พราหมณวรรค — หมวดว่าด้วยพราหมณ์
ธรรมบท วรรคที่ ๒๖ · ๔๑ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
คาถาที่ ๓๘๓
ฉินฺท โสตํ ปรกฺกมฺม กาเม ปนูท พฺราหฺมณ สงฺขารานํ ขยํ ญตฺวา อกตญฺญูสิ พฺราหฺมณ ฯ
พราหมณ์ เธอจงพยายามตัดกระแส ให้ขาด จงบรรเทากามทั้งหลายให้ได้ เธอรู้ความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว ก็จะรู้แจ้งสภาวะที่ปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้
คาถานี้ทรงปรารภ พราหมณ์ผู้เลื่อมใสมาก โดยตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ให้เห็นว่าคำว่า "พราหมณ์" ในความหมายสูงสุดนั้นคือ พระอรหันต์ผู้หมดกิเลส ไม่ใช่พราหมณ์โดยชาติกำเนิด
ทรงเตือนให้ เพียรตัด "กระแส" คือตัณหา ที่พัดพาใจให้ไหลไปตามอารมณ์ให้ขาด และบรรเทากามทั้งหลายลงให้ได้ เมื่อเห็นแจ้ง ความสิ้นไปแห่งสังขาร อันเป็นของปรุงแต่งที่เกิดดับไม่เที่ยง ก็จะหยั่งรู้ นิพพาน อันเป็นสภาวะที่ปัจจัยใด ๆ ปรุงแต่งไม่ได้
ข้อคิดคือ ความเป็นผู้ประเสริฐวัดกันที่ ความเพียรชำระใจ ไม่ใช่ชาติตระกูล ตราบใดที่ยังปล่อยให้กระแสตัณหาพัดพา ใจก็ยังไม่มีวันถึงฝั่งได้
คาถาที่ ๓๘๔
ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ ปารคู โหติ พฺราหฺมโณ อถสฺส สพฺเพ สํโยคา อตฺถํ คจฺฉนฺติ ชานโต ฯ
เมื่อใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรมทั้งสอง เมื่อนั้น สังโยคะ ทั้งหมดของเขาผู้รู้อยู่ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
คาถานี้ตรัสแก่ ภิกษุ ๓๐ รูป ชี้ทางบรรลุธรรมด้วยการบำเพ็ญ ธรรมทั้งสอง อันได้แก่ สมถะ (การทำใจให้สงบตั้งมั่น) และ วิปัสสนา (การเห็นแจ้งตามความเป็นจริง)
เมื่อผู้ปฏิบัติ ถึงฝั่ง คือทำทั้งสองอย่างให้บริบูรณ์ สังโยคะ หรือกิเลสเครื่องผูกมัดสัตว์ไว้ในภพทั้งหมด ย่อมสลายหมดสิ้นไปสำหรับผู้รู้แจ้งนั้น
ข้อคิดคือ การภาวนาต้องเดินคู่กันทั้ง ความสงบและปัญญา ใจที่สงบอย่างเดียวยังไม่ตัดกิเลส ต้องอาศัยปัญญาเห็นแจ้งจึงจะถึงฝั่งแห่งความหลุดพ้นได้จริง
คาถาที่ ๓๘๕
ยสฺส ปารํ อปารํ วา ปาราปารํ น วิชฺชติ วีตทฺทรํ วิสญฺญุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ใดไม่มีฝั่งนี้ ไม่มีฝั่งโน้น หรือไม่มีทั้งฝั่งนี้และฝั่งโน้น เราเรียกผู้นั้นซึ่งปราศจากความกระวนกระวาย ปลอดจากกิเลสแล้วว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสตอบ มารผู้มาทูลถามเรื่องฝั่ง โดยทรงพลิกความหมายของคำว่าฝั่งให้ลึกซึ้งเกินที่มารคิด
"ฝั่งนี้" หมายถึงความยึดถือ อายตนะภายใน ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ว่าเป็นเราของเรา "ฝั่งโน้น" หมายถึงความยึดถือ อายตนะภายนอก ๖ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) เช่นกัน ผู้ใดปล่อยวางได้ทั้งสองฝั่ง ไม่มีที่ยึดเหลืออยู่เลย ปราศจากความกระวนกระวายและกิเลส ผู้นั้นแลคือพราหมณ์แท้
ข้อคิดคือ ทุกข์เกิดเพราะใจไปคว้าจับสิ่งภายในและภายนอกว่าเป็นตัวเรา ผู้ที่วางได้ทั้งหมดจึงพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง
คาถาที่ ๓๘๖
ฌายึ วิรชมาสีนํ กตกิจฺจํ อนาสวํ อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้เพ่งพินิจ ปราศจากธุลี อยู่ตามลำพัง ทำกิจเสร็จแล้ว หมดอาสวะ บรรลุประโยชน์สูงสุด เราเรียกว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสตอบ พราหมณ์ผู้มาทูลถามว่าใครควรเรียกว่าพราหมณ์ โดยชี้ที่คุณธรรมในใจ ไม่ใช่วรรณะ
พราหมณ์แท้คือผู้ เพ่งพินิจ (บำเพ็ญฌานและวิปัสสนา) ปราศจากธุลี คือกิเลส อยู่สงบตามลำพัง ทำกิจเสร็จแล้ว คือกิจแห่งมรรคทั้งปวง หมดอาสวะ และ บรรลุประโยชน์สูงสุด อันได้แก่ อรหัตตผล
ข้อคิดคือ ความสงบภายในและการทำหน้าที่ทางใจให้เสร็จสิ้น คือเครื่องหมายของผู้ประเสริฐ ไม่ใช่เครื่องแต่งกายหรือถ้อยคำที่ประกาศตน
คาถาที่ ๓๘๗
ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ รตฺติมาภาติ จนฺทิมา สนฺนทฺโธ ขตฺติโย ตปติ ฌายี ตปติ พฺราหฺมโณ อถ สพฺพมโหรตฺตึ พุทฺโธ ตปติ เตชสา ฯ
ดวงอาทิตย์ส่องสว่างเฉพาะกลางวัน ดวงจันทร์ส่องสว่างเฉพาะกลางคืน กษัตริย์ทรงเครื่องรบแล้ว จึงสง่างาม พราหมณ์เพ่งพินิจ จึงสง่างาม แต่พระพุทธเจ้าทรงสง่างามด้วยพระเดช ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน
คาถานี้ตรัสแก่ พระอานนทเถระ โดยทรงเปรียบความรุ่งเรืองของสิ่งต่าง ๆ ในโลกกับพระเดชของพระพุทธเจ้า
ดวงอาทิตย์รุ่งเรืองได้เฉพาะกลางวัน ดวงจันทร์เฉพาะกลางคืน กษัตริย์สง่างามยามทรงเครื่องรบ พราหมณ์สง่างามยามเพ่งพินิจ ต่างก็รุ่งเรืองตามกาลและเหตุ แต่พระพุทธเจ้าทรงสง่างามตลอดทั้งวันคืนด้วยพระเดช อันได้แก่ เดช ๕ คือ เดชแห่งศีล คุณ ปัญญา บุญ และธรรม
ข้อคิดคือ ความรุ่งเรืองทางโลกล้วนมีขอบเขตและเงื่อนไข แต่แสงสว่างแห่งคุณธรรมภายในนั้นส่องได้ทุกเวลาไม่มีวันดับ
คาถาที่ ๓๘๘
พาหิตปาโป หิ พฺราหฺมโณ สมจริยา สมโณติ วุจฺจติ ปพฺพาชยมตฺตโน มลํ ตสฺมา ปพฺพชิโตติ วุจฺจติ ฯ
ผู้ที่ลอยบาปได้ เราเรียกว่า พราหมณ์ เพราะประพฤติสงบ เราเรียกว่า สมณะ ฉะนั้น ผู้ที่กำจัดมลทิน ของตนให้หมดไปได้ เราจึงเรียกว่า บรรพชิต
คาถานี้ทรงปรารภ บรรพชิตรูปหนึ่ง โดยทรงอธิบายที่มาของถ้อยคำเรียกนักบวชสามคำให้เชื่อมกับคุณธรรม
ผู้ ลอยบาป ได้ เรียกว่า พราหมณ์ (พราหมณ์แปลว่าลอยบาปเสีย)
ผู้ ประพฤติสงบ คือทำอกุศลธรรมทั้งปวงให้สงบ เรียกว่า สมณะ
ผู้ กำจัดมลทิน คือกิเลสมีราคะเป็นต้นให้หมด เรียกว่า บรรพชิต
ข้อคิดคือ ชื่อเรียกอันทรงเกียรติเหล่านี้ไม่ได้มาเพราะเพศบรรพชาภายนอก แต่มาเพราะการชำระใจให้สะอาดจากบาปและกิเลสอย่างแท้จริง
คาถาที่ ๓๘๙
น พฺราหฺมณสฺส ปหเรยฺย นาสฺส มุญฺเจถ พฺราหฺมโณ ธิ พฺราหฺมณสฺส หนฺตารํ ตโต ธิ ยสฺส มุญฺจติ ฯ
พราหมณ์ไม่พึงทำร้ายพราหมณ์ ไม่พึงจองเวรพราหมณ์ผู้ทำร้ายนั้น น่าตำหนิพราหมณ์ผู้ทำร้ายพราหมณ์ พราหมณ์ที่จองเวรตอบนั้น น่าตำหนิยิ่งกว่า
คาถานี้ทรงปรารภ พระสารีบุตรเถระ ผู้เป็นเลิศด้วยขันติ แม้ถูกกระทบก็ไม่โต้ตอบ
ทรงสอนว่า พราหมณ์ (พระขีณาสพ) ไม่พึงทำร้ายพราหมณ์ด้วยกัน และไม่พึงจองเวรตอบ แม้ผู้ทำร้ายก่อนจะน่าตำหนิอยู่แล้ว แต่ ผู้ที่โกรธจองเวรตอบยิ่งน่าตำหนิกว่า เพราะรู้ทั้งรู้แล้วยังปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความโกรธ
ข้อคิดคือ ผู้ประเสริฐย่อมไม่ทำร้ายใคร และเมื่อถูกทำร้ายก็ไม่ผูกเวรตอบ การหยุดเวรได้จึงเป็นเครื่องหมายของผู้มีปัญญาและใจสูง
คาถาที่ ๓๙๐
น พฺราหฺมณสฺเสตทกิญฺจิ เสยฺโย ยทานิเสโธ มนโส ปิเยหิ ยโต ยโต หึสมโน นิวตฺตติ ตโต ตโต สมฺมติเมว ทุกฺขํ ฯ
ข้อที่พราหมณ์ห้ามใจจากอารมณ์อันเป็นที่รัก ทั้งหลายได้ เป็นความประเสริฐไม่น้อยเลย ใจที่มีความเบียดเบียน กลับจากวัตถุใดๆ ความทุกข์ก็ย่อมสงบระงับจากวัตถุนั้นๆ
คาถานี้ต่อเนื่องจากเรื่อง พระสารีบุตรเถระ ผู้อดกลั้นได้เป็นเลิศ
ทรงสอนว่า การที่พราหมณ์ ห้ามใจไว้จากอารมณ์อันเป็นที่รัก ซึ่งในที่นี้หมายถึง การไม่ปล่อยให้ความโกรธที่มักเกิดขึ้นได้แสดงตัว นั้น เป็นความประเสริฐไม่น้อยเลย เพราะ ใจที่คิดเบียดเบียนกลับหันหนีจากสิ่งใด ความทุกข์ก็สงบระงับไปจากสิ่งนั้น
ข้อคิดคือ ยิ่งเรายับยั้งใจไม่ให้ไปเบียดเบียนหรือโกรธเคืองได้มากเท่าไร ความทุกข์ก็ยิ่งเบาบางลงเท่านั้น การชนะใจตนเองจึงเป็นชัยชนะที่แท้จริง
คาถาที่ ๓๙๑
ยสฺส กาเยน วาจาย มนสา นตฺถิ ทุกฺกตํ สํวุตํ ตีหิ ฐาเนหิ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ไม่มีกรรมชั่ว ทางกาย วาจา และใจ สำรวมระวังได้ครบทั้ง ๓ ทวาร เราเรียกว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ เหล่าภิกษุณี โดยทรงปรารภ พระนางมหาปชาบดีโคตมี พระมาตุจฉาผู้เป็นภิกษุณีรูปแรก
พราหมณ์แท้คือผู้ ไม่มีกรรมชั่วทั้งทางกาย วาจา และใจ สำรวมระวังได้ครบทั้ง ๓ ทวาร คือ กายทวาร วจีทวาร และมโนทวาร
ข้อคิดคือ ความบริสุทธิ์ต้องครบทั้งสามช่องทาง กายเรียบร้อย วาจาสุภาพ แต่ใจยังคิดชั่วก็ยังไม่พอ ผู้ที่คุมได้ทั้งสามประตูอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นจึงเป็นผู้ประเสริฐอย่างแท้จริง
คาถาที่ ๓๙๒
ยมฺหา ธมฺมํ วิชาเนยฺย สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิตํ สกฺกจฺจํ นํ นมสฺเสยฺย อคฺคิหุตฺตํว พฺราหฺมโณ ฯ
บุคคลรู้แจ้งธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว จากอาจารย์ใด ควรนอบน้อมอาจารย์นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์ นอบน้อมไฟที่บูชา ฉะนั้น
คาถานี้ทรงปรารภ พระสารีบุตรเถระ ผู้แสดงความกตัญญูต่อ พระอัสสชิเถระ อาจารย์ผู้ให้ธรรมแก่ท่านเป็นครั้งแรก
ทรงสอนว่า ผู้ใดได้ รู้แจ้งธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จากอาจารย์ท่านใด ก็ควร นอบน้อมอาจารย์นั้นโดยเคารพ ประดุจพราหมณ์นอบน้อมไฟที่ตนบูชาอย่างสูงสุด
ข้อคิดคือ ความกตัญญูรู้คุณต่อผู้ชี้ทางธรรมเป็นคุณธรรมงดงามยิ่ง แม้ธรรมนั้นจะได้มาเพียงเล็กน้อย ก็ควรตอบแทนด้วยความเคารพนอบน้อมตลอดไป
คาถาที่ ๓๙๓
น ชฏาหิ น โคตฺเตหิ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ โส สุจี โส จ พฺราหฺมโณ ฯ
คนเป็นพราหมณ์ ไม่ใช่เพราะเกล้าชฎา ไม่ใช่เพราะโคตร ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิด แต่สัจจะ และธรรม มีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้น เป็นผู้สะอาด และผู้นั้น เป็นพราหมณ์
คาถานี้ตรัสตอบ พราหมณ์ชฎิลผู้มาทูลถามว่าใครควรเรียกว่าพราหมณ์ เพราะตนเข้าใจว่าตระกูลและชฎาทำให้เป็นพราหมณ์
ทรงชี้ว่า คนเป็นพราหมณ์ ไม่ใช่เพราะเกล้าชฎา ไม่ใช่เพราะโคตร ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิด แต่ผู้ใดมี สัจจะ คือญาณหยั่งรู้อริยสัจ ๔ และ ธรรม คือ โลกุตตรธรรม ๙ อยู่ในตน ผู้นั้นเป็นผู้สะอาดและเป็นพราหมณ์แท้
ข้อคิดคือ ความประเสริฐไม่ได้อยู่ที่ทรงผม เชื้อสาย หรือฐานะภายนอก แต่อยู่ที่ความจริงและธรรมที่มีอยู่ในใจ
คาถาที่ ๓๙๔
กินฺเต ชฏาหิ ทุมฺเมธ กินฺเต อชินสาฏิยา อพฺภนฺตรนฺเต คหณํ พาหิรํ ปริมชฺชสิ ฯ
เจ้าคนมีปัญญาทราม การเกล้าชฎา การครองหนังเสือ จะมีประโยชน์อะไรสำหรับเจ้า ภายนอกของเจ้าเปล่งปลั่งเกลี้ยงเกลา แต่ภายในของเจ้ารกรุงรัง
คาถานี้ทรงปรารภ พราหมณ์โกหกผู้มีวัตรดังค้างคาว คือทำทีเคร่งครัดภายนอกเพื่อลวงชาวบ้าน
ทรงตำหนิว่า การเกล้าชฎาและการครองหนังเสือ จะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อ ภายนอกดูเปล่งปลั่งเกลี้ยงเกลา แต่ภายในกลับรกรุงรัง ด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น
ข้อคิดคือ การแต่งเปลือกนอกให้ดูเคร่งครัดศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีค่าเลยหากใจยังเต็มไปด้วยกิเลส พระธรรมสอนให้ชำระข้างในให้สะอาด มิใช่ตกแต่งแต่ข้างนอกไว้ลวงตาผู้อื่น
คาถาที่ ๓๙๕
ปํสุกูลธรํ ชนฺตุํ กิสนฺธมนิสนฺถตํ เอกํ วนสฺมึ ฌายนฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ซูบผอม มีเส้นเอ็นปรากฏทั่วร่าง เพ่งพินิจอยู่ในป่าผู้เดียว เราเรียกว่า พราหมณ์
คาถานี้ทรงปรารภ นางกิสาโคตมี ผู้ทรงคุณธรรมสันโดษ แล้วตรัสแก่ ท้าวสักกะจอมเทพ
พราหมณ์แท้คือผู้ นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ที่เก็บมาจากกองขยะ ซูบผอมจนเห็นเส้นเอ็น เพราะมักน้อยในอาหาร และ เพ่งพินิจอยู่ในป่าเพียงลำพัง
ข้อคิดคือ ผู้ที่สละความสะดวกสบายทางกาย มุ่งบำเพ็ญภาวนาด้วยความสงบสันโดษ ย่อมงดงามด้วยคุณธรรมภายใน ความมักน้อยและความเพียรในที่สงัดจึงเป็นเครื่องประดับของผู้ประเสริฐ
คาถาที่ ๓๙๖
น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ โยนิชํ มตฺติสมฺภวํ โภวาที นาม โส โหติ ส เว โหติ สกิญฺจโน อกิญฺจนํ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
เราไม่เรียกบุคคลผู้ถือกำเนิด เกิดในครรภ์มารดาว่า พราหมณ์ ถ้าเขายังมีกิเลสเครื่องกังวลอยู่ เขาเป็นเพียงผู้ชื่อว่า โภวาที เท่านั้น เราเรียกผู้หมดกิเลสเครื่องกังวล หมดความยึดมั่นถือมั่นเท่านั้นว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ พราหมณ์คนหนึ่ง ผู้ทูลว่าตนเกิดในตระกูลพราหมณ์จึงควรได้ชื่อว่าพราหมณ์
ทรงปฏิเสธว่า เราไม่เรียกผู้ที่เพียงถือกำเนิดในครรภ์มารดาว่าพราหมณ์ หากเขายังมี กิเลสเครื่องกังวล เขาก็เป็นเพียง โภวาที คือผู้เที่ยวร้องเรียกตนว่า "ท่านผู้เจริญ" เท่านั้น แต่ผู้ หมดกิเลสเครื่องกังวล หมดความยึดมั่นถือมั่น ต่างหากที่เราเรียกว่าพราหมณ์
ข้อคิดคือ คำยกย่องที่เรียกตนเองไม่ทำให้ใครสูงส่งขึ้นได้ ความประเสริฐมาจากใจที่ว่างจากกิเลสและความยึดถือ
คาถาที่ ๓๙๗
สพฺพสํโยชนํ เฉตฺวา โย เว น ปริตสฺสติ
ผู้ตัดสังโยชน์ได้หมดสิ้น ไม่สะดุ้ง ผู้ล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้อง ได้ ผู้ปราศจากโยคะ เราเรียกว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ นายอุคคเสน อดีตนักไต่ราว ผู้บรรลุธรรมแล้ว
พราหมณ์แท้คือผู้ ตัดสังโยชน์ เครื่องผูกใจไว้กับภพได้หมดสิ้น จึง ไม่สะดุ้งหวาดกลัวเพราะตัณหา เป็นผู้ ล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้อง และ ปราศจากโยคะ อันประกอบสัตว์ไว้ในสังสารวัฏ
ข้อคิดคือ ใจที่ยังมีเครื่องผูกและสิ่งข้องเกี่ยว ย่อมหวั่นสะดุ้งอยู่เสมอ เมื่อตัดได้หมดจึงมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด นั่นคือความอิสระที่แท้จริง
คาถาที่ ๓๙๘
เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ สนฺทานํ สหนุกฺกมํ อุกฺขิตฺตปลิฆํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ตัดชะเนาะ เชือกหนัง และเงื่อน พร้อมทั้งสายรัดได้ ถอดลิ่มสลัก เป็นผู้ตรัสรู้แล้ว เราเรียกว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป โดยทรงเปรียบกิเลสเป็นเครื่องพันธนาการที่ต้องตัดทิ้ง
พราหมณ์แท้คือผู้ตัดเครื่องผูกได้หมด ได้แก่ ชะเนาะ คือความโกรธ เชือกหนัง คือตัณหา เงื่อน คือ ทิฏฐิ ๖๒ สายรัด คืออนุสัยกิเลส และ ถอดลิ่มสลัก คืออวิชชาออกได้ เป็น ผู้ตรัสรู้แล้ว
ข้อคิดคือ ใจของปุถุชนถูกมัดด้วยเครื่องผูกหลายชั้น ทั้งความโกรธ ความอยาก ความเห็นผิด และความหลง ผู้ที่ตัดสางได้ทั้งหมดจึงเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์
คาถาที่ ๓๙๙
อกฺโกสํ วธพนฺธญฺจ อทุฏฺโฐ โย ติติกฺขติ ขนฺตีพลํ พลาณีกํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นคำด่า การฆ่า และการจองจำได้ มีขันติเป็นพลัง มีขันติเป็นกำลังพล เราเรียกว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ ผู้มาด่าพระพุทธองค์ แต่พระองค์ทรงอดกลั้นได้ด้วยขันติ
พราหมณ์แท้คือผู้ ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นทั้งคำด่า การทุบตี และการจองจำได้ มี ขันติเป็นพลังและเป็นกำลังพล ประดุจกองทัพที่แข็งแกร่ง
ข้อคิดคือ ผู้มีขันติเป็นเกราะย่อมไม่พ่ายแพ้แก่คำด่าหรือการกระทำร้ายใด ๆ ความอดทนที่มั่นคงจึงเป็นกำลังอันประเสริฐยิ่งกว่ากำลังกาย
คาถาที่ ๔๐๐
อกฺโกธนํ วตวนฺตํ สีลวนฺตํ อนุสฺสทํ ทนฺตํ อนฺติมสารีรํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ไม่มักโกรธ มีศีล มีวัตร ไม่มีตัณหาเครื่องฟูขึ้น ฝึกตนได้แล้ว มีสรีระเป็นร่างกายสุดท้าย เราเรียกว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระสารีบุตรเถระ ผู้ถูกมารดาบริภาษแต่ไม่หวั่นไหว
พราหมณ์แท้คือผู้ ไม่มักโกรธ มีศีล มีวัตร ไม่มีตัณหาเครื่องฟูขึ้น (คือไม่ทะยานอยากพองตัว) ฝึกตนได้แล้ว และ มีสรีระเป็นร่างกายสุดท้าย คือจะไม่เกิดอีกต่อไป
ข้อคิดคือ ผู้ที่ข่มความโกรธได้ ตั้งมั่นในศีลวัตร และดับความทะยานอยากลงได้ ย่อมถึงที่สุดแห่งการเวียนว่าย การฝึกใจตนจึงเป็นทางสู่ความหลุดพ้น
คาถาที่ ๔๐๑
วาริ โปกฺขรปตฺเตว อารคฺเคริว สาสโป โย น ลิมฺปติ กาเมสุ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ใดไม่ติดในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บนปลายเหล็กแหลม เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระอุบลวัณณาเถรี ผู้แม้ถูกย่ำยีก็มีจิตมั่นคงไม่ติดในกาม
พราหมณ์แท้คือผู้ ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย เปรียบเหมือน น้ำที่กลิ้งไปไม่ติดอยู่บนใบบัว และเหมือน เมล็ดผักกาดที่ไม่อาจตั้งอยู่บนปลายเหล็กแหลม
ข้อคิดคือ ใจที่ฝึกดีแล้วย่อมอยู่ท่ามกลางกามคุณได้โดยไม่หลงติด เหมือนใบบัวที่ไม่เปียกน้ำ นี่คือความบริสุทธิ์ที่ไม่ต้องหนีโลก แต่ไม่ปล่อยให้โลกเข้ามาแปดเปื้อนใจ
คาถาที่ ๔๐๒
โย ทุกฺขสฺส ปชานาติ อิเธว ขยมตฺตโน ปนฺนภารํ วิสญฺญุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ใดในศาสนานี้ รู้ชัดความสิ้นทุกข์ของตน ปลงภาระได้แล้ว ปราศจากโยคะ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ พราหมณ์คนหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่าพราหมณ์แท้อยู่ที่การสิ้นทุกข์ในตน
พราหมณ์แท้คือผู้ที่ ในศาสนานี้ รู้ชัดความสิ้นทุกข์ของตนได้ ปลงภาระ คือขันธ์และกิเลสอันหนักลงได้ และ ปราศจากโยคะ เครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ
ข้อคิดคือ ตราบใดที่ยังแบกภาระคือความยึดถือไว้ ก็ยังหนักและเป็นทุกข์ ผู้ที่วางภาระนี้ลงได้เท่านั้นจึงเบาสบายและถึงความสิ้นทุกข์อย่างแท้จริง
คาถาที่ ๔๐๓
คมฺภีรปญฺญํ เมธาวึ มคฺคามคฺคสฺส โกวิทํ อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นปราชญ์ ฉลาดในทางและมิใช่ทาง บรรลุประโยชน์สูงสุด เราเรียกว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ ท้าวสักกะจอมเทพและเหล่าเทวดา โดยทรงปรารภ พระเขมาภิกษุณี ผู้เลิศด้วยปัญญา
พราหมณ์แท้คือผู้ มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นปราชญ์ ฉลาดในทางและมิใช่ทาง คือรู้ชัดว่าธรรมใดนำไปทุคติ ธรรมใดนำไปสุคติ ธรรมใดเป็นทางสู่นิพพาน และธรรมใดมิใช่ทาง จน บรรลุประโยชน์สูงสุด คืออรหัตตผล
ข้อคิดคือ ปัญญาที่รู้จักแยกแยะทางถูกทางผิดเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง ผู้เดินทางถูกย่อมถึงจุดหมาย ส่วนผู้หลงทางแม้เพียรเพียงใดก็ไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
คาถาที่ ๔๐๔
อสํสฏฺฐํ คหฏฺเฐหิ อนาคาเรหิ จูภยํ อโนกสารึ อปฺปิจฺฉํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ไม่คลุกคลี กับคน ๒ จำพวก คือ คฤหัสถ์ และบรรพชิต ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป มีความปรารถนาน้อย เราเรียกว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระติสสเถระผู้อยู่ที่เงื้อมเขา ผู้ยินดีในความสงบสงัด
พราหมณ์แท้คือผู้ ไม่คลุกคลีกับคน ๒ จำพวก คือทั้ง คฤหัสถ์และบรรพชิต ไม่ปะปนด้วยการเห็น การฟัง การพูดคุย ร่วมกินร่วมดื่ม เป็นผู้ ไม่มีอาลัยเที่ยวไป และ มักน้อย
ข้อคิดคือ ความสงบต้องอาศัยการสงัดจากหมู่คณะและความมักน้อย ผู้ที่ไม่พัวพันกับความคลุกคลีย่อมมีเวลาและใจว่างพอที่จะบำเพ็ญเพียรได้เต็มที่
คาถาที่ ๔๐๕
นิธาย ทณฺฑํ ภูเตสุ ตเสสุ ถาวเรสุ จ โย น หนฺติ น ฆาเตติ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ใดละวางโทษทัณฑ์ในสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ยังหวาดสะดุ้ง และสัตว์ที่มั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้คนอื่นฆ่า เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้บำเพ็ญเมตตา
พราหมณ์แท้คือผู้ ละวางโทษทัณฑ์ในสรรพสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ที่ยังหวาดสะดุ้ง คือยังมีตัณหา หรือ สัตว์ที่มั่นคง คือหมดตัณหาแล้ว เป็นผู้ ไม่ฆ่าเอง และไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า
ข้อคิดคือ เมตตาที่แท้จริงต้องแผ่ไปยังสัตว์ทุกจำพวกอย่างเสมอกัน การไม่เบียดเบียนทั้งด้วยตนเองและด้วยการใช้ผู้อื่น คือรากฐานของความเป็นผู้ประเสริฐ
คาถาที่ ๔๐๖
อวิรุทฺธํ วิรุทฺเธสุ อตฺตทณฺเฑสุ นิพฺพุตํ สาทาเนสุ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ไม่มุ่งร้ายในหมู่คนผู้มุ่งร้าย ผู้สงบในหมู่คนผู้ชอบหาเรื่องใส่ตน ผู้ไม่ถือมั่นในหมู่คนผู้ถือมั่น เราเรียกว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ สามเณรน้อย ผู้มีขันติแม้ถูกกระทบ
พราหมณ์แท้คือผู้ ไม่มุ่งร้ายในหมู่คนที่มุ่งร้าย เป็นผู้สงบในหมู่คนที่ชอบก่อเรื่องใส่ตน และไม่ถือมั่นในหมู่คนที่ยึดถือ
ข้อคิดคือ ความประเสริฐทดสอบได้ในสถานการณ์ที่ยากที่สุด คือเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนที่จ้องทำร้ายและยึดถือ ผู้ที่ยังคงเมตตา สงบ และปล่อยวางได้ในภาวะเช่นนั้น ย่อมเป็นผู้มีใจสูงอย่างแท้จริง
คาถาที่ ๔๐๗
ยสฺส ราโค จ โทโส จ มาโน มกฺโข จ ปาติโต
ผู้ใดทำราคะ โทสะ โมหะ มานะ และมักขะให้ตกไป เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลม เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระมหาปันถกเถระ ผู้พาน้องชายซึ่งปัญญาทึบให้บรรลุธรรม
พราหมณ์แท้คือผู้ทำ ราคะ โทสะ โมหะ (โมหะ) มานะ และมักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน) ให้ตกไป ไม่ให้ตั้งอยู่ในใจ เปรียบเหมือน เมล็ดผักกาดที่ตกร่วงจากปลายเหล็กแหลม ซึ่งไม่อาจเกาะติดอยู่ได้เลย
ข้อคิดคือ ผู้ฝึกใจดีแล้วย่อมไม่ให้กิเลสเหล่านี้ปักหลักอยู่ในจิต ทันทีที่เกิดก็สลัดทิ้ง ใจจึงเกลี้ยงเกลาปราศจากมลทิน
คาถาที่ ๔๐๘
อกกฺกสํ วิญฺญาปนึ คิรํ สจฺจํ อุทีรเย ยาย นาภิสเช กญฺจิ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้กล่าวคำที่ไม่หยาบคาย สื่อความหมายได้ เป็นคำจริง ไม่เป็นเหตุให้ใครๆ ขัดเคือง เราเรียกว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระปิลินทวัจฉเถระ ผู้แม้พูดจาติดปากเรียกผู้อื่นว่า "คนถ่อย" แต่ใจปราศจากโทสะ
พราหมณ์แท้คือผู้ กล่าววาจาที่ไม่หยาบคาย สื่อความหมายได้แจ่มแจ้ง เป็นคำจริง และไม่เป็นเหตุให้ผู้ใดขัดเคือง
ข้อคิดคือ วาจาของผู้ประเสริฐย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติครบถ้วน ทั้งอ่อนโยน มีสาระ จริงใจ และไม่ก่อความบาดหมาง คำพูดที่งดงามเช่นนี้ย่อมนำสันติมาสู่ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง
คาถาที่ ๔๐๙
โยธ ทีฆํ วา รสฺสํ วา อณุํ ถูลํ สุภาสุภํ โลเก อทินฺนํ นาทิยติ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ใดในโลกนี้ ไม่ถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ ไม่ว่ายาวหรือสั้น เล็กหรือใหญ่ งามหรือไม่งาม เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้ถูกเข้าใจผิดว่าลักของ แต่ท่านบริสุทธิ์
พราหมณ์แท้คือผู้ ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะ ยาวหรือสั้น เล็กหรือใหญ่ งามหรือไม่งาม
ข้อคิดคือ ความสุจริตต้องบริสุทธิ์ทุกกรณี ไม่เลือกว่าของมีค่ามากหรือน้อย ผู้ที่รักษาความไม่ถือเอาของที่เขาไม่ให้ได้อย่างสม่ำเสมอ ย่อมมีใจสะอาดและควรแก่การยกย่อง
คาถาที่ ๔๑๐
อาสา ยสฺส น วิชฺชนฺติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ นิราสยํ วิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ใดไม่มีความหวัง ในโลกนี้และโลกหน้า ปราศจากความหวัง ปราศจากโยคะ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระสารีบุตรเถระ
พราหมณ์แท้คือผู้ ไม่มีความหวังทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ซึ่ง ความหวัง (อาสา) ในที่นี้หมายถึงตัณหา เป็นผู้ ปราศจากความทะยานอยาก และ ปราศจากโยคะ เครื่องประกอบไว้ในภพ
ข้อคิดคือ ตราบใดที่ใจยังตั้งความหวังทะยานอยากในสิ่งใด ก็ยังถูกผูกไว้ด้วยตัณหา ผู้ที่ดับความหวังอันเป็นตัณหาได้หมด จึงเป็นอิสระ ไม่ต้องคอยหวังคอยรออะไรอีก
คาถาที่ ๔๑๑
ยสฺสาลยา น วิชฺชนฺติ อญฺญาย อกถงฺกถี อมโตคธํ อนุปฺปตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ใดไม่มีความอาลัย หมดความสงสัยเพราะรู้ชัด หยั่งลงสู่อมตะ บรรลุแล้ว เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย
พราหมณ์แท้คือผู้ ไม่มีความอาลัย ซึ่ง อาลัยในที่นี้หมายถึงตัณหา เป็นผู้ หมดความสงสัยเพราะรู้แจ้ง และ หยั่งลงสู่อมตะ คือนิพพาน บรรลุแล้ว
ข้อคิดคือ ความอาลัยผูกพันคือตัณหาที่ฉุดใจไว้ ส่วนความสงสัยลังเลปิดกั้นปัญญา ผู้ที่ตัดได้ทั้งความอาลัยและความสงสัย ย่อมหยั่งถึงความไม่ตายอันเป็นเป้าหมายสูงสุด
คาถาที่ ๔๑๒
โยธ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ อุโภ สงฺคํ อุปจฺจคา อโสกํ วิรชํ สุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ใดในโลกนี้ ละบุญและบาปทั้งสองได้ พ้นจากกิเลสเครื่องข้องได้ ไม่เศร้าโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี เป็นผู้บริสุทธิ์ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระเรวตเถระ ผู้บำเพ็ญเพียรในป่า
พราหมณ์แท้คือผู้ ละได้ทั้งบุญและบาป ก้าวพ้นความยึดถือในกุศลและอกุศล พ้นจากกิเลสเครื่องข้อง ไม่เศร้าโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี และเป็นผู้บริสุทธิ์
ข้อคิดคือ ผู้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดย่อมพ้นแม้กระทั่งความยึดในบุญ เพราะไม่ต้องสั่งสมกุศลเพื่อภพหน้าอีกแล้ว ใจที่วางได้ทั้งดีและชั่วจึงหมดจดสิ้นเชิง ปราศจากความโศกและมลทินทั้งปวง
คาถาที่ ๔๑๓
จนฺทํว วิมลํ สุทฺธํ วิปฺปสนฺนมนาวิลํ นนฺทิภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้บริสุทธิ์ดุจจันทร์แจ่ม มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เป็นผู้สิ้นความเพลิดเพลินในภพ เราเรียกว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระจันทาภเถระ ผู้เคยมีรัศมีดุจดวงจันทร์ที่หน้าผาก
พราหมณ์แท้คือผู้ บริสุทธิ์ดุจดวงจันทร์แจ่ม มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว คือปราศจากมลทินคือกิเลส และ สิ้นความเพลิดเพลินในภพ คือหมดตัณหาในภพทั้ง ๓ (กามภพ รูปภพ อรูปภพ)
ข้อคิดคือ จิตที่ชำระกิเลสหมดแล้วย่อมใสกระจ่างเหมือนจันทร์เพ็ญที่ไร้เมฆบัง เมื่อไม่มีความเพลิดเพลินยินดีในการเกิดอีก ใจก็สงบเย็นและผ่องแผ้วอย่างแท้จริง
คาถาที่ ๔๑๔
โย อิมํ ปลิปถํ ทุคฺคํ สํสารํ โมหมจฺจคา ติณฺโณ ปารคโต ฌายี อเนโช อกถงฺกถี อนุปาทาย นิพฺพุโต ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ใดก้าวพ้นทางอ้อม ทางหล่ม สงสาร และโมหะได้แล้ว ข้ามไปถึงฝั่งแล้ว เจริญฌาน ไม่หวั่นไหว หมดความสงสัย ดับเย็น เพราะไม่ถือมั่น เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระสีวลีเถระ ผู้เลิศด้วยลาภสักการะ
พราหมณ์แท้คือผู้ก้าวพ้น ทางอ้อม คือราคะ ทางหล่ม คือกิเลส ข้าม สงสาร คือการเวียนว่ายตายเกิด และ โมหะ ได้แล้ว เป็นผู้ ข้ามถึงฝั่ง เจริญฌาน ไม่หวั่นไหว หมดความสงสัย และดับเย็นเพราะไม่ถือมั่น
ข้อคิดคือ หนทางในสังสารวัฏเต็มไปด้วยหลุมบ่อคือกิเลสที่คอยฉุดรั้ง ผู้ที่เดินพ้นได้ด้วยปัญญาและฌาน ย่อมถึงฝั่งอันเกษม ดับเย็นสนิทเพราะไม่เหลือความยึดมั่นใด ๆ
คาถาที่ ๔๑๕
โยธ กาเม ปหนฺตฺวาน อนาคาโร ปริพฺพเช กามภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ใดในโลกนี้ ละกามได้แล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้สิ้นกามและภพ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระสุนทรสมุทรเถระ ผู้แม้ถูกหญิงงามยั่วยวนก็ไม่หวั่นไหว
พราหมณ์แท้คือผู้ ละกามได้แล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต และเป็นผู้ สิ้นกามและภพ
ข้อคิดคือ การออกบวชสละกามภายนอกเป็นก้าวแรก แต่ที่สำคัญกว่าคือการดับกามและความอยากเกิดในภพภายในใจให้สิ้น ผู้ที่ทำได้ทั้งสองอย่างจึงเป็นบรรพชิตที่แท้จริงและควรแก่การเรียกว่าพราหมณ์
คาถาที่ ๔๑๖
โยธ ตณฺหํ ปหนฺตฺวาน อนาคาโร ปริพฺพเช
ผู้ใดในโลกนี้ ละตัณหาได้ขาด ออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้สิ้นตัณหาและภพ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระชฎิลเถระ อดีตชฎิลผู้บรรลุธรรม
พราหมณ์แท้คือผู้ ละตัณหาได้ขาด ออกบวชเป็นบรรพชิต และเป็นผู้ สิ้นตัณหาและภพ
ข้อคิดคือ คาถานี้เน้นการดับ ตัณหา อันเป็นต้นเหตุแห่งการเกิดใหม่โดยตรง ผู้ที่ถอนความทะยานอยากได้ถึงราก ย่อมไม่มีเชื้อให้ก่อภพก่อชาติอีก การบวชที่ประกอบด้วยการดับตัณหาเช่นนี้จึงบรรลุผลสูงสุด
คาถาที่ ๔๑๗
หิตฺวา มานุสกํ โยคํ ทิพฺพํ โยคํ อุปจฺจคา สพฺพโยควิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ละกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของมนุษย์ได้ ล่วงพ้นกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากโยคะ ทั้งปวง เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระเถระผู้เคยเป็นนักฟ้อน (รูปที่ ๑)
พราหมณ์แท้คือผู้ ละกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของมนุษย์ คือ อายุและกามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) ของมนุษย์ได้ และ ล่วงพ้นกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ คือกามสุขของเทวดา เป็นผู้ ปราศจากโยคะทั้งปวง
ข้อคิดคือ ผู้บรรลุธรรมสูงสุดย่อมไม่ติดใจในความสุขทั้งของมนุษย์และของเทวดา เพราะเห็นว่าล้วนเป็นเครื่องผูกไว้ในภพ การก้าวพ้นทั้งสองระดับได้จึงเป็นความหลุดพ้นที่สมบูรณ์
คาถาที่ ๔๑๘
หิตฺวา รติญฺจ อรติญฺจ สีติภูตํ นิรูปธึ สพฺพโลกาภิภุํ วีรํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ละทั้งความยินดี และความไม่ยินดี เป็นผู้เยือกเย็น หมดอุปธิกิเลส ครอบงำโลกทั้งหมด เป็นผู้แกล้วกล้า เราเรียกว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระเถระผู้เคยเป็นนักฟ้อน (รูปที่ ๒)
พราหมณ์แท้คือผู้ ละทั้งความยินดี คือความยินดีในกามคุณ ๕ และ ความไม่ยินดี คือความระอาในการอยู่ป่าเสียได้ เป็นผู้ เยือกเย็น หมดอุปธิกิเลส ครอบงำโลกทั้งหมด คือขันธ์ ๕ และ แกล้วกล้า
ข้อคิดคือ ทั้งความยินดีและความเบื่อหน่ายล้วนเป็นอาการของใจที่ยังไม่เป็นกลาง ผู้ที่วางได้ทั้งสองด้าน ไม่ยินดีในสุขและไม่ระอาในความลำบาก ย่อมมีใจเยือกเย็นมั่นคงอยู่เหนืออารมณ์ทั้งปวง
คาถาที่ ๔๑๙
จุตึ โย เวทิ สตฺตานํ อุปปตฺติญฺจ สพฺพโส อสตฺตํ สุคตํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ใดรู้การจุติและการอุบัติ ของสัตว์ทั้งหลายโดยประการทั้งปวง เราเรียกผู้นั้น ซึ่งเป็นผู้ไม่ติดข้อง ไปดีแล้ว และตรัสรู้แล้วว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระวังคีสเถระ ผู้มีความสามารถรู้ที่ไปเกิดของผู้ตายจากกะโหลกศีรษะ
พราหมณ์แท้คือผู้ รู้การจุติและการอุบัติของสรรพสัตว์โดยประการทั้งปวง เป็นผู้ ไม่ติดข้อง ไปดีแล้ว (สุคต) และตรัสรู้แล้ว
ข้อคิดคือ ญาณหยั่งรู้การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์เป็นปัญญาอันลึกซึ้ง แต่ที่ประเสริฐกว่าคือการที่ใจไม่ติดข้องในสิ่งใด ผู้ที่ทั้งรู้แจ้งและปล่อยวางได้จึงเป็นพราหมณ์ที่แท้จริง
คาถาที่ ๔๒๐
ยสฺส คตึ น ชานนฺติ เทวา คนฺธพฺพมานุสา ขีณาสวํ อรหนฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ใดมีคติที่เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์ ก็รู้ไม่ได้ เราเรียกผู้นั้นซึ่งเป็นอรหันตขีณาสพว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระวังคีสเถระ เช่นเดียวกับคาถาก่อน
พราหมณ์แท้คือผู้ มีคติที่แม้เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์ก็รู้ไม่ได้ เพราะท่านเป็น อรหันตขีณาสพ ผู้สิ้นอาสวะ จะไม่ไปเกิดในที่ใด ๆ อีก
ข้อคิดคือ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ก็ยังมีทางไปเกิดที่พอคาดเดาได้ แต่พระอรหันต์ผู้ดับกิเลสสิ้นเชิงย่อมไม่มีที่ไปให้ใครตามรู้ได้ เพราะพ้นจากภพชาติทั้งปวงแล้วโดยสมบูรณ์
คาถาที่ ๔๒๑
ยสฺส ปุเร จ ปจฺฉา จ มชฺเฌ จ นตฺถิ กิญฺจนํ อกิญฺจนํ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เราเรียกผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล หมดความยึดมั่นถือมั่นว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ วิสาขอุบาสก อดีตสามีของพระธัมมทินนาเถรี โดยทรงปรารภ พระธัมมทินนาเถรี ผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
พราหมณ์แท้คือผู้ ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่ง กิเลสเครื่องกังวลหมายถึงความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา เป็นผู้ หมดความยึดมั่นถือมั่น
ข้อคิดคือ ใจที่ยังห่วงกังวลถึงสิ่งที่ผ่านมา สิ่งเฉพาะหน้า และสิ่งที่จะมาถึง ย่อมไม่เป็นสุข ผู้ที่ปล่อยวางได้ในทุกกาล ไม่มีความยึดถือใด ๆ เหลืออยู่ จึงมีใจเบาสบายและเป็นอิสระอย่างแท้จริง
คาถาที่ ๔๒๒
อุสภํ ปวรํ วีรํ มเหสึ วิชิตาวินํ อเนชํ นฺหาตกํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้องอาจ ผู้ประเสริฐ ผู้แกล้วกล้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ชำนะแล้ว ผู้ไม่หวั่นไหว ผู้ชำระแล้ว และตรัสรู้แล้ว เราเรียกว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงปรารภ พระองคุลิมาลเถระ อดีตมหาโจรผู้กลับใจบรรลุธรรม
พราหมณ์แท้คือผู้ องอาจ ประเสริฐ แกล้วกล้า แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ชนะกิเลสได้แล้ว ไม่หวั่นไหว ชำระใจสะอาดแล้ว และตรัสรู้แล้ว
ข้อคิดคือ แม้ผู้ที่เคยมีอดีตร้ายแรงเพียงใด หากตั้งใจแน่วแน่กลับตัวและบำเพ็ญเพียร ก็สามารถชำระใจให้บริสุทธิ์และชนะกิเลสจนถึงที่สุดได้ พระธรรมจึงเปิดทางแห่งความหวังแก่ทุกคนไม่เว้นแม้แต่ผู้เคยหลงผิด
คาถาที่ ๔๒๓
ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต อภิญฺญา โวสิโต มุนิ สพฺพโวสิตโวสานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ผู้ใดระลึกอดีตชาติได้ เห็นสวรรค์และอบาย บรรลุภาวะที่สิ้นสุดการเกิด หมดภารกิจ เพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี เป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
คาถานี้ตรัสแก่ เทวหิตพราหมณ์ ผู้ทูลถามถึงคุณสมบัติของพราหมณ์แท้ในความหมายสูงสุด
พราหมณ์แท้คือผู้ ระลึกอดีตชาติได้ และมี ทิพยจักษุญาณเห็นสวรรค์และอบายภูมิ เป็นผู้ บรรลุภาวะที่สิ้นสุดการเกิด คืออรหัตตผล หมดภารกิจ คือหมดทั้งหน้าที่กำหนดรู้ หน้าที่ละ และหน้าที่ทำให้แจ้ง เพราะรู้ยิ่ง เป็น มุนีผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
ข้อคิดคือ คาถาสุดท้ายของวรรคนี้รวบยอดคุณสมบัติของพราหมณ์แท้ไว้ครบถ้วน คือผู้ที่รู้แจ้งทั้งอดีตและคติของสัตว์ ดับการเกิดได้สิ้น และทำกิจทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ นั่นคือผู้ประเสริฐสูงสุดตามคำสอนของพระพุทธองค์