อัปปมาทวรรค — หมวดว่าด้วยความไม่ประมาท
ธรรมบท วรรคที่ ๒ · ๑๒ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
คาถาที่ ๒๑
อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปทํ อปฺปมตฺตา น มียนฺติ เย ปมตฺตา ยถา มตา
ความไม่ประมาท เป็นทางแห่งอมตะ ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย คนผู้ไม่ประมาทชื่อว่าย่อมไม่ตาย คนผู้ประมาทจึงเหมือนคนตายแล้ว
คาถานี้เป็นบทเปิดของหมวดว่าด้วยความไม่ประมาท ทรงปรารภเรื่องพระนางสามาวดี ตรัสสอนแก่ภิกษุทั้งหลายให้เห็นคุณของความไม่ประมาทเป็นเบื้องต้น
พระพุทธองค์ทรงวางหลักไว้เป็นคู่เทียบ คือ ความไม่ประมาท เป็นทางไปสู่ อมตะ อันหมายถึงพระนิพพานที่ไม่แก่ไม่ตายเพราะไม่ต้องเกิดอีก ส่วน ความประมาท นั้นเป็นทางแห่งความตาย ผู้ที่ปล่อยใจเลื่อนลอย ขาดสติกำกับ แม้ยังหายใจอยู่ก็เหมือนตายแล้ว เพราะชีวิตนั้นว่างเปล่าจากคุณธรรม
ข้อคิดคือ ความไม่ประมาทมิใช่เรื่องของนักบวชเท่านั้น แต่คือการมีสติรู้ตัวในทุกย่างก้าวของชีวิตประจำวัน ผู้ใดรักษาสติไว้ได้ ผู้นั้นชื่อว่ากำลังเดินอยู่บนทางที่นำไปสู่ความไม่ตาย
คาถาที่ ๒๒
เอตํ วิเสสโต ญตฺวา อปฺปมาทมฺหิ ปณฺฑิตา อปฺปมาเท ปโมทนฺติ อริยานํ โคจเร รตา
บัณฑิตทราบความต่างกัน ระหว่างความไม่ประมาทกับความประมาทนั้น แล้วตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ย่อมบันเทิงใจในความไม่ประมาท ยินดีในทางปฏิบัติของพระอริยะทั้งหลาย
ยังคงเป็นคาถาในกลุ่มเดียวกัน ทรงปรารภเรื่องพระนางสามาวดี ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายต่อเนื่องจากคาถาก่อน
คาถานี้ชี้ว่า บัณฑิต คือผู้มีปัญญานั้น เมื่อรู้ชัดถึงความแตกต่างระหว่างความไม่ประมาทกับความประมาทแล้ว ย่อมเลือกตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท ท่านไม่ได้ฝืนทำด้วยความจำใจ แต่กลับ บันเทิงใจ ยินดีในการมีสติ และยินดีในทางปฏิบัติของพระอริยะ
ข้อคิดสำคัญอยู่ตรงคำว่า ยินดี — เมื่อใดที่เราเห็นคุณค่าของสติจนเกิดความสุขที่จะรักษาไว้ มิใช่ทำเพราะถูกบังคับ เมื่อนั้นการปฏิบัติธรรมก็จะกลายเป็นความรื่นรมย์ ไม่ใช่ภาระ
คาถาที่ ๒๓
เต ฌายิโน สาตติกา นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกมา ผุสนฺติ ธีรา นิพฺพานํ โยคกฺเขมํ อนุตฺตรํ ฯ
บัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์เหล่านั้น เพ่งพินิจ มีความเพียรต่อเนื่อง มีความบากบั่นมั่นคงเป็นนิตย์ ย่อมบรรลุนิพพานอันเป็นสภาวะยอดเยี่ยม ปลอดจากโยคะ
ทรงปรารภเรื่องพระนางสามาวดี ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย เป็นคาถาปิดท้ายชุดที่กล่าวถึงผลของบัณฑิตผู้ไม่ประมาท
คาถานี้กล่าวถึงคุณสมบัติของนักปราชญ์ผู้ก้าวหน้าในธรรม คือ เพ่งพินิจ ด้วยจิตเป็นสมาธิ ทั้งการเพ่งอารมณ์ให้ใจสงบและการเพ่งลักษณะด้วยปัญญาเห็นแจ้ง ประกอบกับ ความเพียรต่อเนื่องมั่นคง ไม่ทำ ๆ หยุด ๆ ผลที่ได้คือการบรรลุ นิพพาน อันเป็นสภาวะยอดเยี่ยม ปลอด โยคะ คือสิ่งที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพ ได้แก่ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา
ข้อคิดคือ ความก้าวหน้าในธรรมไม่ได้มาจากความหวังลม ๆ แล้ง ๆ แต่มาจากการลงมือ เพียรอย่างสม่ำเสมอและมั่นคง เพราะความเพียรที่ทำติดต่อกันเป็นนิตย์เท่านั้นที่พาข้ามพ้นเครื่องผูกทั้งปวงได้
คาถาที่ ๒๔
อุฏฺฐานวโต สติมโต สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ ฯ
ยศ ย่อมเจริญแก่บุคคลที่มีความขยันหมั่นเพียร มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญก่อนทำ สำรวม ดำรงชีวิตโดยธรรม และไม่ประมาท
ทรงปรารภเรื่องนายกุมภโฆสก ตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสารและนายกุมภโฆสก แสดงเหตุแห่งความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต
คาถานี้รวบรวมคุณสมบัติที่ทำให้ ยศ อันได้แก่ความเป็นใหญ่ โภคสมบัติ ความนับถือ เกียรติ และคำสรรเสริญ เจริญขึ้นแก่บุคคล ได้แก่ ความ ขยันหมั่นเพียร มี สติ การงานสะอาดบริสุทธิ์ ใคร่ครวญก่อนทำ รู้จัก สำรวม ดำรงชีวิตโดยธรรม และไม่ประมาท
ข้อคิดคือ ความสำเร็จและเกียรติยศที่มั่นคงไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เกิดจากนิสัยดี ๆ ที่สั่งสมทีละน้อย — ขยัน รอบคอบ ซื่อตรง และมีสติ ผู้ครองคุณสมบัติเหล่านี้ ยศย่อมงอกงามขึ้นเองตามธรรมชาติ
คาถาที่ ๒๕
อุฏฺฐาเนนปฺปมาเทน สญฺญเมน ทเมน จ ทีปํ กยิราถ เมธาวี ยํ โอโฆ นาภิกีรติ ฯ
คนมีปัญญาพึงทำที่พึ่งดุจเกาะที่น้ำท่วมไม่ถึง ด้วยความขยัน ด้วยความไม่ประมาท ด้วยการสำรวม และด้วยการฝึกฝน
ทรงปรารภเรื่องพระจูฬปันถก ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้เคยถูกมองว่าปัญญาทึบแต่กลับบรรลุธรรมได้ด้วยความเพียร
พระพุทธองค์ทรงเปรียบ ที่พึ่งดุจเกาะ ว่าเป็นสิ่งที่คนมีปัญญาพึงสร้างขึ้น เกาะนี้คือ อรหัตตผล ซึ่งน้ำคือ โอฆะ ๔ (กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) ท่วมไม่ถึง เครื่องมือสร้างเกาะได้แก่ ความ ขยัน ความ ไม่ประมาท ความ สำรวม และการ ฝึกฝนตน
ข้อคิดคือ ในกระแสโลกที่ไหลเชี่ยวด้วยกิเลส เราแต่ละคนต้องสร้างที่พึ่งภายในให้ตนเอง มิใช่รอพึ่งสิ่งภายนอกที่ก็ถูกน้ำท่วมได้เช่นกัน ที่พึ่งอันแท้จริงคือคุณธรรมที่เราเพียรฝึกขึ้นในใจตนเอง
คาถาที่ ๒๖
ปมาทมนุยุญฺชนฺติ พาลา ทุมฺเมธิโน ชนา อปฺปมาทญฺจ เมธาวี ธนํ เสฏฺฐํว รกฺขติ ฯ
คนพาลมีปัญญาทราม ประกอบความประมาทอยู่เสมอ ส่วนบัณฑิตผู้มีปัญญา รักษาความไม่ประมาทไว้ เหมือนคนรักษาทรัพย์อันประเสริฐ ฉะนั้น
ทรงปรารภเรื่องนักษัตรของคนพาล ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเทียบท่าทีของคนพาลกับบัณฑิตต่อความประมาท
คาถานี้ชี้ว่า คนพาลผู้มีปัญญาทราม มักหมกมุ่นอยู่กับความประมาทเป็นนิตย์ ปล่อยชีวิตให้เลื่อนลอยไปตามความอยาก ส่วน บัณฑิต ผู้มีปัญญากลับ รักษาความไม่ประมาท ไว้อย่างหวงแหน ดุจคนตระหนี่ถนอมรักษา ทรัพย์อันประเสริฐ ไม่ยอมให้สูญหาย
ข้อคิดคือ ลองถามใจตนว่าเราถนอมสิ่งใดมากที่สุด หากเราหวงเงินทองยิ่งกว่าสติ ก็ยังนับว่าเดินทางคนพาล แต่ผู้ที่เห็นความไม่ประมาทเป็นทรัพย์ล้ำค่ากว่าทรัพย์ภายนอก ผู้นั้นคือบัณฑิตที่แท้
คาถาที่ ๒๗
มา ปมาทมนุยุญฺเชถ มา กามรติสนฺถวํ อปฺปมตฺโต หิ ฌายนฺโต ปปฺโปติ วิปุลํ สุขํ ฯ
ท่านทั้งหลาย อย่าประกอบความประมาท อย่าประกอบความเชยชมยินดีในกามเลย เพราะผู้ไม่ประมาทแล้ว เพ่งพินิจอยู่ ย่อมได้รับความสุขอันไพบูลย์
ทรงปรารภเรื่องนักษัตรของคนพาล ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ต่อเนื่องจากคาถาก่อน เป็นคำเตือนตรงถึงผู้ฟัง
พระพุทธองค์ตรัสห้ามไว้ ๒ ประการ คือ อย่าประกอบความประมาท และ อย่าหลงเพลิดเพลินยินดีในกาม เพราะทั้งสองสิ่งพากันฉุดใจให้ตกต่ำ แต่ผู้ ไม่ประมาทและเพ่งพินิจอยู่ ด้วยสมาธิและปัญญา ย่อมได้รับ ความสุขอันไพบูลย์ ซึ่งหมายถึงพระนิพพานอันเป็นสุขที่ไม่มีสิ่งใดเทียบ
ข้อคิดคือ ความสุขจากกามนั้นฉาบฉวยและตามมาด้วยความทุกข์เสมอ ส่วนความสุขจากใจที่สงบและตื่นรู้นั้นลึกซึ้งและยั่งยืนกว่ามากนัก ผู้มีปัญญาจึงเลือกลงทุนกับความสุขชนิดหลัง
คาถาที่ ๒๘
ปมาทํ อปฺปมาเทน ยทา นุทติ ปณฺฑิโต ปญฺญาปาสาทมารุยฺห อโสโก โสกินึ ปชํ ปพฺพตฏฺโฐว ภุมฺมฏฺเฐ ธีโร พาเล อเวกฺขติ ฯ
เมื่อใด บัณฑิตบรรเทาความประมาท ด้วยความไม่ประมาท ขึ้นสู่ปัญญาดุจปราสาท ไม่เศร้าโศก พิจารณาเห็นหมู่สัตว์ผู้มีความเศร้าโศก เมื่อนั้น บัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์ ย่อมเห็นคนพาลได้ เหมือนคนที่ยืนอยู่บนภูเขาเห็นคนที่ภาคพื้นได้ ฉะนั้น
ทรงปรารภเรื่องพระมหากัสสปเถระ ตรัสแสดงภาวะของบัณฑิตผู้ข้ามพ้นความประมาทแล้ว
คาถานี้เปรียบผู้ที่ บรรเทาความประมาทด้วยความไม่ประมาท ว่าได้ขึ้นสู่ ปัญญาดุจปราสาท อันหมายถึงทิพยจักษุญาณอันบริสุทธิ์ ยืนอยู่บนที่สูงอย่างไม่เศร้าโศก แล้วมองลงมาเห็น หมู่สัตว์ที่ยังจมอยู่ในความทุกข์โศก เหมือนคนยืนบนยอดเขามองเห็นผู้คนที่ภาคพื้นเบื้องล่างได้ทั่วถึง
ข้อคิดคือ ปัญญาที่พัฒนาขึ้นทำให้เรามองชีวิตจากมุมสูง เข้าใจความทุกข์ของผู้อื่นด้วยความกรุณาโดยไม่จมลงไปทุกข์ตาม การยกใจให้อยู่เหนือความประมาทจึงเป็นทั้งการปลดทุกข์ตนและการมองโลกด้วยดวงตาที่กว้างขึ้น
คาถาที่ ๒๙
อปฺปมตฺโต ปมตฺเตสุ สุตฺเตสุ พหุชาคโร
ผู้มีปัญญาดี เป็นผู้ไม่ประมาท ในเมื่อผู้อื่นประมาท เป็นผู้ตื่นอยู่โดยมาก ในเมื่อผู้อื่นหลับ ย่อมละทิ้งคนมีปัญญาทรามไปไกล เหมือนม้าฝีเท้าจัดวิ่งละทิ้งม้าที่หมดแรงไว้ ฉะนั้น
ทรงปรารภเรื่องภิกษุสองสหาย ตรัสแก่ภิกษุ ๒ รูปที่มีวิถีปฏิบัติต่างกัน
คาถานี้กล่าวถึง ผู้มีปัญญาดี ซึ่งหมายถึงพระขีณาสพผู้มีสติไพบูลย์ ท่านเป็นผู้ ไม่ประมาทในเมื่อคนอื่นประมาท และ ตื่นอยู่โดยมาก คือมีสติเต็มที่ในเมื่อคนอื่นยังหลับใหล ผู้เช่นนี้ย่อมทิ้งห่างคนปัญญาทรามไปไกล ดุจ ม้าฝีเท้าจัดวิ่งทิ้งม้าที่หมดแรง ไว้เบื้องหลัง
ข้อคิดคือ ในเวลาเดียวกัน คนสองคนอาจไปได้ไกลไม่เท่ากัน ต่างกันตรงที่ใครตื่นและใครยังหลับ ผู้ที่ตื่นตัวมีสติอยู่เสมอย่อมก้าวหน้าเร็วในทางธรรม แม้เริ่มต้นพร้อมกันก็ตาม
คาถาที่ ๓๐
อปฺปาเทน มฆวา เทวานํ เสฏฺฐตํ คโต อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ ปมาโท ครหิโต สทา ฯ
ท้าวมัฆวานประเสริฐสุดในหมู่เทวดาเพราะความไม่ประมาท บัณฑิตทั้งหลาย สรรเสริญความไม่ประมาท และติเตียนความประมาททุกเมื่อ
ทรงปรารภเรื่องท้าวมัฆวาน ตรัสแก่เจ้าลิจฉวีนามว่ามหาลิ ยกตัวอย่างผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่เทวดา
คาถานี้ชี้ว่า ท้าวมัฆวาน ได้ครองความเป็นใหญ่ประเสริฐสุดในหมู่เทวดาก็เพราะอาศัย ความไม่ประมาท เป็นเหตุ มิใช่ด้วยชาติกำเนิดหรือโชค ด้วยเหตุนี้ บัณฑิตทั้งหลายจึงพากันสรรเสริญความไม่ประมาท และติเตียนความประมาทอยู่ทุกเมื่อ
ข้อคิดคือ ความเจริญของทั้งเทวดาและมนุษย์ล้วนตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน คือความไม่ประมาท ผู้ปรารถนาความสูงส่งในชีวิต ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม พึงถือความไม่ประมาทเป็นคุณธรรมนำหน้าเสมอ
คาถาที่ ๓๑
อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ ปมาเท ภยทสฺสิ วา สญฺโญชนํ อณุํ ถูลํ ฑหํ อคฺคีว คจฺฉติ ฯ
ภิกษุยินดีในความไม่ประมาท หรือเห็นภัยในความประมาท เผาสังโยชน์ น้อยใหญ่ได้หมด เหมือนไฟเผาเชื้อน้อยใหญ่ให้หมดไป ฉะนั้น
ทรงปรารภเรื่องภิกษุรูปหนึ่ง ตรัสแก่ภิกษุนั้นถึงอานุภาพของความไม่ประมาท
คาถานี้กล่าวถึง ภิกษุผู้ยินดีในความไม่ประมาท หรือ เห็นภัยในความประมาท ว่าย่อมสามารถ เผาสังโยชน์ คือเครื่องผูกมัดใจทั้งน้อยและใหญ่ให้หมดสิ้นไป ดุจ ไฟลุกโชนเผาเชื้อทั้งเล็กและใหญ่ ให้มอดไหม้ไปโดยไม่เหลือ
ข้อคิดคือ พลังของความไม่ประมาทมิใช่ของอ่อนแอ แต่มีกำลังเผาผลาญกิเลสได้เหมือนไฟ ผู้ที่มีสติตื่นรู้และเกรงภัยจากความเผลอ ย่อมค่อย ๆ เผาเครื่องร้อยรัดในใจให้เบาบางลงทีละน้อยจนหมดในที่สุด
คาถาที่ ๓๒
อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ ปมาเท ภยทสฺสิ วา อภพฺโพ ปริหานาย นิพฺพานสฺเสว สนฺติเก ฯ
ภิกษุยินดีในความไม่ประมาท หรือมีปกติเห็นภัยในความประมาท เป็นผู้ไม่เสื่อม ชื่อว่าอยู่ใกล้นิพพานแน่แท้
ทรงปรารภเรื่องพระติสสเถระผู้อยู่ในนิคม ตรัสแก่ท่าน เป็นคาถาปิดหมวดว่าด้วยความไม่ประมาท
คาถานี้ยืนยันผลอันแน่นอนของ ภิกษุผู้ยินดีในความไม่ประมาท หรือมีปกติ เห็นภัยในความประมาท ว่าเป็นผู้ ไม่เสื่อม คือไม่ถอยจากสมถะและวิปัสสนา มรรคและผลที่บรรลุแล้ว ทั้งยังจะบรรลุคุณที่ยังไม่ได้ต่อไป จึงชื่อว่า อยู่ใกล้นิพพานแน่แท้ เพราะกำลังเดินตรงต่อการละ สังโยชน์ ๑๐ อันเป็นเครื่องผูกใจสัตว์
ข้อคิดคือ ความไม่ประมาทเป็นหลักประกันความก้าวหน้าที่ไม่ถอยหลัง ผู้ใดรักษาสติไว้ได้มั่นคง แม้ยังไม่ถึงจุดหมาย ก็นับได้ว่าอยู่ใกล้ฝั่งเข้าไปทุกขณะ ไม่มีวันเสื่อมถอย