วัดจุฬามณี
ธรรมบท

พาลวรรค — หมวดว่าด้วยคนพาล

ธรรมบท วรรคที่ ๕ · ๑๖ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

คาถาที่ ๖๐

ทีฆา ชาครโต รตฺติ ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ ทีโฆ พาลาน สํสาโร สทฺธมฺมํ อวิชานตํ ฯ

ราตรีหนึ่ง ยาวนานสำหรับคนผู้ตื่นอยู่ ระยะทางโยชน์หนึ่ง ยาวไกลสำหรับคนผู้เมื่อยล้า สังสารวัฏ ยาวนานสำหรับคนพาลผู้ไม่รู้แจ้งสัทธรรม

คาถานี้ตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลและชายผู้หนึ่ง เพื่อชี้ให้เห็นว่าเวลาและระยะทางนั้นดูยาวสั้นต่างกันตามสภาพจิตของผู้ประสบ

คนที่นอนไม่หลับ ราตรีเดียวก็เหมือนยาวนานไม่รู้จบ คนเดินทางจนเมื่อยล้า ระยะทางเพียงโยชน์เดียวก็ไกลแสนไกล ฉันใด คนพาล คือผู้ขาดปัญญา ไม่รู้จักประโยชน์ทั้งโลกนี้และโลกหน้า ไม่รู้แจ้ง สัทธรรม อันมีโพธิปักขิยธรรมและอริยสัจ ๔ เป็นต้น ก็ต้องเวียนว่ายอยู่ใน สังสารวัฏ คือการเกิดแก่เจ็บตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอันยาวนานหาที่สิ้นสุดมิได้ ฉันนั้น

ข้อคิดคือ ความทุกข์ที่ยืดเยื้อมิได้มาจากภายนอกอย่างเดียว แต่มาจากใจที่ยังไม่รู้ทางออก การหมั่นศึกษาและปฏิบัติธรรมจึงเป็นทางย่นสังสารวัฏให้สั้นลง

คาถาที่ ๖๑

จรญฺเจ นาธิคจฺเฉยฺย เสยฺยํ สทิสมตฺตโน เอกจริยํ ทฬฺหํ กยิรา นตฺถิ พาเล สหายตา ฯ

หากบุคคลเที่ยวหาคนดีกว่าตน หรือเสมอกับตนไม่ได้ ก็ควรถือการเที่ยวไปคนเดียวให้มั่นคง เพราะจะหาความเป็นเพื่อน ในคนพาลไม่ได้เลย

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุผู้อยู่ในกรุงราชคฤห์ ปรารภเรื่องสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ ว่าด้วยการเลือกคบมิตร

พระองค์ทรงสอนว่า หากหาเพื่อนที่ดีกว่าตนหรือเสมอกับตนไม่ได้ ก็ควร ถือการอยู่คนเดียวให้มั่นคง ดีกว่าคบคนพาล เพราะในคนพาลนั้นหา ความเป็นเพื่อน ที่แท้จริงไม่ได้เลย มิตรแท้ในทางธรรมคือผู้ที่ชักนำเราไปสู่ศีล สมาธิ ปัญญา ส่วนคนพาลมีแต่จะฉุดให้ตกต่ำ

ข้อคิดคือ การอยู่ลำพังอย่างมีสติ ยังปลอดภัยกว่าการมีเพื่อนที่ชวนให้เสียคน เลือกคบคนดีได้ก็ดี ถ้าเลือกไม่ได้ การอยู่ด้วยตนเองอย่างมั่นคงในธรรมย่อมประเสริฐกว่า

คาถาที่ ๖๒

ปุตฺตา มตฺถิ ธนมตฺถิ อิติ พาโล วิหญฺญติ อตฺตา หิ อตฺตโน นตฺถิ กุโต ปุตฺตา กุโต ธนํ ฯ

คนพาลย่อมเดือดร้อนว่า “เรามีบุตร เรามีทรัพย์” แท้จริง ตัวตนก็ไม่มี บุตรและทรัพย์จักมีแต่ที่ไหน

คาถานี้ตรัสแก่เศรษฐีชื่อมูลสิริ ผู้เป็นบุตรของอานันทเศรษฐี ปรารภเรื่องความยึดถือในทรัพย์และบุตร

คนพาลมักเดือดเนื้อร้อนใจด้วยความหวงแหนว่า "เรามีบุตร เรามีทรัพย์" แต่แท้จริงแล้ว แม้ตัวตนก็หามีไม่ เพราะขันธ์ทั้งหลายไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง เมื่อความตายมาถึงก็นำอะไรไปด้วยไม่ได้ ในเมื่อตัวเรายังไม่อาจยึดเป็นเจ้าของได้ แล้วบุตรและทรัพย์จะเป็นของเราได้จากที่ไหน

ข้อคิดคือ อย่าให้ความยึดมั่นในสิ่งที่ต้องพลัดพรากมาเผาผลาญใจ รู้จักใช้ทรัพย์และดูแลบุตรด้วยเมตตาและปัญญา โดยไม่หลงยึดว่าเป็นของเราตลอดไป ใจก็จะเบาสบายขึ้น

คาถาที่ ๖๓

โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส พาโล จ ปณฺฑิตมานี ส เว พาโลติ วุจฺจติ ฯ

คนพาลที่รู้ตัวว่าเป็นคนพาล ยังเป็นบัณฑิตได้บ้าง แต่คนพาลที่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต นั่นแหละ เรียกว่า คนพาลแท้

คาถานี้ตรัสแก่โจรผู้ทำลายปมและชนทั้งหลาย ปรารภความต่างระหว่างคนที่รู้ตัวกับคนที่หลงตัว

พระองค์ทรงชี้ว่า คนพาลที่รู้ตัวว่าตนโง่ ยังพอนับเป็นบัณฑิตได้บ้าง เพราะความรู้ตัวนั้นเปิดทางให้เขายอมเรียนรู้และแก้ไข แต่ คนพาลที่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต ปิดกั้นตนเองจากความรู้ใหม่ นั่นแหละคือคนพาลแท้ เพราะความหลงตนทำให้ไม่มีวันพัฒนา อีกทั้งการคบบัณฑิตแท้ยังนำมาซึ่งคุณธรรมนานัปการตั้งแต่ศีลไปจนถึงวิชชาและอภิญญา

ข้อคิดคือ ความถ่อมตนที่ยอมรับว่าตนยังไม่รู้ คือประตูสู่ปัญญา ส่วนความอวดรู้คือกำแพงขังตนไว้ในความมืด

คาถาที่ ๖๔

ยาวชีวมฺปิ เจ พาโล ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ น โส ธมฺมํ วิชานาติ ทพฺพี สูปรสํ ยถา ฯ

คนพาล แม้จะอยู่ใกล้บัณฑิตชั่วชีวิต ก็ไม่รู้แจ้งธรรม เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกง ฉะนั้น

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องพระอุทายีเถระผู้อยู่ใกล้ชิดพระเถระแต่ก็มิได้ซึมซับธรรม

พระองค์ทรงเปรียบว่า คนพาลแม้จะอยู่ใกล้บัณฑิตตลอดชีวิต ก็ไม่อาจรู้แจ้งธรรมได้ เหมือนทัพพีที่คนแกงอยู่ในหม้อทุกวันแต่ไม่เคยรู้รสแกง เพราะมิได้ใส่ใจน้อมนำมาพิจารณา ความใกล้ชิดทางกายไม่ช่วยอะไร หากใจไม่เปิดรับและไม่ลงมือปฏิบัติ

ข้อคิดคือ การได้อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์หรือได้ฟังธรรมมาก มิใช่หลักประกันว่าจะได้ปัญญา สิ่งสำคัญคือการตั้งใจฟัง ใคร่ครวญ และน้อมนำมาปฏิบัติกับตน มิฉะนั้นก็เป็นเพียงทัพพีที่ไม่เคยลิ้มรส

คาถาที่ ๖๕

มุหุตฺตมปิ เจ วิญฺญู ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ ขิปฺปํ ธมฺมํ วิชานาติ ชิวฺหา สูปรสํ ยถา ฯ

วิญญูชน แม้จะอยู่ใกล้บัณฑิตเพียงชั่วครู่ ก็รู้แจ้งธรรมได้ฉับพลัน เหมือนลิ้นรู้รสแกง ฉะนั้น

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องภิกษุชาวเมืองปาฐาผู้รู้ธรรมได้เร็ว เป็นคู่เทียบกับคาถาก่อนหน้า

ต่างจากทัพพี วิญญูชน คือผู้มีปัญญา แม้จะได้อยู่ใกล้บัณฑิตเพียงชั่วครู่ ก็รู้แจ้งธรรมได้ฉับพลัน เหมือนลิ้นที่แตะอาหารเพียงนิดก็รู้รสทันที เพราะมีจิตพร้อม มีปัญญาเป็นทุน และตั้งใจน้อมรับ ความช้าเร็วในการเข้าถึงธรรมจึงอยู่ที่คุณภาพของใจ มิใช่ระยะเวลา

ข้อคิดคือ จงหมั่นอบรมใจให้พร้อมด้วยศรัทธาและความใฝ่รู้ เมื่อโอกาสได้ใกล้ชิดกัลยาณมิตรมาถึง แม้เพียงชั่วครู่ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตได้

คาถาที่ ๖๖

จรนฺติ พาลา ทุมฺเมธา อมิตฺเตเนว อตฺตนา กโรนฺตา ปาปกํ กมฺมํ ยํ โหติ กฏุกปฺผลํ ฯ

คนพาลผู้มีปัญญาทราม ทำตนให้เป็นดุจข้าศึก เที่ยวทำบาปกรรมที่ให้ผลเผ็ดร้อน

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องนายสุปปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน

พระองค์ทรงชี้ว่า คนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมทำตนให้กลายเป็นศัตรูของตนเอง ด้วยการเที่ยวก่อ บาปกรรม ที่จะให้ผลเผ็ดร้อนย้อนกลับมาเผาตน ศัตรูภายนอกยังทำร้ายได้เพียงชาตินี้ แต่กรรมชั่วที่ตนก่อไว้จะติดตามให้ผลข้ามภพข้ามชาติ นับเป็นภัยที่ร้ายยิ่งกว่าข้าศึกใด ๆ

ข้อคิดคือ ก่อนจะทำสิ่งใด พึงพิจารณาว่าผลของมันจะย้อนมาทำร้ายเราหรือไม่ การละเว้นบาปจึงเท่ากับการปกป้องตนเองจากศัตรูที่ร้ายที่สุด นั่นคือกรรมชั่วของตัวเราเอง

คาถาที่ ๖๗

น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ ยสฺส อสฺสุมุโข โรทํ วิปากํ ปฏิเสวติ ฯ

บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมเดือดร้อนใจในภายหลัง ร้องไห้น้ำตานองหน้า เสวยผลกรรมอยู่ กรรมนั้นชื่อว่า เป็นกรรมไม่ดี

คาถานี้ตรัสแก่ชาวนาคนหนึ่ง ปรารภการกระทำที่นำความเดือดร้อนมาสู่ผู้ทำในภายหลัง

พระองค์ทรงวางเกณฑ์ตัดสินว่า กรรมใดที่ทำไปแล้วกลับต้องมาเดือดร้อนใจในภายหลัง ร้องไห้น้ำตานองหน้าขณะเสวยผลของมัน กรรมนั้นชื่อว่าเป็นกรรมไม่ดี เพราะบ่งชี้ว่าการกระทำนั้นขัดต่อธรรม จึงให้ผลเป็นความทุกข์และความสำนึกเสียใจตามมา

ข้อคิดคือ ก่อนตัดสินใจทำสิ่งใด ให้ถามใจว่า ต่อไปเราจะเสียใจกับสิ่งนี้ไหม หากคำตอบคือใช่ ก็พึงหยุดเสีย เพราะกรรมดีย่อมไม่ทิ้งรอยน้ำตาไว้เบื้องหลัง

คาถาที่ ๖๘

ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ ยสฺส ปตีโต สุมโน วิปากํ ปฏิเสวติ ฯ

บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง อิ่มเอิบ ดีใจ เสวยผลกรรมอยู่ กรรมนั้นชื่อว่า เป็นกรรมดี

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องช่างดอกไม้ชื่อสุมนะ เป็นคู่เทียบกับคาถาก่อนหน้าในด้านกรรมดี

ตรงข้ามกับกรรมไม่ดี กรรมใดที่ทำไปแล้วไม่ต้องมาเดือดร้อนใจในภายหลัง กลับอิ่มเอิบเบิกบานดีใจขณะเสวยผลของมัน กรรมนั้นชื่อว่าเป็นกรรมดี เพราะการกระทำที่ตั้งอยู่บนกุศลย่อมให้ผลเป็นความสุขและความปีติทั้งในขณะทำและเมื่อผลปรากฏ

ข้อคิดคือ ความสุขใจที่ตามมาภายหลังคือเครื่องยืนยันว่าเราเดินถูกทาง จงเลือกทำสิ่งที่ทำแล้วภูมิใจและระลึกถึงได้ด้วยรอยยิ้ม นั่นคือการสั่งสมความสุขให้ตนเองอย่างแท้จริง

คาถาที่ ๖๙

มธุวา มญฺญตี พาโล ยาว ปาปํ น ปจฺจติ ยทา จ ปจฺจติ ปาปํ อถ (พาโล) ทุกฺขํ นิคจฺฉติ ฯ

ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ให้ผล คนพาลย่อมสำคัญบาปดุจน้ำผึ้ง แต่เมื่อใดบาปให้ผล เมื่อนั้นคนพาลย่อมประสบทุกข์

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องพระอุบลวัณณาเถรี ว่าด้วยบาปที่ยังไม่ให้ผล

พระองค์ทรงเตือนว่า ตราบใดที่บาปยังไม่ให้ผล คนพาลย่อมสำคัญบาปดุจน้ำผึ้ง คือเห็นอกุศลที่ตนทำอยู่นั้นน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ หวานชื่นเหมือนน้ำผึ้ง แต่เมื่อใดที่บาปสุกงอมให้ผล เมื่อนั้นเขาย่อมประสบทุกข์อย่างแสนสาหัส ความหวานในตอนต้นกลับกลายเป็นความขมในบั้นปลาย

ข้อคิดคือ อย่าตัดสินคุณค่าของการกระทำจากความสุขชั่วขณะที่ได้รับ สิ่งที่ดูหอมหวานในวันนี้อาจซ่อนผลอันขมขื่นไว้ในวันหน้า พึงมองให้ไกลถึงผลที่จะตามมา แล้วจึงเลือกทำ

คาถาที่ ๗๐

มาเส มาเส กุสคฺเคน พาโล ภุญฺเชถ โภชนํ น โส สงฺขาตธมฺมานํ กลํ อคฺฆติ โสฬสึ ฯ

คนพาลถึงใช้ปลายหญ้าคาจิ้มอาหารกินทุกๆ เดือน เขาก็ไม่ได้รับผลแห่งการปฏิบัติเช่นนั้น เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว

คาถานี้ตรัสแก่มหาชนชาวแคว้นอังคะและมคธ ปรารภเรื่องอาชีวกชื่อชัมพุกะผู้บำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัดแต่ไร้ปัญญา

พระองค์ทรงชี้ว่า แม้คนพาลจะทรมานตนด้วยการใช้เพียงปลายหญ้าคาจิ้มอาหารกินทุก ๆ เดือน อันเป็นการทำทุกกรกิริยาอย่างยิ่งยวด เขาก็หาได้รับผลจากการปฏิบัติเช่นนั้นแม้เพียงเสี้ยวที่ ๑๖ ของ ผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว คือพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปผู้เข้าถึงธรรมด้วยปัญญา

ข้อคิดคือ การปฏิบัติที่ทรมานตนโดยขาดปัญญากำกับ ย่อมไม่นำไปสู่ความหลุดพ้น สิ่งสำคัญมิใช่ความหนักหน่วงของวัตรภายนอก แต่คือการเจริญปัญญารู้แจ้งในธรรมที่พาใจให้พ้นทุกข์ได้จริง

คาถาที่ ๗๑

น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ สชฺชุขีรํว มุจฺจติ ฑหนฺตํ พาลมเนฺวติ ภสฺมาจฺฉนฺโนว ปาวโก ฯ

บาปกรรมที่บุคคลทำแล้วยังไม่ให้ผลทันที เหมือนน้ำนมที่รีดในวันนี้ บาปกรรมนั้นจะค่อยๆ เผาผลาญคนพาล เหมือนไฟที่ถูกเถ้ากลบไว้ ฉะนั้น

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องเปรตผู้มีรูปร่างเหมือนงู ว่าด้วยบาปที่ให้ผลช้า

พระองค์ทรงเปรียบว่า บาปกรรมที่ทำแล้วมิได้ให้ผลทันทีเหมือนน้ำนมที่เพิ่งรีดในวันนี้ยังไม่บูดในทันที แต่บาปนั้นจะค่อย ๆ ตามเผาผลาญคนพาลอยู่เงียบ ๆ เหมือนไฟที่ถูกเถ้ากลบไว้ ดูภายนอกเหมือนดับแล้ว แต่ยังคุอยู่ภายในและพร้อมลุกโพลงขึ้นได้ ความช้าของผลกรรมจึงมิใช่การหลุดพ้น

ข้อคิดคือ อย่าประมาทเพราะเห็นว่าทำชั่วแล้วยังไม่เห็นผล ผลกรรมเพียงรอเวลาสุกงอม การรีบละบาปและสั่งสมความดีจึงเป็นทางเดียวที่จะไม่ต้องคอยหวาดหวั่นกับไฟใต้เถ้า

คาถาที่ ๗๒

ยาวเทว อนตฺถาย ญตฺตํ พาลสฺส ชายติ หนฺติ พาลสฺส สุกฺกํสํ มุทฺธํ อสฺส วิปาตยํ ฯ

ความรู้ เกิดแก่คนพาลเพียงเพื่อทำลายถ่ายเดียว ความรู้ของคนพาลนั้น กำจัดคุณงามความดี ทำปัญญาของเขาให้ตกต่ำ

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องเปรตถูกค้อนต่อยศีรษะ ว่าด้วยความรู้ที่เป็นโทษแก่คนพาล

พระองค์ทรงชี้ว่า ความรู้ ซึ่งในที่นี้หมายรวมถึงศิลปวิทยา ยศ และชื่อเสียง เมื่อเกิดแก่คนพาลกลับมีขึ้นเพียงเพื่อทำลายถ่ายเดียว เพราะเขานำไปใช้ในทางผิด ความรู้นั้นจึง กำจัดคุณงามความดีและทำปัญญาของเขาให้ตกต่ำ แทนที่จะยกให้สูงขึ้น ยิ่งรู้มากก็ยิ่งหลงตนและเบียดเบียนผู้อื่น

ข้อคิดคือ ความรู้และความสามารถเป็นเพียงเครื่องมือ จะเป็นคุณหรือโทษขึ้นอยู่กับผู้ใช้ หากปราศจากศีลธรรมและปัญญากำกับ ความรู้ก็กลายเป็นดาบทำร้ายทั้งตนเองและผู้อื่นได้

คาถาที่ ๗๓

อสนฺตํ ภาวมิจฺเฉยฺย ปุเรกฺขารญฺจ ภิกฺขุสุ อาวาเสสุ จ อิสฺสริยํ ปูชา ปรกุเลสุ จ

ภิกษุพาลปรารถนาการยกย่องที่ตนไม่มี ปรารถนาให้ภิกษุทั้งหลายตามแวดล้อมตน ปรารถนาความเป็นใหญ่ในอาวาส และปรารถนาเครื่องบูชาจากชาวบ้านทั้งหลาย

คาถานี้ตรัสแก่พระสุธัมมเถระ ปรารภความปรารถนาลาภยศเกียรติที่เกินตัวของภิกษุ

พระองค์ทรงชี้โทษของ ภิกษุพาล ผู้ปรารถนาสิ่งที่ตนไม่มีจริง คือ ปรารถนาการยกย่อง ทั้งที่ไร้ศรัทธาไร้ศีลก็อยากให้คนชมว่ามี ปรารถนาให้ภิกษุทั้งหลายห้อมล้อมตน ปรารถนาความเป็นใหญ่ในอาวาส และปรารถนาเครื่องบูชาจากชาวบ้าน ความอยากเหล่านี้ล้วนเกิดจากใจที่มุ่งลาภสักการะ มิใช่มุ่งธรรม

ข้อคิดคือ ผู้ปฏิบัติธรรมพึงระวังความอยากเด่นอยากดัง เพราะเมื่อใจไปติดอยู่กับการยอมรับจากภายนอก ก็จะห่างไกลจากความสงบภายในที่เป็นเป้าหมายแท้จริง

คาถาที่ ๗๔

มเมว กตมญฺญนฺตุ คิหี ปพฺพชิตา อุโภ มเมว อติวสา อสฺสุ กิจฺจากิจฺเจสุ กิสฺมิจิ อิติ พาลสฺส สงฺกปฺโป อิสฺสา มาโน จ วฑฺฒติ ฯ

ภิกษุพาลเกิดความดำริว่า “ขอให้คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้ง ๒ ฝ่าย จงเข้าใจว่า เราผู้เดียวทำกิจนี้ เราผู้เดียวพึงมีอำนาจในการงาน ไม่ว่ากิจการใหญ่หรือเล็ก” ความริษยา และความถือตัว จึงเกิดพอกพูนขึ้น

คาถานี้ตรัสแก่พระสุธัมมเถระ ต่อเนื่องจากคาถาก่อน ว่าด้วยความริษยาและความถือตัวของภิกษุพาล

พระองค์ทรงชี้ว่า ภิกษุพาล มักดำริว่า "ขอให้คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งสองฝ่ายจงเข้าใจว่าเราผู้เดียวทำกิจนี้ เราผู้เดียวพึงมีอำนาจในการงานทั้งใหญ่และเล็ก" ด้วยความดำริเช่นนี้ ความริษยา อันได้แก่ตัณหาที่เกิดในทวารทั้ง ๖ และ ความถือตัว คือมานะที่เทียบตนว่าเลิศ เสมอ หรือด้อยกว่าเขา จึงพอกพูนหนาแน่นขึ้น

ข้อคิดคือ ความอยากผูกขาดความสำคัญไว้ที่ตนคนเดียว เป็นบ่อเกิดของความริษยาและมานะที่กัดกินใจ พึงฝึกใจให้ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี และรู้จักถ่อมตน จึงจะพ้นจากไฟแห่งการเปรียบเทียบ

คาถาที่ ๗๕

อญฺญา หิ ลาภูปนิสา อญฺญา นิพฺพานคามินี เอวเมตํ อภิญฺญาย ภิกฺขุ พุทฺธสฺส สาวโก สกฺการํ นาภินนฺเทยฺย วิเวกมนุพฺรูหเย ฯ

ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ได้ลาภเป็นอย่างหนึ่ง ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงนิพพานเป็นอีกอย่างหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รู้ชัดข้อปฏิบัติทั้งสองนี้แล้ว ไม่พึงยินดีสักการะ แต่พึงเพิ่มพูนวิเวก (ให้ต่อเนื่อง)

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องพระสุธัมมเถระ สรุปบทเรียนเรื่องลาภสักการะกับหนทางพ้นทุกข์

พระองค์ทรงจำแนกให้เห็นชัดว่า ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ได้ลาภเป็นอย่างหนึ่ง ส่วนข้อปฏิบัติที่นำไปสู่นิพพานเป็นอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองเดินคนละทาง ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าเมื่อรู้ชัดเช่นนี้แล้ว ไม่พึงยินดีในลาภสักการะ แต่พึงเพิ่มพูนวิเวก คือความสงบสงัดทั้งกาย ใจ และกิเลสให้ต่อเนื่อง

ข้อคิดคือ ทางที่นำมาซึ่งชื่อเสียงและทางที่นำสู่ความหลุดพ้นนั้นสวนทางกัน ผู้มุ่งความสงบแท้จึงต้องกล้าปล่อยวางความยินดีในการยกย่อง แล้วหันมาบ่มเพาะความวิเวกภายใน อันเป็นทางตรงสู่ความพ้นทุกข์