朱拉玛尼寺
โลกนีติ

สุชนกณฺฑ — หมวดคนดี

โลกนีติ · 27 คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

๔๑. คบสัตบุรุษ

สพฺภิเรว สมาเสถ สพฺภิ กุพฺเพถ สนฺถวํ สตํ สทฺธมฺมมญฺญาย เสยฺโย โหติ น ปาปิโย ฯ

พึงคบหาสัตบุรุษ พึงสร้างสัมพันธไมตรีกับสัตบุรุษ เพราะเมื่อรู้ซึ้งธรรมของสัตบุรุษแล้ว มีแต่จะดีขึ้น ไม่เลวลง

มีนิทานสมัยก่อนเรื่องลูกนกแขกเต้า ๒ ตัว ที่ยังอ่อนอยู่ ถูกพายุฝนพัดไปจากรัง

  • ตัวหนึ่งลอยไปตกแดนเถื่อนซุ่มโจร หัวหน้าโจรเก็บไปเลี้ยงไว้ สอนให้พูดแต่คำไม่ไพเราะ คำหยาบ ข่มขู่ พอโตขึ้น นกแขกเต้านั้นพบเห็นใครก็พูดแต่คำหยาบ ขู่จะฆ่าให้ตาย จึงเป็นที่โปรดปรานของโจรทั้งหลาย

  • ส่วนลูกนกแขกเต้าอีกตัวหนึ่ง ถูกลมพัดลอยไปตกใกล้อาศรมของฤๅษี ท่านฤๅษีพบเข้าจึงเก็บไปเลี้ยงไว้ ป้อนด้วยผลไม้สุกอันโอชะ ปลอบประโลมด้วยความอ่อนโยนมีเมตตา สอนให้พูดคำไพเราะอ่อนหวาน พอโตขึ้น นกแขกเต้าตัวนี้ เมื่อพบใครก็ทักทายด้วยคำไพเราะอ่อนหวาน มีไมตรีจิต

ด้วยเหตุนี้ บัณฑิตท่านจึงสอนไว้ว่า พึงคบหา พึงสร้างสัมพันธไมตรีกับสัตบุรุษ เมื่อรู้ธรรมคำสอนของท่านแล้ว มีแต่จะดีขึ้น ไม่เลวลงแน่นอน

๔๒. ๔ ข้อปฏิบัติของสุชน

จช ทุชฺชนสํสคฺคํ ภช สาธุสมาคมํ กร ปุญฺญมโหรตฺตํ สร นิจฺจมนิจฺจตํ ฯ

จงเลิกคลุกคลีกับคนชั่ว จงสมาคมกับคนดี จงทำความดีทั้งกลางวันและกลางคืน จงระลึกถึงความไม่เที่ยงเป็นนิตย์

โลกนีติบทนี้ ท่านสอนให้รู้จักการดำเนินตนให้ถึงความสุข ความเจริญก้าวหน้า ด้วยข้อปฏิบัติ ๔ อย่าง คือ

  1. เลิกคลุกคลีกับคนชั่ว — เมื่อรู้ว่าคนไหนทำไม่ดี พูดไม่ดี และคิดไม่ดี อย่าไปคบหาสมาคม ถ้าจำเป็นต้องพบเห็นก็อย่าสนทนาด้วย ถ้าจำเป็นต้องสนทนาก็อย่าไปร่วมกิน ร่วมนอน ร่วมกิจกรรม ถ้าจำเป็นต้องร่วมกิจกรรม ก็ให้ตั้งใจไว้ว่า จะไม่ยินดีไม่พอใจการกระทำ คำที่พูด และแนวคิดของคนชั่ว

  2. สมาคมกับคนดี — เมื่อรู้ว่าคนที่ทำดี พูดดี มีแนวคิดสร้างสรรค์ ก็ให้คบหา สนทนาด้วย ร่วมกิน ร่วมนอน ร่วมกิจกรรม ให้ยินดีในกิจการงานที่ทำ คำที่พูด และแนวคิดของคนดี

  3. ทำความดีทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

  4. พิจารณาความไม่เที่ยงในสรรพสิ่ง เพื่อจะได้ไม่ยึดติด

๔๓. ใจคนชั่ว = ผลมะเดื่อสุก

ยถา อุทุมฺพรา ปกฺกา พหิ รตฺตกเมว จ อนฺโต กิมีหิ สมฺปุณฺณา เอวํ ทุชฺชนหทฺทยา ฯ

ผลมะเดื่อเมื่อสุก ภายนอกมีสีแดงสดใส แต่ภายในมีหนอน ฉันใด ใจของคนชั่ว ก็ฉันนั้น

ระหว่างคนดีกับคนชั่วนั้น คนทั่วไปไม่สามารถจะแยกแยะได้ จะดูเพียงรูปร่างหน้าตา กิริยาท่าทาง คำพูดเจรจาเท่านั้นยังไม่พอ ถ้าจะพิจารณาให้ดี ต้องดูลึกเข้าไปถึงภายในใจ ทัศนคติ วิสัยทัศน์ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความเกื้อกูลตนและส่วนรวม จึงจะรู้ชัดว่าคนไหนเป็นคนดีหรือคนชั่ว

เรื่องคนดีและคนชั่วสังเกตรู้ได้ยากนี่เอง บัณฑิตท่านจึงแสดงอุปมาคนชั่วไว้ว่า ผลมะเดื่อสุก ผิวภายนอกมีสีแดงสดใสน่ารับประทาน ใครพบเห็นก็หยิบขึ้นมาหมายจะลองลิ้มรสว่าอร่อยปานใด พอผ่าออกเห็นภายในมีแต่แมลงไต่ยั้วเยี้ย ไม่เพียงแต่ไม่น่ารับประทานเท่านั้น ยังเป็นที่น่าขยะแขยงอีกด้วย ต้องรีบโยนผลมะเดื่อนั้นทิ้ง แล้วรีบเช็ดมือเป็นพัลวัน เพราะกลัวความสกปรกน่ารังเกียจจะติดมือ ต่างก็ตำหนิว่า โธ่เอ๋ย นึกว่าจะน่าอร่อยที่ไหนได้ น่าขะแขยงซะมากกว่า

๔๔. ใจคนดี = ผลขนุนสุก

ยถาปิ ปนสา ปกฺกา พหิ กณฺฏกเมว จ อนฺโต อมตสมฺปนฺนา เอวํ สุชนหทฺทยา ฯ

ขนุนสุก ภายนอกเต็มไปด้วยหนาม ภายในมีรสหวานปานอมฤต ฉันใด ใจของคนดี ก็ฉันนั้น

คนดีมีอยู่มาก เพียงเห็นว่าหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ผิวคล้ำตัวดำ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนชั่ว เพราะภายในจิตใจอาจจะสุกใสผ่องแผ้วก็ได้ เพราะเหตุนี้ ท่านจึงแสดงอุปมาขนุนเปรียบเทียบกับบัณฑิต

ผลขนุนสุก เมื่อดูภายนอกเห็นแต่หนามขรุระ ไม่แตะต้องสัมผัส ไม่เป็นที่หมายปองของผู้พบเห็น ส่วนบุคคลผู้จัดถึงก็จะรู้ว่ารสภายในนั้นซ่อนความอร่อยไว้ จึงอาสาผ่าผลขนุนสุกนั้นให้ทุกคนได้ลิ้มรส ผู้ไม่เชื่อก็หลีกไป ผู้เชื่อก็รอดูอยู่ เมื่อขนุนถูกผ่าออกเปิดเผยให้เห็นภายใน สีสรรช่างเหลืองอร่ามสดใส ดูน่ารับประทาน ทั้งกลิ่นก็หอมอบอวล ยั่วยวนให้น้ำลายสออยากลิ้มรส พอทุกคนได้ลองลิ้มรส ก็เอร็ดอร่อยหวานฉ่ำตั้งแต่ยวงแรกจนถึงยวงสุดท้าย ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ดูข้างนอกไม่น่ารับประทาน เลย แต่ภายในช่างอร่อยเหลือเกิน จึงเล่าให้ลูกหลานฟังมาจนถึงปัจจุบัน

๔๕. ๔ สิ่งคงคุณภาพแม้ในสภาพย่ำแย่

สุกฺโขปิ จนฺทนตรุ น ชหาติ คนฺธํ นาโค คโต รณมุเข น ชหาติ ลีฬํ ยนฺตาคโต มธุรสํ น ชหาติ อุจฺฉุ ทุกฺโขปิ ปณฺฑิตชโน น ชหาติ ธมฺมํ ฯ

ไม้จันทน์แม้แห้งก็ไม่ทิ้งกลิ่นหอม ช้างแม้เข้าสู่สนามรบก็ไม่ทิ้งกิริยาเยื้องกรายสง่างาม อ้อยแม้อยู่ในเครื่องหีบก็ไม่ทิ้งรสหวาน บัณฑิตแม้ตกทุกข์ได้ยากก็ไม่ละทิ้งธรรม

ขึ้นชื่อว่าของจริงแล้ว แม้จะผ่านกระบวนการทดสอบอย่างไรก็ยังคงสภาพเดิมเอาไว้ ไม่เปลี่ยนแปรเป็นอื่น

  • ไม้จันทน์ แม้จะแห้งก็ยังคงกลิ่นหอมเอาไว้ไม่จางหาย

  • ช้างศึก แม้จะถูกขับเข้าสู่สนามรบ ก็ยังมีกิริยาองอาจสง่างามเป็นที่น่าเกรงขามของข้าศึก

  • อ้อย แม้จะถูกเครื่องหีบบดทับจนแตกหัก ก็ยังคงความหวานเอาไว้

  • บัณฑิต แม้จะถูกคุกคาม ถูกบังคับ ถูกทรมาน หรือถูกความทุกข์ยากเบียดเบียน ก็ไม่ละทิ้งธรรม ยังคงอดกลั้นและมีเมตตา

นี่คือ "ของจริง" ในสายตาของโลกนีติ — สิ่งที่คงคุณค่าไว้ได้ในทุกสถานการณ์

๔๖. ราชสีห์ไม่กินใบไม้/เนื้อช้าง

สีโห นาม ฉิมฺจฺฉาปิ ปณฺณาทีนิ น ขาทติ สีโห นาม กิโส จาปิ นาคมํสํ น ขาทติ ฯ

ขึ้นชื่อว่าราชสีห์ แม้จะหิวโหย ก็ไม่ยอมกินใบไม้ แม้จะผอมโซ ก็ไม่ยอมกินเนื้อช้าง

โลกนีติบทนี้ แสดงถึงความรักศักดิ์ศรีของราชสีห์ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นสัตว์เจ้าป่า สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ทั้งหลายต่างให้ความยำเกรง ยอมสยบอยู่ในอำนาจตลอดกาล เพราะราชสีห์เป็นสัตว์รักศักดิ์ศรี ลองคิดดู แม้จะล่าสัตว์อื่นเป็นอาหารทะเล็มไม่ได้ในใบหญ้าประทังชีวิต ให้สัตว์อื่นทั้งหลายแอบมาเป็นอันขาด เพราะจะทำให้สัตว์ทั้งหลายดูถูกได้ว่า "ดูซิ เดี๋ยวนี้ เจ้าป่าหมดอำนาจ หมดศักดิ์ศรี ต้องยอมแทะเล็มใบไม่ใบหญ้าเหมือนกระต่ายแสนซื่อตัวหนึ่งเท่านั้น" จึงไม่ลดตนมากินใบไม่เยี่ยงสัตว์ที่ไร้อำนาจทั้งหลาย

อีกประการหนึ่ง แม้จะอดอยากผอมโซ ก็ไม่หมายปองจะกินเนื้อช้าง เพราะไม่เพียงจะกินไม่หมดเท่านั้น ยังทิ้งร่องรอยแห่งความละโมบและตะกละเอาไว้ให้สัตว์ทั้งหลายต้องเอื้อมระอาอีกด้วย

ผู้นำทั้งหลายพึงถือเอาเป็นแบบอย่างเถิด จะได้เป็นที่ยกย่องและยำเกรง ตลอดไป

๔๗. กุลบุตรไม่ทำกรรมต่ำทราม

กุลชาโต กุลปุตฺโต กุลวํสสุรกฺขิโต อตฺตนา ทุกฺขปตฺโตปิ หีนกมฺมํ น การเย ฯ

ผู้เกิดมาดี มีสกุล ได้รับการอบรมรักษาจากวงศ์ตระกูลเป็นอย่างดีแล้ว แม้ตนเองจะตกทุกข์ได้ยาก ก็ไม่ยอมทำกรรมชั่ว

ผู้เกิดในตระกูลดีในที่นี้ ไม่ใช่ตระกูลที่มั่งคั่งร่ำรวย แต่เป็นตระกูลที่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามดั้งเดิมเอาไว้ อบรมพร่ำสอนลูกหลานให้ตรงตนไว้ดี ไม่ทำบาปอกุศลทั้งทางกาย วาจา ใจ เช่น ไม่เบียดเบียน ไม่คุกคาม ไม่ล่วงเกินในสิ่งที่เขาหวงแหน ไม่เอาเปรียบ ไม่ประทุษร้าย ไม่กระด้าง ไม่พยาบาท ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมมารยา ไม่โกหกหลอกลวง ไม่ยุยงให้แตกความสามัคคี ไม่คดโกง และไม่พยาบาทจองเวร เป็นต้น

การสร้างบุญกุศล ทำความดีทุกอย่างที่จะสามารถทำได้ มีไมตรีจิตต่อญาติมิตรบริวาร เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ตระหนี่เหนียว แบ่งปัน มีกิริยามารยาท อ่อนน้อมถ่อมตน รู้กาละอายใจ พูดจาน่าฟังไพเราะอ่อนหวาน กตัญญูรู้คุณ ว่านอนสอนง่าย จิตใจสูงส่ง ดำรงในธรรม ปฏิบัติทางดงาม

แม้จะตกทุกข์ได้ยาก ลำบากปางตาย ก็ไม่ยอมทำกรรมชั่วเพื่อเอาตัวรอด นี่แหละคนดีศรีสังคม

๔๘. คำสุภาษิต = สิ่งที่เย็นที่สุด

จนฺทนํ สีตลํ โลเก ตโต จนฺทํ สีตลํ จนฺทนจนฺทสีตมหา สาธุวากฺยํ สุภาสิตํ ฯ

ในโลกนี้ แก่นจันทน์นับว่าเย็น แต่แสงจันทร์ยังเย็นกว่า ส่วนถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตของสัปบุรุษ เย็นฉ่ำยิ่งกว่าความเย็นของแก่นจันทน์และแสงจันทร์เสียอีก

จันทน์มีหลายชนิด บางชนิดมีเนื้อหอม เช่น จันทน์ชะมด จันทน์หอม จันทน์แดง จันทน์ขาวหรือจันทน์ผา บางชนิดดอกหอม เช่น จันทน์กะพ้อ บางชนิดผลหอม เช่น จันทน์เทศ แม้แก่นจันทน์ก็นำมาทำประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำเครื่องยาและเครื่องหอม โดยเฉพาะแก่นของจันทน์แดง โบราณว่ามีความเย็น จึงถูกนำมาทำเป็นเครื่องใช้ในเรือน เช่น ตลับ ผอบ หีบ ตู้ เป็นต้น เก็บของมีค่าเพื่อถนอมให้มีอายุยาวนาน และทำเป็นยาเย็น

แก่นจันทน์ถือว่าเย็นอยู่แล้ว แต่แสงนวลของดวงจันทร์นั้นเย็นยิ่งกว่า เพราะให้ความเย็นสบายตาสบายใจ เมื่อยามชมแสงจันทร์ทำให้จิตใจที่ร้อนรุ่ม เย็นลง อ่อนโยน สุขุม ละเมียดละไม ส่วนถ้อยคำสุภาษิตของสัปบุรุษนั้น เย็นยิ่งกว่าแก่นจันทน์และแสงจันทร์ เมื่อได้ยินได้ฟังก็ทำให้จิตใจสงบ เยือกเย็น เป็นสันติสุข

๔๙. คำของสัตบุรุษไม่แปรเปลี่ยน

อุเทยฺย ภาณุ ปจฺฉิเม เมรุราชา นเมยฺยปิ สีตลํ นรกคฺคิปิ ปพฺพตคุเค จ อุปฺปลํ วิเกส น วิปรีตํ สาธุวากฺยํ กุทาจนํ ฯ

แม้ดวงอาทิตย์จะกลับขึ้นทางทิศตะวันตก แม้ขุนเขาพระสุเมรุจะน้อมยอดลง แม้ไฟนรกจะกลับเย็น และแม้ดอกบัวจะบานอยู่บนยอดขุนเขาได้ก็ตาม แต่วาจาของสัปบุรุษมิอาจแปรเปลี่ยนไป ไม่ว่ากาลไหน ๆ

ลักษณะเด่นของสัปบุรุษอีกประการหนึ่ง คือ มีวาจาสัตย์ กล่าวคำจริง ไม่กล่าวคำเท็จ กล่าวคำมีเหตุผลไม่กล่าวคำไร้เหตุผล กล่าวคำมีสาระไม่กล่าวคำไร้สาระ กล่าวคำที่นำไปปฏิบัติตามได้

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน สัปบุรุษก็มีวาจาน่าเชื่อถือ ต่อให้ดวงอาทิตย์กลับขึ้นทางทิศตะวันตกก็ตาม เขาพระสุเมรุกลับน้อมยอดลงได้ก็ตาม ไฟในนรกดับเย็นสนิทลงก็ตาม ดอกบัวกลับบานอยู่บนยอดขุนเขาก็ตาม ก็ไม่ทำให้วาจาของสัปบุรุษแปรเปลี่ยน ยังคงเป็นสัจวาจาน่าเชื่อถืออยู่ดังเดิม

๕๐. ๖ ระดับของร่มเย็นที่สุข

สุขา รุกฺขสฺส ฉายาว ตโต ญาติมาตาปิตุ ตโต อาจริโย รญฺโญ ตโต พุทฺธสฺส เนกถา ฯ

ร่มเงาต้นไม้เย็นเป็นสุข ร่มเงาญาติเย็นเป็นสุขยิ่งกว่าเงาของต้นไม้ ร่มเงามารดาบิดาเย็นเป็นสุขยิ่งกว่าร่มเงาของญาติ ร่มเงาครูอาจารย์เย็นเป็นสุขยิ่งกว่าร่มเงาของมารดาบิดา ร่มเงาพระราชาผู้ทรงธรรมเย็นเป็นสุขยิ่งกว่าร่มเงาของครูอาจารย์ ส่วนร่มเงาพระพุทธศาสนาสงบเย็นเป็นสุขยิ่งกว่าร่มทั้งปวงเหล่านั้น

โลกนีติบทนี้ ท่านจัดลำดับความร่มเย็นในโลกนี้ให้เห็นว่า สิ่งไหนเย็นกว่ากัน

  1. ร่มไม้ ให้ความเย็นสบายกาย

  2. ร่มแห่งความเกื้อกูลของหมู่ญาติ เย็นยิ่งกว่า

  3. ร่มแห่งความรักความเอื้ออาทรของมารดาบิดา เย็นยิ่งกว่านั้น เพราะความเย็นที่มารดาบิดาให้นั้นแม้ไม่ได้กรมไม้และหมู่ญาติ

  4. ร่มของครูอาจารย์ผู้มีเมตตาปรารถนาความเจริญแก่ศิษย์ เย็นยิ่งกว่านั้นอีก เพราะความเย็นที่ครูอาจารย์มอบให้หาไม่ได้จากมารดาบิดา

  5. ร่มโพธิสมภารของพระราชาผู้ทรงธรรม เย็นยิ่งกว่านั้นอีก

  6. ร่มพระพุทธศาสนา ให้ความเย็นเป็นสันติสุขยิ่งกว่าร่มทั้งหมดนั้น เพราะเมื่อสงบเย็นดีแล้วจะไม่กลับมาร้อนอีก

๕๑. คนดีปรารถนาคุณธรรม คนชั่วชอบเรื่องที่มีโทษ

ภมรา ปุปฺผมิจฺฉนฺติ คุณมิจฺฉนฺติ สุชฺชนา มกฺขิกา ปูติมิจฺฉนฺติ โทสมิจฺฉนฺติ ทุชฺชนา ฯ

แมลงภู่ย่อมปรารถนาดอกไม้ คนดีย่อมปรารถนาคุณธรรม ฉันใด แมลงวันย่อมปรารถนาของบูดเน่า คนชั่วย่อมปรารถนาเรื่องที่มีโทษ ฉันนั้น

โดยปกติธรรมชาติของโลก ธรรมชาติจะสร้างทุกสิ่งให้คู่ควรแก่กัน ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตก็เป็นอยู่เช่นนั้น เช่น ชายชอบหญิง หญิงชอบชาย นกชอบฟ้า ปลาชอบน้ำ หงส์ชอบสระโบกขรณี มหิงสาชอบโคลนตม

หมู่ภุมรินชอบโบยบินดมดอมเกสรดอกไม้เพื่อดูดดื่มน้ำหวาน แต่ไม่เคยทำลายดอกไม้แม้เพียงให้ช้ำ และยังช่วยนำเกสรของพืชความไปสู่คัพภชาติให้ขยายพันธุ์สร้างสรรค์ธรรมชาติให้สมบูรณ์

เช่นเดียวกัน คนดีทั้งหลายย่อมชอบคุณธรรมความดี ชอบศึกษาหาความรู้หลักธรรมคำสอนของบัณฑิต ชอบนำมาประพฤติปฏิบัติตามให้เห็นผลในปัจจุบัน ชอบแนะนำพร่ำสอนอนุชนให้รู้ให้เข้าใจ และให้ปฏิบัติตามได้

ส่วนแมลงวันนั้นชอบของบูดเน่าเหม็น เช่นเดียวกับคนชั่วชอบทำแต่สิ่งที่มีโทษ ไม่เกิดประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนและผู้อื่น สิ่งเหล่านี้เป็นมาตั้งแต่เกิด

๕๒. พ่อแม่ทราม ลูกก็ทราม

มาตา หีนสฺส ทุพฺภาสา ปิตา หีนสฺส ทุกฺกริยา อุโภ มาตา ปิตา หีนา ทุพฺภาสา จ ทุกฺกิริยา ฯ

มารดาเป็นคนเลว บุตรย่อมพูดจาหยาบคาย บิดาเป็นคนเลว บุตรย่อมมีกิริยากร้าวร้าว หากมารดาและบิดาทั้งคู่เป็นคนเลว บุตรก็เลวทั้งวาจาและกิริยา

มารดาบิดากับบุตรธิดานั้น ย่อมเป็นเงาสะท้อนของกันและกัน ภาษิตไทยจึงมีคำกล่าวว่า "ดูวัวให้ดูที่หาง ดูนางให้ดูที่แม่" อยากรู้ว่าวัวสาวตัวไหนมีร่างกาย สายพันธุ์ที่ดี มีความสมบูรณ์ ให้ดูแม่ลูกตน ลักษณะดี ให้ดูที่ความสมบูรณ์ที่หาง หรืออยากรู้ว่าหญิงสาวในตระกูลใดมีกิริยามารยาทงดงามแบบกุลสตรีไทยแท้ มีคุณสมบัติเป็นแม่ศรีเรือน ให้ดูที่แม่ ถ้าแม่มีกิริยางดงาม ลูกก็จะดงาม เพราะแม่จะอบรมสั่งสอนลูกชาย ถ้าจะดูที่ชายหนุ่มให้ดูที่พ่อว่ามีความอดทน ขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ เป็นผู้นำครอบครัว เป็นต้น

แต่ถ้ามารดาขาดคุณสมบัติ ทั้งไม่อบรมสั่งสอนบุตรธิดาด้วยคำพูดคำจา ที่ไพเราะอ่อนหวาน บุตรธิดาก็พูดจากร้าวร้าวหยาบคาย ถ้าบิดาขาดคุณสมบัติ ไม่อบรมกิริยามารยาท บุตรธิดาก็หยาบกระด้างทั้งวาจาและกิริยา

๕๓. พ่อแม่ประเสริฐ ลูกก็ประเสริฐ

มาตา เสฏฺฐสฺส สุภาสา ปิตา เสฏฺฐสฺส สุกฺกริยา อุโภ มาตา ปิตา เสฏฺฐา สุภาสา จ สุกิริยา ฯ

มารดาเป็นคนดี บุตรย่อมมีวาจาสุภาพอ่อนหวาน บิดาเป็นคนดี บุตรย่อมมีกิริยาอ่อนโยนงดงาม หากมารดาและบิดาทั้งคู่เป็นคนดี บุตรย่อมดีทั้งวาจาและกิริยา

สำนวนภาษาไทยมีอยู่ว่า "ลูกไม้มักหล่นไม่ไกลต้น" คำพูดนี้มักมองในแง่ดี หากเห็นผลไม้ชนิดใดล่วงหล่นอยู่ตามพื้นดิน ทั้งรูปลักษณ์และผิวพรรณชวนให้นำไปบริโภค เมื่อมองหาที่จะพบต้นของผลไม้นั้นจะอยู่ไม่ไกล หากเข้าไปใกล้ก็จะพบผลไม้ดี ๆ เช่นนั้นอีกจำนวนมาก ไม้พันธุ์ดีจึงให้ผลที่ดี

เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นระหว่างมารดาบิดากับบุตรธิดาว่า ถ้ามารดาพูดจาสุภาพ ไพเราะอ่อนหวาน และอบรมสั่งสอนบุตรธิดาให้พูดจาไพเราะอ่อนหวาน บุตรธิดาก็จะเป็นคนพูดสุภาพ คำที่น่าพอใจ จับใจ พึงพอใจแก่ผู้ได้ยินได้ฟัง ถ้าบิดาเป็นคนดี กิริยาอ่อนโยนงดงาม ทั้งอบรมสั่งสอนบุตรธิดา บุตรธิดาก็มีกิริยามารยาททงดงาม ยิ่งหากมารดาบิดามีคุณสมบัติของคนดี บุตรธิดาจึงงดงามทั้งถ้อยคำเจรจาและกิริยามารยาท

๕๔. รู้จักบัณฑิตในยามใด

อุคฺคจฺเฉ สูรมิจฺฉนฺติ มนฺตีสุ อกุตูหลํ ปิยญฺจ อนฺนปานมฺหิ อตฺเถ ชาเต จ ปณฺฑิตํ ฯ

ยามศึกสงครามย่อมต้องการคนกล้าหาญ ยามเดือดร้อนใจย่อมปรึกษาผู้ให้ความสุข ยามบริโภคอาหารย่อมต้องการผู้เป็นที่รัก ยามมีกิจธุระมีปัญหายุ่งยากย่อมต้องการผู้รู้ให้คำแนะนำ

ในร้อยคนมีคนร่างกายกำยำแข็งแกร่งหนึ่งคน ในพันคนมีคนกล้าหาญหนึ่งคน ในหมื่นคนมีคนรักเราอยู่หนึ่งคน ในแสนคนมีผู้รู้ดีหนึ่งคน

บัณฑิตท่านจึงกล่าวว่า ยามเกิดศึกสงครามย่อมต้องการผู้กล้าหาญเพื่อออกรบ แม้ร่างกายจะแข็งแรงกำยำแต่ไม่กล้าหาญก็ไม่อาจชนะข้าศึกได้

ยามมีทุกข์เดือดร้อนใจหรือท้อแท้สิ้นหวัง ย่อมต้องการผู้ปลอบประโลมใจ ให้ความหวังและกำลังใจ อยู่เคียงข้างร่วมทุกข์ร่วมสุขไม่ทอดทิ้ง

ยามมีความสุขหรือได้กินอาหารที่อร่อย ย่อมระลึกถึงคนรัก หรือมารดาบิดาและผู้มีคุณ ต้องการให้ท่านเหล่านั้นได้รับความสุขร่วมกันกับตน

ยามเกิดปัญหาในชีวิตคิดไม่ออกแก้ไม่ตก ย่อมต้องการผู้รู้ที่สามารถให้คำแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหา เพื่อกลับร้ายให้กลายเป็นดี

๕๕. คนชั่วเจอกัน เหมือนสุนัขเจอสุนัข

สุนโข สุนขํ ทิสฺวา ทนฺตํ ทสฺเสติ หึสิตุํ ทุชฺชโน ทุชฺชนํ ทิสฺวา โรสยํ หึสมิจฺฉติ ฯ

สุนัขเห็นสุนัข มันแยกเขี้ยวเพื่อจะกัดกัน คนชั่วเห็นคนชั่ว ต่างขึ้งเคียดอยากเข้าห้ำหั่นกัน

โลกนีติบทนี้ ท่านเปรียบคนพาลกับสุนัขว่ามีส่วนคล้ายคลึงกัน เพื่อให้คนพาลทั้งหลายรู้สึกสำนึกกลับอายใจ ที่ถูกคนอื่นประเมินค่าตนต่ำเกินไป ถ้าจะให้เปรียบเทียบเชิงตำหนิระหว่างคนพาลกับสุนัข บางเรื่องก็เหมือนกัน บางเรื่องก็แตกต่างกัน

เรื่องที่เหมือนกัน คนพาลและสุนัข เจอกันที่ไหนก็จะขึ้งเคียดขัดเคืองเหมือนโกรธกันมาแล้วตั้งร้อยชาติพันชาติ ต่างเข้าห้ำหั่นประหัตประหารกัน พอใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายหนึ่งบอบช้ำ พินาศ ล่มจม สูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน

เรื่องที่แตกต่างกัน สุนัขนั้น แม้จะต่อสู้กัดฟัดขย้ำกันถึงปางตายก็ตาม แต่เมื่อมีฝ่ายหนึ่งยอมแพ้สยบให้แล้ว ก็จะเลิกลาต่อกัน ไม่อาฆาตพยาบาทกัน ส่วนคนพาลนั้น จะไม่มีวันเลิกอาฆาตพยาบาทกัน ยังจองเวรกัน ยังจ้องหาโอกาสจะแก้แค้นกัน จนสืบทอดไปถึงลูกหลานเพื่อทำความวิบัติให้กันอีกต่อไป

๕๖. อย่ารีบร้อนทำงาน

มา จ เวเคน กิจฺจานิ กโรสิ การเยสิ วา เวคสา การิตํ กมฺมํ มนฺโท ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ

อย่ารีบร้อนทำกิจเองหรือใช้ผู้อื่นทำ คนโง่ทำกิจอย่างรีบร้อน เป็นเหตุให้เดือดร้อนภายหลัง

การทำกิจการงานใด ๆ ต้องมีแผนงานไว้เป็นขั้นเป็นตอน จะได้ปฏิบัติตามเป็นลำดับไป เพื่อความสมบูรณ์แห่งผลงาน เพื่อป้องกันความบกพร่องอันจะเกิดขึ้นเพราะงานขาดตอนหรือซ้ำซ้อน แผนงานที่ควรวางไว้มีลำดับดังนี้

  1. พิจารณาความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้

  2. มีวิธีจัดการที่ดี จัดลำดับขั้นตอนของงานไว้อย่างเหมาะสม

  3. เลือกสรรผู้รู้ที่มีความสามารถเฉพาะมาปฏิบัติหน้าที่

  4. วิเคราะห์ผลข้างเคียงทั้งฝ่ายดีและฝ่ายด้อย

  5. ฝึกฝนบุคลากรแต่ละฝ่ายให้มีความชำนาญยิ่งขึ้น

  6. ประเมินผลทุกขั้นตอน เพื่อปรับปรุงแก้ไข

เมื่อทำได้เช่นนี้ ผลงานก็จะออกมาดี หากเร่งรีบ ไม่ว่าจะลงมือทำเองหรือสั่งให้ผู้อื่นทำ ก็จะมีข้อผิดพลาด ทำให้เดือดร้อนภายหลังได้

๕๗. ผู้ละความโกรธ ย่อมไม่เศร้าโศก

โกธํ วิหิตฺวา กทาจิ น โสจติ มกฺขปฺปหานํ อิสโย อวณฺณยุํ สพฺเพสํ ผรุสวาจํ ขเมถ เอตํ ขนฺตึ อุตฺตมมาหุ สนฺโต ฯ

ผู้บรรเทาความโกรธได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศกไม่ว่ากาลไหน ๆ นักปราชญ์สรรเสริญการละความลบหลู่ดูถูกกัน ควรอดกลั้นต่อคำหยาบช้าของคนทั้งปวง สัปบุรุษยกย่องความอดกลั้นนั้นว่าเป็นยอด

โลกนีติบทนี้ ท่านแสดงคุณสมบัติของสัปบุรุษไว้อีก ๓ ประการ คือ

  1. เมื่อมีคนมายั่วยุให้โกรธก็ไม่โกรธ เมื่อความโกรธเกิดขึ้นก็รีบข่มหรือบรรเทาความโกรธนั้นให้ได้โดยเร็ว ไม่ผูกใจโกรธ จิตใจจึงไม่ขุ่นมัวขัดเคือง ไม่รำคาญ เบิกบานอาจหาญอยู่ทุกเมื่อ โดยใช้วิธีเจริญเมตตาข่มความโกรธ

  1. ไม่ลบหลู่ดูถูกใคร ตำหนิผู้ลบหลู่ดูถูกผู้อื่น สรรเสริญผู้ไม่ลบหลู่คน

  1. อดกลั้นต่อคำหยาบ คำล่วงเกิน คำตำหนิ นินทา คำดุด่า คำกล่าวหา คำกล่าวตูใส่ร้าย คำสบประมาท และคำดูหมิ่นเหยียดหยาม

๕๘. ทุกข์จากการอยู่ร่วมกับสิ่งอันไม่พึงปรารถนา

ทุกฺโข นิวาโส สมฺพาเธ ฐาเน อสุจิสงฺกเต ตโต อริมฺหิ อปฺปิเย ตโตปิ อกตญฺญุนา ฯ

การอยู่ในที่คับแคบเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกเป็นทุกข์ การอยู่ในที่มีศัตรูผู้ไม่ชอบกันเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น การอยู่ร่วมกับคนอกตัญญูเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้นอีก

ความทุกข์ในโลกนี้มีหลายร้อยอย่าง ทุกข์เพราะพลัดพรากจากของรักก็มี ทุกข์เพราะประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็มี ทุกข์เพราะยึดมั่นในขันธ์ห้าก็มี ในที่นี้ ท่านแสดงความทุกข์ของคนทั่วไปไว้ ๓ ประการ คือ

  1. การได้อยู่ในที่คับแคบอึดอัด ทั้งเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลชนิดต่าง ๆ เช่น อยู่ในสนามรบ อยู่ในหลุมหลบภัย อยู่ในที่ถูกจองจำ หรืออยู่ในที่ถูกบังคับ

  1. การอยู่ร่วมกันกับศัตรูหรือกับผู้ไม่กินเส้นกัน เช่น จำต้องร่วมกินร่วมนอน ร่วมกิจการ ร่วมเดินทางกับคนที่เราไม่ค่อยชอบ จัดว่าเป็นทุกข์แสนสาหัสยิ่งกว่าการอยู่ในที่คับแคบและสกปรกหลายร้อยเท่า

  1. การอยู่ร่วมกับคนอกตัญญูเนรคุณ คนหักหลัง จ้องจะฆ่า เป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้นหลายร้อยเท่า

๕๙. ผู้ตักเตือน เป็นที่รักของคนดี ไม่เป็นที่รักของคนชั่ว

โอวเทยฺยานุสาเสยฺย อสพฺภา จ นิวารเย สตํ หิ โส ปิโย โหติ อสตํ โหติ อปฺปิโย ฯ

ผู้ตักเตือนและสั่งสอนมิให้ทำความชั่ว ย่อมเป็นที่พอใจของคนดี แต่คนชั่วจะไม่พอใจ

คนดีกับคนชั่วนั้น แตกต่างกันโดยประการทั้งปวง เหมือนสีขาวกับสีดำ เหมือนความสว่างกับความมืด เหมือนกลางวันกับกลางคืน ถ้าอะไรที่เป็นความพอใจของคนดี คนชั่วก็ไม่พอใจ อะไรเป็นที่พอใจของคนชั่ว คนดีก็ไม่พอใจ เช่น

การเบียดเบียน การใช้กำลังข่มเหงรังแก การข่มขู่ การครอบงำ คำทุพภาษิตไม่มีสาระ คำโกหกหลอกลวง การเอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัว การฉกฉวยอย่างไม่อาย การบ่อนทำลาย ทะเลาะวิวาท การมั่วสุมในอบายมุข การเสพสิ่งมึนเมา การคดโกง คนชั่วได้เห็นได้ฟังแล้วย่อมพึงพอใจ แต่คนดีหมดรังเกียจไม่ชอบใจ

ส่วนความมีเมตตา ให้อภัย ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก การกล่าวคำสุภาษิต คำชี้โทษแนะนำประโยชน์ คนดีได้เห็นได้ฟังแล้วย่อมพึงพอใจ แต่คนชั่วได้เห็นได้ฟังแล้วกลับไม่พอใจ ขัดเคืองใจ ตำหนินินทาใส่ร้าย

๖๐. เอาชนะ ๔ ประเภทคน ด้วย ๔ วิธี

อุตฺตมมตฺตนิวาเตน สูรํ เภเทน นิชฺชเย นีจํ อปฺปกทาเนน วายาเมน สมํ ชเย ฯ

พึงเอาชนะคนสูงศักดิ์ด้วยการอ่อนน้อมถ่อมตน เอาชนะคนเก่งกล้าด้วยการให้แตกแยก เอาชนะคนต่ำต้อยด้วยการให้สิ่งของเล็กน้อย เอาชนะคนเสมอกันด้วยความพากเพียรอดทน

วิธีการเอาชนะคนอื่นมีหลายวิธี ตามสมควรแก่ฐานานุรูปของคนที่เราจะเอาชนะ โดยเป็นการชนะใจ ชนะแบบไม่กลับแพ้

คนสูงศักดิ์ เจ้ายศเจ้าอย่าง ไม่ยอมใครง่าย เราต้องเอาชนะใจเขาด้วยการอ่อนน้อมถ่อมตน ยกย่องเชิดชูให้ปรากฏ เขาก็จะยอมรับเรา

คนเก่งกล้าสามารถ ผนึกกำลังสามัคคีกันไว้อย่างเหนียวแน่น ยากที่จะรบให้ชนะได้ ต้องเอาชนะด้วยเพทุบาย ยุยงให้แตกสามัคคี ทำให้ขัดแย้งระแวงกันเองก่อนแล้ว ค่อยยกทัพประชิดเข้าจู่โจม ก็จะเอาชนะได้โดยง่าย

คนฐานต่ำด้อยกว่าเรา เพียงแบ่งปันสิ่งของให้บ้างก็เอาชนะใจได้

ส่วนคนที่มีฐานะใกล้เคียงกัน ขยันทำมาหากินเหมือนกัน จะเอาชนะได้ต้องรู้จักอดออมไว้ ไม่ใช่จ่ายฟุ่มเฟือย ก็จะมีฐานะดีกว่า

๖๑. ทรัพย์ของสงฆ์ ร้ายกว่ายาพิษ

น วิสํ วิสมิจฺจาหุ ธนํ สงฺฆสฺส อุจฺจเต วิสํ เอกํว หนติ สพฺพํ สํฆสฺส สนฺตกํ ฯ

ผู้รู้ได้เรียกยาพิษว่าเป็นพิษ แต่เรียกทรัพย์ของสงฆ์ว่าเป็นพิษ ยาพิษฆ่าคนให้ตายได้ชาติเดียว ส่วนทรัพย์ของสงฆ์ฆ่าคนได้ทุกชาติ

ยาพิษในโลกนี้มีหลายชนิด บางชนิดทำให้ผู้ได้รับพิษนั้นหลง ยอมตกอยู่ในอำนาจให้เขาบงการ เช่น ยาเสพย์ติดบางชนิดทำให้ผู้ได้รับพิษนั้นเสียชีวิตทันที บางชนิดมีสรรพคุณแก้พิษชนิดอื่น ยาพิษส่วนใหญ่มักมาในรูปของหวาน ของเย้ายวนใจให้เอากลองลิ้มรส ไม่ว่ายาพิษชนิดใด ๆ จะมีพิษร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิตก็ตาม แต่ก็ถึงสิ้นชีวิตเพียงชาตินั้น ๆ ชาติเดียวเท่านั้น ผู้มีปัญญาทั้งหลายจึงไม่อยากเรียกยาพิษเหล่านั้นว่าเป็นพิษ เพราะมียาพิษอื่นที่ร้ายแรงยิ่งกว่า ยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดในที่นี้ คือ ทรัพย์สินที่เป็นส่วนกลางของสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นอาหารบิณฑบาต หรือ เครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ ที่เขาอบถวายสงฆ์ด้วยจิตศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ หากใครยักยอกเอาไปใช้สอยเป็นของส่วนตัว จะต้องได้รับวิบากกรรมอันทุกข์ร้อนในชาตินี้ เมื่อตายไปแล้วก็ต้องทนทุกข์ เช่นนั้นอีกหลายภพหลายชาติ

๖๒. รู้จักม้า โค แม่โค บัณฑิต ด้วยอะไร

ชเวน ภทฺรํ ชานนฺติ พลีพทฺทญฺจ วาเหน ทุเหน เธนุํ ชานนฺติ ภาสมาเนน ปณฺฑิตํ ฯ

จะรู้ว่าเป็นม้าดีเพราะวิ่งไว จะรู้ว่าเป็นโคแข็งแรงเพราะลากบรรทุกของหนักไหว จะรู้ว่าเป็นแม่โคดีเพราะน้ำนมมาก และจะรู้ว่าเป็นนักปราชญ์ เพราะคำเจรจาที่ประกอบด้วยประโยชน์

ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนมีคุณลักษณะเด่นให้สังเกตได้ เช่น ม้า จะรู้ได้ว่าเป็นม้าพันธุ์ดีเพราะมีลักษณะเด่นคือรูปร่างดีปราดเปรียวและวิ่งไวที่สุด โคใช้งาน จะรู้ว่าแข็งแรงจริง นอกจากร่างกายล่ำแล้วต้องลากเกวียนที่บรรทุกสัมภาระได้มากที่สุด แม่โคนม จะรู้ว่าเป็นโคนมพันธุ์ดีเมื่อให้น้ำนมมากที่สุด

นักปราชญ์เช่นกัน จะรู้ว่ามีปัญญาจริงเมื่อเจรจาปราศรัย เพราะท่านกล่าวว่า ใครจะมีปัญญามากหรืออน้อย ก็รู้ได้จากคำพูดนี้แหละ คำพูดที่ดีมีสาระ มีเหตุมีผล แสดงโทษของบาปอกุศล แสดงวิธีของการละเว้นจากบาปอกุศล แสดงคุณของบุญกุศล แสดงวิธีสร้างบุญกุศล แสดงวิธีรักษาจิตไม่ให้วุ่นไหวกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะต่าง ๆ พูดน้อมนำจิตใจให้ร่าเริงอาจหาญ กระตุ้นใจให้เกิดความมั่นเชื่อมั่น ให้เกิดความเห็นถูกต้อง

๖๓. ทรัพย์ของคนดี เปรียบเหมือนน้ำในบ่อ

ธนมปฺปมฺปิ สาธูนํ กูเป วาริว นิสฺสโย พหุ อปิ อสาธูนํ น จ วารีว อณฺณเว ฯ

ทรัพย์ของคนดีแม้มีประมาณน้อย ก็เป็นที่พึ่งของชนทั้งหลายได้ เหมือนน้ำสะอาดในบ่อ ส่วนทรัพย์ของคนชั่วแม้มีมาก ก็เป็นที่พึ่งไม่ได้ เหมือนน้ำเค็มเต็มทะเล

ทรัพย์ในโลกนี้มี ๒ อย่าง คือ ทรัพย์ภายนอกและทรัพย์ภายใน

ทรัพย์ภายนอกมี ๒ อย่าง คือ สังหาริมทรัพย์ ทรัพย์ที่นำติดตัวไปได้ เช่น สร้อยแหวนเงินทองเป็นต้น และอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์ที่ไม่สามารถจะนำติดตัวไปได้เพราะติดอยู่กับที่ เช่น ที่ดิน เรือกสวนไร่นา บ้านเรือน เป็นต้น

ทรัพย์ภายในมี ๗ อย่าง คือ ศรัทธา ความเชื่อในกรรมและผลของกรรม ศีล ละเว้นจากบาปอกุศล หิริ ละอายใจ โอตตัปปะ กลัวจะได้รับอกุศลวิบาก พาหุสัจจะ มีความรู้ติดตัว จาคะ เสียสละ ปัญญา รู้จริงและเข้าใจ

ในโลกนีติบทนี้ ท่านหมายถึงทรัพย์ภายนอกว่า ถ้าเป็นทรัพย์ของคนดีแม้จะน้อย ก็มีประโยชน์ เหมือนน้ำในบ่อที่ใสสะอาด ส่วนทรัพย์ของคนไม่ดีแม้จะมาก ก็ไม่เป็นประโยชน์ เหมือนน้ำในทะเล

๖๔. ทรัพย์ของคนดี เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น

นชฺโช ปิวนฺติ โน อาปํ รุกฺขา ขาทนฺติ โน ผลํ วสฺสนฺติ กฺวจิ โน เมฆา ปรตฺถาย สตํ ธนํ ฯ

แม่น้ำมิได้ดื่มน้ำเอง ต้นไม้มิได้กินผลเอง เมฆฝนมิได้เลือกที่ตก ทรัพย์ของคนดีย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ผู้อื่น

ชื่อว่าคนดี มักบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอยู่เป็นปรกติ หากคนดีมีทรัพย์ภายนอกก็จะเสียสละบางส่วน เพื่อสงเคราะห์เกื้อกูลสาธารณชนบ้าง เพื่อสงเคราะห์บุคคลบ้าง ด้วยพิจารณาเห็นว่า ทรัพย์ที่ตนมีอยู่นี้ ได้มาจากผลของการสละทรัพย์เพื่อผู้อื่นในอดีต จึงควรสละทรัพย์เช่นนี้ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปเปิดเพื่ออิฏฐผลในวันข้างหน้า หากคนดีมีแต่ทรัพย์ภายใน ก็จะเอาศัยทรัพย์นั้นเสียสละตนเองเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มากด้วยการใช้กำลังช่วยเหลือการงานบ้าง ด้วยคำแนะนำตักเตือนบ้าง ด้วยความห่วงใยปรารถนาดีต่อผู้อื่นบ้าง

ท่านจึงยกอุปมาว่า แม่น้ำจะไม่ดื่มน้ำเสียเอง ต้นไม้ไม่ได้กินผลของตนเอง ฝนก็ไม่ได้เลือกที่ตกเอง ฉันใด คนดีไม่ว่าจะมีทรัพย์น้อยหรือมาก ก็จะไม่ใช้จ่ายเพื่อบริโภคเสียเอง แต่มักจะนึกถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก

๖๕. ไม่ปรารถนาสิ่งที่ไม่ควรปรารถนา

อปฺปตฺเถยฺยํ น ปตฺเถยฺย อจินฺเตยฺยํ น จินฺตเย ธมฺมเมว สุจินฺเตยฺย กาลํ โมฆํ น อจฺจเย ฯ

ไม่ควรปรารถนาสิ่งที่ไม่ควรปรารถนา ไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ไม่ควรคิดถึง ควรคิดแต่สิ่งที่ควรเป็นไปได้เท่านั้น ไม่ควรปล่อยเวลาให้สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

ภาวะความเป็นคนดีกับคนไม่ดีนั้นย่อมแตกต่างกันอย่างเด่นชัด คนที่มีวุฒิภาวะบ่งบอกถึงความเป็นคนดี มีแนวโน้มว่าจะเป็นคนดี มีลักษณะดังนี้ ไม่ปรารถนาสิ่งที่ไม่ควรปรารถนา เพราะจะเป็นสาเหตุแห่งการปองร้ายเบียดเบียนกันจนสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน หรืออาจเป็นภาระหนักเกินกำลังที่ตนจะรับไหว ปรารถนาแต่สิ่งที่ดีและควรปรารถนา เพราะจะเป็นประโยชน์และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

ไม่คิดถึงสิ่งที่ไม่ควรคิดถึง เพราะจะทำให้รื้อฟื้นความหลังที่ขมขื่นชิงชังกัน ควรคิดถึงสิ่งที่เหมาะสม เพื่อจะสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน ด้วยความรักความห่วงใยต่อกัน

ไม่ปล่อยเวลาให้สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้มค่า โดยสร้างสรรค์ประโยชน์ให้เกิดขึ้นทั้งแก่ตนและส่วนรวม

๖๖. ทรัพย์เกิดจากการกระทำ ไม่ใช่จากการคิด

อจินฺติตมฺปิ ภวติ จินฺติตมฺปิ วินสฺสติ น หิ จินฺตามยา โภคา อิตฺถิยา ปุริสสฺส วา ฯ

สิ่งที่คิดไม่ถึงอาจบังเกิดขึ้นได้ สิ่งที่คิดเอาไว้ก็อาจเสื่อมไปได้ ทรัพย์สมบัติจะเกิดขึ้นแก่หญิงหรือชาย มิใช่เพราะเพียงคิดเอาอย่างเดียว

คนในโลกนี้ บางคนขยันทำมาหากิน ใช้ความรู้ความสามารถที่มี ดิ้นรนทุกอย่าง แม้จะดิ้นรนทุกวิถีทางแล้ว บางคนก็ประสบผลสำเร็จ บางคนก็ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ทุกคนก็มีความหวังว่าอยากมั่งมีเงินทอง อยากให้กิจการงานที่ทำอยู่นั้น มีความเจริญและมั่นคงยิ่ง ๆ ขึ้นไป

แต่ยังมีอีกหลายคนในโลกนี้ มีความสามารถทำได้เพียงสร้างความหวัง มีชีวิตอยู่ได้เพราะความหวัง ความหวังบางอย่างก็มีเหตุมีผลน่าหวัง บางอย่างก็เป็นความหวังลม ๆ แล้ง ๆ เพียงสร้างความหวังอันเลอเลิศขึ้นในความคิดก็มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ไม่ดิ้นรน ไม่ขวนขวาย ไม่หาช่องทางทำมาหากิน ไม่เก็บออมไว้เพื่อใช้จ่ายในคราวจำเป็น คนเหล่านี้ย่อมไม่ถึงความเจริญ เพราะท่านกล่าวไว้อย่างมีสาระว่า สิ่งที่หวังใจไว้อาจเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่คาดไม่ถึงอาจเกิดขึ้นมาแทน ผู้ขวนขวายเท่านั้นจึงจะดำรงอยู่ได้ อย่าเอาแต่หวัง

๖๗. คนชั่วชอบคนชั่ว เป็นเหตุแห่งความเสื่อม

อสนฺตสฺส ปิโย โหติ สนฺเต น กุรุเต ปิยํ อสตํ ธมฺมํ โรเจติ ตํ ปราภวโต มุขํ ฯ

คนเป็นที่รักของคนชั่ว คนไม่ทำคนดีให้รักใคร่ คนชอบใจลัทธิของคนชั่ว นั่นเป็นเหตุแห่งความเสื่อม

กล่าวถึงคนดีและลักษณะของคนดีก็มากแล้ว ใคร ๆ ก็สามารถปฏิบัติตามได้ ย่อมทำตนให้เป็นคนดีได้ไม่ช้าก็เร็ว

แต่คนเหล่านี้ไม่มีโอกาสเป็นคนดีกับเขาเลย เข้าถึงความเสื่อมอย่างเดียว คือ

  1. คนทำตัวให้เป็นที่รักที่พอใจของคนชั่ว ซึ่งมีแต่คนที่ชอบทำแต่กรรมชั่วเท่านั้น ที่จะเป็นที่รักที่พอใจของคนชั่ว คนทำความดีหาเป็นเช่นนั้นไม่

  1. คนไม่พยายามทำตัวให้เป็นที่รักที่พอใจของคนดี ไม่เชื่อฟัง ไม่ทำตามคำแนะนำสั่งสอนของคนดี ทำตามแต่คำแนะนำของคนชั่ว

  1. คนชอบลัทธิแนวคิดของคนชั่ว มีความเห็นด้วย คล้อยตาม สนับสนุนการกระทำนั้นด้วย คิดและพูดตามแนวคิดของคนชั่วนั้น

สุชนกณฺโฑ นิฏฺฐิโต — หมวดคนดี จบ