ปัณฑิตวรรค — หมวดว่าด้วยบัณฑิต
ธรรมบท วรรคที่ ๖ · ๑๔ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
คาถาที่ ๗๖
นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย ฯ
บุคคลพึงเห็นผู้มีปัญญามักชี้โทษ มักพูดปรามไว้ เหมือนผู้ชี้บอกขุมทรัพย์ เพราะเมื่อคบคนเช่นนั้น ย่อมมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อมเลย
คาถานี้ตรัสปรารภ พระราธเถระ ผู้เป็นภิกษุที่น้อมรับคำตักเตือนด้วยความยินดี พระผู้มีพระภาคจึงตรัสสอนภิกษุทั้งหลายให้เห็นคุณค่าของผู้ที่กล้าชี้โทษ
พระองค์ทรงเปรียบ ผู้มีปัญญาที่มักชี้โทษและคอยพูดปราม ว่าเสมือน ผู้ชี้บอกขุมทรัพย์ เพราะคนที่บอกให้เราเห็นข้อบกพร่องของตน แม้ฟังแล้วไม่สบายหู แต่แท้จริงกำลังมอบสมบัติล้ำค่าคือโอกาสแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น
ข้อคิดคือ อย่ารังเกียจคนที่เตือนเรา แต่พึงยินดีเหมือนได้พบขุมทรัพย์ เพราะ เมื่อคบคนเช่นนี้ ย่อมมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อม ผู้ที่ประจบเอาใจกลับพาเราลงเหว ส่วนผู้กล้าเตือนต่างหากที่พาเราขึ้นสูง
คาถาที่ ๗๗
โอวเทยฺยานุสาเสยฺย อสพฺภา จ นิวารเย สตํ หิ โส ปิโย โหติ อสตํ โหติ อปฺปิโย ฯ
ผู้ใดพึงกล่าวสอน พร่ำสอน และห้ามจากความชั่ว ผู้นั้นย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษทั้งหลาย แต่ไม่เป็นที่รักของอสัตบุรุษทั้งหลาย
คาถานี้ตรัสปรารภ พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ ซึ่งเป็นภิกษุที่ประพฤติไม่เหมาะสม เมื่อถูกตักเตือนกลับไม่พอใจ พระองค์จึงทรงชี้ถึงธรรมชาติของคำสอน
พระองค์ตรัสว่า ผู้ที่คอย กล่าวสอน พร่ำสอน และห้ามปรามจากความชั่ว นั้น ย่อม เป็นที่รักของสัตบุรุษ คือคนดีที่รู้คุณค่าของคำเตือน แต่กลับ ไม่เป็นที่รักของอสัตบุรุษ คือคนพาลที่รังเกียจการถูกห้ามปราม
ข้อคิดคือ การจะรู้ว่าใครเป็นคนดีหรือไม่ ดูได้จากปฏิกิริยาต่อคำเตือน คนดีย่อมน้อมรับด้วยความขอบคุณ ส่วนคนพาลย่อมโกรธเคือง ผู้หวังดีจึงไม่ควรท้อที่จะเตือนคน แม้บางคนจะไม่พอใจก็ตาม
คาถาที่ ๗๘
น ภเช ปาปเก มิตฺเต น ภเช ปุริสาธเม ภเชถ มิตฺเต กลฺยาเณ ภเชถ ปุริสุตฺตเม ฯ
บุคคลไม่พึงคบมิตรชั่ว ไม่พึงคบคนต่ำช้า พึงคบแต่กัลยาณมิตร พึงคบแต่สัตบุรุษ
คาถานี้ตรัสปรารภ พระฉันนเถระ เพื่อสอนภิกษุทั้งหลายเรื่องการเลือกคบมิตร
พระองค์ตรัสหลักสั้น ๆ แต่ลึกซึ้งว่า ไม่พึงคบมิตรชั่วและคนต่ำช้า แต่ พึงคบกัลยาณมิตรและสัตบุรุษ เพราะเพื่อนคือกระจกและเป็นแม่พิมพ์หล่อหลอมชีวิต คบคนเช่นไรก็มักกลายเป็นเช่นนั้น
ข้อคิดคือ การเลือกคนรอบตัวเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าที่คิด เพราะมิตรดีย่อมชักนำไปในทางกุศล คอยเตือน คอยหนุน ให้เราเจริญขึ้น ส่วนมิตรชั่วย่อมพาให้เสื่อม ผู้หวังความก้าวหน้าในชีวิตและในธรรม จึงต้องพิถีพิถันในการเลือกคบ
คาถาที่ ๗๙
ธมฺมปีติ สุขํ เสติ วิปฺปสนฺเนน เจตสา อริยปฺปเวทิเต ธมฺเม สทา รมติ ปณฺฑิโต ฯ
บุคคลผู้อิ่มเอิบในธรรม มีใจผ่องใส ย่อมอยู่เป็นสุข บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยะประกาศแล้วทุกเมื่อ
คาถานี้ตรัสปรารภ พระมหากัปปินเถระ ผู้บรรลุธรรมแล้วเปี่ยมด้วยความสุขในการปฏิบัติ พระองค์จึงทรงยกความสุขอันเกิดจากธรรมขึ้นแสดง
พระองค์ตรัสว่า ผู้อิ่มเอิบในธรรม คือผู้ที่ใจดื่มด่ำในรสพระธรรม ย่อม มีใจผ่องใสและอยู่เป็นสุข ในเชิงอรรถหมายถึงผู้บรรลุ โลกุตตรธรรม ๙ ประการ คือมรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑ อันเป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขทางโลกทั้งปวง
ข้อคิดคือ ความสุขจากกามคุณนั้นชั่วคราวและเจือทุกข์ ส่วนความสุขจากการฟังและปฏิบัติตามธรรมที่พระอริยะประกาศไว้นั้นสงบเย็นและยั่งยืน บัณฑิตจึงยินดีในธรรมทุกเมื่อ ไม่เบื่อหน่าย
คาถาที่ ๘๐
อุทกญฺหิ นยนฺติ เนตฺติกา อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ ทารุํ นมยนฺติ ตจฺฉกา อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา ฯ
คนไขน้ำ ย่อมไขน้ำ ช่างศร ย่อมดัดลูกศร ช่างไม้ ย่อมถากไม้ บัณฑิต ย่อมฝึกตน
คาถานี้ตรัสปรารภ บัณฑิตสามเณร เพื่อสอนเรื่องการฝึกฝนตนเอง
พระองค์ทรงยกอุปมาจากอาชีพช่างมาเทียบ คนไขน้ำ ย่อมไขน้ำไปตามทางที่ต้องการ ช่างศร ย่อมดัดลูกศรให้ตรง ช่างไม้ ย่อมถากไม้ให้ได้รูป ฉันใด บัณฑิตย่อมฝึกตน ฉันนั้น
ข้อคิดคือ ธรรมชาติของสรรพสิ่งย่อมต้องผ่านการดัด การถาก การฝึก จึงจะใช้การได้ ใจของเราก็เช่นกัน หากปล่อยไปตามกิเลสย่อมคดงอ แต่หากหมั่นฝึกด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ก็จะตรงและควรแก่การงาน ผู้เป็นบัณฑิตจึงไม่รอให้ใครมาบังคับ แต่ลงมือฝึกตนเป็นนิตย์
คาถาที่ ๘๑
เสโล ยถา เอกฆโน วาเตน น สมีรติ เอวํ นินฺทาปสํสาสุ น สมฺมิญฺชนฺติ ปณฺฑิตา ฯ
ภูเขาศิลาล้วน เป็นแท่งทึบ ย่อมไม่สะเทือนเพราะลม ฉันใด บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะนินทาหรือสรรเสริญ ฉันนั้น
คาถานี้ตรัสปรารภ พระลกุณฑกภัททิยเถระ ผู้มีรูปร่างเล็กจนมักถูกล้อเลียน แต่ท่านหาได้หวั่นไหวไม่ พระองค์จึงทรงยกท่านขึ้นเป็นแบบอย่าง
พระองค์ทรงเปรียบ ภูเขาศิลาล้วนที่เป็นแท่งทึบ ย่อมไม่สะเทือนเพราะแรงลม ฉันใด บัณฑิตก็ไม่หวั่นไหวเพราะคำนินทาหรือคำสรรเสริญ ฉันนั้น เพราะใจที่มั่นคงในธรรมย่อมหนักแน่นดุจศิลา
ข้อคิดคือ คำนินทาและคำสรรเสริญเป็นเพียงลมปากที่พัดผ่าน หากใจเราอ่อนไหว ก็จะทุกข์เพราะคำคนอื่นไม่รู้จบ แต่หากฝึกใจให้มั่นคง รู้เท่าทันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของโลก ก็จะยืนหยัดอยู่ได้อย่างสงบ ไม่ยินดีเกินไปเมื่อถูกยกย่อง ไม่เสียใจเกินไปเมื่อถูกติเตียน
คาถาที่ ๘๒
ยถาปิ รหโท คมฺภีโร วิปฺปสนฺโน อนาวิโล เอวํ ธมฺมานิ สุตฺวาน วิปฺปสีทนฺติ ปณฺฑิตา ฯ
บัณฑิตทั้งหลายฟังธรรมแล้ว ย่อมผ่องใส ดุจห้วงน้ำที่ลึก ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว ฉะนั้น
คาถานี้ตรัสปรารภ มารดาของนางกาณา เพื่อแสดงถึงอานิสงส์ของการฟังธรรม
พระองค์ทรงเปรียบใจของบัณฑิตผู้ฟังธรรมแล้วว่าเสมือน ห้วงน้ำที่ลึก ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว เพราะเมื่อได้สดับพระธรรม ปัญญาก็เกิด ความสงสัยและความเศร้าหมองก็คลาย ใจจึงผ่องใส ในเชิงอรรถ ผ่องใส หมายถึงการบรรลุสภาวะที่จิตปราศจากอุปธิกิเลสด้วยอำนาจโสดาปัตติมรรคเป็นต้น
ข้อคิดคือ น้ำตื้นย่อมขุ่นง่ายและกระเพื่อมง่าย ส่วนน้ำลึกย่อมนิ่งและใส ใจที่ได้รับการอบรมด้วยธรรมก็เช่นกัน ย่อมสงบ ลึก และไม่ขุ่นมัวไปตามอารมณ์ ผู้หมั่นฟังและพิจารณาธรรมจึงมีใจที่ผ่องใสขึ้นเรื่อย ๆ
คาถาที่ ๘๓
สพฺพตฺถ เว สปฺปุริสา วชนฺติ
สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมเว้นในธรรมทั้งปวง สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่พร่ำเพ้อเพราะกามคุณเป็นเหตุ บัณฑิตทั้งหลายจะประสบสุขหรือทุกข์ ย่อมไม่แสดงอาการขึ้นลง
คาถานี้ตรัสปรารภ ภิกษุ ๕๐๐ รูป เพื่อแสดงคุณลักษณะของสัตบุรุษและบัณฑิต
พระองค์ตรัสว่า สัตบุรุษย่อมเว้นในธรรมทั้งปวง ในเชิงอรรถหมายถึงมีอรหัตตมัคคญาณเป็นเครื่องละความกำหนัดพอใจในขันธ์ ๕ และ ย่อมไม่พร่ำเพ้อเพราะกามคุณเป็นเหตุ ทั้ง ไม่แสดงอาการขึ้นลง ไม่ว่าจะประสบสุขหรือทุกข์ คือไม่ยินดียินร้ายเมื่อถูกโลกธรรมกระทบ
ข้อคิดคือ คนทั่วไปมักหวั่นไหวตามได้ตามเสีย พอสมหวังก็ลอย พอผิดหวังก็ทรุด แต่บัณฑิตผู้ฝึกใจดีแล้วย่อมวางใจเป็นกลาง สุขก็ไม่เหลิง ทุกข์ก็ไม่ท้อ ความสม่ำเสมอของใจเช่นนี้คือเครื่องหมายของผู้มีปัญญาแท้
คาถาที่ ๘๔
น อตฺตเหตุ น ปรสฺส เหตุ น ปุตฺตมิจฺเฉ น ธนํ น รฏฺฐํ น อิจฺเฉยฺย อธมฺเมน สมิทฺธิมตฺตโน ส สีลวา ปญฺญวา ธมฺมิโก สิยา ฯ
บัณฑิตย่อมไม่ทำบาปเพราะตนเป็นเหตุ หรือเพราะผู้อื่นเป็นเหตุ บุคคลไม่พึงปรารถนาบุตร ทรัพย์ แว่นแคว้น หรือความสำเร็จเพื่อตน โดยไม่ชอบธรรม พึงเป็นผู้มีศีล มีปัญญา และยึดมั่นอยู่ในธรรม
คาถานี้ตรัสปรารภ พระธัมมิกเถระ เพื่อสอนหลักการดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรม
พระองค์ตรัสว่า บัณฑิต ย่อมไม่ทำบาปไม่ว่าเพราะตนเองหรือผู้อื่นเป็นเหตุ ทั้ง ไม่ปรารถนาบุตร ทรัพย์ แว่นแคว้น หรือความสำเร็จของตนโดยทางที่ไม่ชอบธรรม แต่ พึงเป็นผู้มีศีล มีปัญญา และตั้งมั่นอยู่ในธรรม
ข้อคิดคือ ความสำเร็จที่ได้มาด้วยการทำชั่วนั้นไม่คุ้มค่า เพราะแลกด้วยความเสื่อมของใจและวิบากที่ตามมา ผู้เป็นบัณฑิตจึงยอมได้ช้าแต่ได้อย่างสะอาด ไม่ยอมแลกความถูกต้องกับสิ่งใด แม้เป็นสิ่งที่คนรักหวงแหน เช่น ลูก ทรัพย์ หรืออำนาจ ความมีศีลและตั้งอยู่ในธรรมต่างหากคือรากฐานที่แท้ของชีวิต
คาถาที่ ๘๕
อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ เย ชนา ปารคามิโน อถายํ อิตรา ปชา ตีรเมวานุธาวติ ฯ
ในหมู่มนุษย์ เหล่าชนผู้ไปถึงฝั่งโน้น มีจำนวนน้อย ส่วนหมู่สัตว์นอกนี้เลาะไปตามฝั่งนี้ ทั้งนั้น
คาถานี้ตรัสปรารภ พระธัมมิกเถระ เพื่อชี้ให้เห็นว่าผู้ถึงจุดหมายปลายทางแห่งธรรมมีเพียงน้อย
พระองค์ตรัสว่า ในหมู่มนุษย์ ผู้ที่ไปถึงฝั่งโน้นมีจำนวนน้อย ฝั่งโน้นในที่นี้หมายถึงนิพพาน ส่วน หมู่สัตว์ที่เหลือล้วนวนเวียนเลาะอยู่แต่ฝั่งนี้ คือยังจมอยู่ในสักกายทิฏฐิและวังวนแห่งวัฏสงสาร ไม่อาจข้ามพ้นไปได้
ข้อคิดคือ ธรรมที่ประเสริฐย่อมมีคนเดินตามน้อย เพราะทวนกระแสกิเลส คนส่วนใหญ่จึงเลือกอยู่กับความคุ้นเคยเดิม ๆ บนฝั่งนี้ แต่ผู้ที่ตั้งใจจริงย่อมกล้าออกเดินทางสู่ฝั่งโน้น อย่าท้อเพียงเพราะเห็นว่าคนทำน้อย เพราะคุณค่าของทางสายนี้ไม่ได้วัดที่จำนวนผู้เดิน
คาถาที่ ๘๖
เย จ โข สมฺมทกฺขาเต ธมฺเม ธมฺมานุวตฺติโน เต ชนา ปารเมสฺสนฺติ มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรํ ฯ
ส่วนชนเหล่าใดประพฤติตามธรรม ในธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยชอบ ชนเหล่านั้นจักข้ามพ้นวัฏฏะ อันเป็นบ่วงมารที่ข้ามได้แสนยาก ไปถึงฝั่งโน้นได้
คาถานี้ตรัสปรารภ พระธัมมิกเถระ ต่อเนื่องจากคาถาก่อน เพื่อชี้ทางไปสู่ฝั่งโน้น
พระองค์ตรัสว่า ชนเหล่าใดประพฤติตามธรรมในธรรมที่พระองค์ตรัสไว้โดยชอบ คือปฏิบัติตามโลกุตตรธรรม ๙ ประการ อันได้แก่มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ชนเหล่านั้นจักข้ามพ้นวัฏฏะอันเป็นบ่วงมารที่ข้ามได้แสนยาก ไปถึงฝั่งโน้นคือนิพพานได้
ข้อคิดคือ การรู้ธรรมอย่างเดียวไม่พอ ต้อง ประพฤติตามธรรม ด้วย เพราะเพียงฟังหรือท่องจำ ย่อมไม่พาข้ามพ้นทุกข์ได้ ผู้ที่ลงมือปฏิบัติตามคำสอนอย่างจริงจังเท่านั้น จึงจะฝ่าบ่วงมารอันเหนียวแน่นและถึงความหลุดพ้นในที่สุด
คาถาที่ ๘๗
กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย สุกฺกํ ภาเวถ ปณฺฑิโต โอกา อโนกมาคมฺม วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ
บัณฑิตละธรรมดำ แล้วพึงเจริญธรรมขาว ออกจากวัฏฏะมาสู่วิวัฏฏะ
คาถานี้ตรัสปรารภ ภิกษุอาคันตุกะ ๕๐๐ รูป ผู้อยู่ในแคว้นโกศล เพื่อชี้ทางเจริญกุศลและละอกุศล
พระองค์ตรัสว่า บัณฑิตพึง ละธรรมดำแล้วเจริญธรรมขาว ธรรมดำคืออกุศลธรรมมีกายทุจริตเป็นต้น ธรรมขาวคือกุศลธรรมมีกายสุจริตเป็นต้น ทั้งพึง ออกจากวัฏฏะมาสู่วิวัฏฏะ คือออกจากโอกะที่มีน้ำ มาสู่อโนกะที่ไม่มีน้ำ อันได้แก่นิพพาน
ข้อคิดคือ ชีวิตย่อมมีทางแยกระหว่างดำกับขาวอยู่เสมอ การละความชั่วเป็นก้าวแรก แต่ต้องเจริญความดีขึ้นแทนที่ด้วย จึงจะก้าวหน้าอย่างสมบูรณ์ ผู้ปฏิบัติจึงต้องทั้งเว้นและทั้งทำควบคู่กัน มุ่งหน้าออกจากวังวนเดิมสู่ความสงบเย็น
คาถาที่ ๘๘
ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต ฯ
ละกามทั้งหลายแล้ว เป็นผู้หมดความกังวล พึงปรารถนายินดียิ่งในวิเวกที่ยินดีได้ยากยิ่ง พึงชำระตนให้ผ่องแผ้วจากเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตทั้งหลาย
คาถานี้ตรัสปรารภ ภิกษุอาคันตุกะ ๕๐๐ รูป ผู้อยู่ในแคว้นโกศล ต่อเนื่องจากคาถาก่อน
พระองค์ตรัสว่า เมื่อ ละกามทั้งหลายเป็นผู้หมดความกังวลแล้ว บัณฑิตพึง ปรารถนายินดียิ่งในวิเวก อันเป็นความสงบสงัดที่ยินดีได้ยากยิ่ง และพึง ชำระตนให้ผ่องแผ้วจากเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต คือขัดเกลากิเลสที่หมักหมมในใจให้บริสุทธิ์
ข้อคิดคือ ความสงัดนั้นคนทั่วไปมักเบื่อและหลีกหนี เพราะใจยังติดในความวุ่นวายและกามคุณ แต่ผู้ที่ปล่อยวางความกังวลได้แล้วย่อมพบว่าวิเวกคือรสอันประเสริฐ การหมั่นชำระใจให้สะอาดจากกิเลสทีละน้อยนี้เอง คือหนทางสู่ความผ่องใสที่แท้จริง
คาถาที่ ๘๙
เยสํ สมฺโพธิยงฺเคสุ สมฺมา จิตฺตํ สุภาวิตํ อาทานปฏินิสฺสคฺเค อนุปาทาย เย รตา ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตา ฯ
บัณฑิตเหล่าใดอบรมจิตโดยชอบ ในองค์ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ทั้งหลาย ไม่ถือมั่น ยินดีในนิพพานเป็นที่สละความถือมั่น บัณฑิตเหล่านั้นสิ้นอาสวะแล้ว มีความรุ่งเรือง ดับสนิทแล้วในโลก
คาถานี้ตรัสปรารภ ภิกษุอาคันตุกะ ๕๐๐ รูป ผู้อยู่ในแคว้นโกศล เป็นคาถาปิดท้ายวรรค แสดงถึงผลสูงสุดของการปฏิบัติ
พระองค์ตรัสว่า บัณฑิตเหล่าใด อบรมจิตโดยชอบในองค์ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ คือโพชฌงค์ทั้งหลาย ไม่ถือมั่น ยินดีในนิพพานอันเป็นที่สละความถือมั่น บัณฑิตเหล่านั้น สิ้นอาสวะแล้ว มีความรุ่งเรือง และดับสนิทแล้วในโลก คือถึงความเป็นพระอรหันต์ผู้หมดกิเลสโดยสิ้นเชิง
ข้อคิดคือ นี่คือยอดปลายทางของผู้เดินตามธรรม เมื่ออบรมจิตด้วยองค์แห่งการตรัสรู้จนสมบูรณ์ ปล่อยวางความยึดมั่นทั้งปวง ย่อมถึงความดับเย็นสนิท เปล่งประกายด้วยปัญญาบริสุทธิ์ นับเป็นเป้าหมายอันประเสริฐที่สุดที่พระธรรมนำพาไปถึง