อรหันตวรรค — หมวดว่าด้วยพระอรหันต์
ธรรมบท วรรคที่ ๗ · ๑๐ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
คาถาที่ ๙๐
คตทฺธิโน วิโสกสฺส วิปฺปมุตฺตสฺส สพฺพธิ สพฺพคนฺถปฺปหีนสฺส ปริฬาโห น วิชฺชติ ฯ
ผู้บรรลุจุดหมายปลายทางแล้ว ไร้ความโศก หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ละกิเลสเครื่องร้อยรัด ได้หมด ย่อมไม่มีความเร่าร้อน
คาถานี้ทรงปรารภ หมอชีวก ผู้เข้าเฝ้าดูแลพระวรกาย จึงตรัสถึงภาวะของพระอรหันต์ผู้ถึงที่สุดทางแล้ว
พระองค์ทรงชี้ถึง พระขีณาสพ — ผู้บรรลุจุดหมายปลายทาง คือถึงที่สุดแห่งสังสารวัฏ ไม่ต้องเวียนว่ายเกิดตายอีก ท่านผู้นี้ ไร้ความโศก เพราะไม่มีสิ่งใดให้ยึดถือจนต้องเสียใจ หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง คือในขันธ์ ๕ และสิ่งทั้งหลาย และ ละกิเลสเครื่องร้อยรัดได้หมด ทั้งความเพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น ความคิดร้าย การถือมั่นในศีลวัตร และการถือมั่นว่าความเห็นของตนเท่านั้นจริง เมื่อไม่มีเครื่องผูกเหล่านี้ ใจจึงเย็นสนิท ไม่มีความเร่าร้อน
ข้อคิดสำหรับเราคือ ความร้อนใจในชีวิตล้วนเกิดจากการยึดและการผูกมัดตนเองไว้กับสิ่งต่าง ๆ ยิ่งวางได้มากเท่าใด ใจก็ยิ่งเบาสบายเท่านั้น
คาถาที่ ๙๑
อุยฺยุญฺชนฺติ สตีมนฺโต น นิเกเต รมนฺติ เต หํสาว ปลฺลลํ หิตฺวา โอกโมกํ ชหนฺติ เต ฯ
ผู้มีสติ หมั่นประกอบความเพียร ไม่ติดในที่อยู่ ละความห่วงอาลัยไป เหมือนหงส์ละเปือกตมไป ฉะนั้น
คาถานี้ทรงปรารภ พระมหากัสสปเถระ จึงตรัสสรรเสริญคุณของภิกษุผู้ไม่ติดถิ่นที่อยู่
พระองค์ตรัสว่า ผู้มีสติ หมั่นประกอบความเพียร ย่อมไม่หลงติดในที่พักหรือความสะดวกสบาย เมื่อถึงคราวต้องจากไปก็ ละความห่วงอาลัย ไปได้อย่างเบาใจ เปรียบเหมือน หงส์ที่ละเปือกตม โผบินขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยไม่ไยดีแหล่งน้ำเดิม ท่านผู้ฝึกตนดีแล้วก็เช่นกัน ไม่ผูกใจไว้กับสถานที่หรือสิ่งใด ๆ
แง่คิดที่นำมาใช้ได้คือ ความห่วงหวงและการติดในความคุ้นเคยมักถ่วงใจไม่ให้ก้าวหน้า ผู้มี สติ รู้จักปล่อยวางในเวลาอันควร ย่อมเดินทางชีวิตได้อย่างโปร่งเบา
คาถาที่ ๙๒
เยสํ สนฺนิจฺจโย นตฺถิ เย ปริญฺญาตโภชนา สุญฺญโต อนิมิตฺโต จ วิโมกฺโข เยส โคจโร อากาเสว สกุนฺตานํ คติ เตสํ ทุรนฺนยา ฯ
ผู้ไม่มีการสั่งสม กำหนดรู้อาหารก่อนแล้วจึงบริโภค มีสุญญตวิโมกข์ และอนิมิตตวิโมกข์ เป็นอารมณ์ ไม่ทิ้งทางไว้ให้เป็นที่รู้ได้ เหมือนนกไม่ทิ้งทางไว้ในอากาศ ฉะนั้น
คาถานี้ทรงปรารภ พระเพฬัฏฐสีสเถระ จึงตรัสถึงคุณของท่านผู้ไม่สั่งสม
พระองค์ตรัสถึงผู้ ไม่มีการสั่งสม ซึ่งมี ๒ อย่าง คือไม่สั่งสมกรรมทั้งกุศลอกุศล และไม่สั่งสมปัจจัย ๔ เกินจำเป็น ท่าน กำหนดรู้อาหารก่อนแล้วจึงบริโภค คือพิจารณาให้เป็นเพียงเครื่องหล่อเลี้ยงกาย ไม่บริโภคด้วยความติดใจ อีกทั้งมีจิตน้อมสู่ สุญญตวิโมกข์ (ความหลุดพ้นเพราะว่างจากราคะ โทสะ โมหะ) และ อนิมิตตวิโมกข์ (ความหลุดพ้นเพราะไม่มีนิมิตคือกิเลส) อันเป็นชื่อของนิพพาน ทางไปของท่านจึง รู้ตามได้ยาก เหมือนนกที่บินไปไม่ทิ้งรอยไว้ในอากาศ
ข้อคิดคือ ยิ่งสะสมน้อย ยิ่งผูกพันน้อย ใจก็ยิ่งเป็นอิสระ การบริโภคด้วยปัญญาแทนความอยาก คือจุดเริ่มของความเบาใจ
คาถาที่ ๙๓
ยสฺสาสวา ปริกฺขีณา อาหาเร จ อนิสฺสิโต สุญฺญโต อนิมิตฺโต จ วิโมกฺโข ยสฺส โคจโร อากาเสว สกุนฺตานํ ปทนฺตสฺส ทุรนฺนยํ ฯ
ท่านผู้สิ้นอาสวะแล้ว ไม่ติดในอาหาร มีสุญญตวิโมกข์ และอนิมิตตวิโมกข์ เป็นอารมณ์ ไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้เป็นที่รู้ได้ เหมือนนกไม่ทิ้งร่องรอยไว้ในอากาศ ฉะนั้น
คาถานี้ทรงปรารภ พระอนุรุทธเถระ จึงตรัสถึงท่านผู้สิ้นอาสวะแล้ว
พระองค์ตรัสถึง ท่านผู้สิ้นอาสวะ คือหมดกิเลสที่หมักดองในสันดาน ท่าน ไม่ติดในอาหาร บริโภคเพียงเพื่อดำรงชีวิต ไม่ใช่เพื่อความเอร็ดอร่อย มีใจน้อมไปสู่ สุญญตวิโมกข์และอนิมิตตวิโมกข์ อันเป็นอารมณ์แห่งความหลุดพ้น ท่านจึง ไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้ผู้ใดตามรู้ได้ เหมือนนกที่โผบินไปในอากาศโดยไม่ทิ้งรอย
คาถานี้เตือนเราว่า ผู้ที่ไม่เหลือความยึดติด ย่อมไม่มีเครื่องหมายให้กิเลสหรือทุกข์เข้ามาเกาะเกี่ยวได้ นี่คือความอิสระที่แท้จริงของใจ
คาถาที่ ๙๔
ยสฺสินฺทฺริยานิ สมถงฺคตานิ อสฺสา ยถา สารถินา สุทนฺตา ปหีนมานสฺส อนาสวสฺส เทวาปิ ตสฺส ปิหยนฺติ ตาทิโน ฯ
ผู้ใดฝึกอินทรีย์ ให้สงบได้ เหมือนม้าที่นายสารถีฝึกดีแล้ว ผู้นั้นย่อมละมานะได้ ไม่มีอาสวะ คงที่ แม้ทวยเทพทั้งหลายก็รักใคร่
คาถานี้ทรงปรารภ พระมหากัจจายนเถระ จึงตรัสสรรเสริญท่านผู้ฝึกอินทรีย์ได้ดี
พระองค์ตรัสถึงผู้ที่ฝึก อินทรีย์ — คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ — ให้สงบระงับได้ เปรียบเหมือน ม้าที่นายสารถีฝึกจนเชื่องดี ไม่พยศ ผู้นั้นย่อม ละมานะ ความถือตัวได้ ไม่มีอาสวะ และเป็นผู้ คงที่ คือมั่นคงไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรม คุณธรรมของท่านงดงามถึงขนาดที่ แม้ทวยเทพก็ยังรักใคร่ปรารถนาจะได้เป็นเช่นนั้น
แง่คิดคือ การสำรวมอินทรีย์ ไม่ปล่อยใจไหลไปตามสิ่งเย้ายวนทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ คือการฝึกตนที่ทำให้ผู้ประพฤติเป็นที่รักและน่าเคารพ
คาถาที่ ๙๕
ปฐวีสโม โน วิรุชฺฌติ อินฺทขีลูปโม ตาทิ สุพฺพโต รหโทว อเปตกทฺทโม สํสารา น ภวนฺติ ตาทิโน ฯ
ภิกษุผู้คงที่ มีวัตรงาม ไม่ยินดียินร้าย เสมอด้วยแผ่นดิน เปรียบด้วยเสาเขื่อน สังสารวัฏย่อมไม่มีแก่ผู้เช่นนั้น
คาถานี้ทรงปรารภ พระสารีบุตรเถระ จึงตรัสสรรเสริญคุณความอดทนและความมั่นคงของท่าน
พระองค์ตรัสถึง ภิกษุผู้คงที่ มีวัตรงาม ผู้ ไม่ยินดียินร้าย เสมอด้วยแผ่นดิน — ดังแผ่นดินที่รองรับทั้งของหอมและของเหม็นโดยไม่หวั่นไหว ท่านหนักแน่นมั่นคง เปรียบด้วยเสาเขื่อน (เสาหลักที่ปักลงดินแน่น ลมพัดก็ไม่โยก) และใจใสสะอาดดัง ห้วงน้ำที่ปราศจากเปือกตม เมื่อจิตปราศจากกิเลสเช่นนี้ สังสารวัฏย่อมไม่มีแก่ท่าน คือไม่ต้องเวียนเกิดอีก
ข้อคิดคือ ความมั่นคงของใจไม่ได้เกิดจากการหลบเลี่ยงคำนินทาสรรเสริญ แต่เกิดจากการวางใจให้เสมอ ไม่กระเพื่อมตามสิ่งที่มากระทบ
คาถาที่ ๙๖
สนฺตํ ตสฺส มนํ โหติ สนฺตา วาจา จ กมฺม จ สมฺมทญฺญา วิมุตฺตสฺส อุปสนฺตสฺส ตาทิโน ฯ
ผู้หลุดพ้นเพราะรู้ชอบ ผู้สงบ ผู้คงที่ ย่อมมีมโนกรรมที่สงบ วจีกรรมที่สงบ กายกรรมที่สงบ
คาถานี้ทรงปรารภ สามเณรของพระติสสเถระชาวเมืองโกสัมพี โดยตรัสแก่พระติสสเถระ ถึงคุณของผู้สงบระงับแล้ว
พระองค์ตรัสว่า ผู้หลุดพ้นเพราะรู้ชอบ คือรู้แจ้งอริยสัจด้วยปัญญาอันถูกต้อง เป็น ผู้สงบ ผู้คงที่ ย่อมมีความสงบครบทั้งสามทาง — มโนกรรมสงบ (ความคิดไม่ฟุ้งซ่านด้วยกิเลส) วจีกรรมสงบ (คำพูดไม่หยาบไม่เพ้อเจ้อ) และ กายกรรมสงบ (การกระทำเรียบร้อยไม่เบียดเบียน) ความสงบภายในย่อมสะท้อนออกมาเป็นความสงบทั้งกาย วาจา ใจ
แง่คิดที่นำมาปฏิบัติได้คือ เมื่อใจสงบจากภายในแล้ว การพูดและการกระทำก็พลอยสงบเรียบร้อยตามไปด้วย ความสงบที่แท้จึงเริ่มต้นที่การชำระใจ ไม่ใช่การควบคุมภายนอก
คาถาที่ ๙๗
อสฺสทฺโธ อกตญฺญู จ สนฺธิจฺเฉโท จ โย นโร หตาวกาโส วนฺตาโส ส เว อุตฺตมโปริโส ฯ
นรชนใด ผู้ไม่ต้องเชื่อใคร รู้จักนิพพานที่ปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้
คาถานี้ทรงปรารภ พระสารีบุตรเถระ โดยตรัสแก่ภิกษุผู้อยู่ในป่า ๓๐ รูป ถึงคุณลักษณะของบุรุษผู้สูงสุด
ถ้อยคำในคาถานี้ฟังผิวเผินเหมือนคำติ แต่แท้จริงเป็นคำสรรเสริญด้วยความหมายลึก — ผู้ไม่ต้องเชื่อใคร หมายถึงท่านผู้ รู้แจ้งธรรมประจักษ์ชัดด้วยตนเอง ไม่ต้องรอฟังจากผู้อื่นอีก อีกทั้ง รู้จักนิพพาน อันเป็นสภาวะที่ปัจจัยใด ๆ ปรุงแต่งไม่ได้ ท่านผู้ตัดที่ต่อแห่งวัฏฏะ ทำลายโอกาสของการเกิดใหม่ และสำรอกความหวังในภพได้แล้ว จึงเป็น บุรุษผู้สูงสุด
ข้อคิดคือ ปัญญาที่แท้จริงมิได้เกิดจากการเชื่อตามผู้อื่นอย่างงมงาย แต่เกิดจากการรู้เห็นด้วยตนเองจนหมดสงสัย นี่คือความมั่นใจที่ประเสริฐที่สุด
คาถาที่ ๙๘
คาเม วา ยทิ วา รญฺเญ นินฺเน วา ยทิ วา ถเล ยตฺถ อรหนฺโต วิหรนฺติ ตํ ภูมิรามเณยฺยกํ ฯ
พระอรหันต์ทั้งหลายอยู่สถานที่ใด คือ จะเป็นบ้านก็ตาม ป่าก็ตาม ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม สถานที่นั้น เป็นรมณียสถาน
คาถานี้ทรงปรารภ พระเรวตเถระผู้อยู่ในป่าไม้ตะเคียน โดยตรัสแก่ นางวิสาขามิคารมาตา ถึงคุณของสถานที่ซึ่งพระอรหันต์พำนัก
พระองค์ตรัสว่า ไม่ว่าจะเป็น บ้าน ป่า ที่ลุ่ม หรือที่ดอน ขอเพียง พระอรหันต์อยู่ ณ ที่ใด ที่นั้นย่อมเป็นรมณียสถาน คือเป็นที่รื่นรมย์น่าอยู่ เพราะแม้ในหมู่บ้านจะหาความสงบทางกายได้ยาก แต่พระอรหันต์ก็ได้ความสงบใจ ด้วยอารมณ์ทั้งหลายไม่อาจทำจิตของท่านให้หวั่นไหว ที่ใดมีท่านอยู่ ที่นั้นจึงงดงามด้วยธรรม
แง่คิดคือ ความรื่นรมย์ของสถานที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ทำเลหรือความสวยงามภายนอก แต่อยู่ที่ใจอันสงบของผู้พำนัก ผู้มีใจสงบย่อมพบความสุขได้ในทุกหนแห่ง
คาถาที่ ๙๙
รมณียานิ อรญฺญานิ ยตฺถ น รมตี ชโน วีตราคา รเมสฺสนฺติ น เต กามคเวสิโน ฯ
ท่านผู้ปราศจากราคะทั้งหลาย จะยินดีป่าทั้งหลาย อันน่ารื่นรมย์ ที่ชนผู้แสวงหากามไม่ยินดี เพราะท่านเหล่านั้นไม่แสวงหากาม
คาถานี้ทรงปรารภ หญิงคนหนึ่ง โดยตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ถึงความยินดีที่แตกต่างกันระหว่างผู้สิ้นราคะกับผู้แสวงหากาม
พระองค์ตรัสว่า ป่าอันเงียบสงัดน่ารื่นรมย์ ซึ่งชนทั่วไปผู้แสวงหากามไม่ยินดี เพราะขาดสิ่งเย้ายวนบำเรอความอยากนั้น กลับเป็นที่ ท่านผู้ปราศจากราคะยินดี ด้วยท่าน ไม่ได้แสวงหากาม จึงพบความสงบและความสุขในความวิเวก สิ่งที่คนหมู่มากเห็นว่าน่าเบื่อ ผู้มีใจพ้นจากความอยากกลับเห็นว่าน่ารื่นรมย์
ข้อคิดคือ ความสุขของคนเรามาจากมุมมองและความปรารถนาที่ต่างกัน ผู้ที่ลดความอยากลงได้ ย่อมพบความสงบในที่ซึ่งคนติดในกามมองข้ามไป ความสงบภายในคือความรื่นรมย์ที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งภายนอกมาปรนเปรอ