จิตตวรรค — หมวดว่าด้วยการฝึกจิต
ธรรมบท วรรคที่ ๓ · ๑๑ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
คาถาที่ ๓๓
ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํ อุชุํ กโรติ เมธาวี อุสุกาโรว เตชนํ
จิตที่ดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามยาก ผู้มีปัญญาสามารถควบคุมให้ตรงได้ เหมือนช่างศรดัดลูกศรให้ตรง ฉะนั้น
คาถานี้ทรงปรารภพระเมฆิยเถระ ผู้เข้าไปบำเพ็ญเพียรในสวนมะม่วงอันร่มรื่นแต่กลับถูกอกุศลวิตกรบกวนจนจิตไม่สงบ พระพุทธองค์จึงทรงชี้ให้เห็นธรรมชาติของจิต
จิตนั้นดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก และห้ามยาก เพราะชอบซัดส่ายไปตามอารมณ์ต่าง ๆ ไม่ยอมหยุดนิ่ง แต่ผู้มีปัญญาย่อมฝึกให้มันตรงได้ ดุจช่างศรที่ดัดลูกศรอันคดให้ตรงด้วยความเพียรและความชำนาญ จนใช้ยิงได้แม่นยำ
ข้อคิดคือ อย่าท้อว่าจิตของเราวุ่นวายเกินแก้ ใจที่ฟุ้งซ่านก็เหมือนไม้ดิบที่ยังดัดได้ ขอเพียงลงมือฝึกด้วยสติสม่ำเสมอ ในที่สุดจิตก็จะตั้งมั่นและเชื่องลงได้
คาถาที่ ๓๔
วาริโชว ถเล ขิตฺโต โอกโมกตอุพฺภโต ปริผนฺทติทํ จิตฺตํ มารเธยฺยํ ปหาตเว ฯ
จิตนี้ย่อมดิ้นรนไปมา เหมือนปลาที่ถูกยกขึ้นจากน้ำโยนไปบนบก ฉะนั้น ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงควรละบ่วงแห่งมาร
คาถานี้ทรงปรารภพระเมฆิยเถระเช่นเดียวกับคาถาก่อน ทรงเปรียบให้เห็นภาพความกระวนกระวายของจิตที่ยังติดในกาม
จิตที่เคยยินดีในกามคุณ ๕ เมื่อถูกดึงมาให้ตั้งอยู่ในกัมมัฏฐาน ย่อมดิ้นรนไปมา ไม่ยอมสงบ เหมือนปลาที่ถูกยกขึ้นจากน้ำโยนไปบนบก กระเสือกกระสนเพราะพลัดจากที่อยู่เดิม พระองค์จึงทรงสอนให้ผู้มีปัญญาละบ่วงแห่งมาร อันได้แก่วงจรกิเลสที่มีอวิชชา ตัณหา และอุปาทานคอยผูกรัดไว้
ข้อคิดคือ เมื่อเริ่มฝึกใจให้พ้นจากความเคยชินเดิม ๆ ความอึดอัดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา อย่ายอมแพ้กลับไปหาอารมณ์เก่า แต่จงอดทนจนจิตคุ้นกับความสงบ
คาถาที่ ๓๕
ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน ยตฺถ กามนิปาติโน จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ ฯ
การฝึก จิตที่ควบคุมได้ยาก เปลี่ยนแปลงง่าย ชอบใฝ่หาแต่อารมณ์ที่ปรารถนา จัดว่าเป็นความดี เพราะจิตที่ฝึกแล้วย่อมนำสุขมาให้
คาถานี้ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ตรัสสรรเสริญคุณของการฝึกจิต
จิตนั้นควบคุมได้ยาก เปลี่ยนแปลงง่าย และมักใฝ่หาแต่อารมณ์ที่ตนพอใจ การได้ฝึกจิตเช่นนี้ให้อยู่ในอำนาจจึงนับว่าเป็นความดีอย่างยิ่ง เพราะจิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ — ทั้งสุขในปัจจุบันและสุขอันเกิดจากมรรคผลเบื้องหน้า
ข้อคิดคือ ทรัพย์สินภายนอกดูแลง่ายกว่าจิตของตนเสียอีก แต่คนส่วนมากกลับปล่อยใจให้ไหลไปตามใจชอบ หากหมั่นฝึกฝนจิตแม้ทีละน้อย ผลที่ได้คือความสุขที่มั่นคงและไม่ต้องพึ่งสิ่งใดภายนอก
คาถาที่ ๓๖
สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ ยตฺถ กามนิปาตินํ จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ ฯ
ผู้มีปัญญาควรรักษาจิต ที่เห็นได้ยากยิ่ง ละเอียดยิ่ง ชอบใฝ่หาแต่อารมณ์ที่ปรารถนา เพราะจิตที่คุ้มครองแล้วย่อมนำสุขมาให้
คาถานี้ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันจะสึก ทรงเตือนให้หันมาดูแลรักษาจิตของตน
จิตนั้นเห็นได้ยากยิ่งและละเอียดยิ่ง เพราะไม่มีรูปร่างให้จับต้อง ทั้งยังชอบซัดส่ายไปหาอารมณ์ที่ปรารถนา ผู้มีปัญญาจึงควรรักษาจิตไว้ให้ดี ด้วยการฝึกด้วยอริยมรรค เพราะจิตที่คุ้มครองแล้วย่อมนำสุขมาให้ อันเป็นสุขที่เกิดจากมรรค ผล และการบรรลุนิพพานอันเป็นประโยชน์สูงสุด
ข้อคิดคือ เมื่อความอยากสึกหรือความเบื่อหน่ายเข้าครอบงำ นั่นแหละคือเสียงของจิตที่ปล่อยให้ซัดส่าย จงมีสติเฝ้าดูและรักษาใจไว้ ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่การคุ้มครองจิต ไม่ใช่การหนีตามอารมณ์
คาถาที่ ๓๗
ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คุหาสยํ เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ฯ
คนเหล่าใดสำรวมจิต ที่เที่ยวไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง อาศัยอยู่ในถ้ำ คนเหล่านั้นจักพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร
คาถานี้ทรงปรารภพระสังฆรักขิตเถระ ตรัสถึงคุณของผู้สำรวมจิตได้
จิตมีลักษณะเที่ยวไปไกล คือรับอารมณ์ที่อยู่ห่างไกลได้ เที่ยวไปดวงเดียว คือเกิดดับทีละดวงไม่พร้อมกัน ไม่มีรูปร่าง ไม่มีสีสัณฐาน และอาศัยอยู่ในถ้ำ คืออิงอยู่กับรูปกายนี้เอง ผู้ใดสำรวมจิตอันเป็นธรรมชาติเช่นนี้ได้ ผู้นั้นย่อมพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร คือหลุดพ้นจากวัฏฏะที่วนเวียนอยู่ในภูมิทั้งสาม
ข้อคิดคือ แม้จิตจะละเอียดและว่องไวจนดูควบคุมไม่ได้ แต่มิใช่สิ่งที่เกินกำลัง เมื่อฝึกสำรวมระวังไว้ได้ อิสรภาพจากทุกข์ก็อยู่ไม่ไกล
คาถาที่ ๓๘
อนวฏฺฐิตจิตฺตสฺส สทฺธมฺมํ อวิชานโต ปริปฺลวปสาทสฺส ปญฺญา น ปริปูรติ
ผู้มีจิตไม่มั่นคง ไม่รู้แจ้งสัทธรรม มีความเลื่อมใสเลื่อนลอย ย่อมไม่มีปัญญาสมบูรณ์
คาถานี้ทรงปรารภพระจิตตหัตถเถระ ผู้เคยสึกและบวชกลับไปมาหลายครั้งเพราะจิตไม่มั่นคง ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
ผู้มีจิตไม่มั่นคง ย่อมไม่รู้แจ้งสัทธรรม และมีความเลื่อมใสที่เลื่อนลอย ไม่หนักแน่น เมื่อรากฐานคือศรัทธาและความมั่นคงยังโยกคลอนเช่นนี้ ปัญญาจึงไม่อาจเจริญเต็มบริบูรณ์ได้
ข้อคิดคือ ความก้าวหน้าในธรรมต้องอาศัยใจที่ตั้งมั่นและศรัทธาที่หยั่งลึก หากใจวอกแวก เดี๋ยวเชื่อเดี๋ยวสงสัย ก็เหมือนต้นไม้ที่ถูกถอนย้ายบ่อย ๆ ย่อมไม่มีวันหยั่งราก จงบ่มเพาะความมั่นคงในใจก่อน แล้วปัญญาจึงจะงอกงาม
คาถาที่ ๓๙
อนวสฺสุตจิตฺตสฺส อนนฺวาหตเจตโส ปุญฺญปาปปหีนสฺส นตฺถิ ชาครโต ภยํ ฯ
ผู้มีจิตไม่ชุ่มด้วยราคะ ไม่ขุ่นมัวด้วยโทสะ ละบุญและบาปได้แล้ว มีสติตื่นอยู่ ย่อมไม่มีภัย
คาถานี้ทรงปรารภพระจิตตหัตถเถระต่อเนื่องจากคาถาก่อน ตรัสถึงคุณสมบัติของพระขีณาสพผู้สิ้นกิเลสแล้ว
ผู้มีจิตไม่ชุ่มด้วยราคะ ไม่ขุ่นมัวด้วยโทสะ ทั้งยังละบุญและบาปได้แล้ว — คือพ้นเหนือการสั่งสมกรรมทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว — และมีสติตื่นอยู่เสมอ ผู้เช่นนี้ย่อมไม่มีภัย อันได้แก่ภัยจากกิเลสที่คอยเผาลนใจ
ข้อคิดคือ ตราบใดที่ใจยังถูกราคะและโทสะครอบงำ ก็ยังมีภัยคอยคุกคามอยู่ภายใน ความปลอดภัยที่แท้จริงไม่ได้มาจากภายนอก แต่มาจากใจที่สะอาด ตื่นรู้ และไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งเร้าใด ๆ
คาถาที่ ๔๐
กุมฺภูปมํ กายมิทํ วิทิตฺวา นครูปมํ จิตฺตมิทํ ถเกตฺวา โยเธถ มารํ ปญฺญาวุเธน ชิตญฺจ รกฺเข อนิเวสิโน สิยา ฯ
ภิกษุรู้ว่า ร่างกายนี้เปรียบเหมือนหม้อดิน ควรป้องกันจิตนี้ เหมือนป้องกันพระนคร แล้วใช้อาวุธคือปัญญารบกับมาร และควรรักษาชัยชนะไว้ แต่ไม่ควรยินดียึดติด
คาถานี้ทรงปรารภภิกษุ ๕๐๐ รูป ตรัสสอนวิธีรบกับมารด้วยปัญญา
ทรงให้พิจารณาว่าร่างกายนี้เปรียบเหมือนหม้อดิน ที่เปราะบางแตกสลายง่าย ไม่ควรหลงยึด แล้วให้ป้องกันจิตเหมือนป้องกันพระนคร คือคอยเฝ้าระวังมิให้กิเลสบุกเข้ามา จากนั้นจึงใช้อาวุธคือปัญญารบกับมาร และเมื่อชนะแล้วก็ควรรักษาชัยชนะไว้ แต่ไม่ยินดียึดติด — คือแม้จะได้สมาบัติหรือวิปัสสนาระดับหนึ่ง ก็ไม่หยุดเพียงเท่านั้น หากพิจารณาสังขารต่อไปจนบรรลุมรรคผลสูงสุด
ข้อคิดคือ การชนะกิเลสได้ครั้งหนึ่งยังไม่ใช่ที่สุด อย่าประมาทหลงพอใจในความสำเร็จเล็กน้อย จงเพียรรักษาและก้าวต่อจนถึงเป้าหมายที่แท้จริง
คาถาที่ ๔๑
อจิรํ วตยํ กาโย ปฐวึ อธิเสสฺสติ ฉุฑฺโฑ อเปตวิญฺญาโณ นิรตฺถํว กลิงฺครํ ฯ
อีกไม่นานนัก ร่างกายนี้ก็จักปราศจากวิญญาณ ถูกทอดทิ้งทับถมแผ่นดิน เหมือนท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์ ฉะนั้น
คาถานี้ทรงปรารภพระติสสเถระผู้มีร่างกายเน่าเปื่อย ตรัสเตือนให้เห็นความไม่เที่ยงของกาย
ทรงชี้ว่าอีกไม่นานนัก ร่างกายนี้ก็จักปราศจากวิญญาณ ถูกทอดทิ้งนอนทับถมแผ่นดิน หมดคุณค่าเหมือนท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์ ที่ไม่มีใครเหลียวแล กายที่เราทะนุถนอมนักหนา สุดท้ายก็เป็นเพียงซากที่ต้องปล่อยคืนสู่ดิน
ข้อคิดคือ เมื่อระลึกได้ว่ากายนี้ไม่จีรังและจะต้องแตกดับ เราย่อมคลายความหลงยึดในรูปกาย และหันมาเร่งบำเพ็ญคุณงามความดี ทำสิ่งที่มีสาระในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ ก่อนที่กายจะกลายเป็นท่อนไม้ไร้ค่า
คาถาที่ ๔๒
ทิโส ทิสํ ยนฺตํ กยิรา เวรี วา ปน เวรินํ มิจฺฉาปณิหิตํ จิตฺตํ ปาปิโย นํ ตโต กเร ฯ
จิตที่ตั้งไว้ผิด พึงทำให้ได้รับความเสียหาย ยิ่งกว่าความเสียหายที่โจรเห็นโจร หรือผู้จองเวรเห็นผู้จองเวร จะพึงทำให้แก่กัน
คาถานี้ทรงปรารภนายนันทะผู้เลี้ยงโค ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายถึงโทษของจิตที่ตั้งไว้ผิด
จิตที่ตั้งไว้ผิด คือจิตที่ตั้งอยู่ในอกุศลกรรมบถ ๑๐ ย่อมนำความเสียหายมาให้ตนเองยิ่งกว่าที่โจรกับโจรหรือผู้จองเวรกับผู้จองเวรจะทำร้ายกันเสียอีก เพราะศัตรูภายนอกทำร้ายได้เพียงชาตินี้ แต่ใจที่ตั้งผิดพาให้ตกไปสู่อบายภูมิถึงแสนชาติ
ข้อคิดคือ ศัตรูที่ร้ายที่สุดมิใช่ผู้อื่น แต่คือใจของเราเองเมื่อปล่อยให้คิดชั่ว ทำชั่ว จงระวังรักษาจิตให้ตั้งอยู่ในทางที่ถูก เพราะไม่มีใครทำร้ายเราได้เท่ากับใจที่หลงผิดของตัวเอง
คาถาที่ ๔๓
น ตํ มาตา ปิตา กยิรา อญฺเญ วาปิ จ ญาตกา สมฺมาปณิหิตํ จิตฺตํ เสยฺยโส นํ ตโต กเร ฯ
จิตที่ตั้งไว้ชอบ ย่อมอำนวยให้ได้ผลที่ประเสริฐยิ่ง ที่มารดาบิดาก็ทำให้ไม่ได้ หรือแม้ญาติเหล่าอื่นก็ให้ไม่ได้
คาถานี้ทรงปรารภพระโสเรยยเถระ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายถึงคุณของจิตที่ตั้งไว้ชอบ ต่อเนื่องเป็นคู่กับคาถาก่อน
จิตที่ตั้งไว้ชอบ คือจิตที่มุ่งมั่นประพฤติตามกุศลกรรมบถ ๑๐ ย่อมอำนวยผลอันประเสริฐยิ่งให้แก่ตน — ผลที่แม้มารดาบิดาผู้มีเมตตาสูงสุด หรือญาติทั้งหลายก็ไม่อาจมอบให้ได้ เพราะความดีที่เกิดจากใจตนเองนั้นลึกซึ้งเกินกว่าที่ผู้อื่นจะหยิบยื่นแทนกันได้
ข้อคิดคือ ความรักและความหวังดีของคนรอบข้างมีคุณค่ายิ่ง แต่สิ่งประเสริฐสูงสุดในชีวิตต้องสร้างขึ้นจากใจที่ตั้งไว้ถูกของเราเอง ไม่มีใครทำแทนได้ จงหมั่นน้อมใจสู่ทางกุศล แล้วผลอันเลิศก็จะเป็นของเราแน่นอน