ชราวรรค — หมวดว่าด้วยความชรา
ธรรมบท วรรคที่ ๑๑ · ๑๑ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
คาถาที่ ๑๔๖
โก นุ หาโส กิมานนฺโท นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ อนฺธกาเรน โอนทฺธา ปทีปํ น คเวสถ ฯ
เมื่อโลกลุกเป็นไฟ อยู่เป็นนิตย์ ทำไมจึงมัวหัวเราะร่าเริงกันอยู่เล่า เธอทั้งหลายถูกความมืด ปกคลุม ไฉนไม่แสวงหาดวงประทีป กันเล่า
คาถานี้ตรัสแก่หญิงราว ๕๐๐ คนซึ่งเป็นสหายของนางวิสาขา ปรารภให้เห็นความจริงของชีวิตท่ามกลางความสนุกสนานเพลิดเพลิน
พระพุทธองค์ทรงเตือนว่า ในเมื่อโลกลุกเป็นไฟอยู่เป็นนิตย์ ไฉนจึงยังมัวหัวเราะรื่นเริงกันอยู่ได้ คำว่าโลกลุกเป็นไฟหมายถึงหมู่สัตว์ถูก ไฟ ๑๑ กอง เผาลนไม่หยุด คือ ราคะ โทสะ โมหะ ความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ อีกทั้งสัตว์ทั้งหลายยังถูก ความมืดคืออวิชชา ปกคลุมไว้ จึงควรแสวงหา ดวงประทีปคือแสงสว่างแห่งญาณ ความรู้ที่ส่องนำออกจากทุกข์
ข้อคิดคือ อย่าให้ความบันเทิงกลบตาจนลืมภัยที่รุมล้อมอยู่ ควรใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท หมั่นสั่งสมปัญญาเป็นแสงนำทางใจ
คาถาที่ ๑๔๗
ปสฺส จิตฺตกตํ พิมฺพํ อรุกายํ สมุสฺสิตํ อาตุรํ พหุสงฺกปฺปํ ยสฺส นตฺถิ ธุวณฺฐิติ ฯ
จงดูอัตภาพที่ตกแต่งอย่างสวยงาม แต่มีกายเป็นแผล มีกระดูกเป็นโครงร่าง อันกระสับกระส่าย ที่มหาชนดำริหวังกันมาก ซึ่งไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น
คาถานี้ตรัสแก่บริษัท ๔ ที่มามุงดูศพนางสิริมา หญิงงามซึ่งครั้งมีชีวิตเคยเป็นที่หมายปองของคนมากมาย
พระองค์ทรงชี้ให้ดู อัตภาพที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ว่าแท้จริงเป็นเพียง กายอันเป็นแผล เพราะมี ทวารทั้ง ๙ ที่หลั่งของไม่สะอาดออกอยู่เสมอ มี กระดูก ๓๐๐ ท่อนเป็นโครงร่าง ค้ำยันไว้ เป็นของกระสับกระส่าย เจ็บป่วยได้ง่าย และไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่นเลย ทั้งที่มหาชนกลับพากันหลงใหลใฝ่ปองกันนัก
ข้อคิดคือ ความงามภายนอกเป็นของชั่วคราวและปิดบังความจริง หากพิจารณากายตามที่เป็นจริง ใจย่อมคลายความหลงใหลและวางความยึดมั่นลงได้
คาถาที่ ๑๔๘
ปริชิณฺณมิทํ รูปํ โรคนิทฺธํ ปภงฺคุณํ ภิชฺชติ ปูติ สนฺเทโห มรณนฺตํ หิ ชีวิตํ ฯ
ร่างกายนี้แก่หง่อมแล้ว เป็นรังของโรค มีแต่จะทรุดโทรมลงไป ร่างกายที่เน่าเปื่อยนี้ก็จะแตกดับไป เพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุด
คาถานี้ตรัสแก่พระอุตตราเถรีผู้มีอายุถึง ๑๒๐ ปี เป็นการปลอบและชี้ธรรมแก่ผู้ล่วงเข้าวัยชราอย่างยิ่ง
พระองค์ตรัสว่า ร่างกายนี้แก่หง่อมแล้ว เป็น รังของโรค มีแต่จะทรุดโทรมลงทุกวัน ในที่สุด ร่างกายที่เน่าเปื่อยนี้ก็จะแตกดับไป เพราะธรรมดาของ ชีวิตย่อมมีความตายเป็นที่สุด ไม่มีใครหลีกพ้นได้
ข้อคิดคือ เมื่อรู้ว่ากายนี้ไม่เที่ยงและจะต้องแตกดับแน่นอน ก็ไม่ควรประมาทมัวเมาในวัยและกำลัง แต่ควรเร่งทำความดีและเจริญธรรมเสียแต่ยังมีลมหายใจ
คาถาที่ ๑๔๙
ยานิมานิ อปตฺถานิ อลาปูเนว สารเท กาโปตกานิ อฏฺฐีนิ ตานิ ทิสฺวาน กา รติ ฯ
กระดูกเหล่านี้มีสีเหมือนสีนกพิราบ ถูกเขาทิ้งไว้เกลื่อนกลาด เหมือนน้ำเต้าที่ร่วงเกลื่อนกลาดในสารทกาล ความยินดีอะไรเล่าจะเกิด เพราะเห็นกระดูกเหล่านั้น
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่กำลังพิจารณาซากศพในป่าช้า เพื่อให้เห็นสัจธรรมของสังขาร
พระองค์ทรงชี้ให้ดู กระดูกที่มีสีเหมือนสีนกพิราบ ถูกทอดทิ้งเกลื่อนกลาด ดุจ ผลน้ำเต้าที่ร่วงหล่นเกลื่อนไปในสารทกาล ฤดูใบไม้ร่วง แล้วตรัสถามว่า เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้แล้ว จะมี ความยินดีเพลิดเพลิน ในกายอันจะต้องกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร
ข้อคิดคือ กายที่เราทะนุถนอมและหลงรักในวันนี้ ปลายทางก็ไม่ต่างจากกองกระดูกในป่าช้า การระลึกถึงความจริงข้อนี้ช่วยถอนราคะและความเมาในรูปกายลงได้
คาถาที่ ๑๕๐
อฏฺฐีนํ นครํ กตํ มํสโลหิตเลปนํ ยตฺถ ชรา จ มจฺจุ จ มาโน มกฺโข จ โอหิโต ฯ
ร่างกายนี้ถูกสร้างให้เป็นนครแห่งกระดูก ฉาบด้วยเนื้อและเลือด เป็นที่สถิตแห่งความแก่ ความตาย ความถือตัว และความลบหลู่กัน
คาถานี้ตรัสแก่พระรูปนันทาเถรีผู้เคยสำคัญตนว่างดงาม เพื่อคลายความหลงในรูปโฉมของตน
พระองค์ทรงเปรียบร่างกายว่าเป็น นครที่สร้างขึ้นด้วยกระดูก แล้ว ฉาบทาไว้ด้วยเนื้อและเลือด ให้ดูน่าชม แต่ภายในนครนี้กลับเป็น ที่สถิตของความแก่ ความตาย ความถือตัว และความลบหลู่คุณท่าน ทั้งสิ้น ความงามที่เห็นจึงเป็นเพียงเปลือกหุ้มสิ่งที่ไม่งามและกิเลสไว้
ข้อคิดคือ เมื่อมองทะลุความสวยงามภายนอกเข้าไปเห็นแก่นแท้ ใจย่อมเลิกภูมิใจลำพองในรูปกาย และหันมาสร้างความงามที่แท้จริงคือคุณธรรมภายในแทน
คาถาที่ ๑๕๑
ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตา อโถ สรีรมฺปิ ชรํ อุเปติ สตญฺจ ธมฺโม น ชรํ อุเปติ สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ ฯ
ราชรถอันวิจิตรงดงาม ยังชำรุดได้ แม้แต่ร่างกายนี้ ก็ยังเข้าถึงชราได้ แต่ธรรมของสัตบุรุษ หาเข้าถึงชราไม่ สัตบุรุษกับสัตบุรุษรู้กันได้อย่างนี้
คาถานี้ตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ทรงเศร้าโศกเสียพระทัย ปรารภเรื่องพระนางมัลลิกาเทวี
พระองค์ตรัสเปรียบว่า แม้ ราชรถอันวิจิตรงดงาม ก็ยัง ชำรุดทรุดโทรมได้ ร่างกายของคนเราก็เช่นกัน ย่อม เข้าถึงความแก่ เป็นธรรมดา แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่แก่ไม่คร่ำคร่า คือ ธรรมของสัตบุรุษ อันได้แก่ โลกุตตรธรรม ๙ คือมรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑ ซึ่ง สัตบุรุษกับสัตบุรุษย่อมรู้และบอกกันได้
ข้อคิดคือ วัตถุและร่างกายล้วนเสื่อมสลายไปตามกาล ผู้มีปัญญาจึงไม่ฝากความสุขไว้กับสิ่งที่แก่ได้ แต่มุ่งสั่งสมธรรมอันเป็นอมตะไม่รู้เสื่อม
คาถาที่ ๑๕๒
อปฺปสฺสุตายํ ปุริโส พลิวทฺโทว ชีรติ มํสานิ ตสฺส วฑฺฒนฺติ ปญฺญา ตสฺส น วฑฺฒติ ฯ
คนที่มีการศึกษาน้อยนี้ ย่อมแก่ไปเปล่าเหมือนโคพลิพัท เขาเจริญแต่เนื้อหนัง ส่วนปัญญาหาเจริญไม่
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภพระโลลุทายีเถระผู้มีการศึกษาน้อยและไม่ก้าวหน้าในธรรม
พระองค์ตรัสว่า คนที่ศึกษาเล่าเรียนน้อย ไม่ใส่ใจสดับตรับฟังและพิจารณาธรรม ย่อม แก่ไปเปล่าเหมือนโคพลิพัท ที่โตแต่กายไว้ใช้งานเท่านั้น เพราะเขา เจริญแต่เนื้อหนัง ร่างกายใหญ่โตขึ้นตามวัย แต่ปัญญาหาเจริญขึ้นไม่
ข้อคิดคือ ความแก่ที่มีคุณค่าคือแก่พร้อมปัญญาและความดี มิใช่แก่แต่อายุและร่างกาย จึงควรหมั่นศึกษาและฝึกฝนตนให้เติบโตทางใจไปพร้อมกับวันเวลาที่ผ่านไป
คาถาที่ ๑๕๓
อเนกชาติสํสารํ สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ คหการกํ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ
เราตามหานายช่าง ผู้สร้างเรือน เมื่อไม่พบ จึงท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นอเนกชาติ เพราะการเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์
คาถานี้เป็นอุทานที่พระพุทธองค์ทรงเปล่งในคราวแรกตรัสรู้ แสดงถึงการค้นพบต้นเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
พระองค์ตรัสว่า ตลอดเวลาที่ ตามหานายช่างผู้สร้างเรือน แต่ยัง ไม่พบ ก็ต้อง ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏนับชาติไม่ถ้วน ในที่นี้ นายช่างหมายถึงตัณหา ผู้ก่อสร้าง เรือนคืออัตภาพ ร่างกายนี้ขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วน การไม่พบหมายถึงยังไม่พบโพธิญาณ เพราะ การเกิดบ่อยๆ นั้นเป็นทุกข์
ข้อคิดคือ ตราบใดที่ยังมีตัณหา ก็ยังต้องเกิดและทนทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การรู้เท่าทันและละตัณหาจึงเป็นทางออกจากวงจรแห่งทุกข์นี้
คาถาที่ ๑๕๔
คหการก ทิฏฺโฐสิ ปุน เคหํ น กาหสิ
นายช่างเอ๋ย เราพบท่านแล้ว ท่านจะสร้างเรือนไม่ได้อีก ซี่โครง ทุกซี่ของท่าน เราหักแล้ว ยอดเรือน เราก็รื้อแล้ว จิตของเราถึงธรรมปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว เราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาแล้ว
คาถานี้เป็นอุทานต่อเนื่องในคราวแรกตรัสรู้ เมื่อทรงค้นพบและกำราบต้นเหตุแห่งทุกข์ได้แล้ว
พระองค์ตรัสประกาศชัยชนะว่า นายช่างเอ๋ย บัดนี้เราพบท่านแล้ว ท่านจะ สร้างเรือนคืออัตภาพขึ้นอีกไม่ได้ เพราะ ซี่โครงของท่านทุกซี่ อันหมายถึงกิเลสทั้งปวง เรา หักหมดแล้ว ยอดเรือนคืออวิชชา เราก็ รื้อลงแล้ว จิตของเราถึงพระนิพพานอันปราศจากเครื่องปรุงแต่ง และ บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา โดยสิ้นเชิง
ข้อคิดคือ เมื่อรู้แจ้งเห็นตัวตัณหาด้วยปัญญา ก็สามารถทำลายรากเหง้าของทุกข์ได้ นี่คือเป้าหมายสูงสุดที่การประพฤติธรรมพึงมุ่งไป
คาถาที่ ๑๕๕
อจริตฺวา พฺรหฺมจริยํ อลทฺธา โยพฺพเน ธนํ ชิณฺณโกญฺจาว ฌายนฺติ ขีณมจฺเฉว ปลฺลเล
พวกคนโง่เขลาไม่ประพฤติตนให้เป็นคนดี ในวัยหนุ่มสาวก็ไม่ได้หาทรัพย์ไว้ ย่อมซบเซา เหมือนนกกระเรียนแก่ซบเซาอยู่ที่เปือกตมไร้ปลา ฉะนั้น
คาถานี้ตรัสปรารภบุตรเศรษฐีผู้มีทรัพย์มาก แต่ปล่อยชีวิตให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์จนตกยากในบั้นปลาย
พระองค์ตรัสว่า คนพาลที่ ไม่ประพฤติตนให้เป็นคนดีในวัยหนุ่มสาว และก็ ไม่ขวนขวายหาทรัพย์เก็บไว้ ครั้นแก่ตัวลงย่อม ซบเซาหมดหวัง ดุจ นกกระเรียนแก่ที่ซบเซาอยู่ในเปือกตมซึ่งไร้ปลา ไม่มีทั้งคุณธรรมและทรัพย์เป็นที่พึ่ง
ข้อคิดคือ วัยหนุ่มสาวเป็นเวลาทองที่ควรใช้สร้างทั้งความดีและฐานะให้มั่นคง มิฉะนั้นเมื่อชราภาพมาถึงก็จะไร้ที่พึ่ง จึงควรไม่ประมาทในเวลาที่ยังมีเรี่ยวแรง
คาถาที่ ๑๕๖
อจริตฺวา พฺรหฺมจริยํ อลทฺธา โยพฺพเน ธนํ เสนฺติ จาปาติขีณาว ปุราณานิ อนุตฺถุนํ ฯ
พวกคนโง่เขลาไม่ประพฤติตนให้เป็นคนดี ในวัยหนุ่มสาวก็ไม่ได้หาทรัพย์ไว้ ย่อมนอนรำพึงถึงความหลัง ดุจลูกธนูที่พ้นจากแล่ง ฉะนั้น
คาถานี้ตรัสปรารภบุตรเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากเช่นเดียวกับคาถาก่อน แสดงบั้นปลายอันน่าสังเวชของผู้ประมาท
พระองค์ตรัสว่า คนพาลที่ ไม่ประพฤติตนให้เป็นคนดีในวัยหนุ่มสาว ทั้ง ไม่ได้หาทรัพย์เก็บไว้ ครั้นแก่เฒ่าลงก็ได้แต่ นอนรำพึงถึงความหลัง ครวญคร่ำถึงวันเก่าที่ผ่านเลยไป ดุจ ลูกธนูที่พ้นจากแล่ง ตกร่วงหมดกำลัง ไร้แรงจะพุ่งไปข้างหน้าได้อีก
ข้อคิดคือ การเสียเวลาในวัยที่ยังทำได้ให้ผ่านไปเปล่าๆ ย่อมนำมาซึ่งความเสียดายในภายหลังอันไม่อาจย้อนคืน จึงควรลงมือสร้างความดีและความมั่นคงเสียแต่วันนี้ ก่อนที่โอกาสจะหมดไปพร้อมวัย