สหัสสวรรค — หมวดว่าด้วยหนึ่งในร้อยในพัน
ธรรมบท วรรคที่ ๘ · ๑๖ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
คาถาที่ ๑๐๐
สหสฺสมปิ เจ วาจา อนตฺถปทสญฺหิตา เอกํ อตฺถปทํ เสยฺโย ยํ สุตฺวา อุปสมฺมติ ฯ
คำพูดที่มีประโยชน์คำเดียว ที่คนฟังแล้วสงบระงับได้ ย่อมดีกว่าคำพูดที่ไร้ประโยชน์ตั้ง ๑,๐๐๐ คำ
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเพชฌฆาตโจรเคราแดง ผู้ได้ฟังธรรมเพียงคำเดียวก็สงบใจลงได้
พระองค์ทรงชี้ว่า คำพูดที่ไร้ประโยชน์ แม้จะมากถึงพันคำ ก็สู้ คำที่มีประโยชน์เพียงคำเดียว ไม่ได้ ขอเพียงคำนั้นทำให้ผู้ฟัง "สงบระงับ" คือหายเร่าร้อน คลายกิเลสในใจลงได้ นั่นย่อมมีคุณค่ากว่า
ข้อคิดคือ อย่าวัดคุณค่าของถ้อยคำที่ปริมาณ แต่ให้วัดที่ผลของมัน คำจริงคำเดียวที่จุดประกายให้ใครสักคนกลับตัวได้ ประเสริฐกว่าคำพูดพร่ำเพรื่อที่ไม่นำไปสู่ความสงบเลย
คาถาที่ ๑๐๑
สหสฺสมปิ เจ คาถา อนตฺถปทสญฺหิตา เอกํ คาถาปทํ เสยฺโย ยํ สุตฺวา อุปสมฺมติ ฯ
คาถาที่มีประโยชน์คาถาเดียว ที่คนฟังแล้วสงบระงับได้ ย่อมดีกว่าคาถาที่ไร้ประโยชน์ตั้ง ๑,๐๐๐ คาถา
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภพระพาหิยทารุจีริยเถระ ผู้บรรลุธรรมด้วยการฟังพระธรรมเพียงสั้น ๆ
ทำนองเดียวกับคาถาก่อน แต่เปลี่ยนจาก "คำพูด" มาเป็น "คาถา" คือบทประพันธ์ธรรม พระองค์ตรัสว่า คาถาที่มีประโยชน์เพียงบทเดียว ที่ฟังแล้วสงบใจได้ ย่อมดีกว่าคาถาไร้สาระตั้งพันบท คำว่า มีประโยชน์ ในที่นี้หมายถึงคำที่ชี้ทางนิพพาน หรือแสดงเรื่องขันธ์ ธาตุ อายตนะ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และสติปัฏฐาน ส่วน สงบระงับ คือระงับกิเลสมีราคะเป็นต้นได้
ข้อคิดคือ ธรรมที่แท้ไม่ต้องยืดยาว ขอเพียงตรงประเด็นและน้อมใจให้เข้าถึงความสงบ ก็ทรงคุณค่ายิ่งกว่าถ้อยคำไพเราะที่ว่างเปล่า
คาถาที่ ๑๐๒
โย จ คาถาสตํ ภาเส อนตฺถปทสญฺหิตา เอกํ ธมฺมปทํ เสยฺโย ยํ สุตฺวา อุปสมฺมติ ฯ
ธรรมะบทหนึ่ง ที่คนฟังแล้วสงบระงับได้ ย่อมดีกว่าคาถาที่ไร้ประโยชน์ตั้ง ๑๐๐ คาถา
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภพระกุณฑลเกสีเถรี ผู้เคยผ่านโลกมาโชกโชนก่อนได้ฟังธรรมแล้วบรรลุ
พระองค์ทรงเทียบว่า ธรรมบทเพียงบทเดียว ที่ฟังแล้วทำให้ใจสงบระงับได้ ย่อมประเสริฐกว่าการกล่าวคาถาไร้ประโยชน์ตั้งร้อยคาถา สาระสำคัญอยู่ที่ "ผลต่อใจ" ไม่ใช่ "จำนวน"
ข้อคิดคือ ความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด ไม่มีค่าเท่าธรรมข้อเดียวที่นำมาปฏิบัติแล้วดับความทุกข์ร้อนในใจได้จริง
คาถาที่ ๑๐๓
โย สหสฺสํ สหสฺเสน สงฺคาเม มานุเส ชิเน เอกญฺจ เชยฺยมตฺตานํ ส เว สงฺคามชุตฺตโม ฯ
ผู้ชนะข้าศึกจำนวนพันคูณด้วยพันในสงคราม หาชื่อว่าผู้ชนะที่ยอดเยี่ยมไม่ แต่ผู้ชนะตน ได้ จึงชื่อว่า ผู้ชนะที่ยอดเยี่ยม
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ยังคงปรารภเรื่องพระกุณฑลเกสีเถรี
พระองค์ทรงเปรียบว่า ทหารผู้กล้าจะเอาชนะข้าศึกในสงครามได้มากมายถึง พันคูณด้วยพันคน ก็ยังไม่นับว่าเป็นผู้ชนะที่ยอดเยี่ยม เพราะเป็นเพียงชัยชนะภายนอกที่ต้องรบซ้ำไม่จบสิ้น แต่ ผู้ที่ชนะตนเองได้ ต่างหาก จึงชื่อว่าเป็นยอดนักรบผู้ชนะสงครามอย่างแท้จริง
ข้อคิดคือ ศัตรูที่ยากเอาชนะที่สุดคือกิเลสในใจตน ผู้ปราบความโลภ ความโกรธ ความหลงของตัวเองลงได้ คือผู้มีชัยที่ไม่มีวันพ่ายแพ้ซ้ำอีก
คาถาที่ ๑๐๔
อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโย ยา จายํ อิตรา ปชา อตฺตทนฺตสฺส โปสสฺส นิจฺจํ สญฺญตจาริโน
การชนะตนของบุคคลผู้ฝึกตนดีแล้ว ประพฤติสำรวมเป็นนิตย์นั่นแล ประเสริฐกว่าการชนะผู้อื่น
คาถานี้ตรัสแก่พราหมณ์ผู้ทูลถามเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ (อนัตถปุจฉกพราหมณ์)
พระองค์ทรงย้ำว่า การชนะตน นั้นประเสริฐกว่าการชนะผู้อื่นทั้งปวง โดยเฉพาะการชนะตนของผู้ที่ ฝึกฝนตนดีแล้ว และ ประพฤติสำรวมเป็นนิตย์ คำว่า "ชนะตน" หมายถึงชนะกิเลสมีโลภะเป็นต้น ส่วน "ผู้ฝึกตนดี" หมายถึงผู้หมดกิเลสแล้ว ชัยชนะเช่นนี้มั่นคงกว่า เพราะไม่ต้องกลับไปรบกับใครที่ไหนอีก
ข้อคิดคือ อย่ามัวเอาชนะคนอื่นให้เหนื่อยเปล่า จงหันมาสำรวมกาย วาจา ใจ ฝึกชนะใจตนเองทุกวัน นั่นคือชัยที่ยั่งยืน
คาถาที่ ๑๐๕
เนว เทโว น คนฺธพฺโพ น มาโร สห พฺรหฺมุนา ชิตํ อปชิตํ กยิรา ตถารูปสฺส ชนฺตุโน ฯ
เทวดา คนธรรพ์ มาร หรือพรหม ไม่อาจทำชัยชนะของบุคคลเช่นนั้นให้กลับแพ้ได้เลย
คาถานี้ตรัสต่อเนื่องแก่พราหมณ์ผู้ทูลถามเรื่องไม่เป็นประโยชน์ เช่นเดียวกับคาถาก่อน
พระองค์ทรงเสริมว่า เมื่อบุคคลชนะตนเองได้เด็ดขาดแล้ว ไม่มีใครไม่ว่าจะเป็นเทวดา คนธรรพ์ มาร หรือแม้แต่พรหม จะสามารถทำให้ชัยชนะนั้นกลับกลายเป็นความพ่ายแพ้ได้เลย เพราะเป็นชัยที่เกิดจากการดับกิเลสสิ้นเชิง ไม่ใช่ชัยชั่วคราวที่มีวันเปลี่ยนมือ
ข้อคิดคือ ชัยชนะภายนอกอาจถูกพลิกกลับได้เสมอ แต่ชัยชนะเหนือกิเลสในใจตนนั้นถาวร ไม่มีอำนาจใดในสามภพจะมาช่วงชิงไปได้
คาถาที่ ๑๐๖
มาเส มาเส สหสฺเสน โย ยเชถ สตํ สมํ เอกญฺจ ภาวิตตฺตานํ มุหุตฺตมปิ ปูชเย สา เยว ปูชนา เสยฺโย ยญฺเจ วสฺสสตํ หุตํ ฯ
การบูชาของบุคคลผู้บูชาท่านที่อบรมตนดี แล้ว คนเดียว แม้เพียงครู่เดียว ประเสริฐกว่าการบูชาของบุคคลผู้บูชายัญ ด้วยทรัพย์จำนวน ๑,๐๐๐ กหาปณะทุกๆ เดือน ตลอด ๑๐๐ ปี
คาถานี้ตรัสแก่พราหมณ์ผู้เป็นลุงของพระสารีบุตรเถระ
พระองค์ทรงเทียบให้เห็นว่า แม้ผู้หนึ่งจะบูชายัญด้วยทรัพย์มากถึงเดือนละพันกหาปณะ ต่อเนื่องยาวนานถึง ร้อยปี ก็ยังสู้ การบูชาท่านผู้อบรมตนดีแล้วแม้เพียงครู่เดียว ไม่ได้ เพราะการยกย่องบูชาพระอริยเจ้าย่อมเป็นเนื้อนาบุญที่ให้ผลไพศาลกว่าการทุ่มเททรัพย์บูชายัญที่ไร้ทิศทาง
ข้อคิดคือ คุณค่าของบุญอยู่ที่ เนื้อนาบุญ ไม่ใช่ปริมาณทรัพย์ การน้อมใจบูชาผู้ทรงคุณธรรมด้วยความเลื่อมใสแท้จริง ประเสริฐกว่าการทำบุญมากมายที่ปราศจากปัญญา
คาถาที่ ๑๐๗
โย จ วสฺสสตํ ชนฺตุ อคฺคึ ปริจเร วเน เอกญฺจ ภาวิตตฺตานํ มุหุตฺตมปิ ปูชเย สา เยว ปูชนา เสยฺโย ยญฺเจ วสฺสสตํ หุตํ ฯ
การบูชาของบุคคลผู้บูชาท่านที่อบรมตนดีแล้ว คนเดียว แม้เพียงครู่เดียว ประเสริฐกว่าการบูชาของบุคคลผู้บูชาไฟในป่าเป็นเวลา ๑๐๐ ปี
คาถานี้ตรัสแก่พราหมณ์ผู้เป็นหลานของพระสารีบุตรเถระ
ทำนองเดียวกับคาถาก่อน แต่เปลี่ยนจากการบูชายัญมาเป็น การบูชาไฟในป่า ตามลัทธิพราหมณ์นานถึงร้อยปี พระองค์ตรัสว่า ยังสู้ การบูชาท่านผู้อบรมตนดีแล้วแม้เพียงครู่เดียว ไม่ได้ คำว่า "ท่านผู้อบรมตนดี" หมายถึงพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะ
ข้อคิดคือ พิธีกรรมที่ทำสืบต่อกันมาแม้ยาวนาน หากไม่ประกอบด้วยปัญญาก็ให้ผลน้อย สู้การเคารพบูชาผู้ทรงคุณจริงเพียงชั่วครู่ที่กลั่นจากใจเลื่อมใสไม่ได้
คาถาที่ ๑๐๘
ยงฺกิญฺจิ ยิฏฺฐํ ว หุตํ ว โลเก สํวจฺฉรํ ยเชถ ปุญฺญเปกฺโข สพฺพํปิ ตํ น จตุภาคเมติ อภิวาทนา อุชุคเตสุ เสยฺโย ฯ
การไหว้ท่านผู้ปฏิบัติตรง ประเสริฐกว่าการบูชายัญและการบวงสรวงใดๆ ในโลก ที่ผู้หวังบุญทำอยู่ตลอดปี เพราะการบูชายัญและการบวงสรวงทั้งหมดนั้น มีค่าไม่ถึงหนึ่งในสี่
คาถานี้ตรัสแก่พราหมณ์ผู้เป็นเพื่อนของพระสารีบุตรเถระ
พระองค์ทรงสรุปว่า บรรดา การบูชายัญและการบวงสรวงทั้งหลายในโลกที่ผู้หวังบุญพากันทำตลอดทั้งปี รวมกันแล้วยังมีค่า ไม่ถึงหนึ่งในสี่ ของ การไหว้ท่านผู้ปฏิบัติตรง เพราะการน้อมกายไหว้พระอริยบุคคลด้วยจิตเลื่อมใสนั้น เป็นบุญที่เกิดจากกุศลเจตนาอันบริสุทธิ์
ข้อคิดคือ บุญไม่ได้วัดที่ความหรูหราของพิธี แต่วัดที่ความบริสุทธิ์ของใจและความเที่ยงตรงของผู้ที่เราบูชา การอ่อนน้อมต่อผู้ปฏิบัติชอบด้วยใจจริง ให้ผลยิ่งกว่าการทุ่มทุนบูชาสิ่งที่หวังผลไม่ได้
คาถาที่ ๑๐๙
อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ ฯ
ธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่ผู้กราบไหว้ ผู้อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ เป็นนิตย์
คาถานี้ตรัสแก่อายุวัฒนกุมารและอุบาสก ๕๐๐ คน
พระองค์ทรงแสดง ธรรม ๔ ประการ อันได้แก่ อายุ (ความมีอายุยืน) วรรณะ (ผิวพรรณผ่องใส) สุขะ (ความสุข) และพละ (กำลัง) ว่าย่อมเจริญงอกงามแก่ผู้ที่ กราบไหว้และอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิตย์ ผู้มีความเคารพเป็นปกตินิสัยย่อมได้รับความรักและการคุ้มครอง ทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
ข้อคิดคือ ความอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ใช่ความต่ำต้อย แต่เป็นคุณธรรมที่ดึงดูดความเจริญมาสู่ตน ผู้รู้จักเคารพผู้ควรเคารพย่อมงอกงามทั้งอายุ ผิวพรรณ ความสุข และกำลัง
คาถาที่ ๑๑๐
โย จ วสฺสสตํ ชีเว ทุสฺสีโล อสมาหิโต เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย สีลวนฺตสฺส ฌายิโน ฯ
ผู้มีศีล เพ่งพินิจ แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ประเสริฐกว่าคนทุศีล ไม่มีจิตตั้งมั่น ที่มีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ปรารภเรื่องสังกิจจสามเณร ผู้ยังเยาว์แต่ทรงคุณธรรม
พระองค์ทรงเทียบว่า ชีวิตของ ผู้มีศีลและเพ่งพินิจ (มีสมาธิภาวนา) แม้อยู่เพียง วันเดียว ก็ยังประเสริฐกว่าชีวิตของ คนทุศีล ไม่มีจิตตั้งมั่น ที่อยู่ยืนยาวถึงร้อยปี เพราะชีวิตที่งดงามด้วยศีลและสมาธิมีคุณค่าแท้จริง ส่วนชีวิตที่ปราศจากศีลนั้นยืดยาวไปก็เปล่าประโยชน์
ข้อคิดคือ อย่าวัดคุณค่าชีวิตที่จำนวนปี แต่ให้วัดที่คุณภาพ วันเดียวที่ดำรงอยู่ด้วยศีลและใจสงบ มีความหมายกว่าร้อยปีที่ปล่อยตัวไปตามกิเลส
คาถาที่ ๑๑๑
โย จ วสฺสสตํ ชีเว ทุปฺปญฺโญ อสมาหิโต เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปญฺญวนฺตสฺส ฌายิโน ฯ
ผู้มีปัญญา เพ่งพินิจ แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ประเสริฐกว่าผู้มีปัญญาทราม ไม่มีจิตตั้งมั่น ที่มีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้เป็นศิษย์ของพระขาณุโกณฑัญญเถระ
ทำนองเดียวกับคาถาก่อน แต่เน้นที่ ปัญญา พระองค์ตรัสว่า ชีวิตของ ผู้มีปัญญาและเพ่งพินิจ แม้อยู่เพียงวันเดียว ย่อมประเสริฐกว่าชีวิตของ ผู้มีปัญญาทราม ไม่มีจิตตั้งมั่น ที่อยู่ถึงร้อยปี เพราะปัญญาคือแสงสว่างที่นำชีวิตให้พ้นจากความมืดของกิเลส
ข้อคิดคือ อายุยืนโดยขาดปัญญาก็เหมือนเดินอยู่ในความมืดยาวนาน สู้การมีชีวิตแม้สั้นแต่รู้แจ้งเห็นจริงและมีใจตั้งมั่นไม่ได้
คาถาที่ ๑๑๒
โย จ วสฺสสตํ ชีเว กุสีโต หีนวีริโย เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย วิริยํ อารภโต ทฬฺหํ ฯ
ผู้มีความเพียรมั่นคง แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ประเสริฐกว่าผู้เกียจคร้าน ไม่มีความเพียร ที่มีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องพระสัปปทาสเถระ ผู้เคยท้อแท้จนคิดสั้น แต่กลับตั้งความเพียรจนบรรลุธรรม
พระองค์ทรงเทียบว่า ชีวิตของ ผู้มีความเพียรมั่นคง แม้อยู่เพียงวันเดียว ย่อมประเสริฐกว่าชีวิตของ ผู้เกียจคร้าน ไม่มีความเพียร ที่อยู่ยืนยาวถึงร้อยปี ความเพียรมั่นคงในที่นี้คือการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักแน่นจนสามารถให้เกิดฌานได้ ทั้งการเพ่งอารมณ์และการเพ่งลักษณะจนถึงมรรคผล
ข้อคิดคือ ชีวิตที่มีค่าอยู่ที่ความพากเพียร ไม่ใช่ความยาวนาน คนขี้เกียจแม้อยู่นานก็ไม่ก่อประโยชน์ สู้คนที่ลุกขึ้นเพียรแม้เพียงวันเดียวไม่ได้
คาถาที่ ๑๑๓
โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ อุทยพฺพยํ เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต อุทยพฺพยํ ฯ
ผู้เห็นความเกิดและความดับ แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ประเสริฐกว่าผู้ไม่เห็นความเกิดและความดับ ที่มีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี
คาถานี้ตรัสแก่พระปฏาจาราเถรี ผู้เคยสูญเสียทุกสิ่งจนเห็นความไม่เที่ยงของชีวิตอย่างแจ่มชัด
พระองค์ทรงเทียบว่า ชีวิตของ ผู้เห็นความเกิดและความดับ แม้อยู่เพียงวันเดียว ย่อมประเสริฐกว่าชีวิตของ ผู้ไม่เห็นความเกิดและความดับ ที่อยู่ถึงร้อยปี คำว่า "เห็นความเกิดและความดับ" หมายถึงเห็นการเกิดขึ้นและดับไปของ ขันธ์ ๕ ด้วยปัญญาวิปัสสนา อันเป็นตาที่มองทะลุความจริงของชีวิต
ข้อคิดคือ การมีชีวิตอยู่เฉย ๆ โดยไม่รู้เท่าทันความไม่เที่ยง ก็เหมือนนอนหลับไปทั้งชีวิต วันเดียวที่ตื่นรู้เห็นความจริงของสังขาร มีค่ากว่าร้อยปีที่หลับใหล
คาถาที่ ๑๑๔
โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ อมตํ ปทํ เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต อมตํ ปทํ ฯ
ผู้เห็นทางอมตะ แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ประเสริฐกว่าผู้ไม่เห็นทางอมตะ ที่มีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี
คาถานี้ตรัสแก่นางกิสาโคตมี ผู้เคยแบกศพลูกเที่ยวหายามารักษา จนเข้าใจสัจธรรมแห่งความตาย
พระองค์ทรงเทียบว่า ชีวิตของ ผู้เห็นทางอมตะ แม้อยู่เพียงวันเดียว ย่อมประเสริฐกว่าชีวิตของ ผู้ไม่เห็นทางอมตะ ที่อยู่ถึงร้อยปี คำว่า ทางอมตะ หมายถึง นิพพาน อันเป็นภาวะที่พ้นจากความเกิดความตาย ผู้ใดได้เห็นทางนั้นแม้ชั่วขณะ ชีวิตของเขาก็ถึงแก่นสารแล้ว
ข้อคิดคือ ความตายเป็นของทุกคน แต่ผู้ที่มองเห็นทางพ้นทุกข์ ย่อมไม่หวั่นไหวไปกับความสูญเสีย วันเดียวที่ใจสัมผัสความจริงอันไม่ตาย มีค่ากว่าร้อยปีที่จมอยู่กับความยึดติด
คาถาที่ ๑๑๕
โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ ธมฺมมุตฺตมํ เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต ธมฺมมุตฺตมํ ฯ
ผู้เห็นธรรมอันสูงสุด แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ประเสริฐกว่าผู้ไม่เห็นธรรมอันสูงสุด ที่มีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี
คาถานี้ตรัสแก่พระพหุปุตติกาเถรี ผู้มีบุตรมากแต่กลับต้องพึ่งพาธรรมในบั้นปลาย
พระองค์ทรงเทียบว่า ชีวิตของ ผู้เห็นธรรมอันสูงสุด แม้อยู่เพียงวันเดียว ย่อมประเสริฐกว่าชีวิตของ ผู้ไม่เห็นธรรมอันสูงสุด ที่อยู่ถึงร้อยปี คำว่า ธรรมอันสูงสุด ในที่นี้หมายถึง โลกุตตรธรรม ๙ ประการ คือ มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑ อันเป็นธรรมที่พาให้พ้นโลก
ข้อคิดคือ ทรัพย์สินและลูกหลานอาจพึ่งพาไม่ได้ในยามคับขัน แต่ธรรมอันสูงสุดที่เข้าถึงด้วยใจนั้นเป็นที่พึ่งแท้ ชีวิตแม้สั้นที่ได้สัมผัสธรรมนี้ ประเสริฐกว่าชีวิตยืนยาวที่ว่างเปล่าจากธรรม