ปาปวรรค — หมวดว่าด้วยบาป
ธรรมบท วรรคที่ ๙ · ๑๓ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
คาถาที่ ๑๑๖
อภิตฺถเรถ กลฺยาเณ ปาปา จิตฺตํ นิวารเย ทนฺธญฺหิ กโรโต ปุญฺญํ ปาปสฺมึ รมตี มโน ฯ
บุคคลควรรีบเร่งทำบุญ ควรห้ามจิตจากบาป เพราะเมื่อทำบุญช้าไป ใจจะยินดีในบาป
คาถานี้ทรงปรารภ พราหมณ์จูเฬกสาฎก ผู้มีผ้าห่มผืนเดียว แล้วตรัสสอนแก่ภิกษุทั้งหลายถึงความไม่ควรผัดผ่อนในการทำความดี
พระองค์ทรงชี้ว่า เมื่อกุศลจิตเกิดขึ้น พึง รีบเร่งทำบุญ อย่ารีรอ พร้อมกันนั้นก็พึง ห้ามจิตไว้จากบาป เพราะเหตุว่า เมื่อทำบุญช้าไปหรือลังเลใจ ช่องว่างนั้นเองจะเปิดโอกาสให้ใจ น้อมไปยินดีในบาป ธรรมชาติของใจที่ยังไม่ฝึกนั้นไหลลงต่ำได้ง่าย ดุจน้ำไหลลงที่ลุ่ม
ข้อคิดคือ ความดีที่คิดจะทำวันนี้ อย่าเลื่อนไปพรุ่งนี้ เพราะกำลังใจในการทำดีมักจืดจางลงเมื่อปล่อยเวลาผ่านไป จงฉวยโอกาสทำทันทีเมื่อใจยังพร้อม
คาถาที่ ๑๑๗
ปาปญฺเจ ปุริโส กยิรา น นํ กยิรา ปุนปฺปุนํ น ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ ทุกฺโข ปาปสฺส อุจฺจโย ฯ
หากบุคคลทำบาปไป ก็ไม่ควรทำบาปนั้นซ้ำอีก ไม่ควรทำความพอใจในบาปนั้น เพราะการสั่งสมบาปนำทุกข์มาให้
คาถานี้ตรัสแก่ พระเสยยสกเถระ ว่าด้วยการไม่ทำบาปซ้ำและไม่หลงเพลิดเพลินในบาป
แม้บุคคลจะพลาดทำบาปไปแล้ว ก็ ไม่ควรทำบาปนั้นซ้ำอีก และไม่ควร ตั้งความพอใจ ลงในบาปนั้น ในที่นี้ บาป หมายถึงกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต หรืออกุศลจิตที่ผุดขึ้น เพราะเหตุว่า การสั่งสมบาปย่อมนำทุกข์มาให้ ทีละเล็กทีละน้อยจนกลายเป็นกองใหญ่
ข้อคิดคือ ความพลาดพลั้งเป็นเรื่องของปุถุชน แต่สิ่งที่อันตรายกว่าความผิดครั้งแรกคือ การทำผิดซ้ำจนเคยชิน และเริ่มชอบใจในสิ่งนั้น จงหยุดเสียแต่ต้น อย่าปล่อยให้กลายเป็นนิสัย
คาถาที่ ๑๑๘
ปุญฺญญฺเจ ปุริโส กยิรา กยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย ฯ
หากบุคคลทำบุญ ก็ควรทำบุญนั้นบ่อยๆ ควรทำความพอใจในบุญนั้น เพราะการสั่งสมบุญนำสุขมาให้
คาถานี้ตรัสแก่ ลาชเทพธิดา ผู้เคยถวายข้าวตอกแด่พระเถระแล้วได้ทิพยสมบัติ เป็นคู่ตรงข้ามกับคาถาก่อนหน้า
ฝ่ายบุญนั้น เมื่อบุคคลทำแล้ว ควรทำซ้ำบ่อย ๆ และควร ตั้งความพอใจ ลงในบุญนั้นได้เต็มที่ เพราะ การสั่งสมบุญย่อมนำสุขมาให้ ทั้งในปัจจุบันและภายหน้า ต่างจากบาปที่ควรห้ามใจ บุญกลับเป็นสิ่งที่ยิ่งพอใจยิ่งทำยิ่งดี
ข้อคิดคือ ความดีเล็ก ๆ ที่ทำอย่างสม่ำเสมอย่อมสะสมเป็นความสุขและอุปนิสัยที่งาม จงยินดีในการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา แล้วทำให้เป็นกิจวัตรของชีวิต
คาถาที่ ๑๑๙
ปาโปปิ ปสฺสติ ภทฺรํ ยาว ปาปํ น ปจฺจติ ยทา จ ปจฺจติ ปาปํ อถ (ปาโป) ปาปานิ ปสฺสติ ฯ
ตราบใดที่บาปยังไม่ให้ผล ตราบนั้น คนชั่วจะเห็นบาปว่าดี แต่เมื่อใด บาปให้ผล เมื่อนั้น คนชั่วจะเห็นบาปว่าชั่วแท้
คาถานี้ตรัสแก่ อนาถบิณฑิกเศรษฐี และเทวดาที่สิงสถิตอยู่ ณ ซุ้มประตูบ้านของท่าน ว่าด้วยผลของกรรมที่ยังไม่ปรากฏ
พระองค์ทรงชี้ว่า ตราบใดที่บาปยังไม่ให้ผล คนชั่วก็ยังเห็นบาปนั้นเป็นของดี เพราะเขายังเสวยความสุขความสำเร็จอยู่ จึงเข้าใจผิดว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง แต่เมื่อใดบาปสุกงอมให้ผล เมื่อนั้นเขาจึงจะเห็นบาปตามความเป็นจริงว่าเป็นของชั่วแท้
ข้อคิดคือ อย่าตัดสินความถูกผิดเพียงจากผลลัพธ์เฉพาะหน้า เพราะกรรมมีเวลาสุกของมัน ความสุขของคนทำชั่วเป็นเพียง ช่วงที่ผลยังไม่ทัน ไม่ใช่เครื่องรับรองว่าสิ่งที่ทำนั้นดี
คาถาที่ ๑๒๐
ภโทฺรปิ ปสฺสติ ปาปํ ยาว ภทฺรํ น ปจฺจติ ยทา จ ปจฺจติ ภทฺรํ อถ (ภโทฺร) ภทฺรานิ ปสฺสติ ฯ
ตราบใดที่กรรมดียังไม่ให้ผล ตราบนั้น คนดีจะเห็นกรรมดีว่าชั่ว แต่เมื่อใด กรรมดีให้ผล เมื่อนั้นคนดีจะเห็นกรรมดีว่าดีแท้
คาถานี้ตรัสในโอกาสเดียวกับคาถาก่อน แก่ อนาถบิณฑิกเศรษฐี และเทวดาผู้สิงสถิต เป็นด้านกลับของเรื่องกรรมดี
ตราบใดที่กรรมดียังไม่ให้ผล คนดีอาจรู้สึกว่าความดีที่ตนทำนั้นกลับพาให้ลำบาก จึงเห็นกรรมดีเหมือนเป็นของไม่ดี แต่เมื่อใดกรรมดีสุกงอมให้ผล เมื่อนั้นเขาจึงจะประจักษ์ว่ากรรมดีเป็นของดีแท้ นำความสุขและความเจริญมาให้จริง
ข้อคิดคือ อย่าท้อในการทำดีเพียงเพราะยังไม่เห็นผลทันตา ความดีเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ต้องอาศัยเวลาเติบโต จง ทำดีต่อไปด้วยความอดทน แล้วผลอันงามย่อมมาถึงในกาลของมัน
คาถาที่ ๑๒๑
มาวมญฺเญถ ปาปสฺส น มตฺตํ อาคมิสฺสติ อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ อาปูรติ พาโล ปาปสฺส โถกํ โถกํปิ อาจินํ ฯ
บุคคลอย่าสำคัญว่าบาปเล็กน้อยคงจักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยน้ำที่ตกลงมาทีละหยาดๆ ได้ ฉันใด คนพาล เมื่อสั่งสมบาปทีละเล็กทีละน้อย ก็เต็มด้วยบาปได้ ฉันนั้น
คาถานี้ทรงปรารภ ภิกษุรูปหนึ่งผู้ไม่เก็บรักษาบริขาร ตากเตียงตั่งทิ้งไว้กลางแจ้งโดยไม่ใส่ใจ ทรงตรัสสอนแก่ภิกษุทั้งหลาย
พระองค์ทรงเตือนว่า อย่าดูเบาบาปว่าเล็กน้อยแล้วคงมาไม่ถึงตัว เพราะแม้หม้อน้ำใบใหญ่ก็ยังเต็มได้ด้วยหยาดน้ำที่หยดลงทีละหยด ๆ ฉันใด คนพาลเมื่อสั่งสมบาปทีละเล็กทีละน้อย ก็ย่อมเต็มไปด้วยบาปได้ ฉันนั้น
ข้อคิดคือ ความประมาทในความผิดเล็ก ๆ เป็นบ่อเกิดของความเสียหายใหญ่ เพราะบาปเล็ก ๆ ที่ทำจนเคยชินย่อมพอกพูนขึ้นโดยไม่รู้ตัว จง ระวังแม้ความชั่วเพียงเล็กน้อย อย่าปล่อยให้สะสม
คาถาที่ ๑๒๒
มาวมญฺเญถ ปุญฺญสฺส น มตฺตํ อาคมิสฺสติ อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ อาปูรติ ธีโร ปุญฺญสฺส โถกํ โถกํปิ อาจินํ ฯ
บุคคลอย่าสำคัญว่าบุญเล็กน้อยคงจักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยน้ำที่ตกลงมาทีละหยาดๆ ได้ ฉันใด คนมีปัญญา เมื่อสั่งสมบุญแม้ทีละเล็กทีละน้อย ก็เต็มด้วยบุญได้ ฉันนั้น
คาถานี้ตรัสแก่ พิฬารปทกเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี ผู้ชักชวนคนอื่นให้ทำบุญแต่ตนเองตระหนี่ เป็นคู่ตรงข้ามกับคาถาก่อน
พระองค์ทรงเตือนว่า อย่าดูเบาบุญว่าเล็กน้อยแล้วคงมาไม่ถึงตน เพราะแม้หม้อน้ำก็ยังเต็มได้ด้วยหยาดน้ำทีละหยด ฉันใด คนมีปัญญาเมื่อสั่งสมบุญแม้ทีละเล็กทีละน้อย ก็ย่อมเต็มเปี่ยมด้วยบุญได้ ฉันนั้น
ข้อคิดคือ อย่าคิดว่าบุญเล็กน้อยไม่มีความหมาย การให้เพียงเล็กน้อยแต่ทำสม่ำเสมอย่อมรวมกันเป็นกองบุญใหญ่ จงเริ่มทำดีจากสิ่งที่อยู่ในกำลังของตน อย่ารอให้มีมากจึงค่อยทำ
คาถาที่ ๑๒๓
วาณิโชว ภยํ มคฺคํ อปฺปสตฺโถ มหทฺธโน วิสํ ชีวิตุกาโมว ปาปานิ ปริวชฺชเย ฯ
บุคคลควรละเว้นบาปทั้งหลาย ดุจพ่อค้าที่มีทรัพย์มาก แต่มีพวกน้อย หลีกเลี่ยงทางที่มีภัย และดุจคนรักชีวิตหลีกเลี่ยงยาพิษ ฉะนั้น
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภ พ่อค้าผู้มีทรัพย์มาก ผู้เดินทางไกลด้วยความระมัดระวังภัย
พระองค์ทรงเปรียบว่า บุคคลควร ละเว้นบาปทั้งหลาย ดุจ พ่อค้าที่มีทรัพย์มากแต่มีพวกน้อยย่อมหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีภัย และดุจ คนรักชีวิตย่อมหลีกเลี่ยงยาพิษ ในที่นี้มีความหมายว่า อย่าสำคัญว่าตนทำบาปไว้เพียงนิดหน่อยแล้วคงจักไม่ให้ผล
ข้อคิดคือ ผู้มีปัญญาย่อม ประเมินความเสี่ยงและหลบเลี่ยงอันตราย ตั้งแต่ต้น ไม่เดินเข้าไปหาภัยด้วยความประมาท จงระวังบาปเหมือนระวังยาพิษ เพราะทั้งสองอย่างนำความพินาศมาให้เท่ากัน
คาถาที่ ๑๒๔
ปาณิมฺหิ เจ วโณ นาสฺส หเรยฺย ปาณินา วิสํ นาพฺพณํ วิสมเนฺวติ นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต ฯ
หากที่ฝ่ามือไม่มีแผล บุคคลก็ใช้ฝ่ามือนำยาพิษไปได้ เพราะยาพิษจะไม่ซึมเข้าไปยังฝ่ามือที่ไม่มีแผล เหมือนบาปไม่มีแก่ผู้ไม่ทำบาป ฉะนั้น
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภ นายพรานเนื้อชื่อกุกกุฏมิต และภรรยาผู้ติดตามไปในการล่า
พระองค์ทรงเปรียบว่า หากฝ่ามือไม่มีแผล บุคคลก็ใช้มือหยิบจับยาพิษได้โดยไม่เป็นอันตราย เพราะพิษ ซึมเข้าไม่ได้ในที่ไม่มีบาดแผล ฉันใด บาปย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ทำบาป ฉันนั้น คือผู้ที่มีเจตนาบริสุทธิ์และไม่ได้ร่วมทำอกุศลกรรม ย่อมไม่เปื้อนบาปแม้อยู่ในเหตุการณ์นั้น
ข้อคิดคือ กรรมสำเร็จได้ด้วย เจตนา ผู้ไม่มีใจคิดร้ายและไม่ลงมือทำชั่ว ย่อมปลอดภัยจากผลบาปเหมือนมือที่ไม่มีแผลย่อมปลอดภัยจากพิษ
คาถาที่ ๑๒๕
โย อปฺปทุฏฺฐสฺส นรสฺส ทุสฺสติ สุทฺธสฺส โปสสฺส อนงฺคณสฺส ตเมว พาลํ ปจฺเจติ ปาปํ สุขุโม รโช ปฏิวาตํว ขิตฺโต ฯ
บุคคลใดประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ประทุษร้าย เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน บาปย่อมกลับมาถึงบุคคลนั้นซึ่งเป็นคนพาลอย่างแน่แท้ ดุจผงธุลีอันละเอียดที่บุคคลซัดไปทวนลม ฉะนั้น
คาถานี้ทรงปรารภ นายพรานสุนัขชื่อโกกะ ผู้ทำร้ายพระผู้บริสุทธิ์แล้วกลับได้รับผลร้ายแก่ตน ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง
พระองค์ทรงชี้ว่า ผู้ใด ประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้บริสุทธิ์ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน คือปราศจากมลทินใจ บาปนั้นย่อมย้อนกลับมาถึงตัวคนพาลผู้ทำเอง ดุจ ผงธุลีละเอียดที่ซัดไปทวนลม ย่อมปลิวกลับมาเปื้อนหน้าผู้ซัดเอง
ข้อคิดคือ การทำร้ายผู้บริสุทธิ์เป็นบาปหนัก และผลย่อมสะท้อนกลับสู่ผู้กระทำอย่างหลีกไม่พ้น จง ระวังการเบียดเบียนผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ไม่มีความผิด เพราะกรรมนั้นจะย้อนมาทำร้ายตนเอง
คาถาที่ ๑๒๖
คพฺภเมเก อุปฺปชฺชนฺติ นิรยํ ปาปกมฺมิโน สคฺคํ สุคติโน ยนฺติ ปรินิพฺพนฺติ อนาสวา ฯ
สัตว์พวกหนึ่ง ย่อมเกิดในครรภ์ พวกที่ทำบาปกรรมย่อมไปนรก พวกที่ทำความดีย่อมไปสวรรค์ ส่วนผู้ที่ไม่มีอาสวะย่อมนิพพาน
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภ พระติสสเถระผู้เข้าถึงตระกูลช่างแก้ว ว่าด้วยคติของสัตว์ตามกรรมที่ทำ
พระองค์ทรงแสดงคติ ๔ ประการที่สัตว์ทั้งหลายย่อมไปตามกรรม คือ สัตว์พวกหนึ่งย่อม เกิดในครรภ์ (ในที่นี้หมายถึงครรภ์มนุษย์) พวก ทำบาปกรรมย่อมไปนรก พวก ทำความดีย่อมไปสวรรค์ ส่วนผู้ สิ้นอาสวะย่อมนิพพาน ไม่ต้องเวียนว่ายอีกต่อไป
ข้อคิดคือ ชีวิตหลังความตายมิได้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นไปตาม กรรมที่ตนสั่งสม จุดหมายสูงสุดคือความหลุดพ้น ผู้หวังพ้นทุกข์จึงพึงชำระใจให้สิ้นกิเลสอาสวะ
คาถาที่ ๑๒๗
น อนฺตลิกฺเข น สมุทฺทมชฺเฌ น ปพฺพตานํ วิวรํ ปวีสํ
คนทำบาป ถึงจะเหาะขึ้นไปในอากาศ ก็ไม่พ้นจากบาปกรรม ถึงจะดำลงไปกลางทะเล ก็ไม่พ้นจากบาปกรรม ถึงจะเข้าไปหลบตัวในซอกเขา ก็ไม่พ้นจากบาปกรรม เพราะไม่มีแผ่นดินสักส่วนหนึ่งที่คนทำบาปยืนอยู่แล้ว จะพ้นจากบาปกรรมได้
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภ คน ๓ จำพวก ผู้ประสบผลกรรมของตนในที่ต่าง ๆ
พระองค์ทรงชี้ว่า คนทำบาปไม่อาจหนีพ้นผลบาปกรรมได้ ไม่ว่าจะ เหาะขึ้นสู่อากาศ ดำลงกลางทะเล หรือหลบเข้าซอกเขา ก็ไม่มีที่ใดจะซ่อนพ้น เพราะ ไม่มีแผ่นดินสักส่วนหนึ่ง ที่คนทำบาปยืนอยู่แล้วจะพ้นจากผลกรรมของตนได้
ข้อคิดคือ กรรมติดตามผู้กระทำไปทุกหนแห่ง ไม่มีที่หลบซ่อนใด ๆ ในโลก ทางเดียวที่จะไม่ต้องหวาดกลัวผลบาปคือ ไม่ทำบาปตั้งแต่แรก เพราะเมื่อทำไปแล้ว ย่อมหนีไม่พ้น
คาถาที่ ๑๒๘
น อนฺตลิกฺเข น สมุทฺทมชฺเฌ น ปพฺพตานํ วิวรํ ปวีสํ น วิชฺชตี โส ชคติปฺปเทโส ยตฺรฏฺฐิตํ นปฺปสเหยฺย มจฺจุ ฯ
บุคคล ถึงจะเหาะขึ้นไปในอากาศ ก็ไม่พ้นจากความตาย ถึงจะดำลงไปกลางทะเล ก็ไม่พ้นจากความตาย ถึงจะเข้าไปหลบตัวในซอกเขา ก็ไม่พ้นจากความตาย เพราะไม่มีแผ่นดินสักส่วนหนึ่งที่บุคคลยืนอยู่แล้ว จะไม่ถูกความตายครอบงำได้
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภ เจ้าศากยะสุปปพุทธะ ผู้ต้องประสบมรณภัยตามที่ทรงพยากรณ์ไว้ เป็นคู่กับคาถาก่อนแต่ว่าด้วยความตาย
พระองค์ทรงชี้ว่า ไม่มีผู้ใดหนีพ้นความตายได้ ไม่ว่าจะ เหาะขึ้นสู่อากาศ ดำลงกลางทะเล หรือหลบเข้าซอกเขา ก็ตาม เพราะ ไม่มีแผ่นดินสักส่วนหนึ่ง ที่บุคคลยืนอยู่แล้วจะไม่ถูกความตายครอบงำได้ มัจจุราชย่อมไล่ตามทันทุกคนไม่เว้นแม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่
ข้อคิดคือ ความตายเป็นสิ่งเที่ยงแท้และหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีอำนาจ ทรัพย์ หรือที่ซ่อนใดกันได้ เมื่อรู้เช่นนี้ จึงควร ไม่ประมาทในชีวิต รีบสั่งสมความดีและชำระใจไว้แต่วันนี้ ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง