朱拉玛尼寺
โลกนีติ

ปกิณณกกัณฑ์ — หมวดเบ็ดเตล็ด

โลกนีติ · 30 คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

๑๓๘. ผู้ใกล้ชิดสิ่งที่ผิด

อิตฺถิมิสฺเส กุโต สีลํ มํสภกฺเข กุโต ทยา สุราปาเน กุโต สจฺจํ มหาโลเภ กุโต หิรี มหาตนฺเท กุโต สิปฺปํ มหาโกเธ กุโต ธนํ ฯ

ผู้อยู่คลุกคลีกับหญิงจะมีศีลแต่ไหน นักกินเนื้อสัตว์จะมีความเอ็นดูแต่ไหน นักเลงสุราจะมีสัจจะแต่ไหน คนมักโลภจะมียางอายแต่ไหน คนเกียจคร้านจะมีศิลปะแต่ไหน คนขี้โกรธจะมีทรัพย์แต่ไหน

ผู้มีคุณธรรม ดูว่าเป็นแบบอย่างให้สังคม แต่ยามอยู่ใกล้หญิงย่อมเผลอไผล ทำตามความต้องการของหญิงได้ง่าย ทนต่อคำออดอ้อนไม่ได้ เพราะมารยาหญิงมีห้าร้อยเล่มเกวียน แม้สิ่งที่หญิงให้ทำนั้นจะละเมิดต่อศีลธรรมก็ตาม

ผู้ชอบความรุนแรง ชอบล่าสัตว์ จิตใจจึงขาดความเมตตาอ่อนโยน

นักเลงสุรา ขาดสติสัมปชัญญะ วาจาย่อมไม่น่าเชื่อถือ

คนโลภมาก เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ย่อมไม่ละอายในที่ทุกสถาน

คนเกียจคร้าน ไม่หมั่นศึกษาหาความรู้ หาแต่ความสบาย จะมีความรู้ได้อย่างไร

คนขี้โมโหโกรธง่าย ย่อมทำลายทรัพย์ที่มีอยู่ให้ย่อยยับจนหมดสิ้น

๑๓๙. หกเหตุแห่งความเสื่อมทรัพย์

สุราโยโค วิกาโล จ สมชฺชจรณาลสํ ขิฑฺฑาธุตฺโต ปาปมิตฺโต โภคนาสมุขา อิเม ฯ

คนติดสุรา คนชอบเที่ยวกลางคืน คนชอบดูมหรสพ คนเกียจคร้าน คนชอบเล่นการพนัน คนชอบคบคนชั่วเป็นมิตร ล้วนเป็นเหตุเสื่อมทรัพย์ทั้งสิ้น

คนจะเสื่อมทรัพย์ เพราะหลงติดอบายมุขบ้าง เพราะเกียจคร้านมีแต่ใช้จ่ายแต่ไม่ขวนขวายบ้าง เพราะใจใหญ่เกินตัวทุ่มเทให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุบ้าง บัณฑิตท่านเป็นห่วงจึงตักเตือนกุลบุตรกุลธิดาทั้งหลายไว้ว่า

คนติดสุรา ย่อมใช้จ่ายเงินทองโดยมิทันไตร่ตรอง เมาแล้วใจเติบ

คนชอบเที่ยวกลางคืน ย่อมทุ่มเทเงินทองเพื่อหาความสุขสนุกสนาน

คนชอบดูมหรสพ ยอมจ่ายเงินค่าดูบ้าง ให้รางวัลแก่นักแสดงที่ถูกใจบ้าง

คนเกียจคร้านทำการงาน ชอบกินอยู่อย่างดี แต่ไม่ชอบหาทรัพย์ไว้

คนชอบเล่นการพนัน มือเติบ พอมือขึ้นหน่อย ทุ่มเทเล่นจนหมดตัว

คนคบมิตรชั่ว ชักชวนกันไปในทางเสื่อมเสีย หรือหยิบยืมแล้วไม่ยอมใช้คืน

๑๔๐. ระมัดระวังการพูด

ทิวา นาทิกฺขา วตฺตพฺพา รตฺโต นาวจเนน จ สญฺจเรยฺย ภยา ภีโต วเน วนจรี ยถา ฯ

กลางวันยังไม่ทันดูให้รอบคอบไม่ควรนินทาใคร และกลางคืนไม่ทันได้ไต่สวนทวนถามให้ดีเสียก่อนก็ไม่ควรพูดถึงใคร ต้องระมัดระวัง ดุจพรานผู้หวาดระแวงภัย ตระเวนไปในป่า ฉะนั้น

ก่อนจะทำกิจใด ก่อนจะพูดคำใดออกมา ควรไตร่ตรองพินิจพิจารณาให้ดีก่อนว่า อยู่ในสิ่งแวดล้อมอย่างไร เพื่อไม่ให้มีปัญหาตามมาภายหลัง

กลางวัน ไม่ทันหันดูให้รอบคอบ อย่าได้ตำหนิ ติฉิน นินทาใคร เพราะอาจมีใครเดินผ่านไปมาแอบได้ยินคำนั้นเข้า แล้วนำไปเที่ยวโพนทนา

กลางคืน มืดมิด จะพูดอะไรกับใครถึงคนที่สาม ให้คอยระมัดระวัง เพราะใครผ่านไปผ่านมาก็มองไม่เห็น ยิ่งเป็นความลับ ยิ่งต้องระวังให้มากขึ้น

สรุปแล้ว ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน การนินทาคน การพูดถึงคนอื่นในทางเสื่อมเสีย ย่อมไม่ควรทั้งนั้น เพราะหน้าต่างมีหู ประตูมีตา

ดุจพรานไพร ออกไปล่าสัตว์ในป่าใหญ่ ไม่อาจรู้ได้ว่ามีสัตว์ร้ายชนิดใดแอบซุ่มอยู่เพื่อทำร้ายตน จึงค่อย ๆ ย่องด้วยความระมัดระวัง ควรหันมองไปมาให้รอบด้านก่อนค่อยขยับกาย

๑๔๑. คนที่เหมือนตายทั้งเป็น ๕ จำพวก

ชีวนฺตาปิ มตา ปญฺจ พฺยาเสน ปริกิตฺติตา ทุกฺขิโต พฺยาธิโต มุฬฺโห อิณวา นิตฺยเสวโก ฯ

คน ๕ จำพวก คือ คนมีทุกข์ร้อน คนป่วยไข้ คนหลง คนมีหนี้สินล้นตัว ราชเสวกที่รับใช้ใกล้ชิด แม้จะมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายแล้ว (ตายทั้งเป็น)

บุคคลผู้อยู่ในสถานการณ์ลำบาก มี ๕ ประเภท คือ

  1. คนมีความทุกข์ร้อน ย่อมไม่มีอารมณ์อยากได้อยากดีแล้ว มีแต่ความร้อนอกร้อนใจ ลุกลี้ลุกลน ทำอะไรไม่ถูก หงุดหงิด เคร่งเครียด

  2. คนเจ็บป่วย มีความอ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ อยู่อย่างซังกะตาย หดหู่เหี่ยวแห้ง น้อยอกน้อยใจที่ไม่มีใครเหลียวแล

  3. คนหลง ขาดสติสัมปชัญญะ สะดุ้งตกใจ หลงเชื่อคำของคน จนสิ้นเนื้อประดาตัว หวาดหวั่น ระแวงกลัว ไม่กล้าทำอะไร ไม่กล้าตัดสินใจ

  4. คนมีหนี้สินล้นตัว กระวนกระวายใจ กลัวจะถูกฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล ต้องหลบหน้าเจ้าหนี้ นอนเป็นทุกข์

  5. ข้าราชบริพารสนองงานใกล้ชิด ประหวั่นพรั่นพรึงว่า เหนือหัวจะรับสั่งอย่างไร ทั้งระมัดระวัง ประหม่า หวาดกลัว จนทำอะไรไม่ถูก

๑๔๒. การมองเห็นภัยล่วงหน้า

อนาคตํ ภยํ ทิสฺวา ทูรโต ปริวชฺชเย อาคตญฺจ ภยํ ทิสฺวา อภีโต โหติ ปณฺฑิโต ฯ

บัณฑิตเมื่อเห็นภัยตั้งแต่ยังมาไม่ถึง ย่อมหาทางหลบหลีกเสียแต่เนิ่น ๆ เมื่อเห็นภัยมาถึงแล้ว ก็ไม่ครั่นคร้าม

"กันดีกว่าแก้" สำนวนนี้ยังเป็นอมตะ การรู้จักป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดตั้งแต่เนิ่น ๆ ย่อมเป็นผลดี เพราะพลั้งพลาดไปแล้วจะแก้ไขลำบาก

บัณฑิตทั้งหลาย มีความรอบรู้ หมั่นสังเกตสภาวะทางธรรมชาติบ้าง สังเกตผู้คนบ้าง สังเกตดูสัตว์เลี้ยง หรือความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติบ้าง เมื่อเห็นว่าจะมีภัย หรือเห็นภัยจะมาถึง ก็หาทางป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีทางจะป้องกันได้ ก็หาทางหลีกเลี่ยงตั้งแต่ภัยนั้นยังมาไม่ถึง

แต่เมื่อภัยมาถึงเข้า หาวิธีป้องกันแก้ไขไม่ได้ หรือหลบหลีกหนีไม่ทัน ก็ไม่ตระหนกตกใจ ไม่หวาดหวั่น ไม่ครั่นคร้าม มีความหนักแน่น ตั้งสติให้มั่น ค่อยคิดหาวิธีแก้ไข หาวิธีผ่อนหนักให้เป็นเบา ค่อย ๆ สะสางไปทีละน้อย ไม่ปล่อยปละละเลยให้ลุกลาม เมื่อทำได้อย่างนี้ เรื่องร้าย ๆ ก็จะกลายเป็นดี ปัญหาที่ได้รับการแก้ไข ก็จะกลับคืนสู่ภาวะปรกติโดยไม่ยากนัก

๑๔๓. คน ๗ จำพวกที่เรียนคัมภีร์ไม่สำเร็จ

นิทฺทาลุโก ปมตฺโต จ สุขิโต โรควาลโส มหิจฺโฉ กมฺมราโม จ สตฺเตเต สตฺถวุชฺฌิตา ฯ

คนชอบนอน คนประมาท คนมีความสุขแล้ว คนมีโรคประจำตัว คนเกียจคร้าน คนโลภมาก คนชอบทำแต่งาน คน ๗ จำพวกเหล่านี้ เป็นผู้ไม่สำเร็จการเล่าเรียนคัมภีร์

อาจารย์จะสอนเก่งสักปานใดก็ตาม คน ๗ จำพวกนี้ ก็ไม่อาจจะเรียนศิลปวิทยาให้สำเร็จได้

  1. นิททาลุกะ คนชอบง่วงเหงาหาวนอน ไปที่อื่นไม่หลับ แต่พอเข้าห้องเรียนกลับเอาแต่หลับ อาจารย์สอนจนเสียงแหบแห้งก็ไม่รู้สึกตัว

  2. ปมัตตะ คนประมาทในศิลปวิทยาว่า ไม่รู้จะเรียนไปทำอะไร

  3. สุขิตะ คนมีความสุขดีแล้ว ไม่ต้องดิ้นรน จึงไม่เอาใจใส่การเรียน

  4. โรคะ คนมีโรคประจำตัว เดี๋ยวเจ็บป่วย ทำให้ขาดเรียนอยู่บ่อย ๆ

  5. อลสะ คนเกียจคร้าน ไม่กระตือรือร้น ไม่ห่วงอนาคต แล้วแต่จะเป็นไป

  6. มหิจฉะ คนละโมบโลภมาก คิดหาแต่ทางจะได้โน่นได้นี่ ไม่สนใจเล่าเรียน

  7. กัมมารามะ คนชอบจัดชอบทำ อยู่เฉยไม่เป็น ห่วงนั่นห่วงนี่

๑๔๔. ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม

ทุคฺคตํ กจฺฉ เห ลาภ ลาภี ลาเภน ปูรติ ถเล ปวสฺส ปชฺชุนฺนํ สินฺธุ อาเปน ปูรติ นตฺถิ กมฺมุปฺปธานกํ ฯ

ลาภเอย เชิญไปสู่คนจน คนรวยเขามีลาภเต็มแล้ว ฝนเอย เชิญไปตกบนบก ทะเลมีน้ำเต็มอยู่แล้ว ความจริงหาเป็นดังนี้ไม่ จะต้องเป็นไปตามกรรม

ความปรารถนาของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกันไป บางครั้งก็สมหวัง บางครั้งก็ผิดหวัง บางคราวรู้สึกว่า ผู้ต้องการมักไม่ได้ ผู้ไม่ต้องการมักจะได้

คนยากจน มีความต้องการทรัพย์ ต่อสู้พยายามด้วยความลำบากแทบล้มประดาตาย ทั้งอดออมทั้งขยัน พอหามาได้บ้างก็มีเรื่องจำเป็นรีบด่วนจะต้องใช้จ่าย ส่วนคนรวยมีทรัพย์ล้นฟ้า ทำอะไรนิดอะไรหน่อย ก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ค้าขายก็กำไรดี อยู่เฉย ๆ ก็ได้ดอกเบี้ย

ชาวนา ตั้งหน้าตั้งตาเฝ้ารอว่า เมื่อไรฝนจะตกลงมาให้ได้ทำนา ยิ่งรอก็ยิ่งหาย ฝนกลับไปตกกลางทะเลซึ่งมีน้ำเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว ที่ดอนฝนไม่ตก แต่ไปตกในที่ลุ่ม ต้องการแต่ไม่ได้ ไม่ต้องการกลับได้ เป็นเพราะกรรมที่เคยทำมา

๑๔๕. ทำกิจให้เสร็จสิ้น

น หิ โกจิ กเต กิจฺเจ กตฺตารํ สมุเปกฺขเต ตสฺมา สพฺพานิ กิจฺจานิ สาวเสเส น การเย ฯ

เมื่อทำกิจเสร็จแล้ว จะมีผู้มองเห็นผลงานหรือไม่ก็ตาม ควรกระทำกิจทั้งปวงให้เสร็จสิ้น อย่าให้คั่งค้าง

คนในโลกนี้ต่างดิ้นรนทำงานหาเลี้ยงชีพ บางคนทำงานอิสระส่วนตัว บางคนเป็นลูกจ้าง บางคนอยากแสดงผลงาน เมื่อปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว ไม่มีใครชมหรือให้ความสำคัญ ก็น้อยเนื้อต่ำใจ อย่างนี้ไม่ใช่นักทำงาน

บัณฑิตท่านสอนว่า ให้ตั้งใจทำงาน สร้างผลงานให้เห็นปรากฏ ให้ใช้ความรู้ความสามารถที่ได้เรียนรู้ศึกษามาประกอบภารกิจอย่างเต็มที่ ตั้งใจทำให้ดีจนสุดฝีมือ งานใดที่ต้องประสานกับหน่วยงานอื่น ก็ให้รีบติดต่อติดตามงาน อย่าปล่อยปละละเลยให้คั่งค้าง จะเป็นผลเสียต่องาน ต่อหน่วยงานโดยส่วนรวม หากมีคนใดในชิ้นงานที่รับผิดชอบ ก็ให้รีบแก้ไข แล้วตั้งใจทำใหม่ให้ดีกว่าเดิม อย่าหวังไว้ก่อนว่า จะตั้งใจทำเพื่อให้คนเห็น ให้คนชม ให้คนยกย่อง ให้คนยอมรับนับถือ เมื่อกิจการทั้งปวงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้ว นับว่าได้รับความสำเร็จแล้ว ใครเขาจะชมหรือไม่ก็ตามที

๑๔๖. สิ่งที่หนักในโลก

ตูลํ สลฺลหุกํ โลเก ตโต จาปลุชาติโก ตโต วุฑฺฒมโนวาโท ปมตฺโต พุทฺธสาสเน ฯ

ในโลกนี้นุ่นนับว่าเบาอยู่แล้ว แต่คนเหลาะแหละเบากว่านุ่น ผู้มิได้รับโอวาทจากผู้เจริญ (มีมารดาบิดา ครู อุปัชฌาย์ อาจารย์) เบากว่า ผู้ประมาทในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ายิ่งเบากว่านั้น

สิ่งใดที่เบา ย่อมล่องลอยไปได้ง่าย ไม่มีน้ำหนัก บังคับไม่อยู่

นุ่นหรือสำลี นับว่าเป็นวัตถุที่เบาที่สุดที่มองเห็นด้วยตา

คนเหลาะแหละเหลวไหล จิตใจไม่มั่นคง ไม่เป็นตัวของตัวเอง ใครว่าอย่างไรก็เอาตาม ไม่หนักแน่นในเหตุผล ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน นับว่าเบากว่านุ่น

คนที่ไม่ได้รับคำแนะนำสั่งสอนจากผู้รู้ จากมารดาบิดา ครูอาจารย์ ไม่ตระหนักในกิจที่ควรทำและไม่ควรทำ เอาแต่ความคิดของตนเป็นใหญ่ นับว่าเบากว่านั้นอีก

ผู้ประมาทในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ไม่มีเหตุไม่มีผล ไม่เชื่อในหลักความดีความชั่ว มีความเห็นผิด นับว่าเบายิ่งกว่านั้นหลายเท่า

๑๔๗. สิ่งที่หนักในโลก

ปาสาณฉตฺตํ ครุกํ ตโต เทวานจิกฺขณํ ตโต วุฑฺฒานโมวาโท ตโต พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ฉัตรทำด้วยศิลานับว่าหนักอยู่แล้ว คำบอกกล่าวของเทวดาหนักกว่า คำตักเตือนของผู้ใหญ่หนักกว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าหนักยิ่งกว่านั้นอีก

บัณฑิตท่านจะแสดงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่า หนักยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก จึงแสดงสิ่งที่มีน้ำหนักเป็นลำดับขั้นไปดังนี้

ฉัตรที่ทำด้วยศิลาแท่งเดียว นับว่ามีน้ำหนักมากอยู่แล้ว กำลังของบุคคลคนเดียวมิอาจจะยกขึ้นตั้งได้ ต้องใช้บุรุษที่แข็งแรงหลายคน จึงสามารถยกขึ้นตั้งไว้ให้ดูเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์

คำบอกกล่าวถึงลางดีลางร้ายของเทวดา มีน้ำหนักมากกว่า ควรใส่ใจ

คำตักเตือนของผู้ใหญ่ในสกุล กุลบุตรกุลธิดาต้องตระหนักอย่างมาก ไม่ควรละเลย เพราะสามารถป้องกันภัยที่จะมาถึงได้ ถือว่าหนักยิ่งกว่า

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ให้ละเว้นจากบาปอกุศล ให้เจริญบุญกุศล และชำระจิตให้พ้นจากกิเลสตัณหา ถือว่ามีน้ำหนักมากกว่าทุกสิ่งในโลก จึงควรใส่ใจให้มากที่สุด

๑๔๘. มือขวาและมือซ้ายเป็นทาส

กายสฺส ทกฺขิณหตฺโถ ทาโส เอตฺถ กนิฏฺฐโก กณฺณฆานานมกฺขีนํ วาโม ตุ ปาทปาสฺโก ฯ

มือขวาเป็นทาสของกาย นิ้วก้อยในมือข้างขวาเป็นทาสของหู จมูก และตา ส่วนมือซ้ายเป็นทาสของเท้า

การบริหารร่างกาย ไม่ว่าจะดื่มน้ำ กินอาหาร สวมใส่เสื้อผ้า อาบน้ำชำระร่างกาย ถูตัว บีบนวดยามปวดเมื่อย ล้วนแต่ใช้มือข้างขวาเป็นหลัก สำหรับคนถนัดซ้ายก็ใช้มือซ้ายบ้าง ท่านจึงกล่าวว่า มือขวาเป็นทาสของกาย

นิ้วก้อยของมือข้างขวานั้น ก็รับภาระหนักพอกัน ไม่ว่าคนจะแคะขี้หู ขี้มูกในรูจมูก ขี้ตา ก็ล้วนแต่ใช้นิ้วก้อยข้างขวาทั้งนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นิ้วก้อยข้างขวาเป็นทาสของตา หู และจมูก

ส่วนมือซ้ายเป็นทาสของเท้า เมื่อมือข้างขวารับภาระหนัก จับถือของทุกอย่างแล้ว เวลาจะสวมรองเท้า บุคคลจึงใช้มือข้างซ้าย ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มือซ้ายเป็นทาสของเท้า

คนในโลกส่วนใหญ่ล้วนเป็นเช่นนี้ หากบริหารร่างกายด้วยการใช้มือผิดไปจากที่กล่าวมานี้ ก็อาจดูเก้กะเก้งก้าง ไม่สะดวกนัก

๑๔๙. การกินพลู

ตมฺพูลสฺส มชฺฌปตฺเต กุเวโร รกฺขตี สทา มูลมฺหิ รกฺขตี ยกฺโข อคฺคมฺหิ กาลกณฺณิกา ตานิ ภุญฺเชยฺย ฉินฺทิตฺวา สิรี เอวํ ปวฑฺฒติ ฯ

ท้าวกุเวรรักษาที่กลางใบพลู ยักษ์รักษาก้านพลู นางกาลกัณณีรักษาที่ปลายใบ ฉะนั้น เมื่อจะกินพลู ควรเด็ดก้าน เด็ดปลายออกเสียก่อน สิริมงคลก็ยิ่งจะเจริญ

คนแก่คนเฒ่าสมัยโบราณ ท่านบริหารฟันให้แข็งแรงด้วยการกินหมากเคี้ยวพลู ท่านเหล่านั้นมีความเชื่อถือว่า ท้าวกุเวรซึ่งเป็นเทพเจ้าที่มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ เป็นท้าวโลกบาลที่รักษาประตูทางทิศเหนือ และคนโบราณก็นิยมปลูกพลูไว้ทางทิศเหนือของเรือน จึงเข้าใจว่ากลางใบพลูนั้นมีท้าวกุเวรสถิตรักษาอยู่, ก้านพลูนั้นมียักษ์ขี้โมโหใจร้ายสถิตรักษาอยู่, ปลายใบพลูมีนางกาลกิณีซึ่งเป็นเทพธิดามารสถิตรักษาอยู่ เมื่อจะกินพลูทุกครั้งต้องเด็ดก้าน เด็ดปลาย พับกลางใบก่อนเพื่อทำลายฤทธิ์ของเทพเจ้าเหล่านั้น จึงจะดี เป็นสิริมงคล หากไม่ทำดังนั้น เทพเจ้าเหล่านั้นก็จะแสดงฤทธิ์ ทำให้ปากพองใหม่ เจ็บแสบ หรือฟันหลุดไปได้ นี้คือความเชื่อถือของคนสมัยโบราณ

๑๕๐. การเรียนพระคัมภีร์

สมฺปุณฺณรกฺโข พฺรหฺมาว อจฺจุรกฺโข จ พิสฺสโณ ตสฺมา หิ เต ปูชยนฺตุ สทา มาเนนฺติ ตํ นรํ ฯ

ท้าวมหาพรหมรักษากระดานชนวน ท้าววิษณุรักษาพระคัมภีร์ (ไตรเวท) เพราะฉะนั้น จงบูชาท้าวมหาพรหมและท้าววิษณุเถิด เทพเจ้าทั้งสองจะนับถือผู้คงแก่เรียนนั้น

ศิษย์ผู้จะขอเรียนคัมภีร์ไตรเวทแต่ละแขนง มีข้อปฏิบัติในเวลาเรียนศิลปวิทยาอย่างเคร่งครัดหลายอย่าง เครื่องแต่งกายก็ต้องเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ต้องบูชายัญ บูชาเทพเจ้าประจำศาสตร์แต่ละแขนง

กระดานหรือกระดาษที่ใช้เขียนพระคัมภีร์ ก็สอนให้เชื่อว่ามีท้าวมหาพรหมสถิตอยู่ ผู้ไม่เคารพกระดานเวลาขีดเขียน ก็จะมีโทษให้หลงลืมคัมภีร์ ท่องไม่รู้จักจำ จำได้แล้วก็หลงลืม และจะบันดาลให้ผู้มีความเคารพกระดานเรียนจบเร็ว จำง่าย จำได้แล้วก็ไม่ลืมเลือน

ส่วนพระคัมภีร์ไตรเวทนั้น ท้าววิษณุหรือพระนารายณ์สถิตอยู่ จะคอยดูแลปกป้องพระคัมภีร์ไม่ให้เสื่อม รักษาผู้เรียนคัมภีร์ไม่ให้เสื่อมด้วย

ส่วนผู้เรียนพระไตรปิฎก เมื่อรู้ครบทั้งอัตถะและพยัญชนะ ถือว่าดีที่สุด

๑๕๑. โคเปรียบดังบิดามารดา

โคณา หิ สพฺพกิหีนํ โปสกา โภคทายกา ตสฺมา หิ มาตาปิตูว มานเย สกฺกเรยฺย จ ฯ

โคเป็นสัตว์เลี้ยงที่ให้โภคสมบัติแก่ผู้ครองเรือนทุกคน ฉะนั้น จึงควรนับถือและสักการะโคเหมือนบิดามารดา

โลกนีติบทนี้ สะท้อนให้เห็นความเชื่อทางวัฒนธรรมของคนอินเดียโบราณ ถือว่าโคเป็นพาหนะของเทพเจ้า เป็นสัตว์มงคล เป็นสัตว์มีคุณ ช่วยทำไร่ไถนา ให้ข้าวให้น้ำ ให้ชีวิต ให้ความปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ให้โภคสมบัติทุกอย่าง คนปรารถนาบุตรก็บูชาโค ปรารถนาทรัพย์ก็บูชาโค ให้ถือว่าโคมีคุณเทียบเท่ามารดาบิดา ให้ความเคารพ นบนอบ บูชา เซ่นไหว้ ตอบแทนคุณของมารดาบิดาอย่างไร ก็ควรทำต่อโคอย่างเดียวกันนั้น

ประเทศไทยเรามีความเชื่อถือเช่นนี้เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชาวไร่ชาวนาที่อาศัยแรงงานจากโคและกระบือ ก็รู้สึกว่าสัตว์เหล่านี้มีคุณยิ่ง จึงทำพิธีบายศรีสู่ขวัญโคทุกปี ก่อนฤดูลงนา เพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ให้ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ จะได้อยู่ดีกินดี โบราณท่านสอนไว้เช่นนี้ เพื่อให้บุคคลระลึกถึงสิ่งที่มีคุณ ผู้มีคุณ และสัตว์มีคุณ จะได้รู้สึกกตัญญูและตอบแทนคุณ

๑๕๒. การกินเนื้อโค

เย จ ขาทนฺติ โคมํสํ มาตุ มํสํว ขาทเร มเตสุ เตสุ กิจฺฉมานํ ทเท โสเต จ วาหเย ฯ

ใครกินเนื้อโค เสมือนกับกินเนื้อมารดา เมื่อโคตาย ควรทิ้งให้แร้งกิน หรือลอยน้ำเสีย

เมื่อเห็นว่าโคมีคุณเทียบเท่ามารดาบิดาเช่นนี้ ชาวโลกจึงยกย่องโค ให้เกียรติโคเดินเข้าออกในบ้านได้ทุกหลังคาเรือน โคเดินเข้าไปบ้านไหนก็ควรให้อาหารให้น้ำ ทำการต้อนรับเหมือนมารดาบิดามาเยือน

ใครรังเกียจโค ขับไล่โคออกจากเรือน ใครฆ่าโคกินเนื้อ เท่ากับรังเกียจมารดาบิดา เท่ากับขับไล่มารดาบิดาออกจากเรือน เท่ากับฆ่ากินเนื้อมารดาบิดา จะถูกชาวโลกเขาประณามเหยียดหยาม ดูถูกดูหมิ่น

เมื่อโคแก่ตายก็ไม่ควรกินเนื้อ ควรฝังดิน ลอยน้ำไป หรือปล่อยทิ้งเอาไว้ เพื่อเป็นทานแก่ฝูงแร้งกา

สิ่งนี้เป็นความเชื่อถือของคนอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ คนไทยเราบางคนก็นับถือ บางคนก็ไม่นับถือ ส่วนผู้ได้เรียนพระพุทธพจน์ เข้าใจหลักสัจธรรม จะมีความเชื่อในพระรัตนตรัยเป็นหลัก

๑๕๓. ฤกษ์เริ่มเรียนศิลปวิทยา

ครุ สิทฺโธ สิปฺปารมฺโภ รวิสุกฺกา จ มชฺฌิโม น สิปฺโป พุธจนฺทโร โสร์องฺคา จ มรณํ ฯ

เริ่มเรียนศิลปวิทยาวันพฤหัสบดีจักสำเร็จ วันอาทิตย์และวันศุกร์มีความรู้พอปานกลาง วันพุธและวันจันทร์ไม่สำเร็จ วันเสาร์และวันอังคารเรียนไม่จบร้อนวิชา

วันพฤหัสบดี เป็นวันดีที่สุด เป็นวันครู จะประสบผลสำเร็จในการศึกษา

วันอาทิตย์ เป็นวันร้อนแรง ดุจแสงอาทิตย์แผดกล้า ไม่เหมาะจะเริ่มศึกษา

วันศุกร์ เป็นวันเรียบ ๆ อ่อนกำลัง ทำให้ความรู้ไม่กล้าแข็ง

วันพุธ เป็นวันมืดมนเหมือนราหู ทำให้ความรู้ถูกกลืนหาย

วันจันทร์ เป็นวันสลัวเหมือนราหูบัง ทำให้ไม่สำเร็จศิลปวิทยา

วันเสาร์และวันอังคาร เป็นวันที่มีกำลังร้ายกาจ รุ่มร้อน เมื่อเริ่มเรียนจะทำให้ร้อนวิชา เรียนได้เพียงนิดหน่อยอาจนำความรู้ไปใช้ผิดทาง

นี่เป็นความเชื่อถือตามโบราณาจารย์ ที่ให้ความสำคัญในการเริ่มศึกษาความรู้แต่ละวัน ส่วนผู้ศึกษาหาทางหลุดพ้นจากทุกข์ในวัฏฏสังสาร ไม่ได้ถือฤกษ์ถือยามตามนี้ เพราะการถือมรรคผลนิพพานมีสาระกว่า

๑๕๔. วันที่ห้ามเริ่มเรียน

อฏฺฐมิยํ คุรุํ หนติ สิสฺสํ หนติ จตุทฺทสึ สิปฺปํ หนติ ทส สิปฺปํ มาตาปิตา จ ปุณฺณมี ฯ

เริ่มเรียนศิลปวิทยา วันขึ้น-แรม ๘ ค่ำ ชื่อว่าฆ่าครู วันขึ้น-แรม ๑๔ ค่ำ ชื่อว่าฆ่าศิษย์ วันขึ้น-แรม ๑๐ ค่ำ ชื่อว่าฆ่าศิลปวิทยา วันขึ้น-แรม ๑๕ ค่ำ ชื่อว่าฆ่ามารดาบิดา

โลกนีติบทนี้ ผู้เรียนเวทมนต์ท่านถือปฏิบัติ ไม่เป็นสาระตามคติของชาวพุทธ แต่เมื่อพิจารณาดูก็เห็นข้อดีอยู่บ้าง

วันขึ้น-แรม ๘ ค่ำ และวันขึ้น-แรม ๑๕ ค่ำ เป็นวันพระ วันอุโบสถ วันธัมมัสสวนะ ควรทำบุญทำกุศล ให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม และเจริญสมาธิภาวนาดีกว่า ไม่ควรเคร่งเครียดเอาจริงเอาจังอยู่กับการเรียน ท่านพิจารณาเห็นว่า ถ้าได้หยุดเรียนก็จะมีโอกาสทำอย่างอื่นได้ดียิ่งกว่า จึงใช้อุบายห้ามเริ่มเรียน วันขึ้น-แรม ๘ ค่ำ เป็นการฆ่าครู

วันขึ้น-แรม ๑๔ ค่ำ เป็นวันโกน ก็ให้หยุดเรียน จะได้ตระเตรียมข้าวของไว้ทำบุญในวันรุ่งขึ้น ส่วนวันขึ้น-แรม ๑๐ ค่ำนั้น ไม่ทราบว่าโบราณท่านถือปฏิบัติอย่างไร จึงห้ามไว้

๑๕๕. วันที่ห้ามกินอาหารบางชนิด

นาฬิกํ สตฺต น ภุญฺเช น ลาพุ นวมํ ตถา ทฺวาทส ปูรินํ ติมีนํ ภุญฺเช สิปฺปํ วินสฺสติ ฯ

นักเรียนไม่ควรกินมะพร้าวในวันแรม ๗ ค่ำ ไม่ควรกินน้ำเต้าในวันแรม ๙ ค่ำ ไม่ควรกินบอนในวันแรม ๑๒ ค่ำ ไม่ควรกินผักในวันแรม ๓ ค่ำ หากขืนกิน ศิลปศาสตร์จะเสื่อม

ศิลปศาสตร์ในที่นี้คือเวทมนต์และคาถาอาคมต่าง ๆ ตามคัมภีร์ไตรเวท เวทมนต์บางบทก็เป็นไปเพื่อความเบียดเบียนฝ่ายตรงข้าม บางบทก็เป็นไปเพื่อลาภสักการะ บางบทก็เป็นไปเพื่อยศและชื่อเสียง โลกนีติบทนี้ จึงแสดงข้อถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดสำหรับผู้เรียนเวทมนต์คาถาอาคม มีความเชื่อถือว่า หากถือปฏิบัติตามได้ก็จะรักษาเวทมนต์ให้คงความขลัง หากปฏิบัติตามไม่ได้ เวทมนต์และคาถาอาคมก็จะเสื่อม

ส่วนพระพุทธมนต์ ไม่มีอะไรแสลง กินได้ทุกอย่าง เพราะพุทธมนต์ไม่เป็นไปเพื่อความขลัง หรือเพื่อลาภสักการะอย่างทางโลก แต่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ไม่ยึดมั่น เพื่อปราศจากกิเลส เพื่อความหลุดพ้น เพื่อมรรคผลและนิพพาน ซึ่งเป็นความปรารถนาสูงสุดของชาวพุทธ

๑๕๖. การเสียสละเพื่อส่วนรวม

เอกํ จเช กุลสฺสตฺถํ คามสฺสตฺถํ กุลํ จเช คามํ จเช ชนปทตฺถํ อตฺตตฺถํ ปฐวี จเช ฯ

พึงสละคนคนหนึ่งเพื่อประโยชน์ของตระกูล พึงสละตระกูลเพื่อประโยชน์ของหมู่บ้าน พึงสละหมู่บ้านเพื่อประโยชน์ของตำบล พึงสละทั้งแผ่นดินเพื่อประโยชน์ของธรรม

คราวบ้านเมืองสงบ มีความร่มเย็นเป็นสันติสุข ผู้คนดำเนินชีวิตไปอย่างเรียบง่าย นักปราชญ์ราชบัณฑิตก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางจิตใจ แนะนำสั่งสอนให้ละเว้นจากความชั่ว บำเพ็ญความดี เสียสละเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ต่างมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลและไม่เบียดเบียนคุกคามกัน

คราวบ้านเมืองเดือดร้อน ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ หรือมีโรคระบาด หรือถูกข้าศึกศัตรูเข้ามารุกราน มีความต้องการผู้เสียสละอาสาออกรบ จำต้องสละคนหนึ่งเพื่อประโยชน์ของวงศ์ตระกูล หากร้ายแรงกว่านั้น ต้องสละตระกูลหนึ่งเพื่อประโยชน์ของหมู่บ้าน สละหมู่บ้านหนึ่งเพื่อตำบล สละตำบลหนึ่งเพื่ออำเภอ สละอำเภอหนึ่งเพื่อจังหวัด สละจังหวัดหนึ่งเพื่อประเทศ สละประเทศหนึ่งเพื่อแผ่นดิน พึงสละทั้งแผ่นดินเพื่อจรรโลงพระสัทธรรม

๑๕๗. ผู้นำที่ดี ผู้นำที่ไม่ดี

เทสํ โอสสฺชช กจฺฉนฺติ สีโห สปฺปุริโส คโช ตตฺเถว นิธนํ ยนฺติ กาโก กาปุริโส มิโค ฯ

ราชสีห์ สัปบุรุษ และช้าง ย่อมละทิ้งถิ่นฐานที่แห้งแล้งหนีไป ส่วนกา คนชั่ว และมฤคะ ย่อมทนอยู่รอความวิบัติในถิ่นนั้น

ผู้ที่มีภาวะเป็นผู้นำ มีสติปัญญาและความสามารถ เช่น สัปบุรุษ ราชสีห์ และช้าง หากถิ่นฐานที่อาศัยอยู่เกิดความแห้งแล้งทุกันดารทุกข์ยากต่อการดำรงชีพ จะไม่อยู่รอให้หายนะใหญ่มาถึงตน ย่อมพาพวกพ้องเสาะแสวงหาถิ่นฐานที่อยู่แห่งใหม่ที่มีความเจริญและอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเหมาะแก่การตั้งหลักปักฐานดีกว่า

ส่วนผู้ขาดปัญญาอีกพวกหนึ่ง เช่น กา และมฤคะ (สัตว์ประเภทกวาง) ย่อมไม่มีความรู้ความเข้าใจที่จะแก้ไขสถานการณ์อันทุกข์ยากลำบากที่จะเกิดขึ้นในถิ่นฐานของตน แต่กลับทนรับสภาพ จนในที่สุดเกิดภาวะความแร้นแค้น ทำให้ชีวิตต้องสูญสิ้นไป

โลกนีติบทนี้ เป็นการเตือนสติของการอยู่ร่วมกับผู้นำ ถ้าได้ผู้นำที่ดี มีปัญญารอบรู้ สังคมและประเทศชาติย่อมเจริญรุ่งเรือง หากผู้นำขาดประสิทธิภาพ ย่อมทำให้สังคมและประเทศชาติล่มจม

๑๕๘. ที่ใดที่ไม่ควรอยู่อาศัย

ยมฺหิ ปเทเส น มาโน น เปมํ น จ พนฺธวา น จ วิชฺชาคาโห โกจิ น ตตฺถ วสนํ กเร ฯ

ที่ใด ไม่มีผู้ควรเคารพนับถือ ไม่มีความรักใคร่ปรองดอง ไม่มีญาติพี่น้อง และไม่มีสถานที่สำหรับศึกษาหาความรู้ ไม่ควรอยู่ที่นั้น

สังคมใดไม่มีสถานที่ให้การศึกษา ย่อมทำให้ผู้อยู่ในสังคมนั้นขาดโอกาสพัฒนาการเรียนรู้วิทยาการต่าง ๆ รวมทั้งขาดการฝึกฝน และด้อยประสบการณ์ที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับการเสริมสร้างชีวิตที่ดี ในเรื่องการสร้างงานและรายได้ สังคมนั้นมีคุณภาพชีวิตตกต่ำ นอกจากนี้ สังคมที่ขาดความรักใคร่สามัคคีกลมเกลียว ต่างคนต่างก็เห็นแก่ตัว ย่อมทำให้เกิดปัญหาวิวาทกันได้ง่าย การไม่มีญาติพี่น้องที่คอยเป็นกำลังใจและช่วยเหลือเกื้อกูล ย่อมทำให้เกิดความลำบากเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสังคมนั้นหากขาดผู้ทรงคุณธรรมอันเป็นที่ยอมรับนับถือของหมู่ชนที่จะช่วยชี้แนะสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรมให้ สังคมนั้นย่อมขาดความสงบสุข ขาดความร่มเย็น และขาดความเจริญ หากสังคมใดที่เข้าข่ายดังกล่าวข้างต้น ไม่ควรพิจารณาเลือกไปอยู่ในสังคมเช่นนั้น เพราะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และความเจริญใดเลย

๑๕๙. บัณฑิตใช้วิจารณญาณ

จรเตฺยเกน ปาเทน ติฏฺฐเตฺยเกน ปณฺฑิโต อนิสมฺม ปรํ ฐานํ น ปุพฺพมาลยํ ชเห ฯ

บัณฑิต เมื่อก้าวเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้า เท้าอีกข้างหนึ่งยังคงเหยียบมั่นอยู่กับที่เก่า เมื่อยังไม่พิจารณาเห็นที่แห่งใหม่ว่าดีกว่า จะไม่ละที่อยู่เก่าไป

การกระทำสิ่งใดก็ตาม ควรมีการพิจารณาใคร่ครวญและทดสอบให้แน่นอนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจทำ การกระทำที่ถูกต้องเหมาะสม ย่อมนำประโยชน์และความสุขมาให้ ตรงกันข้าม หากมีการตัดสินใจทำผิดพลาด ขาดความยั้งคิด ผลที่ได้รับย่อมก่อให้เกิดปัญหา มีความทุกข์ยากลำบากตามมา ทำให้เสียใจภายหลัง ผู้มีปัญญามีวิจารณญาณ ใช้สติปัญญาความสามารถ จนมั่นใจว่าสิ่งที่ตนได้เลือกได้ทดสอบดีแล้ว ก่อให้เกิดผลดีเป็นที่น่าพอใจจึงลงมือปฏิบัติ เช่น การเลือกงาน การเลือกถิ่นฐานที่อยู่อาศัย แม้มีใครมาชักชวนให้เปลี่ยนงานหรือที่อยู่อาศัย ซึ่งอ้างว่าดีกว่า ก็จะไม่ทำตามอย่างง่าย ๆ ใช้ดุลยพินิจให้ถี่ถ้วนเสียก่อน หากยังไม่มั่นใจก็จะไม่ทำตามเด็ดขาด

๑๖๐. ละความละอายใน ๖ สถาน

ธนธญฺญปฺปโยเคสุ ตถา วิชฺชาคเมสุ จ ทูเตสุ อปจาเรสุ จุชฺชา ลชฺชา ตถา ภเว ฯ

จงละความละอาย ในเวลาซื้อขาย ในเวลาหาข้าว ในเวลาศึกษาเล่าเรียน ในเวลาเจรจาทางการทูต และในเวลาเสพกาม

นิสัยคนไทยโดยทั่วไปเป็นคนขี้อาย ไม่พูดมาก สงบเสงี่ยม และอ่อนน้อม กับบุคคลแปลกหน้า ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีและน่ารัก แต่ในบางภาวะก็ไม่เกิดประโยชน์แก่ตนเลย แถมจะทำให้เสียผลประโยชน์ที่จะพึงได้ เช่น

การค้าขาย ต้องรู้จักเจรจาต่อรอง จะนิ่งเงียบไม่ได้ ทำให้เสียเปรียบ

เวลาไม่มีอาหารอดอยาก ก็ต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ มัวอายก็อดตาย

การศึกษาหาความรู้ หากยังไม่เข้าใจและอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ก็ต้องสอบถามจากครูอาจารย์ และผู้มีปัญญามากกว่าตน มัวแต่เหนียมอายไม่กล้าถามก็จะทำให้เรียนไม่จบ และมีความรู้น้อย ไม่สามารถนำไปประกอบอาชีพที่ดีได้

การทูต ก็เช่นกัน มัวแต่อ้ำอึ้งไม่กล้าพูดสาระสำคัญให้ตรงจุด จะทำให้ประเทศชาติเสียผลประโยชน์ เพราะอีกฝ่ายไม่รู้ว่าต้องการความร่วมมือเรื่องอันใด

การเสพสุขของหญิงชาย ควรบอกความต้องการให้กันและกันทราบ เพื่อที่จะได้ทำให้เกิดความสุขความพอใจทั้งสองฝ่าย

๑๖๑. ผู้หญิงเหนือกว่าผู้ชาย

ทฺวิคุโณ ถีนมาหาโร พุทฺธิ จาปิ จตุคฺคุโณ ฉคฺคุโณ โหติ วายาโม กาโม ตฺวฏฺฐคุโณ ภเว ฯ

ผู้หญิงกินอาหารมากกว่าผู้ชายสองเท่า มีปัญญามากกว่าสี่เท่า มีความพยายามมากกว่าหกเท่า มีกามคุณมากกว่าแปดเท่า

ในสังคมทั่วไป จะสังเกตว่าผู้หญิงมีหน้าที่ความรับผิดชอบหลายอย่างในครอบครัว ดูแลสามีบุตรธิดา ญาติพี่น้อง ทำหน้าที่การงาน ทำให้ผู้หญิงมีข้อแตกต่างจากผู้ชายหลายอย่าง เช่น ในเรื่องการกิน หิวเก่ง และกินได้วันละหลายครั้ง ส่วนผู้ชายกินอาหารตามเวลา ไม่กินจุกจิก ผู้หญิงรูปร่างโตกว่าผู้ชาย ไม่น่าแปลกใจที่หญิงกินเก่งกว่าชายสองเท่า ส่วนด้านสติปัญญาหญิงมีความละเอียดละออรอบคอบ การตัดสินใจที่สำคัญใช้ดุลยพินิจมากกว่าถึงสี่ห้าเท่าของผู้ชาย การใช้ความพยายามในการแสวงหาแต่ละสิ่ง ผู้หญิงจะมีการทุ่มเทเต็มที่ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ มีความอดทนสูง แม้จะต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะอย่างมาก กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ผู้หญิงมีความละเมียดละไม มีอารมณ์ความรู้สึกลึกซึ้งกว่า จึงจะเห็นได้ว่า ผู้หญิงมีความต้องการมากกว่าชายถึงแปดเท่า

๑๖๒. คบบัณฑิตเหมือนเสพอ้อย

ปพฺเพ ปพฺเพ กเมนุจฺฉุ วิเสสรสวาคุโต ตถา สุเมตฺติโก สาธุ วิปรีโตว ทุชฺชโน ฯ

อ้อยมีรสหวานขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปล้อง จากปลายลงมา คนดีก็เช่นกัน เป็นมิตรที่ดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนคนชั่วกลับตรงกันข้าม

คนดี คือผู้มีคุณธรรมสูง มีความเมตตา รู้จักเสียสละแบ่งปัน ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล แนะนำสิ่งที่ดีมีประโยชน์ และบอกสิ่งที่เป็นโทษให้แก่ผู้คบหา คุณค่าของคนดีนั้นเปรียบดั่งอ้อยที่มีรสหวานตลอด มีคุณค่านำไปทำประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่นเดียวกับคนดีมีคุณค่ายิ่งนัก อยู่ที่ใดก็สร้างประโยชน์ที่นี่นั้น และนำความผาสุขร่มเย็นมาสู่บุคคลต่าง ๆ

ส่วนคนชั่วนั้น หากคบไปนาน ๆ ก็ยิ่งนำไปสู่ความเสื่อมลงเรื่อย ๆ เพราะคนชั่วไม่รู้จักแยกแยะสิ่งผิดสิ่งถูก ประเภทต่อหน้ามะพลับลับหลังตะโก คบเพราะหวังผลประโยชน์ ปอกลอก ไม่มีความจริงใจ แถมสร้างภัยให้ด้วย เมื่อไม่ได้ประโยชน์ก็จะตีจาก เวลามีทุกข์ก็ซ้ำเติม ไม่ให้ความช่วยเหลือ

ดังนั้น จึงควรคบกับคนดี เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต

๑๖๓. องค์ประกอบของบ้านเมืองที่เจริญ

กสฺสโก วาณิโชมจฺโจ สมโณ สุตสีลวา เตสุ วิปุลชาเตสุ รฏฺฐมฺปิ วิปุลํ สิยา ฯ

เมื่อชาวนาชาวสวน พ่อค้าวาณิช ข้าราชการ และสมณะผู้ทรงความรู้และทรงศีล มีความเจริญรุ่งเรือง ประเทศชาติก็มีความเจริญรุ่งเรืองตามไปด้วย

ความเจริญของประเทศชาติ ย่อมมาจากความอยู่ดีมีสุขของประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร เมื่อการเกษตรให้ผลดี ก็มีเงินทองจับจ่ายใช้สอยอย่างสะดวกสบาย ภาคธุรกิจการค้า เมื่อขายสินค้าได้มาก ต่างก็มีเงินไปจ่ายภาษีให้รัฐ รัฐก็มีเงินจ่ายให้ข้าราชการ ทำให้ข้าราชการดำรงชีพได้อย่างสบาย และมีการซื้อขายหมุนเวียนในตลาด รัฐนำเงินภาษีของประชาชนไปสร้างความเจริญในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั้งการสาธารณูปโภค ขยายการศึกษาและอื่น ๆ พลอยทำให้มีความเจริญทางด้านถาวรวัตถุให้กับศาสนา มีการทำบุญสงเคราะห์ภิกษุสามเณร ความรู้ทางด้านศาสนาก็ขยายเผยแผ่ได้กว้างขวางทั่วถึง ความอุดมสมบูรณ์อยู่ดีมีสุขของประชากรในชาติ ย่อมทำให้เกิดความเจริญและความสงบสุขโดยทั่วไป

๑๖๔. ความหมั่นเพียรเป็นเครื่องขจัดความเสื่อม

อสชฺฌาย มลา มนฺตา อนุฏฺฐานมลา ฆรา มลํ วณฺณสฺส โกสชฺชํ ปมาโท รกฺขโต มลํ ฯ

บุคคลผู้ไม่หมั่นสาธยาย มนต์ก็ลืมเลือน ไม่หมั่นปัดกวาด เรือนก็สกปรก เกียจคร้านอาบน้ำผิวพรรณก็สกปรก ความประมาทเป็นความเลินเล่อของผู้มีหน้าที่เฝ้ารักษา

ความขยันหมั่นเพียร ความระมัดระวังรอบคอบในสิ่งที่ควรกระทำ ย่อมก่อให้เกิดผลดี หากมัวแต่นิ่งเฉยเกียจคร้าน ย่อมทำให้เกิดปัญหาและความเสื่อม

การศึกษาเล่าเรียนที่ได้รับในห้องเรียนนั้น หากไม่นำไปท่องอ่านนอกเวลาอาจทำให้ความรู้ลืมเลือน จนในที่สุดความรู้อาจสูญสิ้นไป

บ้านเรือนต้องหมั่นเช็ดถูปัดกวาดทำความสะอาดเสมอ บ้านช่องที่สะอาดเป็นระเบียบ ทำให้อยู่อาศัยสะดวกสบาย อากาศถ่ายเทได้ดี ไม่มีสิ่งสกปรกฝุ่นละอองและแหล่งเพาะเชื้อโรค

ร่างกายก็ต้องหมั่นอาบน้ำชำระให้สะอาดอยู่เสมอ ผิวพรรณจะได้เกลี้ยงเกลาและผ่องใส

ผู้มีหน้าที่การงาน ก็ไม่ควรประมาทเลินเล่อให้เสียการที่ไม่ควรเสีย

๑๖๕. คนเกียจคร้าน คนขยัน

หีนานํ กจฺฉเต วิตฺตํ วีรานํว สนฺตกตฺตํ วทนฺติ จ หีนา ชนา ปุพฺพกมฺมุปฺปธานกา ฯ

ทรัพย์สมบัติของคนเกียจคร้าน ย่อมตกเป็นของคนขยัน (เมื่อเสื่อมทรัพย์) คนขี้เกียจมักพูดว่า แล้วแต่กรรม

คนเกียจคร้าน งานหนักไม่เอา งานเบาไม่สู้ แม้ร่ำรวยเพียงใด วันหนึ่งก็ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว คนขยันขันแข็ง แม้วันนี้ไม่ดี่มั่งมีเงินทอง แต่วันหน้าก็มีโอกาสร่ำรวยได้

คนเกียจคร้านมีสมบัติมาก แต่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักถนอมรักษาทรัพย์เก่าไว้และหาทรัพย์ใหม่เพิ่ม ในที่สุดต้องตกอับยากจน ไม่สำรวจว่าเกิดจากการทำของตน มักโทษเทวดาฟ้าดินและวิบากกรรมเก่า ทำให้ตนหมดเนื้อหมดตัว หากเขามีความกระตือรือร้นขวนขวายในการงาน ในการหาทรัพย์ รักษาทรัพย์ ใช้จ่ายทรัพย์ให้เป็น ก็คงมั่งมีเช่นเดิม คนขยันมีความอดทนไม่ย่อท้อต่อการงานทั้งหนักและเบา ไม่เกี่ยงงาน ไปอยู่ที่ใดก็มีคนสนับสนุนให้ค่าตอบแทนสูง รู้จักเก็บออมทรัพย์ มัธยัสถ์ ย่อมร่ำรวยได้ตัวอย่างเช่น คนจีนมาอยู่เมืองไทยโดยมีสมบัติติดตัว ทำงานทุกอย่างด้วยความขยันอดทน ในที่สุดเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่โต ส่วนชุนนาหรือเศรษฐีขี้เกียจ ต้องขายสมบัติให้ผู้อื่นในราคาถูก เหมือนภาษิตที่ว่า ทรัพย์ของคนเกียจคร้านย่อมตกไปสู่คนขยัน ฉะนี้

๑๖๖. คนฉลาดทำงาน

น วทนฺติ เจวํ ธีรา วายมีสุ สพฺพกมฺเม น เจ สิชฺฌติ ตํ กมฺมํ อผลํ เอว กึ โทโส ฯ

คนฉลาดไม่สักว่าพูด แต่พยายามทำงานทุกอย่าง หากงานนั้นยังไม่สำเร็จ ก็เพียงไม่ได้รับผลเท่านั้น จะเสียหายอะไรนัก

คนฉลาดไม่ชอบพูดให้มากความ เมื่อจะพูดก็พูดคำที่ประกอบด้วยประโยชน์เกื้อกูล หรือพูดให้ข้อคิดสะกิดใจ และชอบลงมือทำตามความรู้ความสามารถ ด้วยความขยันหมั่นเพียร ไม่ให้เสียเวลากับการพูด พยายามทุ่มเททำงานให้เสร็จลุล่วงไป เมื่องานเสร็จเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว ก็โล่งใจพอใจในผลงานที่ออกมา โดยถือว่าทำได้ดีที่สุดแล้ว จะไม่หวั่นไหวต่อคำพิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น และจะได้ชักชวนคนส่วนใหญ่ให้ระดมกำลังความรู้ความสามารถ ระดมสมองมาช่วยกันแก้ปัญหา แม้จะมีบางฝ่ายไม่พอใจก็ไม่ทำให้หวั่นไหว ยังมุ่งมั่นทำงานต่อไปเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก หากใครไร้ความรู้ความสามารถหรือไม่ให้การสนับสนุน ก็อย่าขัดขวางโดยไร้เหตุผล ควรให้โอกาสคนฉลาด คนมีความรู้สามารถ ได้ใช้เวลาต่อสู้กับปัญหา จะให้ดีควรพูดจาให้กำลังใจ จะได้มีพลังต่อสู้กับปัญหาที่รอการแก้ไขต่อไป

๑๖๗. คุณธรรมสำคัญกว่าชาติกำเนิด

นีจํ กุลํ นิปฺปญฺญํ วา นิรูปํ นิพลํ สมํ อิมํ กาลํ ฉุตฺตกาลํ ธนเมว วิเสสกํ ฯ

ผู้มีตระกูลต่ำ ผู้ไม่มีความรู้ ผู้มีรูปไม่งาม ผู้ไม่มีอำนาจ ล้วนมีสถานภาพเหมือนกัน แต่เมื่อบุคคลละทิ้งคุณธรรม ทรัพย์เท่านั้นที่ทำให้คนมีสถานภาพต่างกัน

บุคคลมีลักษณะแตกต่างกันหลายประการ คนดีมีคุณธรรมจะไม่คำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ของคน แต่จะมองคนในสภาพเท่าเทียมกัน ไม่คำนึงว่ามาจากตระกูลมีชื่อเสียงหรือไม่มีชื่อเสียง มีการศึกษา มีความรู้ รูปร่างขี้ริ้วขี้เหร่ มีเกียรติ มีอำนาจหรือไม่ โดยให้ความสำคัญเหมือน ๆ กัน

หากสังคมใดขาดผู้มีคุณธรรม ย่อมมองกลุ่มคนที่กล่าวมาไม่มีคุณค่าเลย แต่จะให้ความสำคัญแก่ผู้ที่ร่ำรวย เป็นผู้มีสถานภาพและคุณค่าสูง ถ้าประสงค์เป็นคนดีมีคุณธรรม อย่าได้เลือกชั้นวรรณะและฐานะ จงให้ความสำคัญแก่บุคคลผู้มีจิตใจงามเป็นหลัก

ปกิณฺณกกณฺโฑ นิฏฺฐิโต — หมวดเบ็ดเตล็ด จบ