วัดจุฬามณี
บทสวด ประวัติและตำนาน และหนังสือธรรม

พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ (อิติปิโส)

บทสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ หรือ "อิติปิโส" ฉบับบาลีพร้อมคำแปลและขยายความ — สรุปคุณของพระรัตนตรัยรวม ๒๔ ประการ (พุทธคุณ ๙ + ธรรมคุณ ๖ + สังฆคุณ ๙) เป็นการทบทวนแก่นแห่งศรัทธาก่อนเข้าสู่พุทธชัยมงคลคาถา

บท "อิติปิโส" สรุปคุณของพระรัตนตรัยรวม ๒๔ ประการ (พุทธคุณ ๙ + ธรรมคุณ ๖ + สังฆคุณ ๙) — ปรากฏซ้ำในอนุสสติ ๖ และในการระลึกพระรัตนตรัยทุกระดับ ในการสวดพระปริตรเป็นการ "ทบทวนแก่นแห่งศรัทธา" ก่อนเข้าสู่พุทธชัยมงคลคาถา

บทนี้ทำหน้าที่ "ยืนยันรัตนะ ๓" อีกครั้ง — เพราะรัตนสูตรในตอนกลางได้ยกพระรัตนตรัยขึ้นในแง่ของ "รัตนะที่ล้ำค่า" แล้ว แต่ในบทนี้กล่าวถึงในแง่ของ "คุณ ๒๔ ประการ" ที่เป็นแก่นแห่งศรัทธา

วิธีอ่านหน้านี้

ด้านบนคือบทสวดเต็มสำหรับสาธยายต่อเนื่อง (กดปุ่มคัดลอกได้) ส่วนด้านล่างเป็นคำแปลและคำขยายความ จัดเป็น ๓ ส่วน คือ พุทธคุณ ๙ · ธรรมคุณ ๖ · สังฆคุณ ๙

บทสวดเต็ม (สำหรับสาธยาย)

บทสวดต่อเนื่องทั้ง ๓ ส่วน ตั้งแต่พุทธคุณ ธรรมคุณ จนถึงสังฆคุณ ใช้สวดต่อเนื่องได้ทันที

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ฯ สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ฯ

คำแปลและขยายความ

ต่อไปนี้คือคำแปลและคำอธิบายความหมายทีละส่วน บาลีต้นฉบับของแต่ละส่วนมีปุ่มคัดลอกในตัว บทนี้แบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ พุทธคุณ ๙ → ธรรมคุณ ๖ → สังฆคุณ ๙

ส่วนที่ ๑ — พุทธคุณ ๙

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ

เพราะเหตุนี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงเป็นพระอรหันต์ (ไกลจากกิเลส) ๑ ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ (ตรัสรู้เองโดยชอบ) ๑ ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ (ความรู้และความประพฤติ) ๑ ทรงเป็นพระสุคต (เสด็จไปดี) ๑ ทรงเป็นโลกวิทู (ผู้รู้แจ้งโลก) ๑ ทรงเป็นอนุตตโร ปุริสะทัมมะสารถิ (สารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า) ๑ ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ๑ ทรงเป็นพุทธะ (ผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบาน) ๑ ทรงเป็นภะคะวา (ผู้มีพระภาค) ๑

คุณของพระพุทธเจ้า ๙ ประการ

  • อะระหัง — ไกลจากกิเลส ควรแก่การบูชา ทำลายซี่กำของวัฏฏะ

  • สัมมาสัมพุทโธ — ตรัสรู้สรรพธรรมเองโดยชอบ

  • วิชชาจะระณะสัมปันโน — ถึงพร้อมด้วยวิชชา ๓ (หรือ ๘) และจรณะ ๑๕

  • สุคะโต — เสด็จไปดี (สู่ที่ดี ด้วยทางดี พูดดี)

  • โลกะวิทู — รู้แจ้งโลก ๓ คือ สังขารโลก สัตวโลก โอกาสโลก

  • อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ — เป็นสารถีฝึกบุรุษที่สมควรฝึก ยอดเยี่ยม

  • สัตถา เทวะมะนุสสานัง — เป็นครูของเทวดาและมนุษย์

  • พุทโธ — ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

  • ภะคะวา — ผู้มีพระภาค ผู้ทรงโชค ทรงคุณ ทรงเดช

ส่วนที่ ๒ — ธรรมคุณ ๖

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ฯ

พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ๑ (สวากขาโต) ผู้ปฏิบัติเห็นได้เอง ๑ (สันทิฏฐิโก) ไม่ประกอบด้วยกาล ๑ (อะกาลิโก) ควรเรียกให้มาดูได้ ๑ (เอหิปัสสิโก) ควรน้อมเข้ามาในตน ๑ (โอปะนะยิโก) วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ๑ (ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ)

คุณของพระธรรม ๖ ประการ

  • สวากขาโต — ตรัสไว้ดีแล้ว (ดีทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด)

  • สันทิฏฐิโก — ผู้ปฏิบัติเห็นได้เอง ไม่ต้องเชื่อตามคำผู้อื่น

  • อะกาลิโก — ไม่ประกอบด้วยกาล (ให้ผลทันที ไม่ต้องรอ)

  • เอหิปัสสิโก — ควรเรียกให้มาดูได้ ท้าทายให้พิสูจน์

  • โอปะนะยิโก — ควรน้อมเข้ามาในตน เห็นแล้วเอามาใช้ในใจ

  • ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ — วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ผู้รู้ย่อมรู้ในใจของตน

ส่วนที่ ๓ — สังฆคุณ ๙

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ฯ

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดี ๑ (สุปะฏิปันโน) ปฏิบัติตรง ๑ (อุชุปะฏิปันโน) ปฏิบัติเพื่อรู้ ๑ (ญายะปะฏิปันโน) ปฏิบัติชอบ ๑ (สามีจิปะฏิปันโน) — ได้แก่ คู่บุรุษ ๔ คู่ บุรุษบุคคล ๘ ท่านเหล่านี้แลคือพระสงฆ์สาวก เป็นผู้ควรของคำนับ ๑ (อาหุเนยโย) ควรของต้อนรับ ๑ (ปาหุเนยโย) ควรของทำบุญ ๑ (ทักขิเณยโย) ควรทำอัญชลี ๑ (อัญชลีกะระณีโย) เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ๑ (อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ)

สังฆคุณ ๙ แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม

กลุ่มคุณการปฏิบัติ (๔ ข้อแรก)

  • สุปะฏิปันโน — ปฏิบัติดี

  • อุชุปะฏิปันโน — ปฏิบัติตรง

  • ญายะปะฏิปันโน — ปฏิบัติเพื่อความรู้

  • สามีจิปะฏิปันโน — ปฏิบัติสมควร (ตามทำนองคลองธรรม)

ตามด้วยคำอธิบายว่าพระสงฆ์ที่ว่านี้คือ คู่บุรุษ ๔ คู่ บุรุษบุคคล ๘ = พระอริยสงฆ์ ๔ คู่ (พระโสดาบัน-พระสกทาคามี-พระอนาคามี-พระอรหันต์ × คู่มรรค-ผล)

กลุ่มคุณการเป็นเนื้อนาบุญ (๕ ข้อหลัง)

  • อาหุเนยโย — ควรของคำนับ (ของที่นำมาเซ่นไหว้)

  • ปาหุเนยโย — ควรของต้อนรับ (ของที่เตรียมต้อนรับแขก)

  • ทักขิเณยโย — ควรของทำบุญ (ทักษิณาทาน)

  • อัญชลีกะระณีโย — ควรกราบไหว้ (ทำอัญชลี)

  • อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ — เนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก

ภาคผนวก — นัยรวมของบทอิติปิโส

ในการสวดพระปริตรนี้ บทอิติปิโสทำหน้าที่ "ยืนยันรัตนะ ๓" อีกครั้งก่อนเข้าสู่บทพุทธชัยมงคลคาถา — เพราะรัตนสูตรในตอนกลางได้ยกพระรัตนตรัยขึ้นในแง่ของ "รัตนะที่ล้ำค่า" แล้ว แต่ในบทนี้กล่าวถึงในแง่ของ "คุณ ๒๔ ประการ" (พุทธ ๙ + ธรรม ๖ + สงฆ์ ๙) ที่เป็นแก่นแห่งศรัทธา — เป็นการ "ทบทวน" ก่อนใช้พุทธคุณนี้ดึงชัยมงคลในบทถัดไป

หมายเหตุ

บทอิติปิโส (พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ) ปรากฏซ้ำในอนุสสติ ๖ และในการระลึกพระรัตนตรัยทุกระดับ · จุดเด่นของบทนี้คือสรุปคุณของพระรัตนตรัยครบ ๒๔ ประการ เป็นแก่นแห่งศรัทธาในบทสวด "เจ็ดตำนาน"