อัตตวรรค — หมวดว่าด้วยตน
ธรรมบท วรรคที่ ๑๒ · ๑๐ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
คาถาที่ ๑๕๗
อตฺตานญฺเจ ปิยํ ชญฺญา รกฺเขยฺย นํ สุรกฺขิตํ ติณฺณํ อญฺญตรํ ยามํ ปฏิชคฺเคยฺย ปณฺฑิโต ฯ
ถ้าบุคคลรู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็ควรรักษาตนนั้นไว้ให้ดี บัณฑิตพึงประคับประคองตนไว้ให้ได้ อย่างน้อยยามใดยามหนึ่งใน ๓ ยาม
คาถานี้ตรัสแก่โพธิราชกุมาร ผู้ทรงห่วงใยพระองค์เอง
พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า ถ้าใครรู้ว่า ตนเป็นที่รักของตน ก็ควรรักษาตนไว้ให้ดี แต่การรักษาที่แท้จริงมิใช่การถนอมกายให้สุขสบาย หากคือการประคับประคองตนไว้ในทางแห่งความดี ท่านแบ่ง ยาม คือช่วงวัยของชีวิตออกเป็น ๓ — ปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย — บัณฑิตพึงใช้เวลาอย่างน้อยวัยใดวัยหนึ่งสั่งสมความดีไว้ อย่าให้ทั้งชีวิตล่วงไปเปล่า
ข้อคิด: ถ้ารักตนจริง ก็อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไร้บุญกุศล วัยใดวัยหนึ่งก็ยังไม่สาย ขอเพียงลงมือสร้างความดีเสียแต่วันนี้
คาถาที่ ๑๕๘
อตฺตานเมว ปฐมํ ปฏิรูเป นิเวสเย อถญฺญมนุสาเสยฺย น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโต ฯ
บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ในคุณธรรมที่เหมาะสมก่อน แล้วสอนคนอื่นในภายหลัง จึงจะไม่มัวหมอง
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุหนุ่ม ๒ รูป ปรารภเรื่องพระอุปนันทศากยบุตรเถระ ผู้สอนคนอื่นแต่มิได้ทำตามที่ตนสอน
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า บัณฑิต—ผู้ปรารถนาจะแนะนำผู้อื่นด้วยคุณธรรม เช่น ความมักน้อย หรือปฏิปทาของอริยวงศ์—ต้อง ตั้งตนไว้ในคุณธรรมนั้นก่อน แล้วจึงค่อยสอนผู้อื่น ถ้าเป็นคฤหัสถ์ก็บำเพ็ญทานและศีล ถ้าเป็นบรรพชิตก็ขวนขวายศึกษาพระปริยัติและเจริญกัมมัฏฐาน เมื่อทำตนให้ตั้งมั่นเช่นนี้แล้วจึง ไม่มัวหมอง คือไม่ถูกใครนินทา
ข้อคิด: อย่าเป็นเพียงผู้ชี้ทางที่ตนไม่เคยเดิน ทำตัวเราให้ดีก่อน คำสอนจึงมีน้ำหนักและไร้ที่ติ
คาถาที่ ๑๕๙
อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม ฯ
บุคคลสอนผู้อื่นอย่างไร ก็พึงทำตนอย่างนั้น ผู้ที่ฝึกตนดีแล้ว จึงควรฝึก(ผู้อื่น) เพราะตนนั่นแลฝึกได้ยากยิ่ง
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ปรารภพระปธานิกติสสเถระ ผู้คอยเร่งให้ผู้อื่นเพียร แต่ตนเองกลับเกียจคร้าน
พระพุทธองค์ทรงย้ำว่า สอนผู้อื่นอย่างไร ก็พึงทำตนอย่างนั้น ผู้ที่ฝึกฝนตนดีแล้วเท่านั้นจึงสมควรจะฝึกผู้อื่น เพราะแท้จริง ตนนั่นแลฝึกได้ยากยิ่ง ยากกว่าการบังคับสิ่งใด ๆ ในโลก ผู้ที่เอาชนะใจตนได้ก่อน ย่อมมีกำลังพอจะนำพาผู้อื่น
ข้อคิด: ก่อนจะเรียกร้องความเพียรจากใคร จงถามใจตนก่อนว่าได้ทำอย่างที่พูดหรือยัง การฝึกตนคือด่านแรกและด่านที่ยากที่สุด
คาถาที่ ๑๖๐
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ ฯ
ตนแลเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นใครเล่า จะเป็นที่พึ่งได้ เพราะบุคคลที่ฝึกตนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งอันได้โดยยาก
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องมารดาของพระกุมารกัสสปเถระ
พระพุทธองค์ทรงแสดงหลักสำคัญว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งแท้จริงได้ เพราะบุญกุศลที่นำสู่สวรรค์ก็ดี มรรคผลที่นำสู่พระนิพพานก็ดี ล้วนต้องลงมือทำด้วยตนเอง ไม่มีใครทำแทนกันได้ ผู้ที่ ฝึกตนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งอันประเสริฐ คือ อรหัตตผล ซึ่งเป็นที่พึ่งที่หาได้ยากยิ่ง
ข้อคิด: อย่ารอคอยให้ผู้อื่นมาช่วยให้เราพ้นทุกข์ จงฝึกฝนพัฒนาตนเอง เพราะที่พึ่งอันมั่นคงที่สุดอยู่ในมือเราเอง
คาถาที่ ๑๖๑
อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตชํ อตฺตสมฺภวํ อภิมตฺถติ ทุมฺเมธํ วชิรํวมฺหยํ มณึ ฯ
บาปที่ตนเองทำ เกิดในตน มีตนเป็นแดนเกิด ย่อมทำลายคนมีปัญญาทราม เหมือนเพชรที่เกิดจากหินทำลายแก้วมณี ฉะนั้น
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องมหากาลอุบาสก
พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า บาปเป็นสิ่งที่ตนเองทำ เกิดในตน และมีตนเป็นแดนเกิด เมื่อทำแล้วย่อมย้อนกลับมา ทำลายคนมีปัญญาทราม ผู้ก่อมันขึ้น ดุจ เพชร อันเกิดขึ้นภายในหินกลับกัดกร่อนทำลายเนื้อหินนั้นเอง หรือทำลายแก้วมณี บาปจึงมิได้มาจากภายนอก แต่งอกจากใจและการกระทำของเราเอง
ข้อคิด: ระวังการกระทำชั่วให้มาก เพราะผลของมันย้อนกลับมาบั่นทอนชีวิตผู้ทำเป็นคนแรก ไม่ต้องรอศัตรูจากที่ไหน ความชั่วที่ตนก่อนั่นเองคือภัยที่ใกล้ตัวที่สุด
คาถาที่ ๑๖๒
ยสฺส อจฺจนฺตทุสฺสีลฺยํ มาลุวา สาลมิโวตฺถตํ กโรติ โส ตถตฺตานํ ยถา นํ อิจฺฉตี ทิโส ฯ
ความทุศีลโดยสิ้นเชิง ย่อมรึงรัดอัตภาพของบุคคลผู้ทุศีลไว้ ดุจเถาวัลย์ที่รึงรัดต้นสาละไว้ เขาย่อมทำตนให้วิบัติดุจโจรปรารถนาให้เขาวิบัติ ฉะนั้น
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องพระเทวทัต ผู้ประพฤติผิดจนนำความพินาศมาสู่ตน
พระพุทธองค์ทรงเปรียบ ความทุศีลโดยสิ้นเชิง ว่าคอยรึงรัดชีวิตของผู้ทุศีลไว้ ดุจ เถาวัลย์ ที่ค่อย ๆ เลื้อยพันรัดต้นสาละจนต้นไม้ใหญ่ล้มตายไปในที่สุด คนทุศีลย่อมทำตนให้ถึงความวิบัติ ราวกับทำตามใจ ศัตรู ที่ปรารถนาความพินาศแก่เขา—แต่ที่จริงศัตรูตัวร้ายนั้นคือความประพฤติเสียหายของเขาเอง
ข้อคิด: ความชั่วเล็ก ๆ ที่ปล่อยให้พอกพูน ในที่สุดจะรัดรึงชีวิตจนพังทลาย จงรักษาศีลไว้ให้มั่น อย่าเปิดช่องให้ความทุศีลเลื้อยเข้ามาเกาะกินใจ
คาถาที่ ๑๖๓
สุกรานิ อสาธูนิ อตฺตโน อหิตานิ จ ยํ เว หิตญฺจ สาธุญฺจ ตํ เว ปรมทุกฺกรํ ฯ
กรรมที่ไม่ดี และไม่มีประโยชน์แก่ตน ทำได้ง่าย ส่วนกรรมที่ดี และมีประโยชน์ ทำได้ยากอย่างยิ่ง
คาถานี้ตรัสแก่พระอานนท์ ปรารภเรื่องความพยายามทำลายสงฆ์ของพระเทวทัต
พระพุทธองค์ทรงเผยความจริงของใจมนุษย์ว่า กรรมที่ไม่ดีและไม่มีประโยชน์แก่ตน กลับทำได้ง่าย เพราะไหลไปตามกิเลสและความเคยชิน ส่วน กรรมที่ดีและมีประโยชน์นั้นทำได้ยากอย่างยิ่ง เพราะต้องฝืนใจ ทวนกระแสความอยาก ดังที่พระเทวทัตเลือกทางทำลายสงฆ์อันเป็นบาปหนักแทนที่จะบำเพ็ญความดี
ข้อคิด: สิ่งที่ทำง่ายมักมิใช่สิ่งที่ควรทำ จงเตือนใจให้เพียรทำความดีที่ยากแต่มีคุณค่า และหลีกเลี่ยงความชั่วที่ง่ายแต่เป็นโทษ
คาถาที่ ๑๖๔
โย สาสนํ อรหตํ อริยานํ ธมฺมชีวินํ ปฏิกฺโกสติ ทุมฺเมโธ ทิฏฺฐึ นิสฺสาย ปาปิกํ ผลานิ กณฺฏกสฺเสว อตฺตฆญฺญาย ผลฺลติ ฯ
ผู้มีปัญญาทราม อาศัยทิฏฐิชั่ว คัดค้านคำสอนของพระอริยะ ผู้เป็นพระอรหันต์ ผู้ดำรงอยู่โดยธรรม การคัดค้านและทิฏฐิชั่วนั้น เกิดขึ้นมาเพื่อทำลายตนเอง เหมือนขุยไผ่ทำลายต้นไผ่ ฉะนั้น
คาถานี้ตรัสแก่พระกาลเถระและชนทั้งหลาย ปรารภภิกษุผู้คัดค้านคำสอนของพระอริยะ
พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า ผู้มีปัญญาทราม อาศัย ทิฏฐิชั่ว คือความเห็นผิด แล้ว คัดค้านคำสอนของพระอริยะ ผู้เป็นพระอรหันต์ ดำรงชีวิตอยู่โดยธรรม การคัดค้านและความเห็นผิดนั้นย่อม เกิดขึ้นมาเพื่อทำลายตัวผู้นั้นเอง เปรียบดัง ขุยไผ่—เมื่อไผ่ออกดอกออกขุยแล้วต้นไผ่ก็ยืนต้นตายไป ความเห็นผิดที่งอกในใจก็ทำลายเจ้าของฉันนั้น
ข้อคิด: การลบหลู่ท่านผู้ทรงธรรมด้วยทิฏฐิของตน มิได้ทำร้ายใครนอกจากตนเอง จงมีใจอ่อนน้อมและเปิดรับคำสอนที่ถูกต้อง อย่าให้ความเห็นผิดกลายเป็นภัยย้อนคืนสู่ตน
คาถาที่ ๑๖๕
อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย ฯ
ตนทำบาปกรรมเอง ก็เศร้าหมองเอง ตนไม่ทำบาปกรรมเอง ก็บริสุทธิ์เอง ความบริสุทธิ์ และไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตน คนอื่นจะทำคนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้
คาถานี้ตรัสแก่จูฬกาลอุบาสก
พระพุทธองค์ทรงแสดงหลัก กรรมเป็นของเฉพาะตน ว่า ตนทำบาปเอง ก็ เศร้าหมองเอง—คือต้องไปเสวยทุกข์ในอบายทั้งสี่ มีนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เปรต และอสุรกาย และเมื่อตนไม่ทำบาป ก็ บริสุทธิ์เอง ความบริสุทธิ์และความเศร้าหมองจึงเป็นของเฉพาะตัวแต่ละคน คนอื่นจะทำคนอื่นให้บริสุทธิ์แทนไม่ได้
ข้อคิด: ไม่มีใครล้างบาปหรือประทานความบริสุทธิ์ให้เราได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเอง จงเลือกทำแต่กรรมดี เพราะเราคือผู้รับผลนั้นแต่ผู้เดียว
คาถาที่ ๑๖๖
อตฺตทตฺถํ ปรตฺเถน พหุนาปิ น หาปเย อตฺตทตฺถมภิญฺญาย สทตฺถปสุโต สิยา ฯ
บุคคลไม่ควรให้ประโยชน์ตน เสียไป เพราะประโยชน์คนอื่นแม้มาก เมื่อรู้ประโยชน์ตนแล้ว ก็ควรขวนขวายในประโยชน์ตน
คาถานี้ตรัสแก่พระอัตตทัตถเถระ ผู้มุ่งบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมของตนก่อนพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพาน
พระพุทธองค์ทรงรับรองการกระทำนั้น โดยตรัสว่า ไม่ควรปล่อยให้ประโยชน์ตนเสียไป เพราะเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นแม้จะมากเพียงใด เมื่อรู้ชัดว่าอะไรคือ ประโยชน์ตน—ในที่นี้หมายถึง อริยผล อันเป็นจุดหมายสูงสุด โดยทรงมุ่งการเจริญกัมมัฏฐานเป็นหลัก—ก็พึงขวนขวายในประโยชน์ตนนั้นให้ถึงที่สุด
ข้อคิด: คาถานี้มิได้สอนให้เห็นแก่ตัว แต่สอนว่าอย่าละเลยการพัฒนาจิตของตนจนหมดโอกาส เมื่อรู้เป้าหมายชีวิตที่แท้จริงแล้ว จงตั้งใจบำเพ็ญให้บรรลุ เพราะเมื่อตนมั่นคงในธรรม จึงจะเป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่นได้อย่างแท้จริง