ทุชชนกัณฑ์ — หมวดคนพาล
โลกนีติ · 11 คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
๖๘. อย่าให้ความรักกับคนพาล
อติปฺปิโย น กาตพฺโพ ขโล โกตูหลํ กโร สิรสา วหมาโนปิ อฑฺฒมูปูโร ฆโฏ ยถา ฯ
ไม่ควรทุ่มเทความรักให้คนชั่วที่เคยก่อความวุ่นวายมาแล้ว เพราะจะเหมือนเอาหม้อที่มีน้ำครึ่งหม้อเทินไว้บนศีรษะ (จะกระฉอกรดตนให้เปียกได้)
โลกนีติบทนี้ ท่านเตือนคนดีทั้งหลายว่า อย่าทุ่มเทความรัก ความเอาใจใส่ การสนับสนุน ความเกื้อกูล ความไว้วางใจ ให้แก่คนชั่วทั้งหลายที่เคยทำผิดต่อเรา เคยกลั่นแกล้งเบียดเบียน เคยหักหลัง เคยกล่าวตูใส่ร้าย เคยฉ้อโกงหลอกลวง เคยทอดทิ้งยามลำบาก เคยปฏิเสธคำอ้อนวอนขอร้อง แม้จะไม่ทำเช่นนั้นกับเรา แต่เคยทำกับคนอื่นมาแล้ว ก็ไม่ควรให้ร่วมงาน เพราะเมื่อช่วยเหลือแล้ว มีแต่จะนำความลำบากมาให้ มีโอกาสเขาก็จะเหยียบย่ำเราเพื่อเอาตัวรอด เปรียบเหมือน การเอาหม้อน้ำที่พร่องเทินไว้บนศีรษะ ย่อมจะหกฉลดศีรษะให้เปียกได้
แต่อย่าทำร้าย กล่าวร้าย และคิดร้ายต่อเขาเลย เพราะเขาเป็นเช่นนั้น ก็นับว่าเสวยอกุศลวิบากกรรมมากพอแล้ว จงแผ่เมตตาให้เขาดีกว่า
๖๙. คนพาลร้ายกว่าอสรพิษ
สปฺโป ทุฏฺโฐ ขโล ทุฏฺโฐ สปฺโป ทุฏฺฐตโร ขโล มนฺโตสเธหิ โส สปฺโป ขโล เกนุปสมฺมติ ฯ
อสรพิษและคนชั่ว ก็จัดว่าร้ายกาจนัก แต่คนชั่วนับว่าร้ายกาจกว่าอสรพิษ พิษของอสรพิษใช้มนต์หรือยารักษาได้ ส่วนพิษของคนชั่วนั้นจะใช้อะไรแก้ได้เล่า
โลกนีติบทนี้ ท่านเปรียบคนพาลว่าร้ายกาจเหมือนอสรพิษ แต่คนพาลมีพิษร้ายกาจกว่า เพราะว่าบรรดาพิษของสัตว์ที่มีพิษทั้งหลาย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ผึ้ง หรือสัตว์ที่มีพิษทุกชนิด พิษของงูจัดว่าร้ายแรงที่สุด สามารถปลิดชีพของผู้กระทำได้อย่างฉับพลัน แม้จะร้ายแรงขนาดนั้น แต่ก็ยังพอมีสรรพคุณของยาพิษบรรเทาและรักษาได้ หรือใช้อานุภาพของเวทมนต์คาถา หรือใช้พลานุภาพของการตั้งสัจวาจาอธิษฐานระงับพิษนั้นได้ ส่วนคนชั่วนั้น มีสารพัดพิษ กัดไปทั่วไม่เลือกหน้า กัดได้แม้แต่ผู้เคยให้อุปการคุณ เมื่อใครถูกพิษของคนชั่วเข้าแล้ว ไม่มียาขนานใด หรือมนต์ใด ที่จะใช้ป้องกันและบรรเทารักษาได้ มีแต่จะถึงความพินาศอย่างเดียว ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พิษของคนชั่วนั้น ร้ายกาจกว่าพิษของอสรพิษหลายเท่านัก
๗๐. คนพาลผู้สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต
โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส พาโล ปณฺฑิตมานี ส เว พาโลติ วุจฺจติ ฯ
คนพาล รู้ตนว่าเป็นคนพาล พอจะเป็นบัณฑิตอยู่บ้าง คนพาลเข้าใจตนว่าเป็นบัณฑิต นั่นแหละเรียกว่าพาลแท้
คนพาลและบัณฑิต ย่อมเป็นคนละคน ไม่ปะปนกัน ความเป็นพาลและความเป็นบัณฑิตไม่ได้มีอยู่ในคนคนเดียวกัน คนพาลชอบใฝ่ต่ำ งานที่ทำ คำที่พูด จิตที่คิด ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่อการทำลาย ส่วนบัณฑิตไม่ใฝ่ต่ำ งานที่ทำ คำที่พูด จิตที่คิด ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ เพื่อสร้างสรรค์
ชื่อว่าคนพาล คือผู้มีปรกติทำแต่บาปอกุศล เบียดเบียนคุกคาม ฉกฉวย ฉ้อโกง ละเมิดธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม หยาบกระด้าง โกหกหลอกลวง ยุยงให้แตกสามัคคี หยาบคาย ฟุ้งเฟ้อ อาฆาตจองเวร หลงผิด แต่ก็ยังมีพาลบางคน ที่ความเป็นพาลมีน้อยเบาบาง พอสำนึกรู้ได้ว่าตนเป็นพาล และกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หันมาพัฒนากาย วาจา ใจ ให้ดีขึ้น นับว่ายังพอเป็นบัณฑิตได้บ้าง ส่วนคนพาลที่เข้าใจผิดคิดว่าตนเป็นบัณฑิต อวดรู้ อวดดี คิดการณ์ใหญ่ อยากเป็นผู้นำ นั่นแหละนับว่าเป็นพาลแท้จริง
๗๑. คนพาลเห็นบาปเป็นน้ำผึ้ง จนกว่าจะให้ผล
มธุวา มญฺญตี พาโล ยาว ปาปํ น ปจฺจติ ยทา จ ปจฺจตี ปาปํ อถ ทุกฺขํ นิคจฺฉติ ฯ
ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล คนพาลยังเข้าใจว่าบาปหอมหวานเหมือนน้ำผึ้ง แต่เมื่อบาปให้ผล เขาย่อมได้รับทุกขเวทนาสาหัส
อกุศลกรรมทั้งหลาย เป็นของหวานสำหรับคนพาล แม้ยังไม่ได้ทำ ก็หอมหวนยั่วยวนใจให้ใฝ่หา ให้อยากเห็น อยากทำ เมื่อเห็นแล้ว ทำแล้ว ก็มีความสุข พึงพอใจ ตราบใดที่บาปที่ทำไว้นั้นยังไม่ส่งผล ก็คิดว่าบาปไม่มีสิ่งที่ทำนั้นไม่เป็นบาป เมื่อใดบาปที่ทำนั้นให้ผลที่เจ็บแสบร้อนแรง จึงรู้ว่ามันผิด เห็นว่าบาปมีจริง แต่ก็สายเกินกว่าจะแก้ไขได้
บุรุษใจบาปผู้หนึ่ง ไม่เชื่อฟังคำห้ามปรามของมารดา แต่กลับใจหยาบตบตีมารดาและด่าว่าเป็นมารขัดขวางความเจริญ แล้วออกเดินทางไปแสวงโชค ประสบเคราะห์กรรมสิ้นชีวิต ไปเกิดเป็นเปรตในอบายภูมิ เปรตทั้งหลายกำลังเสวยวิบากกรรมได้รับทุกข์ทรมานแสนสาหัส ถูกจักรคมกริบปั่นอยู่บนศีรษะ แต่เปรตใจหยาบนึกถึงมูลเหตุเป็นดอกบัวที่สวยงามและมีกลิ่นหอม จึงขอกจักรวาวไว้บนศีรษะของตน นี่แหละ คนที่เห็นจักรเป็นดอกบัว หลังจากนั้นเขาจะเป็นอย่างไร เพราะวิบากกรรมรออยู่
๗๒. คนพาลที่มีอำนาจ ไม่เป็นการดี
น สาธุ พลวา พาโล สหสา วินฺทเต ธนํ กายสฺส เภทา ทุปฺปญฺโญ นิรยํ โสปปชฺชติ ฯ
คนมีอำนาจแต่เป็นคนพาลคงไม่ดีแน่ เพราะจะใช้อิทธิพลแสวงหาทรัพย์ นับว่าเป็นคนโง่เขลา เมื่อตายไปแล้วย่อมตกนรก
ประเทศที่ไม่น่าอยู่ คือ ประเทศที่แห้งแล้งไม่มีแหล่งน้ำและมีคนพาลเป็นผู้นำ ประเทศที่แห้งแล้งยังพอทนอยู่ได้ แต่ประเทศที่มีผู้นำเป็นคนพาลย่อมไม่น่าอยู่ เมื่อทราบข่าวก็ไม่ควรเดินทางไป หากจำเป็นต้องเดินทาง ฝนก็ยังพอย้ายแวะพัก หรืออยู่ที่นั่นก่อนก็ควรย้ายหนี เพราะผู้นำเป็นพาลย่อมนำพาประเทศชาติให้ล่มสลาย ใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ใช้อิทธิพลขู่เข็ญบังคับ เอารัดเอาเปรียบ คดโกง ใช้อำนาจแสวงหาทรัพย์ เกียรติยศและชื่อเสียงด้วยการทุจริตประพฤติมิชอบ
ส่วนประเทศใดอยู่สงบสุข ก็ให้ช่วยกันระวัง ป้องกันอย่าให้คนชั่วขึ้นเป็นใหญ่และมีอำนาจ เพราะจะนำพาไปสู่ความวิบัติ แล้วพยายามสนับสนุนให้คนดีขึ้นเป็นใหญ่และมีอำนาจ จะได้นำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญมั่นคง แม้จะยังไม่มีคนดี ก็ควรส่งเสริมบุตรหลานให้เป็นคนดี จะได้เป็นผู้นำที่ดีในวันหน้า
๗๓. ๔ ประเภทของผู้ร้ายในแต่ละหมู่
มูเร ทุฏฺโฐ มูสิโก จ วเน ทุฏฺโฐ จ วานโร สกุเณ ทุฏฺโฐ กาโก นเร ทุฏฺโฐ จ พฺราหฺมโณ ฯ
หนูเป็นตัวร้ายในเรือน ลิงเป็นตัวร้ายในป่า กาเป็นตัวร้ายในหมู่นก และนักบวชเป็นตัวร้ายในหมู่ชน
โลกนีติบทนี้ ท่านแสดงผู้ร้ายไว้ ๔ จำพวก คือ หนู ลิง กา และนักบวช
หนูชอบกัดทำลายข้าวของในเรือนให้เสียหาย ท่านจึงกล่าวว่าเป็นผู้ร้ายในเรือน โดยเฉพาะเรือนที่เจ้าของปล่อยข้าวของให้กรุงรัง ไม่เก็บให้เรียบร้อย จึงถูกหนูกัดแทะให้เสียหาย แม้หนูเองก็ไม่ว่าสิ่งของนั้นเจ้าของทิ้งเสียแล้ว จึงกัดเอาบางส่วนที่เป็นประโยชน์ไปสร้างรังให้ลูกน้อย
ลิงซึ่งดูรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายคน แต่ไม่มีปัญญาในการสร้างที่อยู่อาศัย มิหนำซ้ำยังชอบทำลายที่อยู่ของสัตว์อื่น ลิงจึงเป็นตัวร้ายในป่า
กามีลักษณะด้วยเพราะตัวดำ จึงชอบไล่จิกตีนกชนิดอื่นที่มีความสวยงามกว่า กาจึงเป็นตัวร้ายของนกทั้งหลาย
นักบวชอาศัยหมู่ชนผู้มีศรัทธาเลี้ยงชีพ เป็นผู้ไม่ฉลาดและทุศีลจึงทำลายศรัทธานั้น เพราะเห็นแก่ลาภสักการะ นักบวชจึงนับว่าเป็นผู้ร้ายในหมู่ชน
๗๔. ราตรียาวสำหรับผู้ตื่น
ทีฆา ชาครโต รตฺติ ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ ทีโฆ พาลาน สํสาโร สทฺธมฺมํ อวิชานตํ ฯ
ราตรีเดียวก็ยาวนานสำหรับผู้นอนไม่หลับ ทางโยชน์เดียวก็ยาวไกลสำหรับผู้เมื่อยล้า สังสารวัฏก็ยาวนานสำหรับคนพาลผู้ไม่รู้แจ้งพระสัทธรรม
ความยาวนานเนิ่นช้าย่อมมีแก่คน ๓ จำพวกต่อไปนี้
คนนอนไม่หลับ เพราะโลภอยากได้ทรัพย์ของคนอื่น หรือถูกราคะกิเลสรุมเร้าจิตใจให้ฟุ้งซ่าน เพราะโทสะขัดเคืองใจในงาน ญาติมิตร และบริวารที่ไม่ได้ดั่งใจ เพราะโมหะหลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งไม่เป็นประโยชน์ แม้เพียงราตรีเดียวก็ยาวนาน
คนหมดแรงเมื่อยล้า ท้อแท้ สิ้นหวัง ค้าขายขาดทุน ลงมือทำอะไรไม่เคยประสบผลสำเร็จ ระยะทางแม้เพียงโยชน์เดียวก็ช่างยาวไกลเหลือเกิน
คนพาล มัวแต่ทำบาปกรรม หลงใหลมัวเมายึดติดในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงไป ถูกราคะ โทสะ โมหะ รุมเร้าจิตให้ตกต่ำ ปัญญาที่จะเห็นความจริงแม้แต่น้อยก็ไม่มี จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏอันแสนจะยาวไกลนี้ไปอีกตราบนานเท่านาน
๗๕. คนพาลเห็นโทษผู้อื่นเล็ก เห็นโทษตนใหญ่ไม่เห็น
ติลมตฺตํ ปรสฺวํว อปฺโปโทสญฺจ ปสฺสติ นาภิเครุมฺปิ สโทสํ ขลชาโต น ปสฺสติ ฯ
คนพาลเห็นโทษของผู้อื่นแม้เล็กน้อยเท่าเมล็ดงา แต่ความชั่วของตนใหญ่โตเท่าลูกมะพร้าวก็มองไม่เห็น
ลักษณะของคนพาลมีอีกหลายประการ เช่น การคอยจ้องจับผิดผู้อื่น หาข้อตำหนิผู้อื่น แม้ผู้อื่นจะมีคุณสมบัติไม่บกพร่องให้ตนจับผิดได้ ก็หาเรื่องกลั่นแกล้งให้มีความผิด ถ้ากลั่นแกล้งไม่ได้ก็กล่าวตูใส่ความต่าง ๆ นานา ติฉินนินทา ขุดคุ้ยเรื่องราวเสียหายในอดีตขึ้นมาเปิดโปง เหล่านี้ล้วนเป็นการกระทำที่ลบหลู่ดูหมิ่นผู้อื่น คนดีทั้งหลายรังเกียจ
โลกนีติบทนี้จึงกล่าวถึงลักษณะของคนพาลไว้ว่า ธรรมดาคนพาลเฝ้าแต่เพ่งเล็งจ้องจับผิดผู้อื่น ความผิดของคนอื่นแม้จะมีเพียงเล็กน้อยเท่าเมล็ดงา คนพาลก็มองเห็น และนำมาเปิดเผยให้อับอาย ส่วนความผิดของตนแม้จะมากและยิ่งใหญ่เท่าลูกมะพร้าว ซึ่งมีขนาดใหญ่โตกว่าเมล็ดงาหลายร้อยเท่า คนพาลก็มองไม่เห็น แม้จะเห็นก็พยายามปกปิดไว้ไม่ให้ผู้อื่นรู้ เพราะคิดว่าผู้อื่นเป็นพาลเหมือนตนที่รู้ความผิดอะไร ๆ แล้ว จะเที่ยวโพนทนาให้อายไปทั่ว
๗๖. คนพาลซ่อนโทษตน เปิดโทษคนอื่น
นตฺตโทสํ ปเร ฌญฺญา ฌญฺญา โทสํ ปรสฺส ตุ กุยฺเหะ กุมฺโมว องฺคานิ ปรโทสญฺจ ลกฺขเย ฯ
คนพาลไม่ให้ผู้อื่นรู้ความผิดของตน ชอบรู้แต่ความผิดของผู้อื่น ซ่อนความผิดของตนไว้ คอยแต่จับผิดผู้อื่น เหมือนเต่าซ่อนอวัยวะของตนไว้ในกระดอง ฉะนั้น
โลกนีติบทนี้ก็เหมือนกับบทก่อน แต่ท่านได้ยกอุปมามาเปรียบเทียบให้เห็นจริงด้วย เต่าคือสัตว์ที่ท่านยกมาเปรียบกับคนพาล เพราะมีลักษณะเหมือนกัน คือชอบซ่อนสิ่งที่คิดว่ารุงรังไว้
คนพาลชอบปกปิดข้อบกพร่องของตนไว้ไม่ให้ผู้อื่นรู้เห็น แต่ชอบเข้าไปรู้เห็นความผิดของผู้อื่น ตนเองทำผิดก็ปิดบังอำพรางไว้ คอยจ้องจับผิดแต่คนอื่น ตนเองนี้แหร่ก็ไม่เคยพูดถึง เห็นคนนี้ขี้เหร่กลับนำมาตำหนิให้ใครต่อใครฟัง พยายามหาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อนความผิดของตน
เปรียบเหมือนเต่ามี ๔ ขาเหมือนสัตว์ทั่วไป พอพบสัตว์อื่นก็หดขาของตนซ่อนไว้ในกระดอง แล้วตำหนิสัตว์อื่นว่า มีขามากเกินไป จะไปไหนมาไหน ขาก็เกะกะรุงรังไปหมด
๗๗. การสรรเสริญของบัณฑิต กับของคนพาล
ปณฺฑิตสฺส ปสํสาย ทณฺโฑ พาเลน ทียเต ปณฺฑิโต ปณฺฑิเตเนว วณฺณิโต สุวณฺณิโต ฯ
บัณฑิตถูกคนพาลสรรเสริญ ถือว่าเป็นการลงโทษ ส่วนบัณฑิตถูกบัณฑิตด้วยกันสรรเสริญ จึงเป็นการสรรเสริญแท้
การยกย่องสรรเสริญกัน มีอยู่ทั่วทุกสังคม ทุกระดับชนชั้น คนดีมักจะยกย่องสรรเสริญผู้อื่นด้วยความจริงใจไม่มีเลศนัย ไม่ใช่ประจบเอาใจ ไม่หวังผลเป็นอื่น เห็นว่าเป็นคนดีจริง มีคุณสมบัติควรแก่การการสรรเสริญ จึงสรรเสริญ เพื่อแสดงความเห็นด้วย เพื่อให้กำลังใจ เพื่อยกย่องให้คนดีปรากฏ
ส่วนคนพาลมักจะสรรเสริญผู้อื่นเพื่อยุยงให้เหิมเกริม เพื่อประจบเอาใจ แม้ผู้นั้นจะมีคุณสมบัติไม่ควรแก่การสรรเสริญก็ตาม คนพาลก็จะสรรเสริญอยู่อย่างนั้น ด้วยหวังว่าเขาจะเห็นเราสำคัญ เขาจะระลึกถึงเราเมื่อเขาเป็นใหญ่ได้ดีแล้ว เขาจะเกื้อกูลเรา
ท่านจึงกล่าวว่า การสรรเสริญของคนพาลนั้น เป็นการสรรเสริญเพื่อทำลาย ใครหลงคำสรรเสริญของคนพาลก็จะพบกับความล่มจมในวันหน้า ส่วนการสรรเสริญของคนดี เป็นการสรรเสริญเพื่อสร้างสรรค์จริง ๆ
๗๘. วิธีจูงใจ ๔ ประเภทบุคคล
ลุทฺธํ อตฺเถน คณฺเหยฺย ถทฺธํ อญฺชลิกมฺมุนา ฉนฺทานุวุตฺติยา มุฬฺหํ ยถาภูเตน ปณฺฑิตํ ฯ
ควรยึดใจคนโลภไว้ด้วยการให้ผลประโยชน์ ควรยึดใจคนจองหองไว้ด้วยการนอบน้อม ควรยึดใจคนเขลาไว้ด้วยการคล้อยตาม และควรยึดใจบัณฑิตไว้ด้วยความจริง
เมื่อจะผูกสัมพันธไมตรีจิตเป็นมิตรกับใคร ควรพิจารณาดูว่าเขาเป็นคนเช่นไร ถ้าเป็นคนโลภเห็นแก่ได้ ก็ควรยึดเหนี่ยวจิตใจเขาไว้ด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์ให้ตามสมควร และรู้จักเผื่อแผ่ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ถ้าเป็นคนจองหอง ถือยศถือศักดิ์ หรืออวดอำนาจ ก็ควรยึดเหนี่ยวจิตใจเขาไว้ด้วยการแสดงคารวะนอบน้อม มีอ่อนปากอ่อนหวาน ถ้าเป็นคนโง่เขลาเอาแต่ใจตน ควรยึดเหนี่ยวจิตใจไว้ด้วยการเห็นด้วยคล้อยตามไม่ขัดแย้ง ถ้าเป็นบัณฑิต ก็ควรยึดเหนี่ยวจิตใจไว้ด้วยการทำจริง พูดจริง และมีความจริงใจถือสัตย์
ทุชชนกณฺโฑ นิฏฺฐิโต — หมวดคนพาล จบ