วัดจุฬามณี
บทสวด ประวัติและตำนาน และหนังสือธรรม

ชยปริตร

บทสวดชยปริตร (ปริตรแห่งชัยชนะปิดเล่ม) ฉบับบาลีพร้อมคำแปลและขยายความทีละส่วน — สัจจาธิษฐานพระมหากรุณา คำชยันโตอวยพรชัยชนะที่โพธิ์ คาถาสุนักขัตตัง (กาลทุกประการเป็นมงคล) และคำภะวะตุ สัพพะมังคะลัง ๓ ครั้ง เป็นบทปิดพิธีมงคลของไทย

ชยปริตรเป็นบทปิดเล่มของบทสวด "เจ็ดตำนาน" — เป็นบทที่นิยมใช้ปิดทุกพิธีมงคลของไทย รวม ๔ ส่วน คือ คำสัจจาธิษฐานพระมหากรุณา · คำชยันโตอวยพรชัยชนะที่โพธิ์ · คาถาสุนักขัตตัง (กาลทุกประการเป็นมงคล) · คำภะวะตุ สัพพะมังคะลัง กล่าว ๓ ครั้ง

บทนี้คือ "ที่สุดของการปิด" — รวมทั้งพระรัตนตรัย ๓ องค์ ทั้งเทพยดา และทั้งกาลเวลา เป็นการ "ผูกพรไว้รอบตัว" ผู้ฟังครบทุกมิติ ในธรรมเนียมไทย เมื่อพระสงฆ์สวดถึง "ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง..." ผู้ฟังจะน้อมรับสรรพมงคลเป็นจุดจบของพิธีกรรม

วิธีอ่านหน้านี้

ด้านบนคือบทสวดเต็มสำหรับสาธยายต่อเนื่อง (กดปุ่มคัดลอกได้) ส่วนด้านล่างเป็นคำแปลและคำขยายความ จัดเป็น ๔ ส่วนตามโครงของบท

บทสวดเต็ม (สำหรับสาธยาย)

บทสวดต่อเนื่องทั้ง ๔ ส่วน ตั้งแต่สัจจาธิษฐานพระมหากรุณา คำชยันโต คาถาสุนักขัตตัง จนถึงคำภะวะตุ สัพพะมังคะลัง ๓ ครั้ง ใช้สวดต่อเนื่องได้ทันที

มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ ฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ ฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ

คำแปลและขยายความ

ต่อไปนี้คือคำแปลและคำอธิบายความหมายทีละส่วน บาลีต้นฉบับของแต่ละส่วนมีปุ่มคัดลอกในตัว บทนี้แบ่งเป็น ๔ ส่วน คือ มหาการุณิโก → ชะยันโต → สุนักขัตตัง → ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง

ส่วนที่ ๑ — มหาการุณิโก (สัจจาธิษฐานพระมหากรุณา)

มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ

พระผู้เป็นที่พึ่ง (พระพุทธเจ้า) ผู้ทรงพระมหากรุณา ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งปวง เพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม — ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

ส่วนนี้เป็น "สัจจกิริยา" ที่อ้างคุณ ๓ ของพระพุทธเจ้ามาเป็นคำสัจจ์

  1. มหาการุณิโก — ทรงเป็นใหญ่ในกรุณา (พระมหากรุณาธิคุณ)

  2. ปูเรตวา ปาระมี สัพพา — ทรงบำเพ็ญบารมีทั้ง ๑๐ ครบสมบูรณ์

  3. ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง — ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณอันสูงสุด

การยก ๓ คุณนี้แล้วใช้เป็นคำสัจจ์ขอชัยมงคลให้ผู้ฟัง — เป็นกลไกเดียวกับวัฏฏกปริตรที่ใช้สัจจะเป็นเครื่องดับภัย

ส่วนที่ ๒ — ชะยันโต (อวยพรชัยชนะที่โพธิ์)

ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ ฯ

ขอท่านจงมีชัยชนะดังเช่นพระผู้ทรงชนะ ณ ควงไม้โพธิ์ ผู้ทรงทำให้ศากยวงศ์เพิ่มพูนความยินดี — ขอท่านจงชนะในชัยมงคล (เหมือนพระองค์) บนบัลลังก์อันไม่พ่ายแพ้ บนหน้าแผ่นดินดุจดอกบัว ในที่อภิเษกของพระพุทธเจ้าทั้งปวง — พระองค์ทรงถึงความเป็นเลิศ ทรงบันเทิงพระทัย

ส่วนนี้นำเหตุการณ์ "คืนตรัสรู้" มาเป็นต้นแบบแห่งชัยชนะ ที่อวยพรไปให้ผู้ฟัง — โครงสร้างคือ "พระพุทธเจ้าทรงชนะอย่างไร ขอท่านจงชนะอย่างนั้น"

  1. ชะยันโต โพธิยา มูเล — ผู้ชนะ ณ โคนต้นโพธิ์ (พระพุทธเจ้าในคืนตรัสรู้)

  2. สักยานัง นันทิวัฑฒะโน — ผู้ทำความยินดีให้แก่ชาวศากยะ

  3. เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ — "ขอท่านจงเป็นผู้ชนะเช่นนั้น"

  4. อะปะราชิตะปัลลังเก — บัลลังก์ที่ไม่พ่ายแพ้ (ที่ประทับใต้โพธิ์)

  5. ปะฐะวิโปกขะเร — แผ่นดินดุจดอกบัว (เพราะแม่ธรณีบีบมวยผมรองรับพระบารมี)

  6. อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง — สถานที่อภิเษกของพระพุทธเจ้าทั้งปวง (โพธิบัลลังก์เป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์)

นัยลึก: ใช้ "ภาพชัยชนะที่สมบูรณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์พุทธ" มาอวยพร — ไม่ใช่ขอชัยเล็ก ๆ แต่ขอชัยระดับสูงสุด

ส่วนที่ ๓ — สุนักขัตตัง (กาลทุกประการเป็นมงคล)

สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ ฯ

(เมื่อสัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบ) ฤกษ์ก็เป็นฤกษ์ดี มงคลก็เป็นมงคลดี รุ่งอรุณก็เป็นรุ่งอรุณดี ตื่นนอนก็ตื่นนอนดี ขณะก็เป็นขณะดี ครู่ก็เป็นครู่ดี และทักษิณาที่ถวายในผู้ประพฤติพรหมจรรย์ก็เป็นการถวายดี กายกรรมก็เป็นปทักษิณ (การกระทำที่เวียนไปทางขวา = เป็นมงคล) วจีกรรมก็เป็นปทักษิณ มโนกรรมก็เป็นปทักษิณ ความตั้งใจของท่านก็เป็นปทักษิณ — เหล่าสัตว์เมื่อกระทำสิ่งที่เป็นปทักษิณแล้ว ย่อมได้ผลที่เป็นปทักษิณ (ผลดี)

ส่วนนี้เป็น "ปรัชญาฤกษ์ยามของพระพุทธเจ้า" ที่ปฏิวัติความเชื่อโบราณ — พระองค์ตรัสว่า "ฤกษ์ดี" ไม่ได้อยู่ที่เวลา แต่อยู่ที่การกระทำของผู้นั้น

  1. ภาพ "ฤกษ์ดี" ๖ ประการ — ใน ๖ บรรทัดแรก พระองค์ทรงปฏิเสธว่าฤกษ์อยู่ที่เวลา แต่ทรงสอนว่า ฤกษ์อยู่ที่การกระทำดี ทั้งหมดนี้จะ "ดี" หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าผู้นั้นได้ปฏิบัติดีในเวลานั้นหรือไม่

  • สุนักขัตตัง = ฤกษ์ดี (ดวงดาว)

  • สุมังคะลัง = มงคลดี

  • สุปะภาตัง = รุ่งอรุณดี

  • สุหุฏฐิตัง = การลุก/ตื่นดี

  • สุขะโณ = ขณะดี

  • สุมุหุตโต = ครู่ดี

  1. ภาพ "ปทักษิณ" ๔ ประการปทักษิณ หมายถึง "การเวียนไปทางขวา" ซึ่งเป็นทิศมงคลในวัฒนธรรมอินเดียโบราณ พระองค์ทรงใช้คำนี้ขยายความถึง "การกระทำที่ตรงทาง = เป็นมงคลในตัวเอง"

  • กายกรรมปทักษิณ = กายทำดี (ไม่ฆ่า ไม่ลัก ไม่ล่วงในกาม)

  • วจีกรรมปทักษิณ = วาจาดี (ไม่เท็จ ไม่ส่อเสียด ไม่หยาบ ไม่เพ้อเจ้อ)

  • มโนกรรมปทักษิณ = ใจดี (ไม่โลภ ไม่พยาบาท สัมมาทิฏฐิ)

  • ปะณิธีปทักษิณ = ความตั้งใจดี (อธิษฐานในทางสร้างสรรค์)

วลีปิด "ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ" = "ย่อมได้ผลที่เป็นปทักษิณ" — กรรมดีย่อมให้ผลดีในตัวเอง ไม่ต้องพึ่งฤกษ์ นัยลึก: นี่คือพระสูตรที่ "ลบล้างความเชื่อเรื่องฤกษ์ยามแบบงมงาย" — แล้วยกระดับเรื่องนี้สู่ระดับ "การกระทำของตนเองคือฤกษ์ดีที่สุด"

ส่วนที่ ๔ — ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง (อวยพรปิดท้าย ๓ ครั้ง)

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ

ขอสรรพมงคลจงมี ขอเทวดาทั้งปวงจงรักษา ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ / ขอสรรพมงคลจงมี ขอเทวดาทั้งปวงจงรักษา ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ / ขอสรรพมงคลจงมี ขอเทวดาทั้งปวงจงรักษา ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ทั้งปวง ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ

ส่วนปิดท้ายนี้เป็นบทอวยพรที่สั้นที่สุดและทรงพลังที่สุด — กล่าวซ้ำ ๓ ครั้งโดยเปลี่ยน "เครื่องมือ" (พุทธานุภาพ → ธัมมานุภาพ → สังฆานุภาพ) ในลักษณะเดียวกับอภัยปริตร

โครงสร้างของแต่ละครั้ง

  • ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง — ขอสรรพมงคลจงมี (รวมทุกมงคลที่เป็นไปได้)

  • รักขันตุ สัพพะเทวะตา — ขอเทวดาทั้งปวงรักษา

  • สัพพะ[พุทธ/ธัมม/สังฆ]านุภาเวนะ — ด้วยอานุภาพของพระรัตนตรัย ๓ องค์

  • สะทา โสตถี ภะวันตุ เต — ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ตลอดกาล

บทนี้คือ "ที่สุดของการปิด" — รวมทุก ๓ องค์ของพระรัตนตรัยทั้งคุณ + ทั้งเทพยดา + ทั้งกาลเวลา — เป็นการ "ผูกพรไว้รอบตัว" ผู้ฟังครบทุกมิติ ในธรรมเนียมไทย เมื่อพระสงฆ์สวดถึง "ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง..." ผู้ฟังจะกรวดน้ำในส่วนแรกของบทมหาการุณิโก และฟังพรปิดท้ายนี้ด้วยใจน้อมรับสรรพมงคล — เป็นจุดจบของพิธีกรรมที่งดงามและสมบูรณ์

ภาคผนวก — โครงสร้างของชยปริตร

ชยปริตรเป็นบทปิดเล่ม รวม ๔ ส่วน ดังนี้

  • ส่วนที่ ๑ — มหาการุณิโก: สัจจาธิษฐานอ้างพระมหากรุณา บารมี และการตรัสรู้ ขอชัยมงคลให้ผู้ฟัง

  • ส่วนที่ ๒ — ชะยันโต: อวยพรให้ผู้ฟังชนะดังพระพุทธเจ้า ณ โพธิบัลลังก์

  • ส่วนที่ ๓ — สุนักขัตตัง: กาลทุกประการเป็นมงคลเมื่อกระทำดี ลบล้างความเชื่อเรื่องฤกษ์ยามแบบงมงาย

  • ส่วนที่ ๔ — ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง: อวยพรปิดท้าย ๓ ครั้ง ด้วยพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ และสังฆานุภาพ

หมายเหตุ

ชยปริตรเป็นบทปิดเล่มของบทสวด "เจ็ดตำนาน" นิยมใช้ปิดทุกพิธีมงคลของไทย · จุดเด่นของบทนี้คือ "ที่สุดของการปิด" ที่ผูกพรไว้รอบตัวผู้ฟังครบทุกมิติ ทั้งพระรัตนตรัย เทพยดา และกาลเวลา