พุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ)
บทสวดพุทธชัยมงคลคาถา หรือ "พาหุง" ฉบับบาลีพร้อมคำแปลและขยายความทีละคาถา — สรรเสริญชัยชนะ ๘ ครั้งของพระพุทธเจ้าเหนือมาร อมนุษย์ สัตว์ และความเห็นผิด ปิดทุกคาถาด้วย "ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ"
พาหุง เป็นบทคาถาที่นิยมสวดมากที่สุดในพิธีมงคลของไทย เพราะสรรเสริญ ชัยชนะ ๘ ครั้ง ของพระพุทธเจ้าเหนือศัตรูต่างประเภท ทั้งมาร อมนุษย์ สัตว์ และความเห็นผิด — ทุกคาถาปิดด้วยคำอวยพร "ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ" (ด้วยเดชนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน) — เป็นการ "โอนเดชแห่งชัยชนะ" จากพระพุทธเจ้ามาสู่ผู้ฟัง
ผู้ใหญ่ในยุคก่อนสอนให้สวดพาหุงทุกวัน — เพราะรวมทั้ง คุ้มภัยปัจจุบัน และ สร้างเหตุสู่นิพพาน ไว้ในบทเดียวกัน
วิธีอ่านหน้านี้
ด้านบนคือบทสวดเต็มสำหรับสาธยายต่อเนื่อง (กดปุ่มคัดลอกได้) ส่วนด้านล่างเป็นคำแปลและคำขยายความทีละคาถา ตั้งแต่คาถาที่ ๑ ถึงคาถาที่ ๘ และคาถาปิด (อานิสงส์ของผู้สวด)
บทสวดเต็ม (สำหรับสาธยาย)
บทสวดต่อเนื่องทั้ง ๘ ชัยชนะและคาถาปิด ไล่เรียงชัยชนะของพระพุทธเจ้าเหนือพญามาร ยักษ์ ช้าง โจร คำใส่ร้าย นักโต้วาที พญานาค และพรหม จนถึงอานิสงส์ของผู้สวด ใช้สวดต่อเนื่องได้ทันที
พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ กัตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ ฯ
คำแปลและขยายความ
ต่อไปนี้คือคำแปลและคำอธิบายความหมายทีละคาถา บาลีต้นฉบับของแต่ละคาถามีปุ่มคัดลอกในตัว ทั้ง ๘ คาถาเล่าชัยชนะของพระพุทธเจ้าเหนือศัตรูต่างประเภท ปิดท้ายด้วยคาถาอานิสงส์ของผู้สวด
คาถาที่ ๑ — ชนะพญามาร
พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
พระจอมมุนีทรงชนะพญามาร ผู้นิรมิตแขน ๑,๐๐๐ ถืออาวุธครบมือ ขี่ช้างคิริเมขล์ มาพร้อมเสนามารผู้ร้องลั่น ด้วยวิธีแห่งธรรม คือทานบารมีเป็นต้น ด้วยเดชนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน
คาถาแรกนี้คือ "ชัยชนะใหญ่ที่สุด" ของพระพุทธเจ้า — ในคืนตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พญาวสวัตดีมาร ยกทัพมาขัดขวาง ปลอมตัวเป็นยักษ์มีพันแขน ถืออาวุธครบมือ ขี่ช้าง คิริเมขล์ (ช้างยักษ์ใหญ่เท่าภูเขา) นำเสนามารจำนวนนับไม่ถ้วนตามมา
กลยุทธ์ที่พระองค์ใช้ชนะ — ไม่ใช่อาวุธ ไม่ใช่กำลังกาย แต่เป็น "ทานาทิธัมมะวิธิ" = วิธีแห่งธรรม คือ ทศบารมี (บารมี ๑๐) ที่สั่งสมมา ๔ อสงไขย ๑ แสนกัป — ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา นัยลึก: ชัยชนะเหนือพญามารแสดงว่า ธรรมเหนือกว่าอำนาจ — แม้ผู้มีพันแขนพันอาวุธ ก็พ่ายให้กับผู้มีบารมีบริสุทธิ์
คาถาที่ ๒ — ชนะยักษ์อาฬวกะ
มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
พระจอมมุนีทรงชนะอาฬวกยักษ์ ผู้ดุร้าย แข็งกระด้าง ใจอำมหิตยิ่งกว่ามาร ผู้สู้รบตลอดทั้งคืน ด้วยวิธีแห่งขันติและการทรมานอย่างนุ่มนวล ด้วยเดชนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน
อาฬวกยักษ์ เป็นยักษ์ผู้ปกครองเมืองอาฬวี เคยฆ่าและกินคนวันละ ๑ คน เมื่อพระเจ้าอาฬวีถูกเสนอเป็นเหยื่อสุดท้าย พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปแทน
ในคืนนั้น อาฬวกะใช้ทุกวิธีมาทำร้าย — ฝนหิน ลูกศร โคลน ขี้เถ้า — แต่ทุกอย่างที่ปาเข้ามากลายเป็นดอกไม้บูชาพระองค์ — สุดท้ายอาฬวกะใช้ผ้า "วัตถุ" (ผ้ามงคลของจตุมหาราชิกา) ที่มีอำนาจมาก ก็ไม่ทำร้ายพระองค์ได้ — เมื่อหมดวิธี อาฬวกะถามปัญหายาก พระองค์ตอบครบ — อาฬวกะจึงยอมแพ้และตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์ วิธีที่ทรงใช้ — ขันตี (ความอดทน) + สุทันต (การฝึกอย่างนุ่มนวล) — ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง แต่ใช้ความสงบและปัญญา
คาถาที่ ๓ — ชนะช้างนาฬาคิรี
นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
พระจอมมุนีทรงชนะช้างนาฬาคิรี อันประเสริฐ ผู้ตกมัน ดุร้ายดุจไฟป่า จักรอาวุธ และอสุนีบาต ด้วยวิธีรดด้วยน้ำเมตตา ด้วยเดชนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน
ช้างนาฬาคิรี เป็นช้างมงคลของเมืองราชคฤห์ — พระเทวทัต ผู้คิดร้ายต่อพระพุทธเจ้า ขอให้คนเลี้ยงช้างมอมเหล้าให้นาฬาคิรีตกมัน แล้วปล่อยออกไปทำร้ายพระพุทธเจ้าระหว่างบิณฑบาต
ช้างวิ่งเข้ามาหาด้วยความบ้าคลั่ง — พระอานนท์ออกไปยืนขวางถวายชีวิต — แต่พระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้ แล้วทรง แผ่เมตตา ออกไปยังนาฬาคิรี — ช้างนั้นหยุดทันที สงบใจลง คุกเข่าหมอบลงและส่งงวงรับฝุ่นพระบาทมาโรยบนกระหม่อม — กลายจากช้างดุร้ายเป็นช้างเชื่อง วิธีที่ทรงใช้ — "เมตตัมพุเสกะ" = "การรดด้วยน้ำเมตตา" — เปรียบเมตตาที่ทรงแผ่เป็นน้ำเย็นรดดับไฟตกมันของช้าง นัยลึก: เมตตามีพลังเปลี่ยน "จิตที่บ้าคลั่ง" ให้สงบลงได้ ใช้ได้ทั้งกับคนและสัตว์
คาถาที่ ๔ — ชนะองคุลีมาล
อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
พระจอมมุนีทรงชนะโจรองคุลีมาล ผู้ถือดาบเงื้อง่า ดุร้ายยิ่ง วิ่งไล่ตามตลอดทาง ๓ โยชน์ ด้วยวิธีกระทำฤทธิ์ทางใจ ด้วยเดชนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน
องคุลีมาล (เดิมชื่อ อหิงสกะ) เป็นนักศึกษาที่ถูกอาจารย์ทิศาปาโมกข์หลอกให้ไปฆ่าคน ๑,๐๐๐ คน และตัดนิ้วมือมาทำพวงมาลัย (จึงได้ชื่อ "องคุลีมาล" = ผู้มีนิ้วเป็นมาลัย) — ฆ่าไปได้ ๙๙๙ คนแล้ว เหลืออีก ๑ คน เมื่อเขาเห็นแม่ของตนเดินมา จะฆ่าแม่ — พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณ จึงเสด็จไปขวางทาง
องคุลีมาลถือดาบไล่ตาม ๓ โยชน์ (ประมาณ ๔๘ กิโลเมตร) แต่ตามไม่ทันแม้พระพุทธเจ้าเดินช้า ๆ — เพราะพระองค์ทรง อธิษฐานฤทธิ์ ให้ระยะระหว่างทั้งสองห่างกันเสมอ เมื่อหมดแรง องคุลีมาลตะโกน "หยุดก่อนสมณะ" — พระองค์ตรัสว่า "เราหยุดแล้ว เธอต่างหากที่ยังไม่หยุด" (หยุดในที่นี้คือ หยุดจากการเบียดเบียน) — องคุลีมาลทิ้งดาบ ขอบวช ภายหลังบรรลุพระอรหันต์ วิธีที่ทรงใช้ — "อิทธีภิสังขะตะมะโน" = "ทำใจให้กระทำฤทธิ์" — ใช้ฤทธิ์ทางจิต ไม่ใช่ฤทธิ์ทางกาย
คาถาที่ ๕ — ชนะนางจิญจมาณวิกา
กัตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
พระจอมมุนีทรงชนะคำใส่ร้ายของนางจิญจมาณวิกา ผู้ทำท่อนไม้ผูกท้องอย่างหญิงมีครรภ์ (มาประจานพระองค์) ท่ามกลางหมู่ชน ด้วยวิธีแห่งความสงบและกริยาดุจจันทร์ ด้วยเดชนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน
นางจิญจมาณวิกา เป็นปริพาชิกาที่ถูกพวกเดียรถีย์ใช้ให้ใส่ร้ายพระพุทธเจ้า — นางทำท่าเข้าวัดเชตวันตอนเย็นเป็นเวลาหลายเดือน เพื่อให้คนเห็นเป็นข่าวลือว่ามีอะไรกับพระองค์ — เมื่อท้องเริ่มดูใหญ่ขึ้น (จากการเอาไม้มาผูก) นางก็มาประจานพระองค์กลางที่ประชุมสงฆ์และฆราวาส กล่าวว่า "ท่านเป็นพ่อของลูกในท้องดิฉัน"
พระพุทธเจ้าทรงตอบเพียงประโยคเดียว — "นอกจากเธอกับเรา ความจริงข้อนี้มีเพียงเราสองรู้" — สงบเย็น ไม่โต้แย้ง — แล้วเทพยดามาแก้ไขโดยทำให้ไม้ที่ผูกหลุดลงต่อหน้าทุกคน — นางถูกจับได้ ถูกแผ่นดินสูบในที่นั้น วิธีที่ทรงใช้ — "สันเตนะ โสมะวิธินา" = "วิธีแห่งความสงบ ดุจจันทร์" — พระองค์ตอบด้วยความสงบเย็น ไม่หวั่นไหวต่อคำใส่ร้าย ทำให้ความจริงปรากฏเอง นัยลึก: ในยามถูกใส่ร้าย ความสงบเย็น มีพลังกว่าการโต้แย้ง
คาถาที่ ๖ — ชนะสัจจกนิครนถ์
สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
พระจอมมุนีผู้ทรงรุ่งโรจน์ด้วยประทีปแห่งปัญญา ทรงชนะสัจจกนิครนถ์ ผู้ละสัจจะ ตั้งใจในการชนะวาทะ (ในการโต้วาที) จิตมืดบอด ผู้เป็นธงชัยแห่งวาทกะ ด้วยเดชนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน
สัจจกะ เป็นนักพรตนิครนถ์ ผู้มีความเก่งในการโต้วาที จนได้ฉายาว่า "ผู้เป็นธงชัยแห่งวาทกะ" (มะติสัจจะกะวาทะเกตุง) — มีนิสัยอวดดี ประกาศว่า "ใครก็แพ้เราในการโต้วาที"
วันหนึ่งเขามาถามปัญหาพระพุทธเจ้าหลายข้อ ตั้งใจจะหักล้างพระองค์ — แต่ทุกข้อที่ถาม พระองค์ทรงตอบจน สัจจกะตอบไม่ได้ กลายเป็นฝ่ายถูกซักจนจนแต้ม สุดท้ายต้องขอโทษและรับฟังธรรมโดยดี วิธีที่ทรงใช้ — "ปัญญาปะทีปะ" = "ประทีปแห่งปัญญา" — ใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างขจัดความเห็นผิด นัยลึก: เมื่อเจอผู้มีวาทะคม ตอบด้วยปัญญาที่ลึกกว่า ไม่ใช่ด้วยคำที่ดังกว่า
คาถาที่ ๗ — ชนะพญานันโทปนันทนาคราช
นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
พระจอมมุนีทรงชนะพญานาคนันโทปนันทะ ผู้มีฤทธิ์มาก ผู้บัณฑิต ด้วยการให้พุทธบุตร (พระโมคคัลลานเถระ) ผู้เป็นนาคในเพศพระภิกษุ ไปทรมาน ด้วยวิธีอันเป็นคำสั่งสอนทางฤทธิ์ ด้วยเดชนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน
นันโทปนันทะ เป็นพญานาคผู้มีฤทธิ์มาก พักอยู่ใต้เขาสิเนรุ — เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่นับถือพระรัตนตรัย — วันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปอุตตรกุรุทวีปกับพระสาวก ๕๐๐ รูป โดยเสด็จผ่านเหนือวิมานของนันโทปนันทะ — พญานาคโกรธจัดเพราะถือว่าตนเป็นใหญ่ จึงเลื้อยขึ้นมาขนดรอบเขาสิเนรุ พ่นพิษและฟันขวาง
พระสาวกหลายรูปขออาสาไปปราบ พระองค์ทรงห้ามทุกองค์ จนถึง พระโมคคัลลาน ผู้เป็นเลิศทางฤทธิ์ — พระองค์จึงอนุญาต — พระโมคคัลลานแปลงเป็นนาคใหญ่กว่าหลายเท่า ลงไปปราบโดยขนดรอบนันโทปนันทะอีกชั้นและบีบเข้า — นันโทปนันทะสู้ไม่ไหว ในที่สุดยอมแพ้ ขอเข้ามาขอขมาพระพุทธเจ้าและประกาศตนเป็นพุทธมามกะ วิธีที่ทรงใช้ — "อิทธูปะเทสะวิธิ" = "วิธีคำสั่งสอนทางฤทธิ์" — พระองค์ใช้พระสาวกเป็นเครื่องมือ ไม่ทรงทำเอง นัยลึก: ผู้มีอำนาจไม่จำเป็นต้องทำเอง — รู้จักมอบหมายและสร้างศิษย์ให้เก่ง คือฤทธิ์ที่ลึกกว่า
คาถาที่ ๘ — ชนะพกาพรหม
ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
พระจอมมุนีทรงชนะพรหมชื่อพกะ ผู้ทรงรัศมีบริสุทธิ์ ผู้มีฤทธิ์ ผู้มีมือถูกงูคือทิฏฐิที่ยึดถือผิด กัดแล้วอย่างแน่นแฟ้น ด้วยวิธีแห่งโอสถคือพระญาณ ด้วยเดชนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน
พกาพรหม เป็นพรหมในชั้นพรหมโลกที่อยู่มานานมาก จนเกิดมิจฉาทิฏฐิว่า "ความเป็นพรหมของเรานี้คือนิรันดร์ ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่า ไม่ตาย" — เขาลืมแม้กระทั่งเหตุที่ทำให้ตนได้มาเป็นพรหม
พระพุทธเจ้าเสด็จไปสู่พรหมโลกเพื่อแก้ทิฏฐิของพกาพรหม — พกาพรหมท้าทายว่า "ขอให้เราซ่อนตัว ถ้าท่านหาเราเจอ ท่านชนะ" — แล้วใช้ฤทธิ์ซ่อนตัว แต่พระองค์ทรงรู้ทันทุกที่ — ในทางกลับกัน พระองค์ทรงซ่อนตัวให้พกาพรหมหา พกาพรหมหาไม่เจอ — และทรง แสดงพระญาณ ระลึกชาติของพกาพรหมในอดีต ๔ ชาติให้เขาฟังจนยอมรับว่าตนไม่ใช่นิรันดร์ — พกาพรหมจึงละทิฏฐิ ตั้งอยู่ในความถูกต้อง วิธีที่ทรงใช้ — "ญาณาคะทะ" = "โอสถคือพระญาณ" — เปรียบทิฏฐิเป็นพิษงู และพระญาณ (ความรู้ที่ลึกซึ้ง) เป็นยาแก้พิษ นัยลึก: มิจฉาทิฏฐิ เป็นพิษที่ร้ายกว่าพิษงูจริง เพราะกัดทั้งภพ — แก้ได้ด้วย สัมมาทิฏฐิ ที่เกิดจากพระญาณ
คาถาปิด — อานิสงส์ของผู้สวด
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ ฯ
นรชนผู้มีปัญญา ผู้ใดสวดและระลึกถึงคาถาพุทธชัยมงคล ๘ บทเหล่านี้ ทุกวัน ไม่เกียจคร้าน เขาย่อมพ้นจากอุปัทวะอันมีประการต่าง ๆ มากหลาย ย่อมได้บรรลุโมกขสุข (สุขแห่งการหลุดพ้น)
คาถาปิดนี้ระบุ อานิสงส์ ๒ ระดับ ของการสวดพาหุงเป็นประจำ
ระดับโลก — พ้นจาก อุปัทวะ (อุปสรรค ภัยเฉียบพลัน) ที่หลากหลายในชีวิต ทั้งภัยทางกาย (โรค อุบัติเหตุ) ทางใจ (ความเครียด ความกลัว) และทางสังคม (ศัตรู ขโมย คดี)
ระดับธรรม — บรรลุ โมกขสุข = สุขจากการหลุดพ้น คือนิพพาน — เป็นเป้าสูงสุด
เงื่อนไขสำคัญ ๓ ข้อ
ทินะทิเน = ทุกวัน (สม่ำเสมอ ไม่ขาด)
มะตันที = ไม่เกียจคร้าน (จริงจัง)
สะปัญโญ = มีปัญญา (สวดด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ท่องเปล่า)
นี่คือเหตุผลที่ผู้ใหญ่ในยุคก่อนสอนให้สวดพาหุงทุกวัน — เพราะรวมทั้ง คุ้มภัยปัจจุบัน และ สร้างเหตุสู่นิพพาน ไว้ในบทเดียวกัน
ภาคผนวก — ชัยชนะ ๘ ประการของพระพุทธเจ้า
พุทธชัยมงคลคาถาสรรเสริญชัยชนะ ๘ ครั้งของพระพุทธเจ้า แต่ละครั้งชนะด้วย "วิธีแห่งธรรม" ต่างกัน ดังนี้
คาถา ๑ — พญามาร: ชนะด้วยทานาทิธรรม (ทศบารมี)
คาถา ๒ — ยักษ์อาฬวกะ: ชนะด้วยขันติและการฝึกอย่างนุ่มนวล
คาถา ๓ — ช้างนาฬาคิรี: ชนะด้วยการรดน้ำเมตตา
คาถา ๔ — โจรองคุลีมาล: ชนะด้วยฤทธิ์ทางใจ
คาถา ๕ — นางจิญจมาณวิกา: ชนะด้วยความสงบดุจจันทร์
คาถา ๖ — สัจจกนิครนถ์: ชนะด้วยประทีปแห่งปัญญา
คาถา ๗ — พญานาคนันโทปนันทะ: ชนะด้วยคำสั่งสอนทางฤทธิ์ (ผ่านพระโมคคัลลาน)
คาถา ๘ — พกาพรหม: ชนะด้วยโอสถคือพระญาณ
ทุกคาถาปิดด้วย "ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ" (ด้วยเดชนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน) เป็นการโอนเดชแห่งชัยชนะจากพระพุทธเจ้ามาสู่ผู้ฟัง ปิดท้ายด้วยคาถาอานิสงส์ของผู้สวด
หมายเหตุ
พุทธชัยมงคลคาถา (พาหุง) เป็นบทที่นิยมสวดมากที่สุดในพิธีมงคลของไทย · จุดเด่นของบทนี้คือการเล่าชัยชนะ ๘ ประการที่พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะศัตรูด้วยธรรม ไม่ใช่ด้วยกำลัง แล้วโอนเดชแห่งชัยชนะมาให้ผู้ฟัง