ยมกวรรค — หมวดว่าด้วยธรรมเป็นคู่กัน
ธรรมบท วรรคที่ ๑ · ๒๐ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
คาถาที่ ๑
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา มนสา เจ ปทุฏฺเฐน ภาสติ วา กโรติ วา ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ จกฺกํว วหโต ปทํ ฯ
ธรรมทั้งหลาย มีใจ เป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ ถ้าคนมีใจชั่ว ก็จะพูดชั่วหรือทำชั่วตามไปด้วย เพราะความชั่วนั้น ทุกข์ย่อมติดตามเขาไป เหมือนล้อหมุนตามรอยเท้าโคที่ลากเกวียนไป ฉะนั้น
คาถานี้พระพุทธองค์ตรัสปรารภ พระจักขุบาลเถระ ผู้เป็นต้นเรื่อง ทรงแสดงแก่หมู่ภิกษุถึงหลักที่ว่า ใจเป็นต้นทางของทุกสิ่ง
คำว่า "ใจเป็นหัวหน้า" หมายถึงใจเป็นเหตุปัจจัยให้ธรรมฝ่ายอื่น ๆ ที่ประกอบกับใจเกิดขึ้นตามมา ท่านอธิบายว่าเดิมทีจิตนั้นเป็นธรรมชาติผ่องใส แต่เมื่อกิเลสที่จรเข้ามากระทบ ก็กลายเป็น ใจชั่ว ที่พร้อมจะแสดงออกทางคำพูดและการกระทำ เมื่อใจเสียแล้ว วาจาและกายก็เสียตาม ทุกข์จึงตามมาไม่ห่าง เปรียบเหมือนล้อเกวียนที่หมุนตามรอยเท้าโคซึ่งลากเกวียนไป
ข้อคิดสำหรับเราคือ ก่อนจะพูดหรือทำสิ่งใด ให้หมั่นดูแลใจของตนเสียก่อน เพราะเมื่อต้นทางคือใจสะอาด ปลายทางคือชีวิตก็จะพ้นจากทุกข์ได้
คาถาที่ ๒
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา ตโต นํ สุขมเนฺวติ ฉายาว อนุปายินี ฯ
ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ ถ้าคนมีใจดี ก็จะพูดดีหรือทำดีตามไปด้วย เพราะความดีนั้น สุขย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตัวเขาไป ฉะนั้น
คาถานี้ตรัสแก่ อทินนปุพพกพราหมณ์ ผู้เป็นบิดาของนายมัฏฐกุณฑลี เป็นคู่กันกับคาถาแรก แต่พลิกมาสู่ด้านสว่าง
ถ้อยคำต้นยังคงเดิมว่า ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จได้ด้วยใจ แต่คราวนี้ทรงชี้ว่า ถ้าคนมีใจดี การพูดและการทำก็ย่อมดีตามไปด้วย และเมื่อความดีนั้นเกิดขึ้น สุขก็ย่อมติดตามผู้นั้นไปไม่ห่าง เหมือน เงาที่ติดตามตัว ไปทุกหนแห่ง
จึงเห็นได้ว่าสุขและทุกข์มิได้มาจากใครอื่น หากแต่งอกจากใจของเราเอง เมื่อรักษาใจให้ผ่องใสมีเมตตา ความสุขก็เป็นเงาที่คอยตามเราไปเป็นธรรมดา
คาถาที่ ๓
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม เย จ ตํ อุปนยฺหนฺติ เวรํ เตสํ น สมฺมติ ฯ
ชนเหล่าใด เข้าไปผูกเวรว่า “คนนี้ได้ด่าเรา ได้ฆ่าเรา ได้ชนะเรา และได้ลักสิ่งของของเราไป” เวรของชนเหล่านั้น ย่อมไม่สงบระงับ
คาถานี้ทรงปรารภเรื่องราวในหมู่ภิกษุ แสดงถึงโทษของการ ผูกใจเจ็บ
คนเราเมื่อถูกกระทบกระทั่ง ไม่ว่าจะถูกด่า ถูกทำร้าย ถูกเอาชนะ หรือถูกแย่งชิงของรัก มักเก็บความรู้สึกนั้นมาย้ำคิดครั้งแล้วครั้งเล่าว่า "เขาทำกับเราอย่างนั้นอย่างนี้" การครุ่นคิดผูกใจเช่นนี้เองที่ท่านเรียกว่า การจองเวร ตราบใดที่ยังผูกใจไม่วาง เวรของคนเหล่านั้นก็ไม่มีวันสงบระงับ มีแต่จะพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ
ข้อคิดคือ บาดแผลจากคำพูดหรือการกระทำของผู้อื่นอาจเจ็บเพียงครั้งเดียว แต่การหวนกลับไปตอกย้ำในใจซ้ำ ๆ คือการทำร้ายตัวเองไม่รู้จบ
คาถาที่ ๔
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติ เวรํ เตสูปสมฺมติ ฯ
ส่วนชนเหล่าใด ไม่เข้าไปผูกเวรว่า “คนนี้ได้ด่าเรา ได้ฆ่าเรา ได้ชนะเรา และได้ลักสิ่งของของเราไป” เวรของชนเหล่านั้น ย่อมสงบระงับ
คาถานี้เป็นคู่ตรงข้ามกับคาถาก่อนหน้า ทรงแสดงต่อในเรื่องเดียวกัน
ถ้อยคำที่ถูกกระทำยังเหมือนเดิม คือถูกด่า ถูกทำร้าย ถูกเอาชนะ ถูกแย่งของ แต่คราวนี้ทรงชี้ทางออกว่า ผู้ใด ไม่เข้าไปผูกเวร ไม่นำเรื่องเหล่านั้นมาครุ่นคิดย้ำในใจ เวรของผู้นั้นย่อมสงบระงับลงได้
นี่คือความจริงที่ปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน เราห้ามผู้อื่นให้ล่วงเกินเราไม่ได้เสมอไป แต่เราเลือกได้ว่าจะเก็บมันไว้ในใจหรือวางมันลง เมื่อวางได้ ใจก็เป็นอิสระ และเวรก็สิ้นสุดที่เรา
คาถาที่ ๕
น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ อเวเรน จ สมฺมนฺติ เอส ธมฺโม สนนฺตโน ฯ
เพราะว่าในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่สงบระงับด้วยเวร แต่เวรทั้งหลายย่อมสงบระงับด้วยการไม่จองเวร นี้เป็นธรรมเก่า
คาถานี้ตรัสแก่ นางยักษ์ชื่อกาลีและหญิงคนหนึ่ง ผู้เคยผูกเวรกันมายาวนาน ทรงประกาศหลักการอันเป็นแก่นของการดับเวร
ใจความสำคัญคือ ในกาลไหน ๆ เวรย่อมไม่สงบระงับด้วยการจองเวรตอบ มีแต่จะลุกลามเป็นวงจรไม่จบสิ้น แต่เวรทั้งหลายจะสงบลงได้ ด้วยการไม่จองเวร เท่านั้น และทรงย้ำว่านี่เป็น ธรรมเก่า คือเป็นทางปฏิบัติที่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายในอดีตได้ประพฤติสืบต่อกันมา
ข้อคิดคือ การตอบโต้ด้วยความแค้นก็เหมือนใช้น้ำสกปรกล้างของสกปรก ยิ่งล้างยิ่งเปื้อน มีแต่การให้อภัยเท่านั้นที่ยุติวงจรนี้ได้
คาถาที่ ๖
ปเร จ น วิชานนฺติ มยเมตฺถ ยมามฺหเส เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ฯ
ชนเหล่าอื่น ไม่รู้ชัดว่า “พวกเรากำลังย่อยยับอยู่ ณ ที่นี้” ส่วนชนเหล่าใด ในหมู่นั้น รู้ชัด ความมุ่งร้ายกันย่อมระงับ เพราะการปฏิบัติของชนเหล่านั้น
คาถานี้ตรัสแก่ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ที่กำลังทะเลาะวิวาทแตกความสามัคคีกัน
ทรงชี้ว่า คนที่มุ่งทะเลาะเบาะแว้งกันนั้น ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังย่อยยับลงทุกที เพราะการวิวาทมีแต่ทำให้ทุกฝ่ายเสื่อมและพากันไปสู่ความพินาศ ส่วนผู้ที่เป็น บัณฑิต คือผู้รู้ชัดในความจริงข้อนี้ ย่อมหยุดการมุ่งร้าย เมื่อมีสติรู้ตัวเช่นนั้น ความบาดหมางก็ระงับลงได้ ท่านอธิบายว่าเครื่องมือดับเวรคือ ขันติ (ความอดทน) เมตตา (ความรัก) โยนิโสมนสิการ (การพิจารณาโดยแยบคาย) และการหมั่นพิจารณาตน
ข้อคิดคือ เมื่ออยู่ร่วมกันในหมู่คณะ ครอบครัว หรือสังคม การมีสติระลึกได้ว่าการทะเลาะรังแต่จะพาทุกคนพินาศ คือจุดเริ่มต้นของการคืนดี
คาถาที่ ๗
สุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ อินฺทฺริเยสุ อสํวุตํ โภชนมฺหิ อมตฺตญฺญุํ กุสีตํ หีนวีริยํ ตํ เว ปสหติ มาโร วาโต รุกฺขํว ทุพฺพลํ ฯ
มาร ย่อมครอบงำบุคคลผู้พิจารณาเห็นความงาม ไม่สำรวมอินทรีย์ ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค เกียจคร้าน มีความเพียรย่อหย่อน เหมือนพายุพัดต้นไม้ที่ไม่มั่นคงให้หักโค่นลงได้ ฉะนั้น
คาถานี้ทรงปรารภ พระมหากาลเถระ แสดงถึงบุคคลที่ มารครอบงำได้ง่าย
มารในที่นี้คือ กิเลสมาร ทรงชี้ว่าผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจกิเลสได้ง่ายมีลักษณะดังนี้ คือ มัวแต่ พิจารณาเห็นความงาม ปล่อยใจไปตามอารมณ์ที่น่าใคร่ ไม่ระวังรักษาตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กินอยู่ไม่รู้จักประมาณ เกียจคร้าน และย่อหย่อนความเพียร คนเช่นนี้จิตใจไม่มั่นคง จึงถูกกิเลสพัดพาให้ล้มได้ง่าย เหมือน ต้นไม้ที่รากไม่แข็งแรง ย่อมถูกพายุพัดหักโค่นลงโดยง่าย
ข้อคิดคือ ชีวิตที่หย่อนยานปล่อยตัวปล่อยใจ ย่อมเปราะบางต่อสิ่งยั่วยุ ควรฝึกตนให้มีที่ยึดเหนี่ยวมั่นคง
คาถาที่ ๘
อสุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ อินฺทฺริเยสุ สุสํวุตํ โภชนมฺหิ จ มตฺตญฺญุํ สทฺธํ อารทฺธวีริยํ ตํ เว นปฺปสหติ มาโร วาโต เสลํว ปพฺพตํ ฯ
มารย่อมไม่ครอบงำบุคคลผู้ไม่พิจารณาเห็นความงาม สำรวมอินทรีย์ดีแล้ว รู้จักประมาณในการบริโภค มีศรัทธา และปรารภความเพียร เหมือนพายุพัดโค่นภูเขาศิลาไม่ได้ ฉะนั้น
คาถานี้เป็นคู่ตรงข้ามกับคาถาก่อน ทรงปรารภพระมหากาลเถระเช่นเดียวกัน แสดงถึงบุคคลที่ มารครอบงำไม่ได้
ตรงกันข้ามกับคนที่หลงในความงาม ผู้นี้ ไม่ปล่อยใจไปในสิ่งน่าเพลิดเพลิน สำรวมระวังอินทรีย์ทั้งหกไว้ดี รู้จักประมาณในการบริโภค มีศรัทธาตั้งมั่น และปรารภความเพียรอย่างจริงจัง จิตใจของผู้นี้จึงหนักแน่น มารไม่อาจทำอะไรได้ เหมือน ภูเขาศิลา ที่แม้พายุแรงเพียงใดก็พัดให้ไหวไม่ได้
ข้อคิดคือ ความมั่นคงของใจไม่ได้เกิดเอง แต่มาจากการฝึกสำรวม รู้ประมาณ และเพียรพยายามอย่างสม่ำเสมอ เมื่อรากลึกมั่นแล้ว ลมพายุแห่งกิเลสก็ทำอะไรไม่ได้
คาถาที่ ๙
อนิกฺกสาโว กาสาวํ โย วตฺถํ ปริทเหสฺสติ อเปโต ทมสจฺเจน น โส กาสาวมรหติ ฯ
ผู้ใดยังมีกิเลสดุจน้ำฝาด ปราศจากทมะและสัจจะ
คาถานี้ทรงปรารภ พระเทวทัต ว่าด้วยความไม่คู่ควรของผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ทั้งที่ใจยังไม่บริสุทธิ์
คำว่า กิเลสดุจน้ำฝาด หรือกิเลสดุจน้ำย้อม ท่านหมายเอากิเลสนานัปการ เช่น ราคะ (ความกำหนัด) โทสะ (ความคิดร้าย) โมหะ (ความหลง) ตลอดจนความริษยา ความตระหนี่ ความถือตัว ความมัวเมา และความประมาท ผู้ใดยังมีกิเลสเหล่านี้อยู่ ปราศจาก ทมะ (การฝึกอินทรีย์) และ สัจจะ (ความจริงทางวาจา) แม้จะนุ่งห่มผ้ากาสาวะอันเป็นเครื่องหมายของผู้ทรงศีล ก็ยังไม่คู่ควรกับผ้านั้น
ข้อคิดคือ เครื่องแบบหรือฐานะภายนอกไม่ได้ทำให้คนเป็นคนดีโดยอัตโนมัติ คุณค่าที่แท้อยู่ที่การชำระใจให้สะอาดจากภายใน
คาถาที่ ๑๐
โย จ วนฺตกสาวสฺส สีเลสุ สุสมาหิโต อุเปโต ทมสจฺเจน ส เว กาสาวมรหติ ฯ
ส่วนผู้ใดคายกิเลสดุจน้ำฝาด ตั้งมั่นดีแล้วในศีล ประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นแลควรที่จะนุ่งห่มผ้ากาสาวะได้
คาถานี้เป็นคู่ตรงข้ามกับคาถาก่อน ทรงปรารภพระเทวทัตเช่นกัน แสดงถึงผู้ที่ คู่ควร แก่การครองผ้ากาสาวะ
ตรงกันข้ามกับผู้ที่ยังหมักหมมกิเลส ผู้นี้ได้ คายกิเลสดุจน้ำฝาด ออกไปแล้ว ตั้งมั่นดีในศีล และประกอบด้วย ทมะ คือการฝึกฝนควบคุมตน และ สัจจะ คือความจริงจังตรงต่อความดี ผู้เช่นนี้แลจึงเป็นผู้สมควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะอย่างแท้จริง
ข้อคิดคือ ความสมควรแก่ฐานะที่ตนดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพระ เป็นครู หรือเป็นผู้นำ วัดกันที่การชำระตนและความซื่อตรงต่อหน้าที่ ไม่ใช่ที่เครื่องแต่งกายภายนอก
คาถาที่ ๑๑
อสาเร สารมติโน สาเร จาสารทสฺสิโน เต สารํ นาธิคจฺฉนฺติ มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา ฯ
ชนเหล่าใดเห็นสิ่งที่ไม่มีสาระ ว่ามีสาระ และเห็นสิ่งที่มีสาระ ว่าไม่มีสาระ ชนเหล่านั้น ชื่อว่ามีความดำริผิดเป็นทางปฏิบัติ ย่อมไม่ประสบสิ่งที่มีสาระ
คาถานี้ทรงปรารภ สัญชัยปริพาชก ว่าด้วยความหลงเห็นผิดในสิ่งมีสาระและไม่มีสาระ
ทรงชี้ว่าคนบางพวก เห็นสิ่งที่ไม่มีสาระว่ามีสาระ และเห็นสิ่งที่มีสาระว่าไม่มีสาระ ท่านอธิบายว่าสิ่งไม่มีสาระได้แก่ความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) และสิ่งที่ส่งเสริมความเห็นผิดนั้น ส่วนสิ่งมีสาระคือความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) เมื่อคนหลงยึดผิดเป็นถูกเช่นนี้ ก็ชื่อว่ามี ความดำริผิด เป็นทางเดินของชีวิต จึงไม่มีวันเข้าถึงแก่นสารที่แท้จริงได้
ข้อคิดคือ การตั้งความเห็นและความคิดให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะถ้ามองผิดตั้งแต่แรก ความเพียรที่ทุ่มลงไปก็พาไปผิดทางทั้งหมด
คาถาที่ ๑๒
สารญฺจ สารโต ญตฺวา อสารญฺจ อสารโต เต สารํ อธิคจฺฉนฺติ สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา ฯ
ส่วนชนเหล่าใดที่รู้สิ่งที่มีสาระว่ามีสาระ และรู้สิ่งที่ไม่มีสาระว่าไม่มีสาระ ชนเหล่านั้น ชื่อว่ามีความดำริชอบเป็นทางปฏิบัติ ย่อมประสบสิ่งที่มีสาระ
คาถานี้เป็นคู่ตรงข้ามกับคาถาก่อน ทรงปรารภสัญชัยปริพาชกเช่นเดียวกัน แสดงถึงผู้มีปัญญาเห็นถูกตามจริง
ตรงข้ามกับผู้หลง ผู้นี้ รู้สิ่งที่มีสาระว่ามีสาระ และรู้สิ่งที่ไม่มีสาระว่าไม่มีสาระ จึงชื่อว่ามี ความดำริชอบ เป็นทางดำเนินชีวิต และย่อมเข้าถึงสิ่งที่มีสาระได้ในที่สุด ท่านอธิบายว่า สาระ ที่แท้จริงในที่นี้ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ความหลุดพ้น และที่สูงสุดคือ นิพพาน
ข้อคิดคือ ปัญญาที่แยกแยะได้ว่าอะไรควรค่าแก่การใส่ใจและอะไรเป็นเพียงเปลือกนอก คือเข็มทิศที่นำชีวิตไปสู่แก่นสารอันประเสริฐ
คาถาที่ ๑๓
ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐี สมติวิชฺฌติ เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ ราโค สมติวิชฺฌติ ฯ
ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ ฉันใด ราคะย่อมรั่วรดจิตที่ไม่ได้อบรม ได้ ฉันนั้น
คาถานี้ทรงปรารภ พระนันทเถระ ทรงเปรียบจิตที่ไม่ได้ฝึกอบรมไว้กับเรือนที่มุงหลังคาไม่ดี
ดังฝนที่รั่วรดเข้าเรือนซึ่งมุงไม่มิดชิดได้โดยง่าย ฉันใด ราคะก็ย่อมรั่วรดจิตที่ไม่ได้อบรม ได้ ฉันนั้น ท่านขยายความว่า จิตที่ไม่ได้อบรมนั้นคือจิตที่ขาดการฝึกด้วยสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา และมิใช่เพียงราคะเท่านั้นที่จะไหลเข้าท่วมได้ แต่รวมถึงกิเลสอื่น ๆ เช่น โทสะและโมหะด้วย
ข้อคิดคือ ใจที่ปล่อยปละไม่เคยฝึกฝน ย่อมเปิดช่องให้กิเลสไหลเข้าท่วมอยู่ร่ำไป ควรหมั่นซ่อมแซม "หลังคาใจ" ด้วยการภาวนาเป็นนิตย์
คาถาที่ ๑๔
ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐี น สมติวิชฺฌติ เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ ราโค น สมติวิชฺฌติ ฯ
ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ ฉันใด ราคะย่อมรั่วรดจิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ ฉันนั้น
คาถานี้เป็นคู่ตรงข้ามกับคาถาก่อน ทรงปรารภพระนันทเถระเช่นเดียวกัน
ตรงข้ามกับเรือนที่มุงไม่ดี เรือนที่มุงหลังคาไว้ดีแล้ว ฝนย่อมรั่วรดเข้าไม่ได้ ฉันใด จิตที่อบรมดีแล้ว ราคะก็รั่วรดเข้าไม่ได้ ฉันนั้น จิตที่ได้รับการฝึกด้วยสมถะและวิปัสสนาจนมั่นคง ย่อมเป็นที่กำบังกิเลสทั้งปวงมิให้ไหลเข้ามาได้
ข้อคิดคือ ผลของการฝึกใจนั้นเห็นชัด เมื่อใจได้รับการอบรมดีแล้ว แม้สิ่งยั่วยุจะโหมกระหน่ำเพียงใด ก็ไม่อาจซึมเข้าทำลายความสงบภายในได้ การภาวนาจึงเป็นเสมือนการมุงหลังคาใจให้แน่นหนา
คาถาที่ ๑๕
อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ ปาปการี อุภยตฺถ โสจติ โส โสจติ โส วิหญฺญติ ทิสฺวา กมฺมกิลิฏฺฐมตฺตโน ฯ
ผู้ทำบาปเป็นปกติ ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ ตายไปแล้วก็ยังเศร้าโศกในโลกหน้า ชื่อว่าเศร้าโศกในโลกทั้งสอง เขาย่อมเศร้าโศกเดือดร้อน เพราะเห็นกรรมที่เศร้าหมองของตน
คาถานี้ทรงปรารภ นายจุนทะผู้ฆ่าสุกรเป็นอาชีพ แสดงถึงความเศร้าโศกของผู้ทำบาป
ทรงชี้ว่า ผู้ที่ทำบาปเป็นปกตินั้น ย่อมเศร้าโศกทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ชื่อว่าเศร้าโศกในโลกทั้งสอง ในปัจจุบันเขาก็เดือดร้อนใจเมื่อหวนนึกถึง กรรมอันเศร้าหมองของตน และเมื่อละโลกไปแล้วก็ยังต้องเศร้าโศกต่อไปอีกด้วยผลของกรรมนั้น
ข้อคิดคือ การกระทำที่เศร้าหมองไม่ได้จบลงเมื่อทำเสร็จ แต่จะย้อนกลับมาแผดเผาใจเจ้าของทั้งวันนี้และวันข้างหน้า เมื่อรู้เช่นนี้ ควรเว้นจากบาปเสียแต่ต้น จะได้ไม่ต้องมาเศร้าโศกในภายหลัง
คาถาที่ ๑๖
อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ กตปุญฺโญ อุภยตฺถ โมทติ โส โมทติ โส ปโมทติ ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโน ฯ
ผู้ทำบุญไว้ ย่อมบันเทิงใจในโลกนี้ ตายไปแล้วก็ยังบันเทิงใจในโลกหน้า ชื่อว่าบันเทิงใจในโลกทั้งสอง เขาย่อมบันเทิงรื่นเริงใจเพราะเห็นกรรมที่บริสุทธิ์ของตน
คาถานี้ทรงปรารภ อุบาสกผู้ประพฤติธรรม เป็นคู่ตรงข้ามกับคาถาก่อน แสดงถึงความปีติของผู้ทำบุญ
ตรงข้ามกับผู้ทำบาป ผู้ที่ ทำบุญไว้ ย่อมบันเทิงใจทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ชื่อว่าบันเทิงในโลกทั้งสอง ในปัจจุบันเขาก็ชื่นใจเมื่อระลึกถึง กรรมอันบริสุทธิ์ของตน และเมื่อละโลกไปก็ยังได้รับความรื่นเริงบันเทิงใจต่อไปด้วยผลบุญนั้น
ข้อคิดคือ ความดีที่ทำไว้เป็นเสมือนทรัพย์ที่ให้ความอิ่มใจไม่รู้หมด ทุกครั้งที่หวนระลึกถึงก็เป็นสุข การหมั่นสั่งสมบุญจึงเป็นการเตรียมความสุขให้ตนทั้งวันนี้และวันหน้า
คาถาที่ ๑๗
อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ ปาปการี อุภยตฺถ ตปฺปติ ปาปํ เม กตนฺติ ตปฺปติ ภิยฺโย ตปฺปติ ทุคฺคตึ คโต ฯ
ผู้ทำบาปเป็นปกติ ย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ ตายไปแล้วก็ยังเดือดร้อนในโลกหน้า ชื่อว่าเดือดร้อนในโลกทั้งสอง เขาย่อมเดือดร้อนใจว่า “เราได้ทำบาปไว้แล้ว” ครั้นไปสู่ทุคติ เขายิ่งเดือดร้อนมากขึ้น
คาถานี้ทรงปรารภ พระเทวทัต แสดงถึงความเดือดร้อนใจของผู้ทำบาป
ทรงชี้ว่า ผู้ทำบาปเป็นปกติ ย่อมเดือดร้อนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ชื่อว่าเดือดร้อนในโลกทั้งสอง ในปัจจุบันเขาก็ทุกข์ใจด้วยความสำนึกว่า "เราได้ทำบาปไว้แล้ว" ความรู้สึกผิดนั้นแผดเผาใจ และเมื่อละโลกไปสู่ ทุคติ เขาก็ยิ่งเดือดร้อนหนักขึ้นไปอีก
ข้อคิดคือ ความสำนึกผิดที่เกิดหลังทำบาปเป็นไฟที่เผาลนใจไม่หยุด และผลของกรรมยังตามไปให้ทุกข์ต่อในภายหน้า จึงควรระวังการกระทำแต่ต้น ดีกว่ามาทนทุกข์กับความเสียใจในภายหลัง
คาถาที่ ๑๘
อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ กตปุญฺโญ อุภยตฺถ นนฺทติ ปุญฺญํ เม กตนฺติ นนฺทติ ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโต ฯ
ผู้ทำบุญไว้ ย่อมเพลิดเพลินใจในโลกนี้ ตายไปแล้วก็ยังเพลิดเพลินใจในโลกหน้า ชื่อว่าเพลิดเพลินใจในโลกทั้งสอง เขาย่อมเพลิดเพลินใจว่า “เราได้ทำบุญไว้แล้ว” ครั้นไปสู่สุคติ เขายิ่งเพลิดเพลินใจมากขึ้น
คาถานี้ทรงปรารภ นางสุมนาเทวี เป็นคู่ตรงข้ามกับคาถาก่อน แสดงถึงความเพลิดเพลินใจของผู้ทำบุญ
ตรงข้ามกับผู้ทำบาป ผู้ที่ทำบุญไว้ ย่อมเพลิดเพลินใจทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ชื่อว่าเพลิดเพลินในโลกทั้งสอง ในปัจจุบันเขาก็ปลื้มใจด้วยความระลึกว่า "เราได้ทำบุญไว้แล้ว" และเมื่อละโลกไปสู่ สุคติ เขาก็ยิ่งเพลิดเพลินใจมากขึ้นไปอีกด้วยผลบุญนั้น
ข้อคิดคือ บุญที่ทำไว้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจให้ชุ่มชื่นทั้งในยามนี้และยามหน้า ต่างจากบาปที่แผดเผาใจให้ร้อนรุ่ม เมื่อเห็นผลของทั้งสองทางชัดเจนแล้ว ย่อมเลือกเดินทางแห่งบุญได้ไม่ยาก
คาถาที่ ๑๙
พหุมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ ฯ
คนที่กล่าวพุทธพจน์ แม้มาก แต่มัวประมาท ไม่ทำตามพุทธพจน์นั้น ย่อมไม่ได้รับผลแห่งความเป็นสมณะ เหมือนคนรับจ้างเลี้ยงโคได้แต่นับโคให้คนอื่น ฉะนั้น
คาถานี้ทรงปรารภ ภิกษุสองสหาย ผู้มีวัตรปฏิบัติต่างกัน แสดงถึงผู้เรียนธรรมมากแต่ไม่ปฏิบัติ
ทรงชี้ว่า คนที่ท่องบ่นกล่าว พุทธพจน์ ได้มากมาย แต่มัวประมาทเสีย ไม่ลงมือทำตามคำสอนนั้น ย่อมไม่ได้รับ ผลแห่งความเป็นสมณะ อันได้แก่มรรคผลที่แท้จริง เปรียบเหมือน คนรับจ้างเลี้ยงโค ที่คอยนับจำนวนโคให้เจ้าของทุกวัน แต่ตนเองกลับไม่ได้ลิ้มรสน้ำนมหรือผลผลิตจากโคเหล่านั้นเลย
ข้อคิดคือ ความรู้ในตำราจะมีค่าก็ต่อเมื่อนำมาลงมือปฏิบัติ ธรรมที่ท่องได้ขึ้นใจแต่ไม่ทำตาม ก็เหมือนทรัพย์ของผู้อื่นที่เราเพียงเฝ้านับ หาได้เป็นประโยชน์แก่ตนไม่
คาถาที่ ๒๐
อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ สมฺมปฺปชาโน สุวิมุตฺตจิตฺโต อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรํ วา ส ภาควา สามญฺญสฺส โหติ ฯ
คนที่กล่าวพุทธพจน์แม้น้อย แต่ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมเป็นปกติ ละราคะ โทสะ และโมหะได้แล้ว รู้ชอบ มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว ไม่ยึดติดในโลกนี้และโลกหน้า เขาย่อมได้รับผลแห่งความเป็นสมณะ
คาถานี้เป็นคู่ตรงข้ามกับคาถาก่อน ทรงปรารภภิกษุสองสหายเช่นเดียวกัน แสดงถึงผู้เรียนธรรมน้อยแต่ปฏิบัติจริง
ตรงข้ามกับผู้ท่องมากแต่ไม่ทำ คนที่กล่าวพุทธพจน์ได้แม้เพียงน้อย แต่ ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม เป็นปกติ ท่านหมายเอาการรักษาศีลบริสุทธิ์ สมาทานธุดงค์ และเจริญกัมมัฏฐาน จนสามารถ ละราคะ โทสะ และโมหะ ได้ รู้ชอบ มีจิตหลุดพ้น และไม่ยึดติดทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ผู้เช่นนี้แลย่อมได้รับ ผลแห่งความเป็นสมณะ คือมรรค ๔ ผล ๔ อย่างแท้จริง
ข้อคิดคือ แก่นของการปฏิบัติธรรมไม่ได้อยู่ที่ปริมาณความรู้ แต่อยู่ที่การนำมาลงมือทำจนชำระกิเลสออกจากใจได้ ผู้รู้น้อยแต่ทำจริง ย่อมถึงผลก่อนผู้รู้มากแต่ประมาท