ปุปผวรรค — หมวดว่าด้วยดอกไม้
ธรรมบท วรรคที่ ๔ · ๑๖ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
คาถาที่ ๔๔
โก อิมํ ปฐวึ วิเชสฺสติ ยมโลกญฺจ อิมํ สเทวกํ โก ธมฺมปทํ สุเทสิตํ กุสโล ปุปฺผมิว ปเจสฺสติ ฯ
ใครจักรู้แจ้งแผ่นดินนี้ ยมโลก และมนุษยโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก ใครจักเลือกบทธรรม ที่ตถาคตแสดงไว้ดีแล้ว เหมือนช่างดอกไม้ผู้ชาญฉลาดเลือกเก็บดอกไม้ ฉะนั้น
คาถานี้ตรัสแก่ ภิกษุ ๕๐๐ รูป เป็นคำถามที่ทรงตั้งขึ้นเพื่อเร้าใจให้ใฝ่ธรรม
ทรงถามว่า ใครเล่าจักรู้แจ้ง แผ่นดินนี้ พร้อมทั้ง ยมโลก และ มนุษยโลกกับเทวโลก และใครจักเลือกเฟ้น บทธรรม ที่พระองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ให้เหมือน ช่างดอกไม้ผู้ชำนาญ ที่รู้จักเลือกเก็บดอกไม้งามเข้าร้อยพวงมาลัย คำถามนี้เปรียบผู้ปฏิบัติธรรมกับช่างร้อยดอกไม้ ผู้ต้องมีปัญญาพิจารณาเลือกเฟ้นสภาวธรรมด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อม
ข้อคิดคือ การศึกษาธรรมมิใช่เพียงจำ แต่ต้อง เลือกเฟ้นด้วยปัญญา รู้จักหยิบสิ่งที่ควรมาปฏิบัติจริง เหมือนช่างที่รู้ว่าดอกใดควรเก็บ ดอกใดควรวาง
คาถาที่ ๔๕
เสโข ปฐวึ วิเชสฺสติ ยมโลกญฺจ อิมํ สเทวกํ เสโข ธมฺมปทํ สุเทสิตํ กุสโล ปุปฺผมิว ปเจสฺสติ ฯ
พระเสขะ จักรู้แจ้งแผ่นดินนี้ ยมโลก และมนุษยโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก พระเสขะจักเลือกบทธรรมที่ตถาคตแสดงไว้ดีแล้ว เหมือนช่างดอกไม้ผู้ชาญฉลาดเลือกเก็บดอกไม้ ฉะนั้น
ตรัสแก่ ภิกษุ ๕๐๐ รูป ต่อเนื่องจากคาถาก่อน เป็นคำเฉลยคำถามที่ทรงตั้งไว้
คำตอบคือ พระเสขะ นั่นเองที่จักรู้แจ้งแผ่นดินคืออัตภาพนี้ ยมโลกคืออบายภูมิ ๔ และโลกทั้งปวงพร้อมเทวโลก และจักเลือกเฟ้นบทธรรมได้เหมือนช่างดอกไม้ผู้ชาญฉลาด คำว่า พระเสขะ หมายถึงพระอริยบุคคล ๗ จำพวก มีพระโสดาบันเป็นต้น ผู้ยังต้องศึกษาต่อไปตาม ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ส่วน บทธรรม ในที่นี้คือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ อันเป็นเครื่องนำไปสู่การตรัสรู้
ข้อคิดคือ ผู้ที่ยังไม่ถึงที่สุดแต่ตั้งใจศึกษาในไตรสิกขาอย่างจริงจัง ย่อมเป็นผู้มีหวังจะรู้แจ้งสัจธรรมได้ ความเพียรในการศึกษาจึงเป็นบ่อเกิดของปัญญา
คาถาที่ ๔๖
เผณูปมํ กายมิมํ วิทิตฺวา มรีจิธมฺมํ อภิสมฺพุธาโน เฉตฺวาน มารสฺส ปปุปฺผกานิ อทสฺสนํ มจฺจุราชสฺส คจฺเฉ ฯ
ภิกษุผู้รู้แจ้งว่า ร่างกายนี้เปรียบเหมือนฟองน้ำ รู้ชัดว่า ร่างกายนี้มีลักษณะดุจพยับแดด ตัดพวงดอกไม้ของมาร ได้แล้ว ก็จะไปถึงสถานที่ที่มัจจุราชหาไม่พบ
ตรัสแก่ ภิกษุผู้เจริญกัมมัฏฐานมีพยับแดดเป็นอารมณ์ เพื่อทรงชี้ให้เห็นความไม่เที่ยงของร่างกาย
ภิกษุผู้รู้แจ้งว่า ร่างกายนี้เปรียบเหมือนฟองน้ำ ที่ดำรงอยู่ได้ไม่นานก็แตกสลาย และมีลักษณะ ดุจพยับแดด ที่เห็นแต่ไกลเหมือนจับต้องได้ แต่พอเข้าใกล้กลับว่างเปล่า ผู้เห็นความจริงเช่นนี้ย่อมสามารถ ตัดพวงดอกไม้ของมาร คือตัดวัฏฏะในภูมิ ๓ ทั้งกามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ได้ด้วยอริยมรรค แล้วก็จะไปถึง สถานที่ที่มัจจุราชหาไม่พบ อันหมายถึง อมตนิพพาน
ข้อคิดคือ เมื่อเห็นกายตามจริงว่าไม่เที่ยง เป็นเพียงมายาชั่วคราว ใจย่อมคลายความยึดมั่น และก้าวพ้นอำนาจของความตายได้ในที่สุด
คาถาที่ ๔๗
ปุปฺผานิ เหว ปจินนฺตํ พฺยาสตฺตมนสํ นรํ สุตฺตํ คามํ มโหโฆว มจฺจุ อาทาย คจฺฉติ ฯ
มฤตยู ย่อมฉุดคร่านรชนผู้มีใจติดข้องอยู่ในอารมณ์ต่างๆ ผู้มัวแต่เลือกเก็บดอกไม้ อยู่ เหมือนห้วงน้ำใหญ่พัดพาเอาชาวบ้านที่หลับไหลไป ฉะนั้น
ตรัสปรารภ เจ้าชายวิฑูฑภะ เตือนภิกษุทั้งหลายถึงภัยของความประมาทในกาม
พระองค์ตรัสว่า มฤตยู คือความตาย ย่อมฉุดคร่านรชนผู้มีใจติดข้องอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ ผู้มัวแต่ เลือกเก็บดอกไม้ อันหมายถึง กามคุณ ๕ ไปเสีย เหมือน ห้วงน้ำใหญ่ ที่พัดพาชาวบ้านซึ่งกำลังหลับใหลไปทั้งหมู่บ้านโดยไม่ทันรู้ตัว คนที่จมอยู่ในความเพลิดเพลินของรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ก็เหมือนคนหลับที่ไม่รู้ว่าน้ำกำลังมา
ข้อคิดคือ ชีวิตที่มัวเมาในกามสุขโดยไม่สร้างประโยชน์ทางธรรม ย่อมถูกความตายพรากไปอย่างฉับพลัน จึงควร ตื่นตัว ไม่ปล่อยให้กาลเวลาผ่านไปเปล่า
คาถาที่ ๔๘
ปุปฺผานิ เหว ปจินนฺตํ พฺยาสตฺตมนสํ นรํ อติตฺตํ เยว กาเมสุ อนฺตโก กุรุเต วสํ ฯ
มฤตยูย่อมทำคนที่มีใจติดข้องอยู่ในอารมณ์ต่างๆ ผู้มัวแต่เลือกเก็บดอกไม้อยู่ ผู้ไม่อิ่มในกามทั้งหลาย ให้ตกอยู่ในอำนาจ
ตรัสปรารภ นางปติปูชิกา เป็นคาถาคู่กับคาถาก่อน ย้ำภัยของความไม่รู้จักพอในกาม
พระองค์ตรัสว่า มฤตยู ย่อมทำคนที่มีใจติดข้องในอารมณ์ต่าง ๆ ผู้มัวแต่เลือกเก็บดอกไม้คือกามคุณ และเป็นผู้ ไม่อิ่มในกามทั้งหลาย ให้ตกอยู่ในอำนาจของมัน ผู้ไม่อิ่มในกามคือผู้ไม่รู้จักพอทั้งใน กิเลสกาม และ วัตถุกาม มุ่งแต่จะแสวงหา มุ่งแต่จะให้ได้มา มุ่งแต่จะใช้สอย และมุ่งแต่จะสะสมไม่มีที่สิ้นสุด คนเช่นนี้ยิ่งเก็บสะสมก็ยิ่งกระหาย จนความตายมาถึงก่อนความอิ่ม
ข้อคิดคือ ความปรารถนาที่ไม่รู้จักพอเป็นบ่วงที่ผูกใจไว้กับความทุกข์ การรู้จัก สันโดษ ยินดีในสิ่งที่มี จึงเป็นทางออกจากอำนาจของมฤตยู
คาถาที่ ๔๙
ยถาปิ ภมโร ปุปฺผํ วณฺณวนฺตํ อเหฐยํ ปเลติ รสมาทาย เอวํ คาเม มุนี จเร ฯ
ภมรไม่ทำลายดอก สี และกลิ่น ดูดแต่น้ำหวานไป ฉันใด มุนีพึงเที่ยวไปในหมู่บ้าน ฉันนั้น
ตรัสปรารภ โกสิยเศรษฐีผู้ตระหนี่ เพื่อชี้แนวทางเลี้ยงชีพอันงดงามของบรรพชิต
พระองค์ทรงเปรียบว่า ภมร หรือแมลงผึ้ง เมื่อบินเข้าไปในดอกไม้ ย่อมดูดเอาแต่ น้ำหวาน ไปโดยไม่ทำลายสี กลิ่น หรือกลีบของดอกไม้เลย มุนี คือผู้รู้ พึงเที่ยวไปในหมู่บ้านฉันนั้น กล่าวคือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับเรือน รับเอาภิกษาหารพอยังชีพ โดย ไม่ทำลายศรัทธาและทรัพย์ ของชาวบ้าน คาถานี้ตรัสถึงคุณสมบัติของ พระขีณาสพ ผู้เที่ยวไปในโลกโดยไม่เบียดเบียนใคร
ข้อคิดคือ การอยู่ร่วมกับผู้อื่นควรเป็นเหมือนผึ้งเก็บน้ำหวาน คือรับประโยชน์พอควรโดยไม่ทำให้ผู้ให้ต้องเดือดร้อน เป็นการอยู่อย่าง เบาบางและงดงาม
คาถาที่ ๕๐
น ปเรสํ วิโลมานิ น ปเรสํ กตากตํ อตฺตโน ว อเวกฺเขยฺย กตานิ อกตานิ จ ฯ
บุคคลไม่พึงใส่ใจถ้อยคำแสลงหูของคนอื่น ไม่พึงเพ่งเล็งกิจที่คนอื่นทำแล้วหรือยังไม่ได้ทำ แต่พึงตรวจดูกิจที่ตนทำแล้วและยังไม่ได้ทำเท่านั้น
ตรัสแก่ อุบาสิกาผู้รับใช้อาชีวกชื่อปาฏิกะ เพื่อสอนให้หันมาดูตนเองแทนที่จะเพ่งโทษผู้อื่น
พระองค์ตรัสว่า บุคคลไม่พึงใส่ใจ ถ้อยคำแสลงหู ของคนอื่น ไม่พึงเพ่งเล็งว่าคนอื่น ทำอะไรแล้วหรือยังไม่ได้ทำ แต่พึง ตรวจดูกิจของตนเอง เท่านั้นว่าสิ่งใดทำแล้ว สิ่งใดยังไม่ได้ทำ ใจที่มัวจับผิดคนอื่นย่อมเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง และมองไม่เห็นความบกพร่องของตน
ข้อคิดคือ ความก้าวหน้าในธรรมเกิดจากการ สำรวจตนเอง มิใช่การจับผิดผู้อื่น เมื่อหันกระจกเข้าหาตัว ย่อมเห็นสิ่งที่ควรแก้ไขและควรทำเพิ่ม เป็นทางแห่งความเจริญอย่างแท้จริง
คาถาที่ ๕๑
ยถาปิ รุจิรํ ปุปฺผํ วณฺณวนฺตํ อคนฺธกํ เอวํ สุภาสิตา วาจา อผลา โหติ อกุพฺพโต ฯ
วาจาสุภาษิต ย่อมไม่มีผลแก่ผู้ไม่ทำตาม เหมือนดอกไม้งาม มีสีสวย (แต่) ไม่มีกลิ่น
ตรัสแก่ พระอานนทเถระ ปรารภฉัตตปาณิอุบาสก เปรียบวาจากับดอกไม้
พระองค์ตรัสว่า วาจาสุภาษิต คือถ้อยคำอันดีงาม ย่อมไม่มีผลแก่ ผู้ไม่ทำตาม เหมือนดอกไม้ที่มีสีสวยงามแต่ ไร้กลิ่นหอม วาจาสุภาษิตในที่นี้หมายถึงพุทธพจน์คือพระไตรปิฎก ส่วนผู้ไม่ทำตามคือผู้ไม่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามคำสอนด้วยความเอื้อเฟื้อ ไม่ตั้งใจฟัง ไม่ทรงจำ และไม่นำมาปฏิบัติ ผลจึงไม่เกิดแก่เขา
ข้อคิดคือ ความรู้ที่มิได้นำมาปฏิบัติก็เหมือนดอกไม้งามที่ไร้กลิ่น สวยแต่ไร้ประโยชน์ การฟังธรรมจะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อ ลงมือทำตาม มิใช่เพียงจดจำไว้เฉย ๆ
คาถาที่ ๕๒
ยถาปิ รุจิรํ ปุปฺผํ วณฺณวนฺตํ สคนฺธกํ เอวํ สุภาสิตา วาจา สผลา โหติ สุกุพฺพโต ฯ
วาจาสุภาษิต ย่อมมีผลแก่ผู้ทำตามด้วยดี เหมือนดอกไม้งาม มีทั้งสีและมีกลิ่น ฉะนั้น
ตรัสแก่ พระอานนทเถระ เป็นคาถาคู่กับคาถาก่อน แสดงด้านสว่างของการปฏิบัติ
พระองค์ตรัสว่า วาจาสุภาษิต ย่อมมีผลแก่ ผู้ทำตามด้วยดี เหมือนดอกไม้งามที่มีทั้ง สีสวยและกลิ่นหอม ผู้ที่ได้ฟังคำสอนอันดีงามคือพระพุทธพจน์ แล้วตั้งใจฟัง ทรงจำ และน้อมนำมาปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อ ย่อมได้รับผลแห่งธรรมนั้นเต็มบริบูรณ์ ต่างจากผู้เพียงรับรู้แต่ไม่ลงมือ
ข้อคิดคือ คำสอนที่ดีจะครบสมบูรณ์ก็เมื่อมี การปฏิบัติ เป็นกลิ่นหอมประกอบ วาจาที่งามพร้อมด้วยการกระทำจึงจะเกิดคุณค่าอันแท้จริงและอำนวยประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ
คาถาที่ ๕๓
ยถาปิ ปุปฺผราสิมฺหา กยิรา มาลาคุเฬ พหู เอวํ ชาเตน มจฺเจน กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุํ ฯ
สัตว์ผู้มีอันจะต้องตาย เมื่อเกิดมาแล้ว ควรสร้างกุศลไว้ให้มาก เหมือนช่างดอกไม้ร้อยพวงมาลัยไว้เป็นจำนวนมากจากกองดอกไม้ ฉะนั้น
ตรัสปรารภ นางวิสาขา ผู้สร้างมหากุศลถวายวิหาร เพื่อสรรเสริญการสั่งสมบุญ
พระองค์ทรงเปรียบว่า สัตว์ผู้มีอันจะต้องตาย เมื่อเกิดมาแล้ว ควร สร้างกุศลไว้ให้มาก เหมือน ช่างดอกไม้ ที่มีกองดอกไม้อยู่ตรงหน้า ย่อมร้อยเป็นพวงมาลัยได้มากมายหลายพวง กองดอกไม้เปรียบเหมือนโอกาสและทรัพย์ที่มีอยู่ ส่วนพวงมาลัยเปรียบเหมือนบุญกุศลที่พึงสั่งสมจากโอกาสนั้น
ข้อคิดคือ ชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นดั่งกองดอกไม้อันมีค่า ควรใช้โอกาสนี้ สร้างความดี ให้มากที่สุดในขณะที่ยังมีเวลา เพราะเมื่อความตายมาถึง สิ่งที่ติดตัวไปได้มีเพียงบุญกุศลเท่านั้น
คาถาที่ ๕๔
น ปุปฺผคนฺโธ ปฏิวาตเมติ น จนฺทนํ ตครมลฺลิกา วา สตญฺจ คนฺโธ ปฏิวาตเมติ สพฺพา ทิสา สปฺปุริโส ปวายติ ฯ
กลิ่นดอกไม้ลอยไปทวนลมไม่ได้ กลิ่นจันทน์ กลิ่นกฤษณา
ตรัสแก่ พระอานนทเถระ ผู้ทูลถามเรื่องกลิ่นหอม เพื่อชี้ให้เห็นกลิ่นที่ประเสริฐกว่ากลิ่นทั้งปวง
พระองค์ตรัสว่า กลิ่นดอกไม้ จะหอมเพียงใดก็ลอยไป ทวนลมไม่ได้ แม้กลิ่นจันทน์ กลิ่นกฤษณา หรือกลิ่นดอกมะลิก็เช่นกัน หอมได้แต่ตามลม แต่ กลิ่นของสัตบุรุษ คือกลิ่นเกียรติคุณอันเกิดจากศีลและความดี ย่อมลอยไปได้ทั้งตามลมและทวนลม ฟุ้งขจรไปทั่วทุกทิศ
ข้อคิดคือ ชื่อเสียงที่เกิดจากทรัพย์หรือรูปโฉมย่อมมีขอบเขต แต่ เกียรติคุณจากความดีงาม ย่อมแผ่ไปไม่มีที่สิ้นสุด การสร้างคุณงามความดีจึงเป็นการสร้างกลิ่นหอมที่ยั่งยืนที่สุดของชีวิต
คาถาที่ ๕๕
จนฺทนํ ตครํ วาปิ อุปฺปลํ อถ วสฺสิกี เอเตสํ คนฺธชาตานํ สีลคนฺโธ อนุตฺตโร ฯ
กลิ่นศีลยอดเยี่ยมกว่ากลิ่นหอมเหล่านี้ คือ กลิ่นจันทน์ กลิ่นกฤษณา กลิ่นดอกอุบล และกลิ่นดอกมะลิ
ตรัสแก่ พระอานนทเถระ ต่อเนื่องจากคาถาก่อน ยกย่องกลิ่นศีลเหนือกลิ่นหอมทางโลก
พระองค์ตรัสว่า บรรดากลิ่นหอมทั้งหลายในโลก ไม่ว่าจะเป็น กลิ่นจันทน์ กลิ่นกฤษณา กลิ่นดอกอุบล หรือกลิ่นดอกมะลิ ล้วนหอมได้เพียงชั่วคราวและตามลมเท่านั้น แต่ กลิ่นศีล อันเกิดจากความบริสุทธิ์แห่งการรักษากายวาจาให้เรียบร้อยนั้น เป็นกลิ่นที่ ยอดเยี่ยมกว่า กลิ่นหอมเหล่านั้นทั้งหมด
ข้อคิดคือ ผู้มีศีลย่อมงดงามด้วยกลิ่นหอมภายในที่ไม่มีเครื่องหอมใดเทียบได้ การรักษาศีลจึงเป็นเครื่องประดับใจอันประเสริฐ ที่ทำให้บุคคลเป็นที่รักและเคารพของคนทั้งหลาย
คาถาที่ ๕๖
อปฺปมตฺโต อยํ คนฺโธ ยฺวายํ ตครจนฺทนี โย จ สีลวตํ คนฺโธ วาติ เทเวสุ อุตฺตโม ฯ
กลิ่นกฤษณา หรือกลิ่นจันทน์นี้ หอมเพียงเล็กน้อย แต่กลิ่นของท่านผู้มีศีล หอมมากที่สุด หอมฟุ้งไปทั่วทั้งเทวโลกและมนุษยโลก
ตรัสปรารภ พระมหากัสสปเถระ เพื่อแสดงว่ากลิ่นศีลนั้นฟุ้งไปถึงเทวโลก
พระองค์ตรัสว่า กลิ่นกฤษณาหรือกลิ่นจันทน์ ที่ว่าหอมนั้น แท้จริงหอมเพียงเล็กน้อยและอยู่ในวงจำกัด แต่ กลิ่นของท่านผู้มีศีล หอมมากที่สุด และหอมฟุ้งไปได้ ทั่วทั้งเทวโลกและมนุษยโลก เพราะเป็นกลิ่นแห่งคุณธรรมที่มิได้ถูกจำกัดด้วยทิศทางลมหรือระยะทางใด ๆ
ข้อคิดคือ ความดีที่บริสุทธิ์ย่อมแผ่อิทธิพลกว้างไกลเกินกว่าที่ตาเห็น ผู้มีศีลบริบูรณ์ย่อมเป็นที่สรรเสริญทั้งในหมู่มนุษย์และเทวดา คุณธรรมจึงเป็นสมบัติที่ทรงคุณค่าเหนือกว่าเครื่องหอมใด ๆ ในโลก
คาถาที่ ๕๗
เตสํ สมฺปนฺนสีลานํ อปฺปมาทวิหารินํ สมฺมทญฺญา วิมุตฺตานํ มาโร มคฺคํ น วินฺทติ ฯ
มารย่อมไม่พบทางของท่านผู้มีศีลสมบูรณ์ ผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทเป็นปกติ ผู้หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ
ตรัสปรารภ พระโคธิกเถระ ผู้บรรลุธรรม เพื่อชี้ว่าผู้หลุดพ้นแล้วพ้นเงื้อมมือของมาร
พระองค์ตรัสว่า มารย่อมไม่พบทาง ของท่านผู้มี ศีลสมบูรณ์ ผู้อยู่ด้วย ความไม่ประมาท เป็นปกติ และผู้ หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ สัตบุรุษเช่นนี้มีกลิ่นเกียรติคุณคือศีลแผ่ขจรไปทั่วทุกทิศ และเมื่อจิตหลุดพ้นด้วยปัญญาอันชอบแล้ว มารก็ไม่อาจสืบหาร่องรอยว่าไปเกิด ณ ที่ใด เพราะไม่มีการเวียนว่ายอีกต่อไป
ข้อคิดคือ ผู้ตั้งมั่นในศีล ดำรงตนด้วยความไม่ประมาท และเจริญปัญญาจนหลุดพ้น ย่อมพ้นจากอำนาจของกิเลสมารโดยสิ้นเชิง นี่คือความปลอดภัยสูงสุดที่ธรรมนำมาให้
คาถาที่ ๕๘
ยถา สงฺการธานสฺมึ อุชฺฌิตสฺมึ มหาปเถ ปทุมํ ตตฺถ ชาเยถ สุจิคนฺธํ มโนรมํ
ในกองขยะที่เขาทิ้งไว้ข้างทางใหญ่ ยังมีดอกบัวมีกลิ่นหอมรื่นรมย์ใจเกิดขึ้นมาได้ ฉันใด
ตรัสแก่ นายครหทินน์และนายสิริคุตต์ เป็นคาถาคู่ที่ทรงยกอุปมาดอกบัวในกองขยะ
พระองค์ทรงเปรียบว่า ในกอง ขยะ ที่เขาทิ้งไว้ข้างทางใหญ่ อันเป็นที่สกปรกน่ารังเกียจ ก็ยังมี ดอกบัว ที่มีกลิ่นหอมรื่นรมย์ใจผุดขึ้นมาได้ ดอกบัวแม้เกิดในที่โสโครกก็มิได้แปดเปื้อน กลับงามและหอมยิ่ง อุปมานี้เตรียมไว้เพื่อเทียบกับความจริงในคาถาถัดไป
ข้อคิดคือ สภาพแวดล้อมที่ต่ำต้อยหรือหมู่คนที่มืดมนมิได้เป็นเครื่องขัดขวางผู้มีปัญญา ดั่งดอกบัวที่ผุดพ้นเปือกตม ผู้ตั้งใจในธรรมย่อมงอกงามได้แม้ในที่อันไม่เอื้ออำนวย
คาถาที่ ๕๙
เอวํ สงฺการภูเตสุ อนฺธภูเต ปุถุชฺชเน อติโรจติ ปญฺญาย สมฺมาสมฺพุทฺธสาวโก ฯ
ในหมู่ปุถุชนผู้มืดมนซึ่งเปรียบได้กับกองขยะ ก็ยังมีสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเจริญรุ่งเรืองอยู่ด้วยปัญญา ฉันนั้น
ตรัสแก่ นายครหทินน์และนายสิริคุตต์ เป็นคาถาที่รับกับอุปมาดอกบัวในกองขยะ
พระองค์ตรัสว่า ในหมู่ ปุถุชนผู้มืดมน ซึ่งเปรียบได้กับกองขยะอันไร้ค่า ก็ยังมี สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจริญรุ่งเรืองอยู่ด้วย ปัญญา เหมือนดอกบัวที่งามเด่นขึ้นเหนือกองขยะ ปุถุชนที่ยังมืดมนด้วยอวิชชาย่อมมองไม่เห็นสัจธรรม แต่ผู้เป็นสาวกที่ได้ฟังและปฏิบัติตามคำสอนย่อมส่องสว่างเด่นชัดด้วยปัญญาท่ามกลางหมู่ชนนั้น
ข้อคิดคือ แม้อยู่ท่ามกลางผู้คนที่ยังไม่รู้ธรรม ผู้มีปัญญาก็สามารถงอกงามและเปล่งประกายได้ด้วยการศึกษาและปฏิบัติ ความรุ่งเรืองที่แท้จริงมิได้อยู่ที่ฐานะภายนอก แต่อยู่ที่ ปัญญาภายใน ที่ทำให้ชีวิตสว่างไสว