
วัตถุมงคล
รุ่นที่ผ่านมาเหรียญมหาเทวบรมครู วัดจุฬามณี ปี ๒๕๔๑
พ.ศ. 2541
เหรียญสายเทพของวัดจุฬามณี ปั๊มโดยโรงกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ปี ๒๕๔๑ ปลุกเสกยาวนานหลายปี รวมมหาเทพไว้ในเหรียญเดียว — พระพิฆเนศ พระนารายณ์ทรงครุฑ พระอิศวรทรงโค พระพรหมทรงหงส์ และท้าวเวสสุวรรณ
เหรียญมหาเทวบรมครู วัดจุฬามณี เป็นอีกหนึ่งเหรียญสายเทพที่น่าใช้ สายพระพิฆเนศไม่ควรพลาด เหรียญสวย งานเนี้ยบ ตั้งใจสร้าง ออกแบบได้อย่างสวยงามทั้งศาสตร์และศิลป์ ปั๊มเหรียญโดยโรงกษาปณ์ กรมธนารักษ์ จัดสร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๑ และใช้เวลาปลุกเสกยาวนานหลายปี รวมมหาเทพผู้เป็นใหญ่ไว้ในเหรียญเดียว
ประมวลภาพเนื้อต่างๆ
เนื้อทองคำ
เนื้อเงิน
เนื้อทองเหลือง (อลูมิเนียมบรอนซ์ เหรียญกษาปณ์)
พุทธลักษณะของเหรียญ
ด้านหน้าเหรียญ ประกอบด้วย พระนารายณ์ทรงครุฑ พระอิศวรทรงโค และพระพรหมทรงหงส์ ตรงกลางเป็นองค์พระพิฆเนศ มหาเทพแห่งปัญญาและความสำเร็จ
ด้านหลังเหรียญ เป็นองค์เทวสุวรรณพรหมาสูติเทพ (ท้าวเวสสุวรรณ) พร้อมยันต์ล้อมรอบองค์เหรียญอีกสองชั้น
จำนวนการจัดสร้าง
เนื้อทองคำ — ๔๐ เหรียญ
เนื้อเงิน — ๑,๐๐๐ เหรียญ
เนื้อทองเหลือง (อลูมิเนียมบรอนซ์ เหรียญกษาปณ์) — ๑๐,๐๐๐ เหรียญ
พระนารายณ์ทรงครุฑ
ในคัมภีร์พราหมณ์ปุราณะกล่าวไว้ว่า พระศิวะทรงมีพระประสงค์จะสร้างสวรรค์และโลกมนุษย์ ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ จึงต้องการผู้ช่วย โดยทรงนำพระหัตถ์ซ้ายมาลูบพระหัตถ์ขวา จนบังเกิดเป็นเทพองค์หนึ่งขึ้นมา มีพระนามว่า พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ พร้อมทรงมอบหมายหน้าที่ให้เป็นเทพผู้บริหารและคุ้มครองโลก รวมทั้งปราบปรามผู้สร้างความเดือดร้อนแก่มนุษย์และชาวสวรรค์
พระนารายณ์มีกายเป็นสีดอกตะแบก มี ๔ กร ถือศัสตราวุธต่างกัน คือ คทา ตรี จักร สังข์ ทรงมงกุฎชัย ประทับอยู่กลางเกษียรสมุทรบนหลังพญานาคชื่อ อนันตนาคราช และทรงใช้ครุฑเป็นพาหนะ มีพระมเหสีคือ พระลักษมี ตามคัมภีร์ยังกล่าวว่า พระนารายณ์จะอวตารลงมาเป็นทั้งมนุษย์และสัตว์ ตามคำสั่งของพระศิวะหรือการอัญเชิญของหมู่เทวดาและมนุษย์ การอวตารเพื่อมาช่วยมนุษยโลกมีทั้งหมด ๑๐ ปาง และหนึ่งในนั้นคือการอวตารลงมาเป็นพระรามในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ นอกจากนี้คนไทยยังมีความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพอวตารพระองค์หนึ่งของพระนารายณ์เช่นกัน ดังจะเห็นได้ว่าเวลา "ในหลวง" เสด็จฯ ณ ที่ใด จะต้องมีการอัญเชิญธงครุฑไปด้วย หรือหากประทับ ณ ที่ใด ก็จะมีธงครุฑปรากฏอยู่ ณ ที่นั้นเสมอ
เรื่องของพระนารายณ์ทรงครุฑจึงเป็นความเชื่อของพราหมณ์มาแต่โบราณกาล นอกจากเมืองไทยแล้ว ประเทศอินโดนีเซียก็มีความเชื่อในเรื่องนี้ เพราะเคยนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อน ชาวอินโดนีเซียเรียกครุฑว่า "การูดา" (Garuda) และใช้รูปการูดาเป็นตราสัญลักษณ์ของประเทศ รวมทั้งมีรูปเคารพพระนารายณ์ทรงครุฑปรากฏอยู่ทั่วประเทศ สำหรับประเทศกัมพูชา (เขมร) หรือขอมโบราณ ก็เคยเป็นแผ่นดินของพราหมณ์มาก่อน โบราณวัตถุในเขมรจึงมีรูปเคารพพระนารายณ์ทรงครุฑมานานปี ส่วนใหญ่เป็นเทวรูปแบบบูชา (ลอยองค์) ขนาดต่าง ๆ สร้างด้วยเนื้อสัมฤทธิ์สนิมหยก (เขียว) ส่วนเทวรูปขนาดเล็กแบบห้อยคอได้นั้นมีน้อยมาก
พระอิศวร (พระศิวะ) ทรงโค
พระอิศวร หรือ พระศิวะ (อังกฤษ: Shiva) ชาวจีนเรียกว่า พระยกอ๋องซ่งเต เป็นเทพตามความเชื่อของชาวฮินดู มีพาหนะคือโคเผือกชื่อว่า อุศุภราช พระอิศวรเป็นมหาเทพแห่งการทำลาย มีกายสีขาว แต่พระศอเป็นสีดำเพราะเคยดื่มยาพิษ มีพระเนตรถึง ๓ ดวง ดวงที่ ๓ อยู่กลางพระนลาฏ ซึ่งตามปกติจะหลับอยู่ เพราะมีอานุภาพร้ายแรงมาก หากลืมขึ้นเมื่อใดจะเผาผลาญทุกอย่างให้มอดไหม้ ประทับอยู่ ณ เขาไกรลาส อันเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล มีมเหสีคือพระแม่อุมา รูปลักษณ์ของพระอิศวรโดยมากปรากฏเป็นชายผมยาว มีพระจันทร์เป็นปิ่นปักผม มีลูกประคำหรือกะโหลกมนุษย์เป็นสังวาล มีงูเห่าพันรอบพระศอ นุ่งห่มหนังเสืออันเป็นเครื่องนุ่งห่มของฤๅษี การบูชาพระอิศวรกระทำได้โดยการบูชาต่อศิวลึงค์อันเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์
โคที่มีนามว่า อุศุภราช คือโคเผือกที่เป็นพาหนะประจำองค์พระศิวะ บางครั้งก็มีชื่อเรียกว่า โคนนทิราช ซึ่งมีกำเนิดไม่ธรรมดา กล่าวคือในการกวนเกษียรสมุทรครั้งยิ่งใหญ่ของทวยเทพนั้น ได้มีสิ่งวิเศษเกิดขึ้นมากมาย และนางโคสุรภีก็เป็นของวิเศษสิ่งหนึ่งที่จุติขึ้นมา พระกัศยปะมีความต้องการได้นางโคสุรภีไว้เป็นพาหนะ แต่ติดที่นางเป็นโคเพศเมีย จึงนิรมิตกายเป็นพ่อโคตัวผู้ไปผสมพันธุ์กับนางโคสุรภี จนกำเนิดลูกออกมาเป็นโคเพศผู้สีขาวบริสุทธิ์ มีลักษณะดีตรงตามตำรา พระกัศยปะจึงประทานนามว่า นนทิ (นันทิ) และถวายให้เป็นพาหนะประจำองค์พระศิวะสืบต่อมา
บางคัมภีร์กล่าวถึงกำเนิดของโคนนทิราชแตกต่างออกไป ว่าแต่เดิมนั้นเป็นเทพบุตรองค์หนึ่งบนสรวงสวรรค์ นามว่า นนทิ มีหน้าที่คุ้มครองดูแลบรรดาสัตว์สี่เท้าที่อาศัยอยู่ในป่าใกล้เขาไกรลาส และมักนิรมิตองค์เองให้กลายเป็นโคเผือกเพื่อให้พระศิวะเสด็จประทับไปยังที่ต่าง ๆ จนเป็นเสมือนพาหนะประจำพระองค์ พระนนทิยังเป็นหัวหน้าแห่งเทพบริวารทั้งปวงของพระศิวะ และเป็นนักดนตรี เคยร่วมนาฏกรรมรำฟ้อนกับพระศิวะ โดยรับหน้าที่ตีตะโพนให้จังหวะขณะที่พระศิวะร่ายรำในวโรกาสสำคัญ ด้วยเหตุนี้ผู้บูชาพระศิวะจึงนิยมบูชาโคนนทิด้วย โดยยกย่องเป็นโคศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งพระศิวะ การที่ชาวฮินดูไม่นิยมฆ่าวัวก็เพราะเคารพบูชาโคนนทินี่เอง
พระศิวะทรงเป็นมหาเทพผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล จะประทานพรวิเศษให้แก่ผู้หมั่นทำความดีและยึดมั่นในศีลธรรมเท่านั้น หากผู้ใดประพฤติเพื่ออุทิศถวายแก่พระองค์แล้วปรารถนาสิ่งใด ก็จะประทานสิ่งวิเศษให้ในไม่ช้า แต่เมื่อสมปรารถนาแล้วภายหลังกลับกระทำผิดไปจากความดีงาม ผู้นั้นก็จะเกิดวิบัติในชีวิต เพราะพระศิวะจะกลายเป็นเทพผู้ทำลายทันที มีความเชื่อว่าพระศิวะสามารถช่วยปัดเป่ารักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้อย่างมหัศจรรย์ ผู้มีความทุกข์ไม่ว่าทางใด หากบวงสรวงบูชาขอพรให้พ้นทุกข์ พระศิวะก็จะประทานพรให้พ้นจากห้วงทุกข์ได้เช่นกัน

พระพรหม
พระพรหม คือ พระเจ้าผู้สร้าง ผู้ลิขิตความเป็นไปของทุกสรรพสิ่ง เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ทุกคน จึงเป็นผู้รู้ความเคลื่อนไหวของสรรพชีวิต เหตุการณ์สำคัญของโลกล้วนอยู่ในสายพระเนตรของพระพรหม ทรงเป็นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่หนึ่งในสามตรีมูรติ ทรงรับฟังคำอธิษฐานของผู้ศรัทธาเสมอ ผู้บูชาพระพรหมและทำความดีจะได้รับการบันดาลพรให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา พระพรหมมีพระนามหลากหลาย เช่น พระพรหมมา พระพรหมา พระพรหมธาดา ท้าวมหาพรหม ปชาบดี อาทิกวี อาตมภู โลกาธิปดี ฯลฯ สัตว์พาหนะของพระพรหมคือ หงส์
กำเนิดของพระพรหมมีหลายตำรา ถ้าเป็นคัมภีร์ปุราณะของพราหมณ์ฝ่ายพระวิษณุเป็นใหญ่ (ไวษณพนิกาย) จะกล่าวว่า พระพรหมถือกำเนิดในดอกบัวซึ่งผุดขึ้นมาจากพระนาภี (สะดือ) ของพระวิษณุ นั่นหมายถึงพระวิษณุมีมาก่อนทุกสรรพสิ่ง เมื่อทรงต้องการสร้างโลกจึงให้กำเนิดพระพรหมขึ้นมาเพื่อภารกิจนี้ แต่ถ้าเป็นคัมภีร์ปุราณะของพราหมณ์ฝ่ายพระศิวะเป็นใหญ่ (ไศวะนิกาย) จะกล่าวว่า พระศิวะใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งลูบพระหัตถ์อีกข้างหนึ่ง บังเกิดแสงขึ้นในพระหัตถ์ พระพรหมก็ออกมาจากแสงนั้น ด้วยเหตุที่พระศิวะต้องการสร้างโลกจึงให้กำเนิดพระพรหมขึ้นมาเพื่อภารกิจนี้ ตำนานนี้พระศิวะจึงเป็นผู้มีมาก่อนทุกสรรพสิ่ง
พระพรหมเป็นเทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์ ทรงมีอานุภาพในการลิขิตชะตาชีวิต โดยควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎแห่งกรรม จึงเป็นผู้คุ้มครองคนดีและลงโทษผู้กระทำบาป ผู้มีกิเลสตัณหาจะถูกลิขิตให้ชีวิตมีแต่ความลำบากยากเข็ญ ส่วนผู้มีจิตใจเอื้ออารีต่อผู้อื่น พระพรหมจะบันดาลให้มีความสุขและสมบูรณ์ในชีวิต การเสียสละต่อส่วนรวมคือการถวายความจงรักภักดีต่อพระพรหม พระองค์จะบันดาลพรให้ผู้เสียสละนั้นมีแต่ความสุขตลอดกาล ผู้ศรัทธาเมื่อสวดบูชาต่อพระองค์แล้ว จะทรงประทานปัญญาในการประกอบอาชีพ ปกป้องให้ห่างจากศัตรู ประทานความแข็งแรง ความรู้แจ้ง ชี้แนะแนวทางแก้ไขปัญหา และมอบความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณ
พระพรหมทรงโปรดความเงียบสงบ ไม่วุ่นวาย มีพระทัยอ่อนโยน รักสรรพชีวิตที่ทรงสร้างมาเสมอ เมื่อผู้ศรัทธาต้องการสักการะ ก็ทรงโปรดการจัดการอย่างเรียบง่าย มีความตั้งใจแต่ไม่ใหญ่โตวุ่นวาย ทรงโปรดให้สวดภาวนาว่า "สัก ชิต เอกัม พรหมมา" หรือ "โอม อาฮัม พรหมมา อัสมิ" นับร้อยนับพันเที่ยว และให้นั่งสมาธิตั้งจิตเพ่งไปที่พระองค์ เพราะทรงสอนว่า การนั่งอยู่กับที่ระลึกถึงพระองค์ บริโภคมังสวิรัติ ไม่ออกไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น คือการตอบแทนพระคุณพระพรหมได้ดีที่สุด
ศาสตราวุธของพระพรหมมี ๔ อย่างหลัก คือ
ลูกประคำ — การสวดมนต์ภาวนาต่อพระพรหมเพื่อแผ่เมตตาไปยังสรรพชีวิต
ดอกบัว — ความสวยงามของธรรมะและความดีงาม ทรงสอนให้มนุษย์กระทำในสิ่งดีงามและมีเมตตาต่อผู้อื่นเสมอ
คัมภีร์ — การตั้งตนอยู่ในความดีความชอบ การศึกษาบทสวดและโยคะเพื่อมุ่งตรงสู่พระผู้เป็นเจ้า
หม้อน้ำ — กมัณฑลุ หรือ หม้อกลัศ ที่นักพรตตวงน้ำจากแม่น้ำคงคาไปใช้ในพิธีบูชาเทพต่าง ๆ (น้ำมนต์บริสุทธิ์)
นอกจากศาสตราวุธหลักทั้ง ๔ แล้ว ยังมีอีกมากมายแล้วแต่ช่างจะจินตนาการปั้นหรือวาดเพื่อเสริมความหมาย เช่น ธนู หอก กระจก สังข์ ดาบ มีด กริช ช้อนตักน้ำมันไฟ จักร คทา ตลอดจนเครื่องดนตรีต่าง ๆ
พระพิฆเนศ
พระพิฆเนศเป็นมหาเทพผู้ทรงภูมิปัญญายิ่งใหญ่ ผู้ขจัดอุปสรรคและอำนวยความสำเร็จในทุกสิ่ง ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งสากล (Universal God) ที่มีผู้เคารพนับถือมากที่สุดองค์หนึ่งทั่วโลก ไม่ว่าในอินเดีย เนปาล ภูฏาน ทิเบต มองโกล จีน ญี่ปุ่น เกาหลี พม่า ไทย เขมร อินโดนีเซีย ฯลฯ ทรงเป็นเทพเจ้าที่มีปรีชาญาณเฉลียวฉลาด มีฤทธานุภาพมาก และทรงคุณธรรม คอยปราบภัยพาลและอภิบาลคนดี อีกทั้งยังเป็นเทพผู้กตัญญูถึงพร้อมด้วยความดีงาม หากใครจะประกอบพิธีหรือทำกิจกรรมใด การเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ เช่น เปิดกิจการร้านค้า เริ่มการทำงาน ขึ้นบ้านใหม่ ออกเดินทาง หรือการบวงสรวงทำพิธีมงคลต่าง ๆ ต้องบอกกล่าวบูชาองค์พระพิฆเนศก่อนเป็นลำดับแรก จึงจะเป็นสิริมงคลและประสบความสำเร็จ
ตำนานกำเนิดพระพิฆเนศเชื่อกันว่า พระพิฆเนศเป็นโอรสของพระศิวะกับพระศรีมหาอุมาเทวี (พระแม่อุมา) ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้เขียนคัมภีร์มหาภารตะจากวาจาของพระฤๅษีวยาส และนับถือกันว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการรจนาหนังสือ ดุจเดียวกับพระสุรัสวดี พระพิฆเนศมีกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง อีกชื่อหนึ่งจึงเรียกว่า คชานนท์ มีงาข้างเดียว อ้วนเตี้ย ท้องพลุ้ย หูยาน พระวรกายสีแดง สีขาว สีเหลือง ฯลฯ นุ่งห่มภูษาแดง มี ๔ กร ถือบ่วงบาศ ขอสับช้าง และเทพศัสตราวุธอีกหลายชนิดซึ่งได้รับประทานจากพระศิวะ มีพาหนะบริวารคือหนู นามว่า มุสิกะ
ชนพื้นเมืองของอินเดีย นอกจากมีลัทธิการบูชาสัตว์หรือลัทธิแห่งชัยชนะเหนือธรรมชาติแล้ว ยังเชื่อว่าหนูเป็นสัญลักษณ์ของความมืด พระพิฆเนศทรงขี่หนูจึงหมายถึงชัยชนะของแสงอาทิตย์ที่ขจัดความมืดให้หมดสิ้นไป ทรงเป็นเทพเจ้าผู้ขจัดอุปสรรคทั้งปวง เทพเจ้าแห่งความรอบรู้ ความฉลาด ความสำเร็จ เป็นเทพประจำเรือน ผู้ประทานความอุดมสมบูรณ์ และคุ้มครองป้องกันสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง จึงอาจกล่าวได้ว่าพระพิฆเนศเป็นเทพเจ้าแห่งจักรวาล
พระพิฆเนศได้กลายเป็นเทพเจ้าองค์สำคัญในศาสนาฮินดู (พราหมณ์) ความศรัทธาแพร่หลายสู่แผ่นดินสยามตั้งแต่สมัยโบราณ ปรากฏเป็นรูปประติมากรรมพระพิฆเนศ ณ โบราณสถานหลายแห่ง เช่น ที่เมืองนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ลพบุรี นครราชสีมา ฯลฯ ทรงเป็นมหาเทพที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยมากองค์หนึ่ง นับถือให้เป็นประธานในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ประจำกรมศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาลัยช่างศิลป และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ รวมทั้งในพิธีเปิดกล้องถ่ายทำภาพยนตร์ พิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ โขน ละคร พิธีไหว้ครูของควาญช้าง และพิธีครอบครูเรียนสรรพวิชาต่าง ๆ ล้วนต้องกล่าวบูชาพระพิฆเนศเสียก่อน จึงจะเป็นสิริมงคลและทำกิจการงานหรือเล่าเรียนได้สำเร็จ การอธิษฐานขอพรใด ๆ ที่ไม่เกินวาสนาบารมี ย่อมสำเร็จได้ทุกสิ่ง ทั้งด้านการศึกษาเล่าเรียน ปัญญาความรู้ ตำแหน่งหน้าที่การงาน การเงินและความรัก การปัดเป่าอุปสรรคทุกข์ภัย ซึ่งจะสำเร็จมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับบุญกุศลบารมีของแต่ละคน

ท้าวเวสสุวรรณ
ท้าวเวสสุวรรณเป็นอธิบดีแห่งอสูรหรือยักษ์ หรือเป็นเจ้าแห่งภูตผี เป็นหนึ่งในบรรดาท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองและดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพมาก ประทับ ณ โลกบาลทิศเหนือ มียักษ์เป็นบริวาร คนไทยโบราณนิยมนำผ้ายันต์รูปยักษ์ผูกไว้ที่หัวเตียงเด็ก เพื่อป้องกันวิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มารังควานเด็ก ท้าวกุเวรองค์นี้มีกล่าวถึงในอาฏานาฏิยปริตรว่า นำเทวดาในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกามาเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้ถวายสัตย์ที่จะดูแลพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวก ไม่ให้ยักษ์หรือบริวารอื่นของท้าวจตุโลกบาลไปรังควาน
ท้าวเวสสุวรรณสถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ซึ่งมีท้าวมหาราชทั้งสี่ปกครอง คือ ท้าวธตรัฏฐะ ท้าววิรุฬหกะ ท้าววิรูปักษะ และท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวกุเวร) ประจำทิศทั้งสี่ โดยเฉพาะท้าวเวสสุวรรณเป็นใหญ่ปกครองบริวารทางทิศเหนือ ว่ากันว่าอาณาเขตที่ทรงดูแลรับผิดชอบนั้นใหญ่โตกว้างขวางมหาศาล และเป็นใหญ่ (หัวหน้าท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่) กว่าท้าวมหาราชองค์อื่น
ท้าวเวสสุวรรณเป็นเทพแห่งขุมทรัพย์ เป็นมหาเทพแห่งความร่ำรวยมั่งคั่ง รักษาสมบัติของเทวโลก ทั้งเป็นเจ้านายปกครองดูแลพวกยักษ์และภูตผีปีศาจทั้งปวง ในคัมภีร์เทวภูมิกล่าวไว้ว่า ท้าวเวสสุวรรณได้บำเพ็ญบารมีมาหลายพันปี ได้รับพรจากพระอิศวรและพระพรหมให้เป็นเทพแห่งความร่ำรวย นอกจากนี้ยังมีหน้าที่มากมาย เช่น การดูแลปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา และปกป้องคุ้มครองผู้นั่งสมาธิปฏิบัติพระกรรมฐาน ในคัมภีร์โบราณได้กล่าวไว้ว่า ผู้ใดหวังความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา ให้บูชารูปท้าวเวสสุวรรณหรือท้าวกุเวร
หมายเหตุ: เนื้อหานี้เรียบเรียงจากบทความบันทึกประวัติการจัดสร้างเหรียญของวัดจุฬามณี เพื่อบันทึกความเป็นมาและความหมายอันเป็นสิริมงคลของเหรียญรุ่นนี้ มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขายแต่อย่างใด