ทัณฑวรรค — หมวดว่าด้วยการลงทัณฑ์
ธรรมบท วรรคที่ ๑๐ · ๑๗ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
คาถาที่ ๑๒๙
สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺส สพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโน อตฺตานํ อุปมํ กตฺวา น หเนยฺย น ฆาตเย ฯ
สัตว์ทุกประเภท ย่อมสะดุ้งกลัวโทษทัณฑ์ สัตว์ทุกประเภท ย่อมหวาดกลัวความตาย บุคคลนำตนเข้าไปเปรียบเทียบแล้ว ไม่ควรฆ่าเอง ไม่ควรใช้ให้คนอื่นฆ่า
คาถานี้ทรงปรารภ พระฉัพพัคคีย์ ผู้ก่อความวุ่นวายด้วยการใช้กำลัง แล้วตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย
พระพุทธองค์ทรงชี้ความจริงข้อหนึ่งที่สัตว์ทุกชนิดมีเหมือนกัน คือ ความสะดุ้งกลัวต่อโทษทัณฑ์ และ ความหวาดกลัวความตาย ไม่มีสัตว์ใดที่ไม่รักตัวกลัวภัย เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้มีปัญญาจึงควร "นำตนเข้าไปเปรียบเทียบ" คือเอาใจเราวัดใจเขา ในเมื่อเราเองยังกลัวถูกทำร้าย เขาก็ย่อมกลัวเช่นกัน
ข้อคิดคือหลักของการ ไม่เบียดเบียน ที่ลึกที่สุด ไม่ได้เกิดจากกฎเกณฑ์ภายนอก แต่เกิดจากการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เมื่อรู้ว่าทุกชีวิตรักสุขกลัวทุกข์เหมือนกัน จึงไม่ควรฆ่าเอง และไม่ควรใช้ผู้อื่นให้ฆ่า
คาถาที่ ๑๓๐
สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺส สพฺเพสํ ชีวิตํ ปิยํ อตฺตานํ อุปมํ กตฺวา น หเนยฺย น ฆาตเย ฯ
สัตว์ทุกประเภท ย่อมสะดุ้งกลัวโทษทัณฑ์ สัตว์ทุกประเภท ย่อมรักชีวิต บุคคลนำตนเข้าไปเปรียบเทียบแล้ว ไม่ควรฆ่าเอง ไม่ควรใช้ให้คนอื่นฆ่า
คาถานี้เป็นคู่กับคาถาก่อน ทรงปรารภ พระฉัพพัคคีย์ แล้วตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายเช่นเดิม
จุดเน้นเปลี่ยนจาก "กลัวความตาย" มาเป็น "ทุกชีวิตรักชีวิตของตน" คำว่า "ลงทัณฑ์" ในที่นี้หมายถึงการใช้กำลังทำร้าย เข่นฆ่า หรือเบียดเบียน ทั้งด้วยท่อนไม้ ก้อนดิน วาจาหยาบคายให้ร้ายป้ายสี ไปจนถึงการใช้บทลงโทษที่เอื้อประโยชน์ตนเป็นเครื่องมือ ในเมื่อทุกชีวิตต่างหวงแหนชีวิตของตน การเอาชีวิตเขาไปจึงเป็นการพรากสิ่งที่เขารักที่สุด
จึงทรงสอนให้ นำตนเป็นเครื่องเทียบ เราหวงชีวิตเราฉันใด เขาก็หวงของเขาฉันนั้น ผู้เข้าใจข้อนี้ย่อมไม่ฆ่าเองและไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า
คาถาที่ ๑๓๑
สุขกามานิ ภูตานิ โย ทณฺเฑน วิหึสติ อตฺตโน สุขเมสาโน เปจฺจ โส น ลภเต สุขํ ฯ
ผู้ใดใฝ่หาความสุขเพื่อตน แต่กลับใช้ท่อนไม้ทำร้ายสัตว์ทั้งหลายผู้รักสุข ผู้นั้นตายไปแล้วย่อมไม่ได้รับความสุขเลย
คาถานี้ทรงปรารภ เด็กชายชาวเมืองสาวัตถีจำนวนมาก ที่พากันทำร้ายสัตว์ แล้วตรัสสอน
ทรงชี้ความขัดแย้งในใจของผู้เบียดเบียนว่า คนที่ ใฝ่หาความสุขให้ตน แต่กลับใช้ท่อนไม้ทำร้ายสัตว์ทั้งหลายซึ่งก็ รักสุขเหมือนกัน นั้น กำลังสร้างเหตุที่ขัดกับผลที่ตนต้องการ เพราะกรรมชั่วที่หว่านลงไปย่อมให้ผลเป็นทุกข์ ผู้นั้นตายไปแล้วจึงไม่อาจได้รับความสุข
ข้อคิดคือ ความสุขไม่อาจสร้างขึ้นบนความทุกข์ของผู้อื่น ผู้ปรารถนาสุขแท้ต้องเลิกเบียดเบียน เพราะเมล็ดพันธุ์แห่งความรุนแรงย่อมออกผลเป็นความทุกข์กลับคืนสู่ตนเอง
คาถาที่ ๑๓๒
สุขกามานิ ภูตานิ โย ทณฺเฑน น หึสติ อตฺตโน สุขเมสาโน เปจฺจ โส ลภเต สุขํ ฯ
ส่วนผู้ใดใฝ่หาความสุขเพื่อตน ไม่ใช้ท่อนไม้ทำร้ายสัตว์ทั้งหลายผู้รักสุข ผู้นั้นตายไปแล้วย่อมได้รับความสุข
คาถานี้เป็นคู่ด้านสว่างของคาถาก่อน ทรงตรัสแก่ เด็กชายชาวเมืองสาวัตถี ต่อเนื่องกัน
เนื้อความกลับกันโดยสิ้นเชิง คือผู้ที่ใฝ่หาความสุขเพื่อตนแล้ว ไม่ใช้ท่อนไม้ทำร้ายสัตว์ทั้งหลายผู้รักสุข ผู้นั้นตายไปแล้วย่อมได้รับความสุข เพราะเมื่อเหตุเป็นความ ไม่เบียดเบียน (อวิหิงสา) ผลย่อมเป็นความสุขตามกรรมที่ทำ
ข้อคิดคือ ทางไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนอยู่ที่ความเมตตาและการงดเว้นการทำร้าย เมื่อเรามอบความปลอดภัยแก่ชีวิตอื่น เราก็กำลังปลูกความปลอดภัยและความสุขให้แก่ตนเองในภายหน้า
คาถาที่ ๑๓๓
มาโวจ ผรุสํ กญฺจิ วุตฺตา ปฏิวเทยฺยุ ตํ ทุกฺขา หิ สารมฺภกถา ปฏิทณฺฑา ผุเสยฺยุ ตํ ฯ
เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆ คนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอ เพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกัน ก่อให้เกิดทุกข์ และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ
คาถานี้ทรงปรารภ พระโกณฑธานเถระ แล้วตรัสเตือนเรื่องวาจา
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า อย่ากล่าวคำหยาบต่อผู้ใด เพราะคำหยาบที่หลุดออกไปย่อมกระตุ้นให้คนที่ถูกว่ากล่าวโต้ตอบกลับมา ถ้อยคำที่ทุ่มเถียงกันไปมานั้น ก่อให้เกิดทุกข์ ทั้งสองฝ่าย และเมื่อวาจากระทบกันแล้ว การทำร้ายตอบโต้ก็อาจตามมาถึงตัวผู้เริ่มก่อน
ข้อคิดคือ วาจาเป็นต้นทางของความขัดแย้ง คำหยาบเปรียบเหมือนก้อนหินที่ขว้างออกไปแล้วมักกระเด้งกลับ ผู้ฉลาดจึงระวังปาก นิ่งเสียเมื่อโกรธ ย่อมตัดวงจรของการทำร้ายกันได้ตั้งแต่ต้น
คาถาที่ ๑๓๔
สเจ เนเรสิ อตฺตานํ กํโส อุปหโต ยถา เอส ปตฺโตสิ นิพฺพานํ สารมฺโภ เต น วิชฺชติ ฯ
ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้ เหมือนกังสดาล ที่ตัดขอบปากออกแล้ว เธอก็จะบรรลุนิพพานได้ การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ
คาถานี้ต่อเนื่องจากคาถาก่อน ทรงสอน พระโกณฑธานเถระ ถึงอานิสงส์ของความสงบนิ่ง
ทรงยกอุปมาว่า ถ้าเธอทำตนให้ นิ่งเงียบเหมือนกังสดาลที่ถูกตัดขอบปากออกแล้ว กังสดาลคือระฆังวงเดือน เมื่อขอบถูกตัด ตีอย่างไรก็ไม่ดังกังวานฉันใด ผู้ที่ไม่โต้ตอบคำร้ายก็ไม่ก่อเสียงทะเลาะฉันนั้น เมื่อไม่มีการโต้เถียง ใจย่อมสงบ และความสงบนั้นเป็นบาทฐานนำไปสู่ นิพพาน
ข้อคิดคือ ความสงบไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือกำลังภายในที่ตัดวงจรความขัดแย้งได้ ผู้ฝึกใจให้นิ่งได้เหมือนระฆังไร้เสียง ย่อมเดินทางสู่ความหลุดพ้นได้อย่างราบรื่น
คาถาที่ ๑๓๕
ยถา ทณฺเฑน โคปาโล คาโว ปาเชติ โคจรํ เอวํ ชรา จ มจฺจุ จ อายุํ ปาเชนฺติ ปาณินํ ฯ
คนเลี้ยงโคใช้ท่อนไม้ไล่ต้อนฝูงโคไปยังที่หากิน ฉันใด ความแก่และความตาย ก็ไล่ต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายไป ฉันนั้น
คาถานี้ทรงปรารภ นางวิสาขาและหญิงผู้รักษาอุโบสถศีล แล้วตรัสเตือนถึงความไม่เที่ยง
ทรงยกภาพที่ชาวบ้านคุ้นเคย คือ คนเลี้ยงโคที่ใช้ท่อนไม้ไล่ต้อนฝูงโค ไปยังที่หากินฉันใด ความแก่และความตาย ก็คอยไล่ต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายไปสู่จุดจบฉันนั้น ทุกลมหายใจที่ผ่านไป เรากำลังถูกต้อนเข้าใกล้ความตายทีละก้าวอย่างไม่มีวันหยุด
ข้อคิดคือ เวลาไม่เคยรอใคร ในเมื่อชีวิตถูกต้อนไปข้างหน้าเสมอ ผู้มีปัญญาจึงไม่ประมาท รีบสร้างบุญกุศลและรักษาศีลในขณะที่ยังมีเรี่ยวแรง ก่อนที่คนเลี้ยงโคคือความตายจะต้อนถึงคอกสุดท้าย
คาถาที่ ๑๓๖
อถ ปาปานิ กมฺมานิ กรํ พาโล น พุชฺฌติ เสหิ กมฺเมหิ ทุมฺเมโธ อคฺคิทฑฺโฒว ตปฺปติ ฯ
คนพาลมีปัญญาทราม เมื่อทำบาปกรรมย่อมไม่รู้สึกตัว จึงมักเดือดร้อนเพราะกรรมของตน เหมือนคนถูกไฟไหม้ ฉะนั้น
คาถานี้ทรงปรารภ เรื่องเปรตงูเหลือม แล้วตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย
ทรงชี้ธรรมชาติของ คนพาลผู้มีปัญญาทราม ว่าเมื่อทำบาปกรรมลงไป มัก ไม่รู้สึกตัว ไม่เห็นโทษของสิ่งที่ทำ เพลิดเพลินไปกับความชั่วราวกับเป็นของหวาน แต่กรรมนั้นหาได้หายไปไม่ ครั้นผลวิบากตามมาทัน เขาก็ต้อง เดือดร้อนเพราะกรรมของตนเอง เหมือนคนถูกไฟไหม้ ที่ร้อนรนทุรนทุราย
ข้อคิดคือ ความไม่รู้สึกตัวขณะทำชั่วเป็นภัยยิ่งกว่าตัวความชั่วเสียอีก เพราะทำให้คนทำต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ยั้ง ผู้มีปัญญาจึงหมั่นสำรวจการกระทำของตน ระวังไฟคือบาปกรรมที่จะเผาลนตนในภายหลัง
คาถาที่ ๑๓๗
โย ทณฺเฑน อทณฺเฑสุ อปฺปทุฏฺเฐสุ ทุสฺสติ ทสนฺนมญฺญตรํ ฐานํ ขิปฺปเมว นิคจฺฉติ
ผู้ใดประทุษร้ายคนที่ไม่มีความผิด ผู้นั้นย่อมได้รับผลอย่าง ๑ ใน ๑๐ อย่าง คือ
คาถานี้เริ่มชุดที่ทรงปรารภ พระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้ถูกทำร้ายทั้งที่ท่านหมดกิเลสแล้ว แล้วตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย
ทรงวางหลักไว้ว่า ผู้ใด ประทุษร้ายคนที่ไม่มีความผิด โดยเฉพาะผู้บริสุทธิ์อย่างพระขีณาสพ ผู้นั้นย่อม ได้รับผลร้ายอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๑๐ อย่าง ซึ่งจะทรงแจกแจงในคาถาต่อ ๆ ไป และผลนั้นย่อมมาถึงอย่างรวดเร็ว
ข้อคิดคือ การทำร้ายผู้บริสุทธิ์เป็นบาปหนักที่ให้ผลเผ็ดร้อน เพราะยิ่งเป้าหมายบริสุทธิ์ปราศจากมลทินเพียงใด กรรมที่กระทำต่อท่านก็ยิ่งมีน้ำหนักมากเพียงนั้น ผู้ฉลาดจึงสำรวมกายวาจา ไม่ล่วงเกินผู้ใดโดยเฉพาะผู้ทรงศีล
คาถาที่ ๑๓๘
เวทนํ ผรุสํ ชานึ สรีรสฺส จ เภทนํ ครุกํ วาปิ อาพาธํ จิตฺตกฺเขปํ ว ปาปุเณ
(๑) ทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า (๒) เสื่อมทรัพย์
คาถานี้อยู่ในชุดที่ทรงปรารภ พระมหาโมคคัลลานเถระ เป็นการแจกแจงผลร้าย ๑๐ อย่างของผู้ประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์
ทรงเริ่มไล่รายการโทษว่า (๑) ทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า (๒) ความเสื่อมทรัพย์ ตามด้วยการแตกทำลายของร่างกาย ความเจ็บป่วยหนัก และความวิกลจริต คำว่า "คนที่ไม่มีความผิด" ในที่นี้หมายถึง พระขีณาสพผู้ปราศจากความผิดทางกายวาจาใจ และคนที่ไม่ประทุษร้ายใครทั้งต่อผู้อื่นและต่อตนเอง
ข้อคิดคือ กรรมชั่วต่อผู้บริสุทธิ์ให้ผลครอบคลุมทั้งกายและทรัพย์ ตัวเลขที่ทรงแจกแจงเตือนให้เห็นว่าผลของบาปมิใช่เรื่องเลื่อนลอย แต่เป็นภัยรอบด้านที่พร้อมมาถึงตัวผู้ก่อเสมอ
คาถาที่ ๑๓๙
ราชโต วา อุปสคฺคํ อพฺภกฺขานํ ว ทารุณํ ปริกฺขยํ ว ญาตีนํ โภคานํ ว ปภงฺคุณํ
(๖) ต้องราชภัย (๗) ถูกกล่าวหาอย่างร้ายแรง
คาถานี้ต่อเนื่องในชุด พระมหาโมคคัลลานเถระ ทรงระบุผลร้ายลำดับต่อไปของผู้เบียดเบียนผู้บริสุทธิ์
ทรงแจกแจงว่า (๖) ต้องราชภัย คือภัยจากผู้ปกครองบ้านเมือง และ (๗) ถูกกล่าวหาอย่างร้ายแรง ตามด้วยความพินาศแห่งญาติพี่น้อง และความย่อยยับแห่งทรัพย์สมบัติ เห็นได้ว่าผลของกรรมชั่วลุกลามจากตัวผู้ทำไปถึงคนรอบข้างและฐานะทางสังคม
ข้อคิดคือ บาปที่ทำต่อผู้บริสุทธิ์ไม่ได้ตกอยู่แค่ที่ตัวผู้ก่อ แต่แผ่ความเดือดร้อนออกไปกว้างขวาง ทั้งชื่อเสียง วงศ์ญาติ และทรัพย์สิน จึงควรระวังการล่วงเกินผู้อื่นให้มาก เพราะผลย่อมย้อนกลับมาในหลายรูปแบบ
คาถาที่ ๑๔๐
อถ วาสฺส อคารานิ อคฺคิ ฑหติ ปาวโก กายสฺส เภทา ทุปฺปญฺโญ นิรยํ โส อุปปชฺชติ ฯ
(๑๐) บ้านเรือนถูกไฟไหม้ เขาผู้มีปัญญาทราม เมื่อตายไปย่อมตกนรก
คาถานี้ปิดท้ายชุด พระมหาโมคคัลลานเถระ ด้วยผลร้ายข้อสุดท้ายและวิบากในภพหน้า
ทรงระบุ (๑๐) บ้านเรือนถูกไฟไหม้ เป็นผลข้อสุดท้ายในบรรดา ๑๐ อย่าง และทรงชี้ต่อว่าเมื่อ ผู้มีปัญญาทรามนั้นตายไป ย่อมตกนรก นั่นคือนอกจากทุกข์ในปัจจุบันแล้ว ยังมีทุคติรออยู่เบื้องหน้าอีก
ข้อคิดคือ ผลของการทำร้ายผู้บริสุทธิ์นั้นตามมาทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ทั้งทรัพย์ ร่างกาย และคติภพ ผู้เห็นภัยเช่นนี้ย่อมเว้นขาดจากการเบียดเบียน แล้วหันมาบำเพ็ญเมตตาและความไม่เบียดเบียนแทน
คาถาที่ ๑๔๑
น นคฺคจริยา น ชฏา น ปงฺกา นานาสกา ตณฺฑิลสายิกา วา รโชชลฺลํ อุกฺกุฏิกปฺปธานํ โสเธนฺติ มจฺจํ อวิติณฺณกงฺขํ ฯ
การเป็นคนเปลือย การเกล้าชฎา การเอาโคลนทาตัว การอดอาหาร การนอนบนพื้นดิน การมีกายหมักหมมด้วยธุลี หรือการทำความเพียรด้วยการนั่งกระโหย่ง วัตรทั้งหมดเหล่านี้หาชำระคนผู้ยังไม่ล่วงพ้นความสงสัยให้หมดจดได้ไม่
คาถานี้ทรงปรารภ ภิกษุผู้มีเครื่องใช้สอยมาก แล้วตรัสเตือนเรื่องข้อวัตรที่ไร้แก่นสาร
ทรงชี้ว่าการทรมานตนแบบต่าง ๆ เช่น เป็นคนเปลือย เกล้าชฎา เอาโคลนทาตัว อดอาหาร นอนบนพื้นดิน ปล่อยกายหมักหมมด้วยธุลี หรือนั่งกระโหย่งบำเพ็ญเพียร วัตรเหล่านี้ทั้งหมด หาชำระคนผู้ยังไม่ล่วงพ้นความสงสัยให้หมดจดได้ไม่ เพราะความบริสุทธิ์ที่แท้อยู่ที่การชำระใจ ไม่ใช่การทรมานร่างกาย
ข้อคิดคือ พิธีกรรมหรือการปฏิบัติภายนอกที่ทำไปโดยใจยังเต็มด้วยความลังเลสงสัยในธรรม ย่อมไม่ทำให้บริสุทธิ์ได้จริง ทางหมดจดต้องเริ่มที่ปัญญาและการละกิเลสในใจ มิใช่เพียงรูปแบบที่แสดงออก
คาถาที่ ๑๔๒
อลงฺกโต เจปิ สมํ จเรยฺย สนฺโต ทนฺโต นิยโต พฺรหฺมจารี สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ โส พฺราหฺมโณ โส สมโณ ส ภิกฺขุ ฯ
แม้บุคคลจะแต่งตัวแบบใดก็ตาม ถ้าเขาเป็นผู้สงบ ฝึกตนได้ เป็นผู้แน่นอน ประพฤติพรหมจรรย์ ละเว้นการเบียดเบียนสรรพสัตว์ ประพฤติสม่ำเสมอ ควรเรียกบุคคลเช่นนั้นว่า พราหมณ์ สมณะ หรือภิกษุ ก็ได้
คาถานี้ทรงปรารภ สันตติมหาอำมาตย์ ผู้บรรลุธรรมทั้งที่ยังแต่งกายหรูหรา แล้วตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย
ทรงชี้ว่า แม้บุคคลจะแต่งกายแบบใดก็ตาม ถ้าเขาเป็นผู้ สงบ จากกิเลสมีราคะเป็นต้น ฝึกตนได้ คือควบคุมอินทรีย์ทั้ง ๖ เป็นผู้แน่นอน ในโลกุตตรมรรค ประพฤติพรหมจรรย์ และ ละเว้นการเบียดเบียนสรรพสัตว์ ก็ควรเรียกเขาว่า พราหมณ์ สมณะ หรือภิกษุได้ เพราะพราหมณ์คือผู้ลอยบาปได้ สมณะคือผู้สงบระงับบาปได้ ภิกษุคือผู้ทำลายกิเลสได้
ข้อคิดคือ ความเป็นนักบวชที่แท้จริงวัดกันที่ คุณธรรมภายใน ไม่ใช่เครื่องแต่งกายหรือรูปลักษณ์ภายนอก ใจที่สงบและปราศจากการเบียดเบียนต่างหากที่ทำให้คนผู้หนึ่งสูงส่งอย่างแท้จริง
คาถาที่ ๑๔๓
หิรินิเสโธ ปุริโส โกจิ โลกสฺมิ วิชฺชติ โย นิทฺทํ อปโพเธติ อสฺโส ภโทฺร กสามิว
บุคคลผู้กีดกันอกุศลวิตกได้ด้วยหิริ มีอยู่น้อยคนในโลก ภิกษุใดหลบหลีกนินทาได้ ตื่นตัวอยู่ เหมือนม้าชั้นดีหลบแส้ได้ ภิกษุเช่นนั้นมีอยู่น้อยรูป
คาถานี้ทรงปรารภ พระปิโลติกติสสเถระ แล้วตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย
ทรงชี้ว่า บุคคลผู้กีดกันอกุศลวิตกได้ด้วยหิริ คือความละอายต่อบาปนั้น มีอยู่น้อยคนในโลก และภิกษุใดที่ หลบหลีกคำนินทาได้ รู้ตัวตื่นอยู่เสมอ เหมือนม้าชั้นดีที่หลบแส้ได้ ภิกษุเช่นนั้นก็หายาก ม้าดีเพียงเห็นเงาแส้ก็รู้ตัวเร่งฝีเท้า ไม่ต้องรอให้แส้ฟาดจริง ผู้มีหิริก็เช่นกัน เพียงนึกถึงความละอายก็หักห้ามใจจากบาปได้ทัน
ข้อคิดคือ หิริ คือเครื่องคุ้มครองใจชั้นเลิศ ผู้ที่ไวต่อความละอายเพียงเล็กน้อยก็สะกิดใจให้หลีกจากความชั่วได้ทันที ควรฝึกใจให้เป็นดั่งม้าดีที่รู้ตัวก่อนถูกลงโทษ
คาถาที่ ๑๔๔
อสฺโส ยถา ภโทฺร กสานิวิฏฺโฐ อาตาปิโน สํเวคิโน ภวาถ สทฺธาย สีเลน จ วิริเยน จ สมาธินา ธมฺมวินิจฺฉเยน จ สมฺปนฺนวิชฺชาจรณา ปติสฺสตา ปหสฺสถ ทุกฺขมิทํ อนปฺปกํ ฯ
เธอทั้งหลายจงมีความเพียรและมีสังเวคธรรม เหมือนม้าดีที่ถูกลงแส้ เธอทั้งหลายมีศรัทธา ศีล วิริยะ สมาธิ และธัมมวินิจฉัย สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ มีสติมั่นคง จักละทุกข์ มีประมาณไม่น้อยนี้ได้
คาถานี้ต่อเนื่องจากคาถาก่อน ทรงปรารภ พระปิโลติกติสสเถระ แล้วตรัสเร่งเร้าให้ภิกษุทั้งหลายเพียรปฏิบัติ
ทรงเรียกร้องให้ มีความเพียรและมีสังเวคธรรม เหมือนม้าดีที่ถูกลงแส้ สังเวคธรรมคือความสลดใจที่มีความกลัวต่อภัยคือชาติ ชรา มรณะ เป็นแรงกระตุ้นให้รีบปฏิบัติ ทรงชี้เครื่องมือครบชุด ได้แก่ ศรัทธา ศีล วิริยะ สมาธิ และธัมมวินิจฉัย คือความรู้เหตุที่ควรและไม่ควร เมื่อสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ มีสติมั่นคง ก็จัก ละวัฏฏทุกข์อันมากมายนี้ได้
ข้อคิดคือ ความกลัวภัยในสังสารวัฏเมื่อใช้เป็น จะกลายเป็นพลังผลักดันการปฏิบัติ ผู้ประกอบด้วยคุณธรรมทั้งชุดนี้ย่อมก้าวข้ามกองทุกข์ในวัฏสงสารได้ในที่สุด
คาถาที่ ๑๔๕
อุทกํ หิ นยนฺติ เนตฺติกา อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ ทารุํ นมยนฺติ ตจฺฉกา อตฺตานํ ทมยนฺติ สุพฺพตา ฯ
คนไขน้ำ ย่อมไขน้ำ ช่างศร ย่อมดัดลูกศร ช่างไม้ ย่อมถากไม้ ผู้มีวัตรดี ย่อมฝึกตน
คาถานี้ทรงปรารภ สุขสามเณร ผู้ฝึกตนได้แต่เยาว์ แล้วตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย
ทรงยกภาพช่างฝีมือมาเทียบ คนไขน้ำย่อมไขน้ำ ให้ไหลไปตามทาง ช่างศรย่อมดัดลูกศร ให้ตรง ช่างไม้ย่อมถากไม้ ให้ได้รูป ทุกอย่างล้วนต้องผ่านการดัดแต่งจึงใช้การได้ ผู้มีวัตรดี ซึ่งในที่นี้หมายถึงคนที่ว่าง่ายสอนง่าย ก็ย่อมฝึกฝนตนเอง ให้ดีขึ้นเช่นกัน
ข้อคิดคือ ธรรมชาติดิบต้องอาศัยการฝึกจึงเกิดคุณค่า ใจของคนก็เช่นกัน ไม่มีใครดีพร้อมมาแต่กำเนิด ผู้ฉลาดจึงยอมรับการอบรมและหมั่นดัดตนอยู่เสมอ เหมือนช่างที่ขัดเกลางานของตนจนงดงาม