Wat Chulamanee
ธรรมนีติ

อลงฺการกณฺฑ — หมวดว่าด้วยเครื่องประดับ

ธรรมนีติ · 9 คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

๒๕๗. เครื่องประดับของสิ่งต่าง ๆ

ปถวิยา ภูสนํ เมรุ รตฺติยา ภูสนํ สสี ชนานํ ภูสนํ ราชา เสนานํ ภูสนํ คโช ฯ

เขาพระเมรุเป็นเครื่องประดับของแผ่นดิน ดวงจันทร์เป็นเครื่องประดับของราตรี พระราชาเป็นเครื่องประดับของประชาชน และช้างเป็นเครื่องประดับของกองทัพ

เขาพระเมรุอันเป็นแกนจักรวาลเป็นเครื่องประดับของแผ่นดิน ให้ความยิ่งใหญ่และความเป็นศูนย์กลาง ดวงจันทร์เป็นเครื่องประดับของราตรี ให้แสงและความงาม พระราชาผู้ทรงธรรมเป็นเครื่องประดับของประชาชน เป็นผู้คุ้มครองและบ่อเกิดความเป็นระเบียบและความเจริญ ช้างอันทรงพลังเป็นเครื่องประดับของกองทัพ แทนพละกำลังสูงสุดและความน่าครั่นคร้ามต่อศัตรู เครื่องประดับที่แท้มิใช่เพียงเครื่องตกแต่ง แต่คือสิ่งที่ทำหน้าที่สูงสุดของตนให้สมบูรณ์

๒๕๘. ความงามที่แท้มาจากคุณธรรม

สีลตฺตา โสภเต รูปํ จาริตฺตา โสภเต กุลํ สปุปฺผํ โสภเต รญฺญํ สคชํ โสภเต พลํ ฯ

ร่างกายงดงามด้วยศีล ตระกูลงดงามด้วยความประพฤติ ป่างดงามด้วยมีดอกไม้ และกองทัพงดงามด้วยมีช้าง

ร่างกายงดงามด้วยศีล มิใช่ด้วยเครื่องสำอาง ชื่อเสียงของตระกูลงดงามด้วยความประพฤติดีของสมาชิก มิใช่ด้วยทรัพย์ ป่างดงามเมื่อผลิบาน แสดงธรรมชาติอันอุดม กองทัพงดงามเมื่อมีช้างศึก อันเป็นเครื่องมือสูงสุดแห่งพลัง ในแต่ละกรณี เครื่องประดับคือคุณสมบัติอันดีเลิศที่เหมาะกับสิ่งนั้นเอง ความงามคือการแสดงออกที่มองเห็นได้ของคุณธรรมภายในหรือศักยภาพในตัว

๒๕๙. ความงามเฉพาะตัวของแต่ละสิ่ง

โกกิลานํ สทฺทํ รูปํ นารีรูปํ ปติพฺพตํ วิชฺชา รูปํ อรูปานํ ขมา รูปํ ตปสฺสินํ ฯ

ความงามของนกดุเหว่าคือเสียง ความงามของสตรีคือความภักดีต่อสามี ความงามของจิต (ผู้ไม่มีรูป) คือความรู้ และความงามของผู้บำเพ็ญตบะคือความอดทนให้อภัย

สำหรับนกดุเหว่า ความงามมิใช่ขนแต่คือเสียงร้องอันไพเราะ สำหรับสตรีในกรอบสังคมจารีต ความงามและฐานะมั่นคงด้วยความภักดีต่อสามี สำหรับจิตซึ่งไม่มีรูป ความงามคือความรู้ สำหรับผู้บำเพ็ญตบะซึ่งปฏิบัติด้วยการอดทนต่อความยากลำบาก ความงามสูงสุดคือความอดทนให้อภัย ความสามารถสละความโกรธ เครื่องประดับที่แท้คือความสมบูรณ์ของคุณธรรมเฉพาะตนของแต่ละผู้ (ข้อเกี่ยวกับสตรีพึงอ่านในบริบทจารีต)

๒๖๐. ความงามตามความเหมาะสมแห่งหน้าที่

กิสา โสภา ตปสฺสี จ ถูลา โสภา จตุปฺปทา วิชฺชา โสภา มนุสฺสา จ อิตฺถี โสภา สสามิกา ฯ

ผู้บำเพ็ญตบะงามเมื่อผอม สัตว์สี่เท้างามเมื่ออ้วน มนุษย์งามเมื่อมีความรู้ และสตรีงามเมื่ออยู่กับสามี

ผู้บำเพ็ญตบะงามเมื่อผอม เพราะความซูบผอมเป็นหลักฐานของวินัยอันเคร่งครัดและการไม่ติดในกาย สัตว์สี่เท้างามเมื่ออ้วน เพราะเนื้อหนังแข็งแรงแสดงสุขภาพและกำลังสำหรับงานหรือศึก มนุษย์งามเมื่อมีความรู้ เพราะความรู้ทำให้ศักยภาพมนุษย์สมบูรณ์ สตรีงามเมื่ออยู่กับสามี แทนความสมบูรณ์ทางสังคม การคุ้มครอง และการทำบทบาทตามจารีต มาตรฐานความงามจึงนิยามด้วยความเหมาะสมเชิงหน้าที่ (ข้อเกี่ยวกับสตรีพึงอ่านในบริบทจารีต)

๒๖๑. สิ่งที่เป็นคู่กัน

รตฺติหีโน น จนฺทโร อูมิหีโน น สาคโร หํสหีโน น สํผุลฺโล อิตฺถิหีโน น ปุริโส ฯ

ปราศจากราตรีก็ไม่มีดวงจันทร์ (ที่เด่น) ปราศจากคลื่นก็ไม่มีมหาสมุทร ปราศจากหงส์สระ (บัว) ก็ไม่เบ่งบาน และปราศจากสตรีก็ไม่มีบุรุษ (ที่สมบูรณ์)

ดวงจันทร์จะปรากฏเด่นชัดก็เฉพาะในยามราตรี มหาสมุทรถูกนิยามด้วยคลื่นของมัน สระน้ำมีชีวิตชีวาด้วยการมีหงส์ สตรีและบุรุษถูกมองว่าเป็นคู่ที่เติมเต็มกัน สะท้อนทัศนะของยุคนั้นว่าตัวตนและฐานะทางสังคมเชื่อมโยงกับการแต่งงาน ดุจปรากฏการณ์ธรรมชาติเหล่านี้เป็นคู่กัน สตรีและสามีก็ถูกมองว่าเป็นคู่พื้นฐานที่เติมเต็มกัน (พึงอ่านในบริบททัศนะสังคมโบราณ)

๒๖๒. สิ่งที่ขาดฐานรองรับก็ไร้ความหมาย

วตฺถหีนํ นลงฺการํ ปติหีนา น นาริกา สิปฺปหีโน น ปุริโส เธนุหีนํ น โภชนํ ฯ

ปราศจากผ้าก็ไม่มีเครื่องประดับ (ที่ได้ที่) ปราศจากสามีก็ไม่มีสตรี (ที่มีฐานะตามจารีต) ปราศจากวิชาก็ไม่มีบุรุษ (ที่น่านับถือ) ปราศจากแม่โคก็ไม่มีอาหาร (ที่ครบ)

เครื่องประดับต้องมีผ้าให้ประดับ มิฉะนั้นก็เป็นเพียงวัตถุ สตรีตามทัศนะนี้ต้องมีสามีจึงมีฐานะและความมุ่งหมายทางสังคม บุรุษต้องมีวิชาหรือทักษะจึงนับว่าเป็นผู้สามารถและน่านับถือ อาหารที่ครบต้องอาศัยผลผลิตจากแม่โค (นมเนย) แต่ละสิ่งคือฐานรองรับสำคัญที่ให้ความหมายและหน้าที่แก่อีกสิ่ง หากปราศจากฐาน สิ่งที่อยู่เหนือก็ไร้ความหมาย (ข้อเกี่ยวกับสตรีพึงอ่านในบริบทจารีต)

๒๖๓. สิ่งที่ให้แสงสว่าง

ทีปเก ทีปโก จนฺโท นาริยา ทีปโก ปติ ติโลเก ทีปโก ธมฺโม สุปุตฺโต กุลทีปโก ฯ

ดวงจันทร์ส่องสว่าง (ยามต้องการประทีป) สามีเป็นแสงสว่างของภรรยา ธรรมเป็นแสงสว่างของไตรโลก และบุตรที่ดีเป็นแสงสว่างของตระกูล

ยามต้องการแสงตะเกียง ดวงจันทร์ส่องสว่างแก่โลก ในแวดวงครอบครัว ภรรยาส่องสว่างหรือนำเกียรติมาสู่สามี (และในทางกลับกัน) สำหรับไตรโลก ธรรมคือผู้ส่องสว่าง เผยสัจจะและขจัดความมืด สำหรับวงศ์ตระกูล บุตรที่ดีคือผู้ส่องสว่าง นำชื่อเสียงและความสืบเนื่องมาให้ แสงในที่นี้เป็นอุปมาของเกียรติ ความเข้าใจ และมรดก บ่อเกิดแสงสว่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมิใช่ทางกายภาพ แต่เป็นทางศีลธรรมและจิตวิญญาณ

๒๖๔. สิ่งที่ว่างเปล่า

อปุตฺตกํ ฆรํ สุญฺญํ เทสํ สุญฺญํ อราชกํ อปญฺญสฺส มุขํ สุญฺญํ สพฺพสุญฺญา ทลิทฺทตา ฯ

เรือนที่ไม่มีบุตรย่อมว่างเปล่า แว่นแคว้นที่ไม่มีพระราชาย่อมว่างเปล่า ปากของผู้ไร้ปัญญาย่อมว่างเปล่า แต่ความยากจนว่างเปล่าที่สุด

เรือนที่ไม่มีบุตรย่อมว่างจากเสียงหัวเราะ มรดก และที่พึ่งในอนาคต แว่นแคว้นที่ไม่มีพระราชาย่อมว่างจากระเบียบ ความยุติธรรม และความมั่นคง ปากของผู้ไร้ปัญญาย่อมว่างจากถ้อยคำที่มีความหมาย เหลือเพียงเสียงหรือความมุ่งร้าย สุดท้าย ความยากจนได้ชื่อว่าว่างเปล่าที่สุด เป็นความว่างที่รวมความว่างอื่นทั้งหมด ขาดทั้งทรัพย์ โอกาส ความเคารพ และบ่อยครั้งขาดแม้ความหวัง ความว่างเปล่าในที่นี้คือความรกร้างทางโลกแห่งความขาดแคลน

๒๖๕. ความงามที่แท้มาจากการกระทำ

โสตํ สุเตเนว น กุณฺฑเลน ทาเนน ปาณี น ตุ กงฺกเณน อาภาติ กาโย ปุริสุตฺตมสฺส ปโรปกาเรน น จนฺทเนน ฯ

หูงามด้วยการสดับ (ธรรม) มิใช่ด้วยตุ้มหู มืองามด้วยการให้ทาน มิใช่ด้วยกำไล ร่างกายของบุรุษผู้สูงสุดงามด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น มิใช่ด้วยแก่นจันทน์ (เครื่องหอม)

หูงามด้วยสิ่งที่มันสดับ คือธรรม คำแนะนำที่ดี และกวีนิพนธ์ มิใช่เพียงด้วยตุ้มหู มืองามด้วยการให้ มิใช่ด้วยกำไล ทั้งร่างกายของบุรุษผู้สูงสุดงามด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น มิใช่ด้วยการชโลมแป้งจันทน์ เครื่องประดับภายนอกเป็นเพียงสิ่งผิวเผินและไร้ชีวิต ความงามที่แท้ของมนุษย์เปล่งออกจากความประพฤติอันมีคุณธรรม จากการเปิดรับสัจจะ ความเอื้อเฟื้อ และการกระทำอันกอปรด้วยกรุณา

จบ อลงฺการกณฺฑ (หมวดว่าด้วยเครื่องประดับ) คาถาที่ ๒๕๗–๒๖๕ รวม ๙ คาถา