วัดจุฬามณี
ธรรมนีติ

กตกณฺฑ — หมวดว่าด้วยสิ่งที่บัณฑิตพึงทำ

ธรรมนีติ · 32 คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

๑๙๖. ทิศแห่งการนอน (ตามคติโบราณ)

ปุพฺพสิโรสิ เมธาวี ทีฆายุ ทกฺขิณํ สิโร ปจฺฉิโม จิตฺตสนฺโตสิ มรณํ อุตฺตโร ภเว ฯ

นอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันออกจะมีปัญญา หันไปทางทิศใต้จะมีอายุยืน หันไปทางทิศตะวันตกจะมีจิตสงบ ส่วนหันไปทางทิศเหนืออาจถึงแก่ความตาย

ตามคติโบราณ การนอนหันศีรษะไปทางตะวันออกส่งเสริมปัญญา สอดคล้องกับดวงอาทิตย์ขึ้นและความเข้าใจใหม่ ทิศใต้สัมพันธ์กับอายุยืนและแดนพญายม สื่อการวางตัวด้วยความเคารพอันป้องกันการถูกพรากชีวิต ทิศตะวันตกอันเป็นทิศอาทิตย์ตก นำสู่จิตอันสงบนิ่ง ส่วนทิศเหนือถูกเตือนว่าอาจนำสู่ความตาย เพราะไม่พึงหันเท้าชี้ไปทางพญายมโดยไม่เคารพ (เป็นคติความเชื่อ มิใช่ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์)

๑๙๗. ทิศแห่งการบริโภค (ตามคติโบราณ)

อายุมา ปาจีนํ มูขํ ธนวา ทกฺขิณํ ภเว ปจฺฉิมํ ยสสฺสี ภุญฺเช โน ภุญฺเช อุตฺตรํ มุขํ ฯ

พึงบริโภคหันหน้าไปทางตะวันออกเพื่ออายุยืน หันไปทางทิศใต้เพื่อทรัพย์ หันไปทางตะวันตกเพื่อยศ แต่ไม่พึงบริโภคหันหน้าไปทางทิศเหนือ

ตามคติโบราณ การหันหน้าไปทางตะวันออกขณะบริโภคเชื่อว่าส่งเสริมอายุยืน เชื่อมโยงกับดวงอาทิตย์ที่ให้ชีวิต หันไปทางใต้เชิญทรัพย์ เพราะเป็นทิศของบรรพบุรุษผู้ให้พร หันไปทางตะวันตกนำยศอันยั่งยืน ข้อห้ามหันไปทางเหนือตอกย้ำว่าเป็นทิศไม่เป็นมงคลสำหรับกิจสำคัญ คาถาเหล่านี้เน้นการวางท่าทางอย่างมีสติ แม้กิจวัตรประจำวันก็พึงทำด้วยความตั้งใจ (พึงเข้าใจในฐานะคติความเชื่อตามจารีต)

๑๙๘. กิจหลังบริโภคเพื่อสุขภาพ

ภุตฺวา นิสีทนํ ถูลํ ติฏฺฐนฺโต พลวฑฺฒโน อายุมา จงฺกโม สิยา ธาวนฺโต โรควชฺชิโต ฯ

หลังบริโภค การนั่งทำให้อ้วน การยืนเพิ่มกำลัง การเดินเพิ่มอายุ การวิ่งเหยาะ ๆ ป้องกันโรค

คาถานี้แสดงลำดับของกิจกรรม คือ การนั่งอยู่นำสู่ความอ้วน การยืนเพิ่มกำลังกาย การเดินส่งเสริมอายุยืน และการวิ่งเหยาะ ๆ ป้องกันโรค สะท้อนความเข้าใจที่ดีเรื่องเมแทบอลิซึมและการย่อยอาหาร คือกิจกรรมหลังมื้ออาหารที่มากขึ้นสัมพันธ์กับสุขภาพที่ดีขึ้น คำแนะนำไล่จากการอยู่เฉยไปสู่การเคลื่อนไหวมาก สนับสนุนการลงมือทำมากกว่าความเฉื่อยชา ยกย่องความกระฉับกระเฉงของกายว่าเป็นรากฐานของชีวิตที่ประสบความสำเร็จ

๑๙๙. ผู้ไม่หวั่นร้อนหนาว ย่อมไม่เสื่อมจากสุข

โย จ สีตญฺจ อุณฺหญฺจ ติณา ภิยฺโย น มญฺญติ กรํ ปุริสกิจฺจานิ โส สุขา น วิหายติ ฯ

ผู้ใดถือว่าความหนาวและความร้อนไม่ยิ่งไปกว่าหญ้า (ไม่สำคัญ) ขณะทำกิจของลูกผู้ชาย ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากความสุข

ผู้ที่ถือความหนาวร้อนอันสุดขั้วว่าไม่สำคัญเท่าหญ้า ย่อมมีอุเบกขา ไม่ทุกข์ร้อนกับสภาพภายนอกที่รบกวนคนทั่วไป ที่สำคัญกว่าคือความหนักแน่นนี้ประกอบกับความขยันในการทำหน้าที่ของตน การผสานความวางเฉยต่อความไม่สบายภายในกับความผูกพันต่อความรับผิดชอบภายนอก ทำให้คนเช่นนั้นไม่เสื่อมจากความสุข ความสุขของเขาเป็นภายในและมั่นคง หยั่งรากในคุณธรรมและหน้าที่ ไม่ขึ้นกับดินฟ้าอากาศของสถานการณ์ที่ผันแปร

๒๐๐. รับเอาสิ่งดีแม้จากแหล่งที่ด้อย

วิสมฺหามตมาเทยฺย อสุทฺธมฺหา ปิ กญฺจนํ นีจมฺหา ปฺยุตฺตมา วิชฺชํ รตนถี ปิ ทุกฺกุลา ฯ

พึงรับเอาน้ำอมฤตแม้จากยาพิษ รับเอาทองแม้จากของไม่บริสุทธิ์ รับเอาวิชาอันสูงแม้จากคนต่ำต้อย และรับเอาหญิงดุจแก้วแม้จากตระกูลยากจน

พึงดึงน้ำอมฤตคือปัญญาแม้จากแหล่งอันเป็นพิษหรือเป็นปฏิปักษ์ พึงสกัดทองบริสุทธิ์แม้จากแร่ที่ไม่บริสุทธิ์ พึงรับวิชาที่แท้แม้จากครูที่มีฐานะทางสังคมต่ำ พึงรู้จักหญิงดุจแก้วแม้นางมาจากตระกูลยากจน แก่นสารมีค่ายิ่งกว่าภาชนะที่ห่อหุ้ม นี่คือคำสอนต้านอคติและให้ประเมินด้วยสายตาที่กระจ่าง คุณค่าที่แท้มักซ่อนอยู่ภายในเปลือกนอกที่ไม่น่าดู

๒๐๑. ผู้ล่วงรู้ความลับ มีอำนาจเหนือเรา

คุยฺหมตฺถมสมฺพุทฺธํ สมฺโพธยติ โย นโร มนฺตเภทภยา ตสฺส ทาสภูโต ติติกฺขติ ฯ

ผู้ใดล่วงรู้ความลับที่ไม่ควรให้ผู้อื่นรู้ เพราะกลัวความลับรั่วไหล เราก็ต้องทนต่อเขาดุจเป็นทาส

คาถานี้เตือนถึงอำนาจอันตรายที่อยู่ในมือผู้ล่วงรู้ความบกพร่องหรือจุดอ่อนที่ซ่อนเร้นของเรา ผู้ที่รู้เรื่องอันควรปกปิด ย่อมได้อำนาจเหนือเราในรูปแบบหนึ่ง เราจึงกลายเป็นดุจทาสต่อหน้าเขา เพราะเขารู้ความลับลึกที่สุดของเรา จำต้องทนต่อการมีอยู่หรือแม้ความหยาบหยามของเขาดุจทาสจำต้องทน คาถาชี้ภัยของการมีความลับน่าอับอายและความเปราะบางที่มันสร้างขึ้น ทำให้ตกเป็นเหยื่อของการแบล็กเมล์

๒๐๒. อดกลั้นแม้คำข่มขู่ของทาส ยามอยู่อย่างไม่เปิดเผย

อญฺญาตวาสํ วสโต ชาตเวทสเมน ปิ ขมิตพฺพํ สปญฺเญน อปิ ทาสสฺส ตชฺชิตํ ฯ

ผู้มีปัญญาเมื่ออยู่อย่างไม่เปิดเผยตน (ในถิ่นแปลกหน้า) แม้มีอารมณ์ร้อนแรงดุจไฟ ก็พึงอดกลั้นแม้คำข่มขู่ของทาส

หากอยู่อย่างเก็บตัวหรือในถิ่นแปลกหน้า การรักษาความสงบเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ฉะนั้นแม้ทาสหรือผู้มีฐานะต่ำกลายเป็นผู้คุกคามหรือก้าวร้าว ผู้มีปัญญาก็พึงให้อภัยและอดทน เหตุผลคือความสมจริง การตอบโต้การยั่วยุเช่นนั้นอาจทำลายความสงบ ดึงความสนใจที่ไม่พึงปรารถนา หรือทำเรื่องเล็กให้บานปลาย ปัญญาในที่นี้คือการระงับมานะเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า เช่น ความปลอดภัยและการไม่เป็นที่รู้จัก

๒๐๓. ในกิจการทางโลก พึงละความเขินอาย

ธนธญฺญปโยเคสุ ตถา วิชฺชาคเมสุ จ ทูเต จ พฺยวหาเรสุ จตฺตลชฺโช สทา ภเว ฯ

ในเรื่องทรัพย์ ข้าวเปลือก และการค้า เช่นเดียวกับในการเล่าเรียนวิชาและจารีต ในการส่งข่าวและการพาณิชย์ พึงเป็นผู้ละความเขินอายเสมอ

ในเรื่องทรัพย์ ข้าว การค้า การเรียนวิชา การรับจารีต การส่งข่าว และการพาณิชย์ ต้องตรงไปตรงมา หนักแน่น และชัดเจน ความลังเลด้วยความเขินอายที่ไม่จำเป็นอาจนำสู่การตกลงที่เสียเปรียบ ความเข้าใจเงื่อนไขที่ผิด หรือการพลาดโอกาส ทั้งธุรกิจและการศึกษาต้องอาศัยความกล้าในการต่อรอง การไต่ถาม และการทำธุรกรรม เป็นการเรียกร้องความเด็ดเดี่ยวเชิงปฏิบัติที่จำเป็นต่อการจัดการกิจการทางโลกอย่างมีประสิทธิภาพ

๒๐๔. ทำงานพึงเหลือไว้บ้าง

น หิ โกจิ กเต กิจฺเจ กตฺตารํ สมเปกฺขเต ตสฺมา สพฺพานิ กมฺมานิ สาวเสสานิ การเย ฯ

เมื่อกิจสำเร็จแล้ว ไม่มีใครมองหาผู้ทำ เพราะฉะนั้นในการงานทั้งปวง พึงทำให้เหลือไว้บ้าง

เมื่องานสำเร็จสมบูรณ์ ผู้คนก็เพียงเสพผลและเลิกคิดถึงผู้ทำ เพราะฉะนั้นพึงทำงานให้เหลือค้างไว้เล็กน้อยเสมอ เป็นการประกันว่าการมีอยู่ของเรายังจำเป็น และยังถูกต้องการให้ทำงานนั้นต่อ เป็นกลยุทธ์เพื่อความมั่นคงในหน้าที่และการรักษาความได้เปรียบ เตือนมิให้ทำตนเป็นคนที่ทดแทนได้ทันทีด้วยการส่งมอบงานที่เสร็จสมบูรณ์ทุกอย่าง (เป็นอุบายเชิงโลก พึงพิจารณาประยุกต์ตามความเหมาะสม)

๒๐๕. กำจัดศัตรูด้วยศัตรู

อุปการํ หิ เตเนว สตฺตุนา สตฺตุมุทฺธเร ปาทลคฺคํ กรฏฺเฐน กณฺฑเกเนว กณฺฑกํ ฯ

พึงกำจัดศัตรูด้วยอาศัยศัตรู (อีกฝ่าย) เหมือนบ่งหนามที่ตำเท้าด้วยหนามที่ถืออยู่ในมือ

พึงกำจัดศัตรูด้วยอาศัยความช่วยเหลือของศัตรูอีกราย ให้ทั้งสองฝ่ายขัดกันเอง อุปมาตรงไปตรงมาและใช้ได้จริงคือ หนามที่ตำเท้าย่อมบ่งออกได้ดีด้วยหนามอีกอันที่ถือในมือ นี่เป็นบทเรียนเรื่องอุบายเชิงปฏิบัติ มิใช่จริยศาสตร์ ยอมรับว่าในความขัดแย้ง บางครั้งต้องใช้วิธีที่แข็งกร้าวหรือไม่น่าพิสมัยเพื่อบรรลุเป้าหมายที่จำเป็น เปลี่ยนธรรมชาติของปัญหาให้เป็นทางแก้ของมันเอง

๒๐๖. ตอบแทนตามที่เขาปฏิบัติต่อเรา

นเม นมนฺตสฺส ภเช ภชนฺตํ กิจฺจานิกุพฺพสฺส กเรยฺย กิจฺจํ นานตฺถกามสฺส กเรยฺย อตฺถํ อสมฺภชนฺตํ ปิ น สมฺภเชยฺย ฯ

พึงนอบน้อมต่อผู้ที่นอบน้อม คบผู้ที่คบเรา ทำกิจให้แก่ผู้ที่ทำกิจให้เรา แต่ไม่จำต้องทำประโยชน์ให้ผู้ที่ปรารถนาร้ายต่อเรา และไม่จำต้องคบผู้ที่ไม่คบเราตอบ

พึงนอบน้อมต่อผู้ที่นอบน้อม คบผู้ที่คบเรา ทำหน้าที่ตอบแก่ผู้ที่ทำหน้าที่ต่อเรา แต่ไม่ต้องรู้สึกผูกมัดที่จะทำประโยชน์ให้ผู้ปรารถนาร้าย บาทสุดท้ายขยายหลักการว่า ไม่จำเป็นต้องคบผู้ที่ไม่ตอบแทนการคบหา นี่มิใช่การเรียกร้องความเห็นแก่ตัว แต่เป็นการลงทุนพลังทางสังคมและศีลธรรมอย่างมีปัญญา ความสัมพันธ์ควรเป็นไปทั้งสองทาง ความพยายามฝ่ายเดียวย่อมไร้ผล

๒๐๗. ละทิ้งผู้ที่ละทิ้งเรา ดุจนกหาต้นไม้ใหม่

จเช จชนฺตํ สิเนหํ น กิริยา อเปตจิตฺเตน น สมฺภเชยฺย ทิโช ว ทุมํ ขีณผลํ ญตฺวา อญฺญํ อเปกฺเขยฺย มหา หิ โลโก ฯ

พึงละทิ้งผู้ที่ละทิ้งเรา โดยไม่อาลัย ไม่พึงผูกใจรักผู้ที่ปราศจากความคิดถึงเรา ดุจนกที่รู้ว่าต้นไม้สิ้นผลแล้ว ก็มองหาต้นอื่น เพราะโลกนี้กว้างใหญ่นัก

หากใครละทิ้งเรา เราก็พึงละทิ้งเขาตอบโดยไม่ยึดติดหรืออาลัยอาวรณ์ อย่ารักษาความรักใคร่ต่อผู้ที่ไม่เหลือความคิดถึงเราแล้ว นกที่รู้ว่าต้นไม้หมดผลย่อมบินไปหาต้นอื่นอย่างฉลาด โลกนี้กว้างใหญ่ และโอกาสแห่งความสัมพันธ์ที่ให้ผลมีอยู่มากมาย คาถานี้สอนปัญญาแห่งการไม่ยึดติดกับความสัมพันธ์ที่ไร้ผล และความกล้าที่จะแสวงหาที่ทางใหม่ในการเติบโตเมื่อที่เดิมหมดสิ้นแล้ว

๒๐๘. สละส่วนน้อยเพื่อส่วนใหญ่

จเช เอกํ กุลสฺสตฺถํ คามสฺสตฺถํ กุลํ จเช คามํ ชนปทสฺสตฺถํ อตฺตตฺถํ ปถวึ จเช ฯ

พึงสละคนหนึ่งเพื่อประโยชน์ของตระกูล สละตระกูลเพื่อประโยชน์ของหมู่บ้าน สละหมู่บ้านเพื่อประโยชน์ของแว่นแคว้น และสละทั้งแผ่นดินเพื่อประโยชน์ (ทางธรรม) ของตน

พึงสละบุคคลหนึ่งเพื่อสวัสดิภาพของทั้งตระกูล สละตระกูลเพื่อความอยู่รอดของหมู่บ้าน สละหมู่บ้านเพื่อความมั่นคงของทั้งแว่นแคว้น และสุดท้ายพึงพร้อมสละทั้งโลกเพื่อประโยชน์ที่แท้จริงของตน อันหมายถึงความหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ การคำนวณนี้ว่าด้วยขนาดของความรับผิดชอบ เป็นเหตุผลรองรับการเลือกที่ยากเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ จบลงที่คุณค่าสูงสุดคือเป้าหมายทางธรรมขั้นสูงสุดของตนเหนือความผูกพันทางโลกทั้งปวง

๒๐๙. สละทรัพย์ อวัยวะ ชีวิต เพื่อธรรม

ธนํ จเช องฺควรสฺส เหตุ องฺคํ จเช ชีวิตํ รกฺขมาโน ธนํ องฺคํ ชีวิตญฺจาปิ สพฺพํ จเช นโร ธมฺมมนุสฺสรนฺโต ฯ

พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต แต่เพื่อธรรม คนพึงสละได้ทั้งหมด ทั้งทรัพย์ อวัยวะ และชีวิต โดยระลึกถึงธรรม

พึงพร้อมสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะไว้ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต แต่เพื่อธรรมอันเป็นสัจจะและทางสู่ความหลุดพ้น พึงพร้อมสละทั้งสามอย่างคือ ทรัพย์ อวัยวะ และแม้ชีวิต ธรรมมีค่ายิ่งกว่าการดำรงอยู่ทางกายภาพ คาถานี้สะท้อนอุดมคติสูงสุดของทางพุทธ ที่การรักษาความยึดมั่นในสัจจะและคุณธรรมเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด แม้ต้องแลกด้วยทุกสิ่งทางโลก

๒๑๐. ชีวิตสั้นลงทุกวัน อย่าประมาท

อหา คจฺฉนฺติ หายนฺตา สตฺตานมิห ชีวิตํ ตสฺมา หิ มา ปมตฺตตฺตํ คจฺฉนฺตุ ชินสาสเน ฯ

ชีวิตของสัตว์ในโลกนี้ย่อมล่วงไปและร่อยหรอลงไปทุกวัน เพราะฉะนั้นอย่าได้ประมาท จงเข้าถึงคำสอนของพระชินเจ้าเถิด

อายุของสัตว์ทั้งปวงล่วงไปอยู่เสมอ ร่อยหรอลงสู่ความตายในทุกขณะ เมื่อเป็นความจริงแห่งความไม่เที่ยงที่ปฏิเสธไม่ได้เช่นนี้ จึงไม่พึงประมาท การตอบสนองที่เป็นเหตุเป็นผลและเร่งด่วนอย่างเดียวคือ การเข้าถึงหรือถึงสรณะในคำสอนของพระชินเจ้า เป็นการเรียกร้องให้ลงมือ คือเข้าใจว่าเวลามีน้อยและความตายแน่นอน การผัดผ่อนการปฏิบัติธรรมจึงเป็นความเขลาที่ใหญ่หลวง ทางต้องเดินตั้งแต่บัดนี้

๒๑๑. การยอมรับผิดสมานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น

เอเต ภิยฺโย สมายนฺติ สนฺธิ เตสํ น ชีรติ โย อธิปนฺนํ สหติ โย จ ชานาติ เทสนํ ฯ

คนทั้งสองยิ่งสนิทกันมากขึ้น สายสัมพันธ์ของเขาย่อมไม่เสื่อม คือ ผู้ที่อดทนต่อผู้ทำผิด และผู้ที่เข้าใจ (จุดประสงค์ของ) การสารภาพผิด

เมื่อคนหนึ่งสารภาพผิด และอีกฝ่ายเข้าใจจุดประสงค์ของการสารภาพ คือการให้อภัยและเยียวยา ทั้งสองก็อดทนต่อกันได้ การกระทำนี้ทำให้เขาสนิทกันยิ่งขึ้น และสายสัมพันธ์กลับได้รับการฟื้นฟูแทนที่จะเสื่อมลง สอนว่าความสัมพันธ์มั่นคงได้มิใช่ด้วยความสมบูรณ์แบบ แต่ด้วยความถ่อมตนที่จะยอมรับผิดและปัญญาที่จะให้อภัย เปลี่ยนรอยร้าวให้เป็นโอกาสของความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

๒๑๒. หกสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยง

อคฺคิ อาโป อิตฺถี มุฬฺโห สปฺโป ราชกุลานิ จ ปยตนาปคนฺตพฺพา สชฺชุ ปาณหรานิ ติ ฯ

ไฟ น้ำ สตรี คนพาล งู และราชสกุล หกสิ่งนี้พึงหลีกเลี่ยงด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจคร่าชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

ไฟและน้ำแม้จำเป็นแต่ก็ทำลายได้หากไม่เคารพระวัง สตรี (ในแง่ราคะ) คนพาล งู และราชสกุล ถูกจัดเป็นภัยที่อาจคร่าชีวิตได้เร็ว แต่ละอย่างแทนบ่อเกิดความพินาศ คือ ราคะ ความเขลา พิษ และการเมืองอันซับซ้อน คำแนะนำคือให้รู้เท่าทันภัยที่ฝังอยู่และรักษาระยะห่างด้วยความระแวดระวัง ความอยู่รอดและความสงบขึ้นกับการรู้ว่าสิ่งใดควรเข้าใกล้และสิ่งใดควรหลีกหนี (ในที่นี้ "สตรี" พึงเข้าใจในบริบทการเตือนเรื่องราคะ มิใช่การเหมารวม)

๒๑๓. แม้รู้ดีแล้วก็ยังต้องระวัง

สตฺถํ สุนิจฺฉิตธิยาปิ หิ จินฺตนียํ สาราธิโตปฺยวนิโป ปริสงฺกนีโย หตฺถงฺคตาปิ ยุวตี ปริรกฺขนียา สตฺถาวนีปยุวตีสุ กุโต วสิตฺตํ ฯ

แม้ตำราที่ศึกษาดีและจำได้ขึ้นใจก็ยังต้องพิจารณาทบทวน แม้พระราชาที่ทำให้พอพระทัยแล้วก็ยังต้องระแวง แม้หญิงสาวที่อยู่ในมือแล้วก็ยังต้องระวังรักษา จะมีความเป็นเจ้าของ (ที่แน่นอน) เหนือตำรา พระราชา และหญิงสาวได้อย่างไร?

แม้ตำราที่ศึกษาดีแล้วก็ยังต้องพิจารณาต่อเนื่อง เพราะความเข้าใจลึกซึ้งขึ้นได้ แม้พระราชาที่ทำให้พอพระทัยแล้วก็ยังต้องระวัง เพราะความโปรดปรานอาจเปลี่ยนแปลง แม้ภรรยาสาวในเรือนของตนก็ยังต้องดูแล เพราะความภักดีไม่อาจถือเป็นของแน่นอน คำถามเชิงสำนวนยอมรับว่าการควบคุมหรือความแน่นอนเหนือความรู้ อำนาจ หรือความรักโดยสมบูรณ์เป็นภาพลวง บัณฑิตจึงระแวดระวัง ใคร่ครวญ และไม่ประมาทเลย

๒๑๔. มองให้ทะลุเปลือกนอก

อุสฺสาโห ริปุวา มิตฺตํ อลสฺสํ มิตฺตวา ริปุ วิสํ วิยามตํ วิชฺชา ปมาโทมตวา วิสํ ฯ

ความเพียรแม้ดูเหมือนศัตรู แท้จริงเป็นมิตร ความเกียจคร้านแม้ดูเหมือนมิตร แท้จริงเป็นศัตรู วิชาแม้ดูเหมือนยาพิษ แท้จริงดุจน้ำอมฤต ความประมาทแม้ดูเหมือนน้ำอมฤต แท้จริงเป็นยาพิษ

ความเพียรแท้แม้เรียกร้องและท้าทายดุจศัตรู กลับเป็นพันธมิตรสูงสุด เพราะทำให้บรรลุเป้าหมายและสร้างอุปนิสัย ความเกียจคร้านอันสบายและประจบดุจมิตร กลับเป็นศัตรูทรยศที่กัดกร่อนศักยภาพและเชิญความล้มเหลว วิชาที่แท้แม้ขมและได้มายากดุจยาพิษ คือน้ำอมฤตแห่งปัญญาที่ปลดปล่อย ตรงข้ามกับความประมาทอันหลีกเลี่ยงหน้าที่ที่รู้สึกหวานง่ายดุจน้ำอมฤต กลับเป็นยาพิษร้ายที่ทำลายคุณธรรมและโอกาส วิจารณญาณที่แท้มองทะลุรูปลักษณ์ผิวเผินไปสู่แก่นของสิ่งต่าง ๆ

๒๑๕. แบกศัตรูไว้จนได้เวลา

วเห อมิตฺตํ ขนฺเธน ยาว กาเล อนาคเต ตเมว อาคเต กาเล ภินฺเท กุมฺภํ ว สิลายํ ฯ

พึงแบกศัตรูไว้บนบ่าจนกว่าจะถึงเวลาในภายหน้า ครั้นถึงเวลาอันควร ก็พึงทุบเขาเหมือนทุบหม้อกับแผ่นหิน

พึงอดกลั้นและแม้แสดงการสนับสนุนศัตรูไว้ภายนอกชั่วคราว จนกว่าจะถึงโอกาสอันเหมาะสม สิ่งนี้ต้องอาศัยการบังคับตนและการระงับความโกรธเฉพาะหน้า แต่เมื่อถึงเวลาอันควร คือเมื่อตนได้เปรียบหรือศัตรูเปราะบาง ก็ต้องลงมือด้วยกำลังเด็ดขาดและเด็ดเดี่ยว ทำลายภัยให้สิ้นซากดุจทุบหม้อดินกับหิน เป็นคำสอนเรื่องจังหวะเวลาของความขัดแย้ง คือ อดทนยามอ่อนแอ และโจมตีโดยไม่ลังเลยามเข้มแข็ง (อุบายเชิงโลก พึงพิจารณาตามบริบท)

๒๑๖. ระยะการหลีกเลี่ยงสิ่งอันตราย

สิงฺคินํ ปญฺจหตฺเถน สเตน วาหนํ จเช หตฺถีนนฺตุ สหสฺเสน เทสจาเคน ทุชฺชนํ ฯ

พึงหลีกสัตว์มีเขาในระยะห้าศอก หลีกพาหนะในระยะร้อยศอก หลีกช้างในระยะพันศอก แต่หลีกคนชั่วด้วยการละทิ้งถิ่นไปเลย

สัตว์มีเขาอันตรายเช่นวัวหรือแกะ พึงหลีกเมื่ออยู่ในระยะใกล้ พาหนะที่อาจเป็นภัยพึงหลีกในระยะร้อยศอก ช้างตกมันต้องหลีกในระยะพันศอก แต่สำหรับภัยที่ดื้อรั้นและกัดกร่อนที่สุดคือคนชั่ว วิธีแก้ที่ต้องใช้รุนแรงที่สุด คือต้องละทิ้งทั้งถิ่นหรือเขตนั้นไป ความปลอดภัยที่แท้จากคนเป็นพิษต้องอาศัยการแยกทางภูมิศาสตร์โดยสิ้นเชิง เพราะอิทธิพลของเขาไม่อาจหนีพ้นด้วยเพียงระยะทาง ต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อม

๒๑๗. สรรเสริญใครเมื่อใด

ปจฺจกฺเข ครโว สํเส ปโรกฺเข มิตฺตพนฺธเว กมฺมนฺเต จ ทาสภจฺเจ ปุตฺตทาเร สํเส มเต ฯ

พึงสรรเสริญผู้ควรเคารพต่อหน้า สรรเสริญมิตรญาติ คนงาน และคนรับใช้ลับหลัง ส่วนบุตรและภรรยาพึงสรรเสริญเมื่อล่วงลับแล้ว

ผู้ใหญ่หรือผู้ควรเคารพพึงสรรเสริญต่อหน้าโดยตรง เพราะยืนยันลำดับและส่งเสริมความเมตตาของท่าน ส่วนมิตร ญาติ คนงาน และคนรับใช้ การสรรเสริญได้ผลที่สุดเมื่อกล่าวลับหลังต่อผู้อื่น เพราะสร้างชื่อเสียงและความภักดีโดยอ้อม สุดท้าย บุตรและภรรยาพึงสรรเสริญหลังจากล่วงลับเป็นหลัก เพราะการสรรเสริญหลังความตายเลี่ยงภัยของความหลงตัว และดูจริงใจ ปราศจากการประจบ ทั้งช่วยตอกย้ำมรดกและเกียรติของวงศ์ (เป็นข้อสังเกตเชิงปฏิบัติตามจารีต)

๒๑๘. ห้าสิ่งที่ก่อตัวทีละน้อย

สเน สิปฺปํ สเน ธนํ สเน ปพฺพตมารุเห สเน กาโม จ โกโธ จ อิเม ปญฺจ สเน สเน ฯ

วิชาเกิดทีละน้อย ทรัพย์เกิดทีละน้อย การขึ้นภูเขาทีละน้อย ความกำหนัดและความโกรธก็ก่อตัวทีละน้อย ห้าสิ่งนี้เป็นไปทีละน้อย ๆ

วิชาหรือทักษะต้องเรียนทีละขั้น ทรัพย์ควรสะสมอย่างช้า ๆ มั่นคง ภูเขาปีนทีละก้าว แม้พลังภายในอันรุนแรงเช่นกำหนัดและโกรธก็ควรเข้าใจและรับมือทีละน้อย คือไม่ควรทำตามด้วยความหุนหัน แต่สังเกตและเข้าใจการก่อตัวของมันก่อนตอบสนอง การย้ำคำว่า "ทีละน้อย ๆ" เน้นว่าความสำเร็จและการบังคับตนในกิจใด ๆ เป็นผลของความเพียรสะสมทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง มิใช่การกระโจนอย่างรวบรัดด้วยกำลัง

๒๑๙. ผู้นำมีตาร้อยหูร้อย แต่ก็ยังบอดและหนวก

สตํ จกฺขู สตํ กณฺณา นายกสฺส สุโต สทา ตถา ปิ อนฺธพธิโร เอสา นายกธมฺมตา ฯ

ผู้นำมีตาตั้งร้อย มีหูตั้งร้อย ได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ ถึงกระนั้นก็ยังเหมือนคนตาบอดและหูหนวก นี่คือธรรมดาของความเป็นผู้นำ

พระราชาหรือผู้นำอาจมีตาและหูตั้งร้อย คือเครือข่ายสายลับ อำมาตย์ และผู้รายงานมากมาย จึงอาจเชื่อว่าตนรู้ทุกอย่างเสมอ แต่ถึงมีกลไกเช่นนั้น เขาก็ยังบอดและหนวกโดยพื้นฐาน นี่คือธรรมดาของความเป็นผู้นำ คือไม่มีใครรู้ได้ทุกสิ่ง ข้อมูลถูกกรอง ลำเอียง หรือไม่ครบ แผนการถูกปกปิด ความจริงทั้งหมดยากจะเข้าถึง ผู้นำที่ฉลาดจึงต้องปกครองด้วยความระมัดระวังและถ่อมตน ตระหนักถึงช่องว่างในความรู้ของตน ไม่เข้าใจผิดว่าเครือข่ายข่าวกรองคือความรอบรู้ทุกสิ่ง

๒๒๐. คนเล็กที่สามัคคีกัน เอาชนะยาก

พหูนมปฺปสารานํ สามคฺคิยา ติ ทุชฺชโย ติเณน วฏฺฏเต รชฺชุ เตน นาโค ปิ พชฺฌติ ฯ

คนเล็กน้อยจำนวนมากเมื่อสามัคคีกันก็เอาชนะได้ยาก เชือกถักจากหญ้า (เส้นเล็ก ๆ) แต่ก็ผูกมัดช้างได้

คนจำนวนมากที่ลำพังแล้วไร้ความสำคัญ เมื่อรวมใจกันก็ยากจะเอาชนะอย่างยิ่ง หญ้าเส้นเดียวอ่อนแอ แต่หลายเส้นถักรวมกันเป็นเชือกที่แข็งพอจะมัดช้างใหญ่ได้ คำสอนนี้มีทั้งสำหรับผู้อ่อนแอและผู้แข็งแกร่ง คือ ผู้อ่อนแอต้องรวมตัวกันเพื่อให้ได้พลัง และผู้แข็งแกร่งก็ไม่พึงประมาทพลังหมู่คณะ ไม่ว่าองค์ประกอบแต่ละหน่วยจะดูเล็กน้อยเพียงใด ความสามัคคีเปลี่ยนปริมาณให้เป็นพลังคุณภาพใหม่

๒๒๑. ระงับโกรธและตัณหาด้วยอุปมา

อุปฺปชฺชเต สเจ โกโธ อาวชฺเช กกจูปมํ อุปฺปชฺเช เจ รเส ตณฺหา ปุตฺตมํสูปมํ สเร ฯ

หากความโกรธเกิดขึ้น พึงพิจารณาอุปมาด้วยเลื่อย หากตัณหาในรสเกิดขึ้น พึงระลึกถึงอุปมาด้วยเนื้อบุตร

เมื่อความโกรธเกิดขึ้น พึงพิจารณาอุปมาด้วยเลื่อย (กกจูปมสูตร) ระลึกว่าแม้ถูกเลื่อยตัดเป็นชิ้น ๆ ก็ยังดีกว่าปล่อยใจให้ตกอยู่ในอำนาจความโกรธ เมื่อตัณหาในรสสัมผัสเกิดขึ้น พึงระลึกอุปมาด้วยเนื้อบุตร คือดุจพ่อแม่ที่จำใจกินเนื้อลูกของตนเพื่อข้ามทางกันดาร ย่อมไม่กินด้วยความเพลิดเพลิน พึงเห็นโทษอันน่ารังเกียจของการหมกมุ่นในกาม การพิจารณาเหล่านี้เป็นเครื่องมือดึงสติกลับคืนทันที (อ้างจากกกจูปมสูตรและปุตตมังสสูตร)

๒๒๒. ทานเป็นยา ความตระหนี่เป็นยาพิษ

ทานํ สิเนหเภสชฺชํ มจฺเฉรํ ทูสโนสธํ ทานํ ยสสฺสิเภสชฺชํ มจฺเฉรํ กปโณสธํ ฯ

ทานเป็นยาก่อความรักใคร่ ส่วนความตระหนี่เป็นยา (เสพติด) ของคนชั่ว ทานเป็นยานำเกียรติยศ ส่วนความตระหนี่เป็นยาของคนยากจน

ทานเป็นยาที่ก่อความรักใคร่จากผู้อื่นและนำเกียรติยศ เป็นเครื่องเยียวยาความโดดเดี่ยวและความไร้ชื่อเสียง ตรงข้ามกับความตระหนี่ซึ่งเป็นยาเสพติดที่คนชั่วและคนยากจนโปรดปราน เพราะมันหล่อเลี้ยงความโลภและตอกย้ำความคิดแบบคนจน ความตระหนี่จึงเป็นการเสพติดอันเป็นพิษที่กัดกร่อนอุปนิสัยและประกันความตกต่ำต่อไป ส่วนความเอื้อเฟื้อคือการรักษาที่ดีต่อสุขภาพ หล่อเลี้ยงสายสัมพันธ์ทางสังคมและชื่อเสียงที่ดี

๒๒๓. ปรารถนาสิ่งใด พึงทำเหตุของสิ่งนั้น

ธนมิจฺเฉ วณิชฺเชยฺย สิปฺปมิจฺเฉ พหุสฺสุเต ปุตฺตมิจฺเฉ นาริ กญฺเญ ราชามจฺจํ อิจฺฉาคเต ฯ

ปรารถนาทรัพย์พึงค้าขาย ปรารถนาวิชาพึงเข้าหาผู้เป็นพหูสูต ปรารถนาบุตรพึงมีภรรยา ปรารถนา (สิ่งอื่นยิ่งกว่า) เมื่อเข้าไปแล้ว พึง (ปรึกษา) อำมาตย์ของพระราชา

เป็นตรรกแห่งเหตุและผลโดยตรง คือ หากปรารถนาทรัพย์ ต้องประกอบการค้า หากปรารถนาทักษะหรือความรู้เฉพาะ ต้องคบหาผู้เป็นพหูสูต หากปรารถนาบุตร ต้องมีภรรยา หากปรารถนาสิ่งอื่นยิ่งกว่า พึงเข้าหาและปรึกษาอำมาตย์ของพระราชา ความปรารถนาลำพังไร้ผล แต่ละเป้าหมายมีทางปฏิบัติเฉพาะและเป็นรูปธรรมผูกอยู่ เป็นการเรียกร้องความเพียรเชิงรุกและการปฏิเสธความเพ้อฝันอย่างเฉื่อยชา

๒๒๔. เมล็ดเล็กให้ผลใหญ่ ดุจกรรมดีกรรมชั่ว

มหนฺตํ วฏฺฏรุกฺขาทึ ขุทฺทพีชํ พหุปฺผลํ สกฺขึ กตฺวา อุทิกฺเขยฺย ปุญฺญปาปํ กโร นโร ฯ

ต้นไทรใหญ่เป็นต้น เกิดจากเมล็ดเล็กแต่ให้ผลมากมาย คนผู้ทำกรรมพึงทำสิ่งนี้เป็นพยาน แล้วพิจารณาผลของบุญและบาป

ต้นไม้ใหญ่ออกผลมากมาย ทั้งที่งอกจากเมล็ดเดียวเล็ก ๆ เมื่อเห็นผลอันมหาศาลจากเหตุเล็ก ๆ เช่นนี้แล้ว คนพึงพิจารณาว่าการกระทำของตนก็เป็นดุจเมล็ดพันธุ์ กรรมดีหรือกรรมชั่วเพียงครั้งเดียวอาจให้ผลกว้างไกลตามกาลเวลา ดุจเมล็ดเล็กให้ต้นไม้ใหญ่ การพิจารณานี้มุ่งปลูกฝังความระมัดระวังและเจตนาในทุกการกระทำ เข้าใจว่าแม้กรรมเล็กน้อยก็อาจเติบโตเป็นสุขหรือทุกข์อันยิ่งใหญ่ในอนาคต

๒๒๕. ละความประพฤติต่ำ ตั้งตนในประโยชน์สูงสุด

ครุกาตพฺพโปเสสุ นีจวุตฺตึ กโรติ โย นีจตฺตํ โส ปหนฺตฺวาน อุตฺตมตฺเถ ปติฏฺฐติ ฯ

ผู้ใดประพฤติต่ำต่อบุคคลที่ควรเคารพ ผู้นั้น (พึง) ละความต่ำนั้นเสีย แล้วตั้งตนในประโยชน์อันสูงสุด

หากบุคคลประพฤติต่ำและไม่เคารพต่อผู้ที่ควรเคารพ เขาก็จมลงสู่สภาพอันต่ำเอง แต่มีทางแก้ไข คือต้องละทิ้งความคิดต่ำหรือด้อยนั้นเสียก่อน เมื่อทำได้แล้วจึงตั้งตนในประโยชน์อันสูงสุด อันหมายถึงคุณธรรม ความเคารพ และสัมมาอาชีพ ข้อบกพร่องมิใช่สิ่งถาวร แก้ไขได้ด้วยการละทัศนคติที่ผิดอย่างรู้ตัวและความมุ่งมั่นในความประพฤติที่ถูกต้องในภายหน้า

๒๒๖. เอาชนะใจคนแต่ละจำพวก

อุตฺตมํ ปณิปาเตน สูรํ เภเทน โยชเย หีนํ อปฺปปทาเนน วิกฺกเมน สมํ ชเย ฯ

พึงผูกใจผู้สูงสุดด้วยการนอบน้อม ผูกใจผู้กล้าด้วยการให้เกียรติพิเศษ ผูกใจคนต่ำด้วยของกำนัลเล็กน้อย และเอาชนะผู้เสมอกันด้วยความเพียร

การผูกใจผู้มีฐานะและคุณธรรมสูงสุด ต้องเข้าหาด้วยความถ่อมตนอย่างยิ่ง แสดงด้วยการนอบน้อม ผู้กล้าหรือผู้ถือตัวชนะใจได้ด้วยการให้การยอมรับพิเศษ เกียรติ หรือความโดดเด่นที่ทำให้เขาต่างจากผู้อื่นและสนองความต้องการการยกย่อง คนต่ำหรือคนโลภชนะใจได้ง่ายด้วยของกำนัลเล็กน้อย เพราะแรงจูงใจหลักคือผลได้เฉพาะหน้า สุดท้าย การเอาชนะผู้เสมอกันต้องแสดงความเพียรที่เหนือกว่า

๒๒๗. ปกปิดข้อเสียตน รู้ข้อเสียคนดุจเต่าหดอวัยวะ

นตฺตโทสํ ปโร ชญฺญา ชญฺญา โทสํ ปรสฺส ตุ กุมฺโม คุเห อิวงฺคานิ ปรภาวญฺจ ลกฺขเย ฯ

อย่าให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อเสียของตน พึงเป็นดุจเต่าที่หดอวัยวะเข้ากระดอง แต่พึงรู้ข้อเสียของผู้อื่น และพึงสังเกตธาตุแท้ของผู้อื่น

ไม่พึงให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อบกพร่องของตน พึงรักษามันไว้ดุจเต่าหดอวัยวะเข้ากระดองเพื่อป้องกันตน ขณะเดียวกันพึงรู้เท่าทันข้อเสียและธาตุแท้ของผู้อื่นอย่างเฉียบคม สิ่งนี้มิใช่เพื่อนินทา แต่เพื่อวิจารณญาณและการรักษาตน การรู้จุดอ่อนของผู้อื่นช่วยให้ดำเนินความสัมพันธ์อย่างรอบคอบ ขณะที่การปกปิดจุดอ่อนของตนป้องกันการถูกฉวยโอกาส เป็นกลยุทธ์รักษาความมั่นคงและความได้เปรียบในโลกสังคมอันซับซ้อน

จบ กตกณฺฑ (หมวดว่าด้วยสิ่งที่บัณฑิตพึงทำ) คาถาที่ ๑๙๖–๒๒๗ รวม ๓๒ คาถา