฟื้อ เกื้อกูล ความห่วงใย ความปรารถนาดี ต่อคนรัก ญาติมิตร บริวาร เห็นคนตกทุกข์ได้ยากให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลตามสมควร เห็นคนประสบความสำเร็จก็พลอยชื่นชมยินดี และบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมตามสมควร

  3. อัตตานุรูปโกธะ — รู้จักอดกลั้นไม่โกรธง่าย รู้จักให้อภัย รู้จักผ่อนคลายไม่เก็บกด ไม่ผูกอาฆาตจองเวร วางตัวสมกับเป็นบัณฑิต

๓๐. ๓ คนที่เปรียบเหมือนคนบ้า

อธนสฺส รสํ ขาทา อพลสฺส หตา นรา อปญฺญสฺส วากฺยกถา อุมฺมตฺตกสมา อิเม ฯ

คนไม่มีทรัพย์ ชอบกินของแพง คนไม่มีแรง ชอบรังแกผู้อื่น คนไม่มีปัญญา ชอบพูดอวดฉลาด คน ๓ จำพวกนี้ พอ ๆ กับคนบ้า

บุคคล ๓ จำพวกต่อไปนี้ ท่านกล่าวว่า แม้จะไม่บ้าก็ดูเหมือนกับคนบ้า เพราะไม่รู้จักประมาณตนเองเกี่ยวกับทรัพย์ กำลัง และปัญญา

  1. คนไม่มีทรัพย์ แต่ชอบกินของแพง — เห็นคนมีทรัพย์ทั้งหลาย ซื้อเครื่องอุปโภคและบริโภคที่ดีมีราคาแพง ก็อยากจะซื้อตาม เมื่อไม่มีทรัพย์ก็ยับยืมคนอื่นมาซื้อ แม้ดูว่าเหมือนพอมีฐานะ แต่ที่จริงคือยังยากจน ซ้ำหนี้สินตัว ในที่สุดมีความทุกข์ยากลำบากมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

  2. คนมีแรงน้อยแต่ชอบข่มเหงรังแกผู้อื่น — ฉวยโอกาสเอาเปรียบเพราะเห็นแก่ได้ ชอบทำโดยพลการ ไม่รู้จักเกรงใจใคร ชอบก้าวร้าวรุกรานผู้อื่น

  3. คนโง่เขลาเบาปัญญาแต่กลับโอ้อวด — ชอบเสนอ ชอบแนะนำ ชอบทำตัวให้เห็นว่าตนฉลาด เหมือนมีความรู้ มีปัญญา ชอบอาสาทำ แต่กลับทำไม่ได้ ชอบทำอะไรโง่ ๆ ให้คนอื่นเห็นอยู่เป็นประจำ

ผู้ที่รู้จักประมาณตนจะไม่กระทำสิ่งเกินกำลัง เกินทรัพย์ และเกินปัญญาของตน นั่นคือคุณลักษณะของบัณฑิตที่แท้จริง

๓๑. ลักษณะ ๓ ประการของคนถ่อย

อนวหายํ คมยนฺโต อปุจฺฉา พหุภาสโก อตฺตคุณํ ปกาเสนฺโต ติวิธํ หีนลกฺขณํ ฯ

ผู้ที่เขาไม่เชื้อเชิญแต่เข้าไปหา ผู้ที่ยังไม่ถูกถามแต่ก็พูดพร่ำ ผู้ที่ชอบอวดอ้างคุณความดีของตน ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นลักษณะคนถ่อย

คาถานี้ชี้ "ลักษณะคนถ่อย" (หีนลักขณ) ๓ ประการ คือผู้ที่ไม่รู้จักเสงี่ยมเจียมตัว

  1. ชอบเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ — มีพฤติกรรมเกินฐานะหน้าที่ เขาไม่ได้เชิญก็เข้าไป ทำตัวเหมือนกับคุ้นเคยในสังคมนั้น ๆ ชอบเข้าไปเป็นเจ้ากี้เจ้าการ สั่งนั่นสั่งนี่ ชอบถือวิสาสะหยิบเอานั่นเอานี่ เป็นที่น่ารังเกียจ

  2. ชอบพูดมากในทุกที่ทุกสังคม — ไม่ระวังปาก พูดไม่สมฐานะ ไม่รู้ว่าคำไหนควรพูดและไม่ควรพูด เขาไม่เอ่ยปากถามเลยก็พูดพร่ำไม่รู้จักหยุด พูดได้ทุกเรื่องโดยไม่สนใจว่าเขาอยากฟังหรือไม่ บ้าน้ำลาย นินทาคนโน้นคนนี้ ชมคนไม่ควรชม ตำหนิคนไม่ควรตำหนิ จนเป็นที่รำคาญของคนทั่วไป

  3. ชอบพรรณนาคุณความดีของตนอวดคนไปทั่ว — เช่น อวดว่าคนนั้นคนนี้ได้ดีก็เพราะตนทั้งนั้น คนนั้นคนนี้เขาตกต่ำก็เพราะไม่เชื่อคำตักเตือนของตน ชอบอ้างเอาผลงานของคนอื่นมาเป็นของตน

ทั้ง ๓ ลักษณะนี้คือ "คนถ่อย" คือ ขาดความสง่างามภายใน

๓๒. คนพูดมากเหมือนหม้อน้ำพร่อง

อปฺปรูโป พหุภาโส อปฺปปญฺโญ ปกาสิโต อปฺปปูโร ฆโฏ โขเภ อปฺปขีรา คาวี จเล ฯ

คนขี้เหร่ชอบพูดมาก คนมีปัญญาน้อยมักโอ้อวด น้ำในหม้อพร่องมักกระฉอกง่าย แม่โคน้านมน้อยมักถีบถอง

สัตว์โลกทั้งมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานมีสัญชาตญาณเหมือนกัน ๔ อย่าง คือ หาอาหารกินเพื่อรักษาชีวิต นอนพักผ่อนเพื่อฟื้นกำลัง สืบพันธุ์เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ และหลีกหนีภัยพิบัติเพื่อความปลอดภัย

การหลบหลีกภัยคุกคามนั้น สัตว์แต่ละชนิดมีวิวัฒนาการที่แตกต่างกันไป บางชนิดอาจหลีกหนีได้ด้วยความเร็ว บางชนิดอาจหลีกหนีด้วยกำลัง บางชนิดอาจใช้กลอุบายพลางตัวเข้าไปปะปนอยู่กับสัตว์ชนิดอื่น เพื่อไม่ให้ถูกคุกคาม แต่ไม่สามารถปิดบังอาการของตนเองไว้ได้ และถูกจับได้ในที่สุด

ในทำนองเดียวกัน

  • คนขี้เหร่/คนไม่สมประกอบ หรือคนตาบอด มักปิดบังอำพรางตน ด้วยการพูดมาก

  • คนโง่ คนมีปัญญาน้อย มักปิดบังอำพรางตนด้วยการโอ้อวด ทำเป็นฉลาด เปรียบเหมือนหม้อน้ำ หากมีน้ำพร่องไม่เต็ม มักจะกระฉอกออก หรือเปรียบเหมือนแม่โคน้านมน้อย ย่อมถีบถองเวลาลูกน้อยดูดนม

หลักการของคาถานี้คือ "ของแท้ไม่จำเป็นต้องอวด" — คนมีคุณค่าแท้จริงไม่จำเป็นต้องเอะอะโวยวาย

๓๓. กบทำตัวเป็นราชสีห์

มณฺฑูเกปิ อุเกฺร สีเห กากุคฺเคห ปิเย ปิเย อปณฺฑิโตปิ ปณฺฑี หุตฺวา ธีรา ปุจฺเฉ วเย วเย ฯ

กบน้อยนั่งยอง ๆ ทำท่าเป็นราชสีห์ พลันกาก็โฉบลงมาคาบไปได้ ก็ร้องเพียงว่า "แอ็บ แอ็บ" คนเขลาที่ตั้งตนเป็นปราชญ์ก็เช่นกัน พอถูกผู้รู้ไต่ถาม พูดได้แต่ "เอ้อ ๆ อ้า ๆ"

โลกนีติบทนี้ ท่านแสดงอุปมาอุปไมยให้เห็นปรากฎระหว่างกบกับคนโง่ว่ามีกิริยาอาการไม่แตกต่างกัน

กบน้อยพอได้กระโดดขึ้นไปอยู่บนโขดหินริมตลิ่ง ก็ยืดอกทำท่าทางอาจประดุจว่าตนนั่นแหละเป็นพญาสีหราช ดูยิ่งใหญ่กว่าสัตว์ทั่วหล้า พลันกาบินโฉบเฉี่ยวลงมาหมายปลงชีวิต ก็รีบหมอบราบลงกับพื้นเพื่อให้รอดพ้นจากกรงเล็บและจะงอยปากของกา เมื่อเห็นท่าจะไม่รอดแน่ จึงได้แต่ร้องอย่างน่าสมเพชว่า "แอ็บ แอ็บ" (ตายแน่ ตายแน่)

คนโง่ก็เหมือนกัน พอได้เป็นหัวหน้า มีคนยกย่องหน่อย ก็หลงผิด คิดว่าตนเป็นใหญ่ เป็นผู้นำ เป็นบัณฑิต เป็นผู้รอบรู้ เมื่อถูกนักปราชญ์สอบถาม ก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เอ้อ ๆ อ้า ๆ ไม่สามารถจะกล่าวคำใด ๆ ได้

๓๔. นักปราชญ์มีหลายระดับ

มณฺฑูเกปิ อุเกฺร สีเห สูกเรปิ อุเภ ทีเป พิฬาเร สทิเส พฺยคฺเฆ สพฺพธีเร สิปฺปสเม ฯ

กบไม่อาจเทียบเท่าราชสีห์ สุกรไม่อาจเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แมวไม่อาจตีตนเสมอพยัคฆ์ นักปราชญ์ก็มิใช่จะมีปัญญาเท่าเทียมกัน

ขึ้นชื่อว่ากบ ต่อให้รูปร่างใหญ่โตสักปานใด ก็มิอาจจะเทียบได้กับราชสีห์ กบไม่มีส่วนใดจะเทียบราชสีห์ได้เลย เสียงของกบไม่เพียงแต่ไม่มีอำนาจเท่านั้น กลับเรียกสัตว์อื่นที่ชอบกินกบเป็นอาหาร มาคร่าชีวิตของตนอีกด้วย ส่วนราชสีห์เป็นสัตว์เจ้าป่า เสียงมีอำนาจสามารถสยบสัตว์อื่นได้

สุกรแม้จะมีจะงอยปากที่แข็งแกร่งสามารถขุดคุ้ยแผ่นดินให้กระจุยกระจายได้ ก็อย่าเข้าใจผิดคิดว่าสุกรจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

แมวแม้จะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับเสือ แต่ก็มีความสามารถไม่เท่าเทียมเสือ สัตว์ป่าทั้งหลายแม้จะกลัวเสือแต่มิใช่จะกลัวแมว

ขึ้นชื่อว่านักปราชญ์ในโลกนี้ก็มีหลายระดับ นักปราชญ์ในหมู่ฤๅษีก็มี นักปราชญ์ในหมู่สมณพราหมณ์ก็มี นักปราชญ์ของชาวโลกก็มี นักปราชญ์ของผู้แสวงหาทางหลุดพ้นจากโลกก็มี พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าประเสริฐยิ่งกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย

๓๕. ๔ ชนิดของความไม่รู้จักอิ่ม

น ติตฺติ ราชา ธนมฺหิ ปณฺฑิโตปิ สุภาสิเต จกฺขุปิ ปิยทสฺสเน ชเล สาคโร น ติตฺติ ฯ

พระราชาย่อมไม่อิ่มในราชทรัพย์ บัณฑิตย่อมไม่อิ่มในสุภาษิต จักษุย่อมไม่อิ่มในการดูรูปที่น่ารัก สาครก็ย่อมไม่อิ่มในน้ำ

ความอยากไม่รู้จักอิ่มมี ๔ ประเภท คือ

  1. พระราชา แม้จะมีพระราชทรัพย์มากอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทรงอิ่มในทรัพย์ ใช้ราชอาชญาริบเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของพระองค์ก็มี เก็บภาษีอากรจากรายได้ของประชาชนก็มี ยกทัพไปตีหัวเมืองอื่นเอามาไว้ในเขตปกครองก็มี

  2. บัณฑิต แม้จะเป็นพหูสูต ได้สดับรับฟังคำที่เป็นสุภาษิตมามาก แต่ก็ปรารถนาฟังคำที่เป็นสุภาษิตอีก ไม่รู้จักอิ่มต่อการฟังคำสุภาษิต เพราะบัณฑิตรังเกียจคำที่เป็นทุภาษิต ชื่นชอบคำที่เป็นสุภาษิต

  3. ดวงตา แม้จะเห็นรูปที่สวยงามมามาก ก็ยังไม่อิ่มเอมในการเห็นรูปที่สวยงาม ยังสอดส่ายสายตามองหารูปที่งามที่สุดเรื่อยไป

  4. มหาสมุทร เช่นกัน แม้จะมีน้ำปริมาณมากอยู่แล้วก็ตาม ก็ยังสามารถรับกระแสน้ำที่ไหลมาจากที่ต่าง ๆ ได้อีก ไม่รู้จักอิ่มเต็ม

๓๖. คนสวย-รวย-ตระกูลดี แต่ไร้วิชา = ดอกทองกวาวไร้กลิ่น

รูปโยพฺพนสมฺปนฺนา วิสาลกุลสมฺภวา วิชฺชา หีนา น โสภนฺติ นิคนฺธา อิว กึสุกา ฯ

คนที่มีรูปงามและยังหนุ่มแน่น ทั้งเกิดในตระกูลมั่งคั่ง แต่ไร้วิชาความรู้ ย่อมไม่งาม เหมือนดอกทองกวาวแม้จะงามแต่ก็ไม่หอม

ผู้เกิดในตระกูลสูงศักดิ์ เพียบพร้อมด้วยทรัพย์ศฤงคาร มีความสุขสะดวกสบาย ได้ทุกอย่างตามปรารถนา ไม่เคยทุกข์ยากลำบาก กิจใดที่ผู้อื่นทุกข์ทำเพื่อให้ตนพ้นจากทุกข์ กิจนั้นก็ไม่มี กิจใดที่ผู้ปรารถนาความสุขทำเพื่อให้ได้ความสุข กิจนั้นก็ไม่มี จึงไม่เคยดิ้นรนพยายามให้พ้นจากความลำบาก เอาแต่หาความสุขใส่ตัว เอาแต่เที่ยวเตร่เฮฮา ไม่แสวงหาศิลปวิทยา ไม่ยินดีต่อการเข้าหาบัณฑิต อาศัยแต่บารมีผู้ใหญ่คุ้มหัว ซึ่งเป็นทางไปสู่ความเสื่อม

มารดาบิดาผู้เคยได้รับการฝึกฝนอบรมมาดี เห็นเยาวชนกำลังหลงระเริง เดินไปสู่ทางแห่งความเสื่อม จึงได้กล่าวสอนไว้เป็นนีติธรรมว่า

"แม้จะมีรูปงาม ยังหนุ่มแน่น มีฐานะมั่งคั่งก็ตาม หากไม่มีวิชาความรู้ ย่อมไม่สง่างามในที่ประชุมชน เหมือนดอกทองกวาว แม้จะมีสีสรรสดใสสวยงาม แต่ไร้กลิ่นหอมจรุงใจ จึงไม่เป็นที่นิยมชมชอบของผู้คน"

๓๗. ลูกของคนต่ำศักดิ์ก็เป็นใหญ่ได้

หีนปุตฺโต ราชามจฺโจ พาลปุตฺโต จ ปณฺฑิโต อธนสฺส ธนํ พหุ ปุริสานํ น มญฺญถ ฯ

บุตรของคนต่ำศักดิ์อาจได้เป็นราชอำมาตย์ บุตรของคนโง่อาจได้เป็นบัณฑิต บุตรของคนจนอาจได้เป็นเศรษฐี จึงไม่ควรดูหมิ่นกัน

เกิดเป็นมนุษย์ ทุกคนล้วนมีศีล ๕ ซึ่งเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานเหมือนกัน แม้กรรมที่เคยทำมาในอดีตจะส่งผลจำแนกให้สัตว์ยิ่งหย่อนกว่ากันก็จริง แต่ก็เป็นกรรมเก่า กรรมใหม่ที่กำลังทำในปัจจุบันจะส่งผลให้ในวันข้างหน้า หากเป็นกรรมดีก็จะส่งผลไปในทางดี หากเป็นกรรมชั่วก็จะส่งผลไปในทางชั่ว

ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นนายเสวยอยู่บางทีกรรมที่ไม่ดีก็อย่างพึ่งดูหมิ่น เพราะถ้าเขารู้จักทำกรรมดีในวันนี้ เขาก็ได้รับผลดีในวันหน้า แม้แต่บุตรของผู้ต่ำศักดิ์หากมีความรู้ความสามารถก็จักได้เป็นราชอำมาตย์ผู้สูงศักดิ์ บุตรของคนโง่หากขยันหมั่นเพียรเล่าเรียนศิลปศาสตร์แขนงต่าง ๆ ก็จักได้เป็นราชบัณฑิต บุตรของคนยากไร้อนาถา หากขยันหาทรัพย์โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย อดออมถนอมไว้ใช้จ่ายยามจำเป็น ก็จักได้เป็นมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่ง

ดังนั้น จึงไม่ควรดูหมิ่นว่าเขาต่ำศักดิ์ โง่เขลา หรืออยากจน

๓๘. ศิษย์ไม่นำความรู้ไปใช้ = คนใบ้

โย สิสฺโส สิปฺปโลเภน พหุํ คณฺหาติ ตํ สิปฺปํ มูโคว สุปินํ ปสฺสํ กเถตุมฺปิ น อุสฺสเห ฯ

ศิษย์ใดเรียนศิลปวิทยามามากด้วยความโลภ แต่มิอาจกล่าวอธิบายให้ใครฟังได้ ก็เป็นเช่นคนใบ้ไม่สามารถแก้ความฝันได้ ฉะนั้น

ศิลปวิทยาทุกแขนงย่อมเกื้อกูลต่อผู้เรียน แต่ไม่ได้หมายความว่าคนเราต้องเรียนศิลปวิทยาให้ครบทุกแขนง จึงจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่เข้าใจว่า เรียนศิลปวิทยาได้หลายแขนงเท่าไรก็ยิ่งเกื้อกูลประโยชน์ได้มากเท่านั้น จึงเรียนเอาศิลปะด้วยความโลภ เรียนทุกแขนง เรียนกับทุกอาจารย์ เรียนทุกสถานที่ ที่ทุกเวลาที่สามารถเรียนได้ เอาแต่เรียนถ่ายเดียว เรียนจบรอบนี้ก็รีบไปเรียนรอบอื่นอีก แม้จะเรียนมากเท่าไรก็ตาม หากไม่มีเวลาพิจารณา ไม่มีเวลาทบทวน ไม่ได้ท่องบ่นสาธยายและทรงจำไว้ เมื่อถึงคราวจะต้องนำมาใช้ประโยชน์ ศิลปวิทยาจำนวนมากนั้นก็ถูกลืมเลือนใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เปรียบเหมือนคนใบ้ฝัน เห็นสิ่งใดแล้ว ก็มิอาจนำมาบอกเล่าให้ใครฟังได้ เพราะความฝันนั้นก็เลือนลาง ทั้งตัวเองก็เป็นใบ้ อยากจะเล่าก็ไม่สามารถอธิบายให้ใครฟังได้ จึงพูดแต่คำว่า "แบะ แบ๊ะ"

๓๙. ครูทุบศิษย์เพื่อให้เจริญ

น ภิสฺเชตุํ กุมฺภกาโร โสเภตุํ กุมฺภํ ฆฏฺฏติ น ขิเปตุํ อปาเยสุ สิสฺสานํ วุฑฺฒิการณา ฯ

ช่างหม้อมิได้ทุบตีหม้อเพื่อให้แตกร้าว แต่ตีมุ่งให้สวยงาม ครูมิได้เคี่ยมตีศิษย์เพื่อให้ตกระกำลำบาก แต่เพื่อให้เจริญก้าวหน้า

ช่างปั้นหม้อผู้ฉลาดสามารถ กว่าจะปั้นหม้อให้ดี สวยงาม น่าใช้สอย ต้องตาต้องใจของผู้พบเห็น เป็นที่ปรารถนาของผู้ต้องการทั้งหลายนั้น ช่างหม้อจะต้องมีศิลปะ มีความพิถีพิถัน ละเอียดอ่อน ประณีต กว่าจะปั้นหม้อให้ขึ้นรูปทรงได้ จะต้องนวดดินให้ดีที่ ต้องทุบตีในเวลาที่ควรทุบตี ใช้น้ำลูบในเวลาที่ควรใช้น้ำลูบ ใจจดจ่อด้วยตั้งใจว่าจะให้หม้อใบนั้นมีรูปทรงที่สวยงามเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป ว่าว่าช่างหม้อตีหม้อเพื่อให้แตกร้าว เพื่อจะทำลายก็หาไม่ ช่างหม้อย่อมเข้าใจดีว่า ยิ่งทุบยิ่งตีเท่าไร ก็ยิ่งงดงามเท่านั้น

ข้อนี้ฉันใด บัณฑิตก็ฉันนั้น ท่านสะท้อนความรู้สึกในความรัก ความห่วงใย ความปรารถนาดี หวังต่อความเจริญก้าวหน้าของศิษย์ จึงชี้ข้อบกพร่องในเวลาที่ควรชี้ ชื่นชมให้กำลังใจในเวลาที่ควรชื่นชม แนะนำสั่งสอนในเวลาที่ควรแนะนำสั่งสอน ด้วยหวังว่าศิษย์จะมีความเจริญก้าวหน้าในกาลต่อไป

๔๐. คบบัณฑิต = ใบไม้ห่อกฤษณา

ตครญฺจ ปลาเสน โย นโร อุปนยฺหติ ปตฺตาปิ สุรภิ วายนฺติ เอวํ ธีรูปเสวนา ฯ

ผู้ใดนำเอาใบไม้ไปห่อกฤษณา แม้ใบไม้ก็ย่อมหอมฟุ้งไปด้วย เช่นเดียวกับการสมาคมกับนักปราชญ์ ย่อมทำให้ผู้นั้นมีความรู้ไปด้วย

โลกนีติบทสุดท้ายในหมวดบัณฑิตนี้ ท่านให้ความสำคัญในการคบหากับนักปราชญ์มาก เพราะจะเกื้อกูลประโยชน์มิใช่น้อย จึงแสดงด้วยอุปมา

ใครก็ตาม นำเอาใบไม้ชนิดใด ๆ ไปห่อกฤษณาซึ่งมีกลิ่นหอมสดชื่นใจ ใบไม้ชนิดนั้น ๆ ย่อมติดกลิ่นหอมของกฤษณา ทำให้มีกลิ่นหอมไปด้วย ฉันใด

กุลบุตรกุลธิดาในโลกนี้ ใครรู้จักคบหานักปราชญ์ราชบัณฑิต น้อมรับคำแนะนำสั่งสอนของท่าน ชื่นชอบคำสุภาษิตของบัณฑิต ผู้นั้นย่อมได้ความรู้ มีปฏิปทางดงามเช่นบัณฑิต ฉันนั้น

การคบบัณฑิต จึงเกื้อกูลประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ปณฺฑิตกณฺโฑ นิฏฺฐิโต ฯ

(จบหมวดบัณฑิต)