ภิกขุวรรค — หมวดว่าด้วยภิกษุ
ธรรมบท วรรคที่ ๒๕ · ๒๓ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
คาถาที่ ๓๖๐
จกฺขุนา สํวโร สาธุ สาธุ โสเตน สํวโร ฆาเนน สํวโร สาธุ สาธุ ชิวฺหาย สํวโร
การสำรวมตา เป็นการดี การสำรวมหู เป็นการดี การสำรวมจมูก เป็นการดี การสำรวมลิ้น เป็นการดี
คาถานี้ทรงปรารภภิกษุ ๕ รูป ผู้ต่างสำรวมทวารคือช่องทางรับอารมณ์ทางร่างกายกันคนละอย่าง แล้วโต้กันว่าการสำรวมทวารใดยากที่สุด พระองค์จึงตรัสสอนว่าการสำรวมทุกทวารล้วนเป็นการดีทั้งสิ้น
การ สำรวมตา หู จมูก ลิ้น คือการระวังไม่ให้ยินดียินร้ายไปตามรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่ได้ดม และรสที่ได้ลิ้ม เพราะทวารเหล่านี้เป็นประตูที่กิเลสมักไหลเข้าสู่ใจ เมื่อมีสติเฝ้าประตูไว้ อารมณ์ที่มากระทบก็ทำร้ายใจไม่ได้
ข้อคิดสำหรับผู้ปฏิบัติคือ อย่าเลือกสำรวมเพียงทางเดียวแล้วปล่อยทางอื่น เพราะกิเลสจะเล็ดลอดเข้าทางที่เผลอ พึงมีสติรักษาทุกทวารให้เสมอกัน
คาถาที่ ๓๖๑
กาเยน สํวโร สาธุ สาธุ วาจาย สํวโร มนสา สํวโร สาธุ สาธุ สพฺพตฺถ สํวโร สพฺพตฺถ สํวุโต ภิกฺขุ สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ ฯ
การสำรวมกาย เป็นการดี การสำรวมวาจา เป็นการดี การสำรวมใจ เป็นการดี การสำรวมทวารทั้งปวง เป็นการดี ภิกษุผู้สำรวมทวารทั้งปวง ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้
คาถานี้ต่อเนื่องกับคาถาก่อน ทรงตรัสแก่ภิกษุ ๕ รูปผู้ถกกันเรื่องการสำรวมทวาร โดยทรงสรุปรวมให้ครบถ้วน
นอกจากทวารทั้งห้าแล้ว ยังทรงเพิ่ม การสำรวมกาย วาจา และใจ ให้เห็นว่าการสำรวมที่แท้ต้องครอบคลุมทั้งการกระทำ คำพูด และความคิด เมื่อ สำรวมทวารทั้งปวง ได้ครบ ไม่เปิดช่องให้กิเลสเข้าทางใดเลย ภิกษุนั้น ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
ข้อคิดคือ ความสำรวมมิใช่การเก็บกดหรือฝืนใจ แต่คือการมีสติรอบด้าน คุ้มครองใจไม่ให้หวั่นไหวไปตามสิ่งกระทบ นี่คือทางพ้นทุกข์ที่พระองค์ทรงชี้
คาถาที่ ๓๖๒
หตฺถสญฺญโต ปาทสญฺญโต วาจาย สญฺญโต สญฺญตตฺตโม อชฺฌตฺตรโต สมาหิโต เอโก สนฺตุสิโต ตมาหุ ภิกฺขุ ฯ
บุคคลผู้สำรวมมือ สำรวมเท้า สำรวมวาจา สำรวมตน ยินดีธรรมภายใน มีจิตตั้งมั่น อยู่ผู้เดียว สันโดษ บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่า ภิกษุ
คาถานี้ทรงปรารภภิกษุผู้ฆ่าหงส์ด้วยก้อนดินขว้างเล่นจนถูกตาย ทรงสอนให้เห็นว่าผู้เป็นภิกษุที่แท้ต้องระวังแม้กระทั่งกิริยาเล็กน้อย
สำรวมมือ หมายถึงไม่คะนองมือ ไม่ทำร้ายสัตว์ด้วยมือ สำรวมเท้าและวาจา ก็มีนัยเดียวกัน ผู้เช่นนี้ยัง ยินดีธรรมภายใน คือยินดีในการเจริญกัมมัฏฐานทั้งสมถะและวิปัสสนา มีจิตตั้งมั่น อยู่ผู้เดียวอย่างสันโดษ บัณฑิตจึงเรียกผู้นั้นว่า ภิกษุ ที่แท้จริง
ข้อคิดคือ ความเป็นภิกษุมิได้อยู่ที่เพศบรรพชิตภายนอกเท่านั้น แต่อยู่ที่การสำรวมกายวาจาและใจที่ยินดีในธรรม ผู้ครองเรือนก็นำหลักสำรวมมือเท้าวาจานี้ไปใช้ไม่เบียดเบียนผู้อื่นได้เช่นกัน
คาถาที่ ๓๖๓
โย มุขสญฺญโต ภิกฺขุ มนฺตภาณี อนุทฺธโต อตฺถํ ธมฺมญฺจ ทีเปติ มธุรํ ตสฺส ภาสิตํ ฯ
ภิกษุรูปใดสำรวมปาก พูดโดยใช้มันตา เสมอ ไม่ฟุ้งซ่าน แสดงแต่อรรถ และธรรม เท่านั้น ภาษิตของภิกษุนั้นไพเราะ
คาถานี้ทรงปรารภพระโกกาลิกะ ผู้มีปากไม่สำรวม ชอบกล่าวร้ายผู้อื่นจนตนเองต้องรับผลกรรม พระองค์จึงตรัสสอนเรื่องคุณของการรักษาปาก
ภิกษุผู้สำรวมปาก คือผู้พูดโดยใช้มันตา อันหมายถึงปัญญา เป็นเครื่องกำกับ ไม่ฟุ้งซ่าน กล่าวแต่ อรรถ คือเนื้อความอันมีสาระ และ ธรรม คือธรรมเทศนา ถ้อยคำของผู้นั้นจึงไพเราะน่าฟัง เพราะเป็นวาจาที่ประกอบด้วยประโยชน์และความจริง
ข้อคิดคือ คำพูดที่ไพเราะแท้มิได้อยู่ที่สำเนียงหรือคำหวาน แต่อยู่ที่ปัญญากลั่นกรองก่อนเปล่งออกมา พูดน้อยแต่มีสาระ ย่อมมีค่ากว่าพูดมากแต่ไร้แก่นสาร
คาถาที่ ๓๖๔
ธมฺมาราโม ธมฺมรโต ธมฺมํ อนุวิจินฺตยํ ธมฺมํ อนุสฺสรํ ภิกฺขุ สทฺธมฺมา น ปริหายติ ฯ
ภิกษุมีธรรมเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรม พิจารณาใคร่ครวญถึงธรรม ระลึกถึงธรรมอยู่ ย่อมไม่เสื่อมจากสัทธรรม
คาถานี้ทรงปรารภพระเถระผู้ยินดีในธรรม ผู้ตั้งใจศึกษาและพิจารณาธรรมอยู่เนืองนิตย์จนได้รับคำสรรเสริญ
ภิกษุมีธรรมเป็นที่มายินดี คือยินดีในการเจริญสมถะและวิปัสสนา พิจารณาใคร่ครวญและระลึกถึงธรรมอยู่เสมอ ผู้เช่นนี้ ย่อมไม่เสื่อมจากสัทธรรม อันได้แก่ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และ โลกุตตรธรรม ๙ ประการ เพราะใจที่จดจ่ออยู่กับธรรมย่อมไม่เปิดช่องให้ความเสื่อมเข้ามาได้
ข้อคิดคือ สิ่งใดที่เรารักและหมั่นทำ สิ่งนั้นย่อมเจริญงอกงาม ผู้ที่ทำใจให้รื่นรมย์อยู่กับธรรม มิใช่ฝืนทำเพราะหน้าที่ ย่อมก้าวหน้าในทางธรรมอย่างมั่นคง
คาถาที่ ๓๖๕
สลาภํ นาติมญฺเญยฺย นาญฺเญสํ ปิหยญฺจเร อญฺเญสํ ปิหยํ ภิกฺขุ สมาธึ นาธิคจฺฉติ ฯ
ภิกษุไม่ควรดูหมิ่นลาภของตน ไม่ควรเที่ยวปรารถนาลาภของคนอื่น เมื่อภิกษุปรารถนาลาภของคนอื่น ย่อมไม่บรรลุสมาธิ
คาถานี้ทรงตรัสแก่ภิกษุที่เป็นฝักฝ่ายของพระเทวทัต ผู้ไปฝ่ายผิดแล้วยังเที่ยวเปรียบเทียบลาภของตนกับผู้อื่น
พระองค์สอนว่าภิกษุ ไม่ควรดูหมิ่นลาภของตน และ ไม่ควรเที่ยวปรารถนาลาภของคนอื่น เพราะเมื่อใจมัวเพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น ใจนั้นก็ฟุ้งซ่านหวั่นไหว ย่อมไม่บรรลุสมาธิ ทั้งอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิ เพราะสมาธิเกิดได้แต่ในใจที่สงบพอใจในสิ่งที่ตนมี
ข้อคิดคือ ความอิจฉาริษยาและความไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี เป็นศัตรูตัวร้ายของความสงบใจ ผู้รู้จักพอในลาภของตน ย่อมมีใจเบาสบายพร้อมเจริญสมาธิได้
คาถาที่ ๓๖๖
อปฺปลาโภปิ เจ ภิกฺขุ สลาภํ นาติมญฺญติ ตํ เว เทวา ปสํสนฺติ สุทฺธาชีวึ อตนฺทิตํ ฯ
ถ้าภิกษุแม้จะมีลาภน้อย แต่ไม่ดูหมิ่นลาภของตน เทวดาทั้งหลายย่อมสรรเสริญภิกษุนั้นแล ว่าเป็นผู้มีอาชีพหมดจด ไม่เกียจคร้าน
คาถานี้ต่อเนื่องกับคาถาก่อน ทรงตรัสแก่ภิกษุฝักฝ่ายพระเทวทัต เพื่อชี้ให้เห็นคุณของความสันโดษ
แม้ ภิกษุจะมีลาภน้อย แต่ถ้า ไม่ดูหมิ่นลาภของตน คือไม่รังเกียจว่าน้อยไปต่ำไป ยังคงพอใจและขยันในกิจของตน เทวดาทั้งหลายย่อมสรรเสริญ ว่าเป็นผู้ มีอาชีพหมดจด คือเลี้ยงชีพบริสุทธิ์ และ ไม่เกียจคร้าน
ข้อคิดคือ คุณค่าของคนมิได้วัดที่มีมากหรือมีน้อย แต่วัดที่ความบริสุทธิ์ในการหามาและความไม่ท้อถอย ผู้พอใจในสิ่งเล็กน้อยที่ได้มาโดยชอบธรรม ย่อมเป็นที่สรรเสริญแม้ของเหล่าเทวดา
คาถาที่ ๓๖๗
สพฺพโส นามรูปสฺมึ ยสฺส นตฺถิ มมายิตํ อสตา จ น โสจติ ส เว ภิกฺขูติ วุจฺจติ ฯ
ผู้ใดไม่มีความยึดถือในนามรูป ว่าเป็นของเรา โดยประการทั้งปวง และไม่เศร้าโศก เพราะนามรูปแปรผันไป ผู้นั้นแล เราเรียกว่า ภิกษุ
คาถานี้ทรงตรัสแก่พราหมณ์และนางพราหมณีผู้ถวายทานอันเลิศ ๕ อย่าง เพื่อชี้ให้เห็นลักษณะของผู้เป็นภิกษุที่แท้
ผู้ที่ ไม่มีความยึดถือในนามรูปว่าเป็นของเรา โดยประการทั้งปวง คือไม่ยึดกายและใจนี้ว่าเป็นตัวตนของตน จึง ไม่เศร้าโศกเมื่อนามรูปแปรผันไป เพราะเห็นตามจริงว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา ผู้นั้นแลจึงได้ชื่อว่า ภิกษุ ที่แท้
ข้อคิดคือ ความทุกข์ใจส่วนใหญ่เกิดเพราะเรายึดว่ากายนี้ใจนี้เป็น "ของเรา" เมื่อมันเปลี่ยนไปจึงเสียใจ ผู้ที่ฝึกปล่อยวางความยึดถือ ย่อมพบใจที่เบาและเป็นอิสระจากความโศก
คาถาที่ ๓๖๘
เมตฺตาวิหารี โย ภิกฺขุ ปสนฺโน พุทฺธสาสเน อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ สงฺขารูปสมํ สุขํ ฯ
ภิกษุผู้อยู่ด้วยเมตตา เลื่อมใสในพุทธศาสนา ก็จะพึงบรรลุสันตบท อันเป็นที่ระงับสังขารเป็นสุข
คาถานี้เป็นบทแรกในชุดที่ทรงตรัสแก่ภิกษุหลายรูป ทรงยกคุณของเมตตาเป็นเบื้องต้น
ภิกษุผู้อยู่ด้วยเมตตา คือมีใจปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์เป็นวิหารธรรม ประกอบกับ เลื่อมใสในพุทธศาสนา ตั้งมั่นในคำสอน ย่อมพึง บรรลุสันตบท อันเป็นบทแห่งความสงบ คือนิพพาน ซึ่งเป็นที่ ระงับสังขาร ทั้งปวงและเป็นสุขอย่างยิ่ง
ข้อคิดคือ เมตตามิใช่เพียงความอ่อนโยนต่อผู้อื่น แต่เป็นเครื่องชำระใจของตนให้เย็นและสงบ ใจที่ไม่มีเวรมีภัยย่อมเป็นพื้นฐานอันดีที่จะก้าวสู่ความสงบระงับขั้นสูงต่อไป
คาถาที่ ๓๖๙
สิญฺจ ภิกฺขุ อิมํ นาวํ สิตฺตา เต ลหุเมสฺสติ เฉตฺวา ราคญฺจ โทสญฺจ ตโต นิพฺพานเมหิสิ ฯ
ภิกษุ เธอจงวิดเรือ นี้ เรือที่เธอวิดแล้วจักถึงเร็ว เธอตัดราคะ โทสะได้แล้ว ต่อจากนั้น ก็จักบรรลุนิพพาน
คาถานี้ทรงตรัสแก่ภิกษุหลายรูป โดยใช้อุปมาเรื่องเรือ ให้เห็นวิธีปฏิบัติที่จะข้ามพ้นทุกข์
เรือ ในที่นี้หมายถึงอัตภาพคือกายใจของเรานี้เอง การ วิดเรือ คือการวิดน้ำอันได้แก่กิเลสและความคิดฟุ้งซ่านออกไป เมื่อวิดเบาแล้ว เรือย่อมแล่นเร็ว พระองค์จึงสอนว่า เมื่อ ตัดราคะและโทสะ ออกได้ ภิกษุนั้น ก็จักบรรลุนิพพาน
ข้อคิดคือ ชีวิตเราเหมือนเรือที่มีน้ำรั่วซึมเข้ามาตลอด หากไม่หมั่นวิดออก น้ำก็ท่วมจม การเพียรละราคะโทสะทีละน้อยด้วยความไม่ประมาท คือการวิดเรือให้เบาจนแล่นถึงฝั่งได้
คาถาที่ ๓๗๐
ปญฺจ ฉินฺเท ปญฺจ ชเห ปญฺจ อุตฺตริ ภาวเย ปญฺจสงฺคาติโค ภิกฺขุ โอฆติณฺโณติ วุจฺจติ ฯ
ภิกษุพึงตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ พึงละสังโยชน์เบื้องสูง ๕ และพึงเจริญอินทรีย์ ๕ ให้ยิ่งขึ้นไป ภิกษุผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้อง ๕ ได้แล้ว เราเรียกว่า ผู้ข้ามโอฆะได้
คาถานี้ทรงตรัสแก่ภิกษุหลายรูป ทรงประมวลข้อปฏิบัติด้วยชุดเลข ๕ ให้จำง่าย
พระองค์สอนว่า พึง ตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ คือกิเลสที่ผูกสัตว์ไว้ในภพต่ำ พึง ละสังโยชน์เบื้องสูง ๕ คือกิเลสละเอียดที่ผูกไว้ในภพสูง และพึง เจริญอินทรีย์ ๕ คือศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ให้ยิ่งขึ้น ภิกษุผู้ ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้อง ๕ ได้แล้ว เราเรียกว่า ผู้ข้ามโอฆะ คือข้ามพ้นห้วงกิเลสได้
ข้อคิดคือ การปฏิบัติธรรมมีทั้งด้านที่ต้องละและด้านที่ต้องเจริญ ควบคู่กันไป ผู้หมั่นตัดสิ่งที่ควรตัดและบำรุงสิ่งที่ควรบำรุง ย่อมข้ามห้วงน้ำใหญ่แห่งสังสารวัฏได้
คาถาที่ ๓๗๑
ฌาย ภิกฺขุ มา จ ปมาโท มา เต กามคุเณ ภมสฺสุ จิตฺตํ มา โลหคุฬํ คิลี ปมตฺโต มา กนฺทิ ทุกฺขมิทนฺติ ฑยฺหมาโน ฯ
ภิกษุ เธอจงเพ่งพินิจ และอย่าประมาท จงอย่าปล่อยจิตของเธอ ให้วนเวียนอยู่ในกามคุณ อย่าเผลอกลืนก้อนเหล็กแดง(ในนรก) อย่าเร่าร้อนคร่ำครวญอยู่ว่า นี่ทุกข์จริง
คาถานี้ทรงตรัสแก่ภิกษุหลายรูป ทรงเตือนด้วยถ้อยคำอันหนักแน่นให้เร่งภาวนา
พระองค์สอนว่า จง เพ่งพินิจ คือเจริญฌานภาวนา อย่าประมาท อย่าปล่อยจิตให้ วนเวียนอยู่ในกามคุณ เพราะหากเผลอเพลินในกาม ก็เท่ากับ กลืนก้อนเหล็กแดงในนรก โดยไม่รู้ตัว แล้วต้อง เร่าร้อนคร่ำครวญว่า นี่ทุกข์จริง ในภายหลัง
ข้อคิดคือ ความประมาทเผลอเพลินในความสุขทางกามดูเหมือนหวานในตอนแรก แต่มีโทษเผาไหม้ตามมา ผู้มีปัญญาพึงเห็นภัยล่วงหน้า แล้วรีบเจริญสมาธิภาวนาเสียแต่วันนี้ ก่อนจะสายเกินไป
คาถาที่ ๓๗๒
นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส ปญฺญา นตฺถิ อฌายโต ยมฺหิ ฌานญฺจ ปญฺญา จ ส เว นิพฺพานสนฺติเก ฯ
ฌาน ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาก็ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ผู้มีทั้งฌานและปัญญานั่นแล จึงนับว่าอยู่ใกล้นิพพาน
คาถานี้ทรงตรัสแก่ภิกษุหลายรูป ทรงชี้ความสัมพันธ์อันแยกกันไม่ได้ระหว่างฌานกับปัญญา
พระองค์สอนว่า ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา และ ปัญญาก็ไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน เพราะสมาธิที่ตั้งมั่นเป็นฐานให้ปัญญาเห็นแจ้ง และปัญญาก็คอยประคองสมาธิให้ถูกทาง ผู้ มีทั้งฌานและปัญญา พร้อมกัน จึงนับว่า อยู่ใกล้นิพพาน
ข้อคิดคือ การปฏิบัติธรรมต้องอาศัยทั้งความสงบและความรู้แจ้งควบคู่ ดุจนกสองปีก ขาดปีกใดปีกหนึ่งก็บินไม่ได้ ผู้เจริญสมาธิและวิปัสสนาให้สมดุลกัน ย่อมเข้าใกล้ความหลุดพ้นอย่างแท้จริง
คาถาที่ ๓๗๓
สุญฺญาคารํ ปวิฏฺฐสฺส สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน อมานุสี รตี โหติ สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโต ฯ
ภิกษุผู้เข้าไปยังเรือนว่าง มีจิตสงบ เห็นแจ้งธรรมโดยชอบ ย่อมเกิดความยินดีที่ไม่ใช่เป็นของคนทั่วไป
คาถานี้ทรงตรัสแก่ภิกษุหลายรูป ทรงพรรณนาความสุขของผู้บำเพ็ญเพียรในที่สงัด
เรือนว่าง ในที่นี้หมายถึงการนั่งเจริญกัมมัฏฐานในที่สงัดแห่งใดแห่งหนึ่ง ภิกษุผู้เข้าไปยังที่เช่นนั้น มีจิตสงบ เห็นแจ้งธรรมโดยชอบ ย่อมเกิด ความยินดีที่ไม่ใช่ของคนทั่วไป คือปีติสุขอันประณีตซึ่งเกิดจากการเห็นธรรม มิใช่สุขที่มาจากกามารมณ์อย่างชาวโลกทั่วไป
ข้อคิดคือ ความสุขมีหลายระดับ สุขจากการเสพยิ่งเสพยิ่งพร่อง แต่สุขจากใจสงบและปัญญาเห็นแจ้งยิ่งทำยิ่งเต็ม ผู้ได้ลิ้มรสความสงบในที่วิเวก ย่อมรู้ว่ามีความสุขที่ประเสริฐกว่าความสุขที่โลกวุ่นวายแสวงหา
คาถาที่ ๓๗๔
ยโต ยโต สมฺมสติ ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ ลภตี ปีติปาโมชฺชํ อมตํ ตํ วิชานตํ ฯ
ขณะใด ภิกษุพิจารณาเห็นความเกิด และความเสื่อมของขันธ์ทั้งหลาย ขณะนั้น เธอย่อมได้รับปีติปราโมทย์ ซึ่งเป็นอมตธรรมสำหรับผู้รู้ทั้งหลาย
คาถานี้ทรงตรัสแก่ภิกษุหลายรูป ทรงชี้ปีติสุขที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนา
ในขณะที่ภิกษุ พิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อมของขันธ์ทั้งหลาย คือเห็นรูปนามเกิดดับอยู่ทุกขณะตามความจริง เธอ ย่อมได้รับปีติปราโมทย์ อันเป็น อมตธรรมสำหรับผู้รู้ เพราะการเห็นแจ้งไตรลักษณ์นี้เองเป็นทางนำสู่ความไม่ตายคือนิพพาน
ข้อคิดคือ เมื่อเราหยุดฝืนความจริงว่าทุกอย่างต้องคงอยู่ตลอดไป แล้วหันมาเฝ้าดูการเกิดดับตามธรรมชาติของกายใจ ความยึดมั่นก็คลาย ใจก็เบิกบานด้วยปัญญา นี่คือความสุขที่ลึกกว่าความสุขทั้งปวง
คาถาที่ ๓๗๕
ตตฺรายมาทิ ภวติ อิธ ปญฺญสฺส ภิกฺขุโน อินฺทฺริยคุตฺติ สนฺตุฏฺฐี ปาติโมกฺเข จ สํวโร
ในอมตธรรมนั้น ธรรมนี้คือ ความสำรวมอินทรีย์ ความสันโดษ และความสำรวมในปาติโมกข์ เป็นเบื้องต้นของภิกษุผู้มีปัญญาในศาสนานี้
คาถานี้ทรงตรัสแก่ภิกษุหลายรูป ทรงวางลำดับข้อปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับผู้เริ่มบำเพ็ญ
พระองค์ตรัสว่า สำหรับภิกษุผู้มีปัญญา ธรรมอันเป็นเบื้องต้น ได้แก่ ความสำรวมอินทรีย์ คือระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความสันโดษ คือพอใจตามมีตามได้ และ ความสำรวมในปาติโมกข์ คือรักษาศีลและวินัยให้บริสุทธิ์ ธรรมสามข้อนี้เป็นรากฐานที่จะต่อยอดสู่การเห็นแจ้งอมตธรรม
ข้อคิดคือ การปฏิบัติธรรมต้องมีลำดับ เริ่มจากการสำรวมและความพอเพียงเป็นฐานให้มั่นก่อน เหมือนสร้างบ้านต้องวางเสาเข็มให้แน่น ผู้ข้ามขั้นตอนพื้นฐานย่อมยากจะก้าวหน้าในธรรมขั้นสูง
คาถาที่ ๓๗๖
มิตฺเต ภชสฺสุ กลฺยาเณ สุทฺธาชีเว อตนฺทิเต ฯ ปฏิสนฺถารวุตฺตฺยสฺส อาจารกุสโล สิยา ตโต ปาโมชฺชพหุโล ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ ฯ
เธอจงคบภิกษุที่เป็นกัลยาณมิตร มีอาชีพหมดจด ไม่เกียจคร้าน ควรทำการปฏิสันถาร และฉลาดในเรื่องมารยาท เพราะปฏิบัติตามคุณธรรมดังกล่าวนั้น เธอก็จักมากด้วยความปราโมทย์ จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
คาถานี้ทรงตรัสแก่ภิกษุหลายรูป ทรงแนะการคบมิตรและมารยาทอันงามเป็นทางสู่ความพ้นทุกข์
พระองค์สอนให้ คบภิกษุที่เป็นกัลยาณมิตร ผู้ มีอาชีพหมดจด ไม่เกียจคร้าน ควร ทำการปฏิสันถาร คือต้อนรับผู้มาเยือนด้วยไมตรี และ ฉลาดในเรื่องมารยาท มีความประพฤติอันงาม เพราะเมื่อปฏิบัติตามคุณธรรมเหล่านี้ เธอย่อม มากด้วยความปราโมทย์ และ ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ข้อคิดคือ สภาพแวดล้อมและมิตรที่ดีมีผลต่อความก้าวหน้าในธรรมอย่างยิ่ง ผู้อยู่ใกล้กัลยาณมิตรและมีความประพฤติงดงาม ย่อมมีใจเบิกบานและได้แรงหนุนให้เดินถึงปลายทางแห่งการดับทุกข์
คาถาที่ ๓๗๗
วสฺสิกา วิย ปุปฺผานิ มทฺทวานิ ปมุญฺจติ เอวํ ราคญฺจ โทสญฺจ วิปฺปมุญฺเจถ ภิกฺขโว ฯ
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงสลัดราคะและโทสะทิ้งเสีย เหมือนต้นมะลิสลัดดอกที่เหี่ยวแห้ง ฉะนั้น
คาถานี้ทรงตรัสแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป โดยยกอุปมาต้นมะลิให้เห็นวิธีปล่อยวางกิเลส
พระองค์สอนให้ สลัดราคะและโทสะทิ้งเสีย เหมือนต้นมะลิสลัดดอกที่เหี่ยวแห้ง ดังเช่นต้นมะลิที่ปล่อยดอกโรยร่วงลงเองโดยไม่หน่วงเหนี่ยว ภิกษุก็พึงปล่อยวางความกำหนัดและความขัดเคืองในใจให้หลุดร่วงไปเช่นนั้น
ข้อคิดคือ กิเลสที่เหี่ยวแห้งลงแล้วด้วยการพิจารณาเห็นโทษ ก็เหมือนดอกไม้ที่หมดอายุ ควรปล่อยให้ร่วงไป อย่าเก็บกำไว้ ผู้รู้จักวางราคะโทสะเสียได้ตามธรรมชาติ ย่อมมีใจโปร่งเบาเหมือนต้นไม้ที่สลัดใบเก่าเพื่อผลิใบใหม่
คาถาที่ ๓๗๘
สนฺตกาโย สนฺตวาโจ สนฺตมโน สุสมาหิโต วนฺตโลกามิโส ภิกฺขุ อุปสนฺโตติ วุจฺจติ ฯ
ภิกษุผู้มีกายสงบ มีวาจาสงบ มีใจสงบ มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว และเป็นผู้ละโลกามิสได้ เราเรียกว่าผู้สงบระงับ
คาถานี้ทรงปรารภพระสันตกายเถระ ผู้มีอิริยาบถสงบสำรวมเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ทรงยกขึ้นสอนภิกษุทั้งหลาย
มีกายสงบ หมายถึงไม่มีความประพฤติชั่วทางกายเช่นการฆ่าสัตว์ มีวาจาสงบ คือไม่มีการพูดเท็จเป็นต้น มีใจสงบ คือไม่เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น เมื่อ มีจิตตั้งมั่นดี และ ละโลกามิส คือละเหยื่อล่อของโลกได้ ภิกษุนั้นจึงเรียกว่า ผู้สงบระงับ
ข้อคิดคือ ความสงบที่แท้ต้องสงบพร้อมกันทั้งกาย วาจา และใจ มิใช่เพียงนิ่งภายนอกแต่ใจยังวุ่นวายอยากได้ ผู้ฝึกให้ทั้งสามทางสงบสอดคล้องกัน ย่อมเป็นผู้สงบเย็นอย่างมั่นคง
คาถาที่ ๓๗๙
อตฺตนา โจทยตฺตานํ ปฏิมํเสตมตฺตนา โส อตฺตคุตฺโต สติมา สุขํ ภิกฺขุ วิหาหิสิ ฯ
ภิกษุ เธอจงเตือนตนด้วยตนเอง จงพิจารณาดูตนด้วยตนเอง ถ้าเธอคุ้มครองตนเองได้แล้ว มีสติ เธอก็จักอยู่เป็นสุข
คาถานี้ทรงปรารภพระนังคลกูฏเถระ แล้วทรงยกขึ้นสอนภิกษุทั้งหลายให้รู้จักเตือนตนเอง
พระองค์สอนว่า จง เตือนตนด้วยตนเอง และ พิจารณาดูตนด้วยตนเอง คือคอยตักเตือนและสำรวจความประพฤติของตนอยู่เสมอ มิต้องรอให้ผู้อื่นมาว่ากล่าว หากภิกษุ คุ้มครองตนเองได้ และ มีสติ กำกับ เธอ ก็จักอยู่เป็นสุข
ข้อคิดคือ คนเรามักมองเห็นความผิดของผู้อื่นได้ง่าย แต่มองข้ามความบกพร่องของตน ผู้ที่หมั่นสำรวจและเตือนใจตนด้วยสติ ย่อมแก้ไขตนได้ทันการณ์ และดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขโดยไม่ต้องคอยให้ใครมาชี้
คาถาที่ ๓๘๐
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ อตฺตา หิ อตฺตโน คติ ตสฺมา สญฺญม อตฺตานํ อสฺสํ ภทฺรํว วาณิโช ฯ
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน ตนแล เป็นคติ ของตน เพราะฉะนั้น เธอจงสงวนตน ให้ดี เหมือนพ่อค้าม้าสงวนม้าพันธุ์ดี ฉะนั้น
คาถานี้ทรงปรารภพระนังคลกูฏเถระ ต่อเนื่องกัน ทรงเน้นย้ำว่าที่พึ่งแท้จริงคือตนเอง
ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ตนแลเป็นคติของตน คือเป็นที่พำนักและเป็นสรณะของตน เพราะฉะนั้นพึง สงวนตนให้ดี อันหมายถึงป้องกันมิให้อกุศลกรรมที่ยังไม่เกิดได้เกิดขึ้นในตน เปรียบเหมือน พ่อค้าม้าสงวนม้าพันธุ์ดี ทะนุถนอมไว้อย่างระมัดระวัง
ข้อคิดคือ ความดีความชั่ว สุขทุกข์ ล้วนเกิดจากตัวเราเป็นผู้ทำ ผู้อื่นช่วยได้เพียงชี้ทาง แต่ต้องเดินเอง ผู้ที่รู้จักถนอมรักษาใจตนไว้ไม่ให้ตกไปในทางชั่ว ชื่อว่าได้ที่พึ่งอันประเสริฐที่สุดแล้ว
คาถาที่ ๓๘๑
ปาโมชฺชพหุโล ภิกฺขุ ปสนฺโน พุทฺธสาสเน อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ สงฺขารูปสมํ สุขํ ฯ
ภิกษุผู้มากด้วยความปราโมทย์ เลื่อมใสในพุทธศาสนา พึงบรรลุสันตบท อันเป็นธรรมเข้าไปสงบระงับสังขาร เป็นสุข
คาถานี้ทรงปรารภพระวักกลิเถระ ผู้เคยหลงติดในการเฝ้ามองพระวรกายของพระองค์ ทรงสอนให้ตั้งใจในธรรมด้วยความปราโมทย์แทน
ภิกษุผู้มากด้วยความปราโมทย์ คือมีใจเบิกบานยินดี ประกอบกับ เลื่อมใสในพุทธศาสนา ย่อมพึง บรรลุสันตบท อันเป็นธรรม เข้าไปสงบระงับสังขาร เป็นสุข คือถึงความสงบอย่างยิ่งได้
ข้อคิดคือ ความศรัทธาเลื่อมใสที่ประกอบด้วยปีติปราโมทย์เป็นพลังหนุนใจให้ก้าวหน้าในธรรม แต่ศรัทธานั้นต้องน้อมสู่การปฏิบัติเพื่อความสงบ มิใช่หยุดเพียงความชื่นชมภายนอก ผู้เจริญปราโมทย์ในธรรมย่อมเข้าถึงความสุขอันแท้จริง
คาถาที่ ๓๘๒
โย หเว ทหโร ภิกฺขุ ยุญฺชติ พุทฺธสาสเน
ภิกษุใดแลยังหนุ่มแน่น ย่อมประกอบขวนขวายในพุทธศาสนา ภิกษุนั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนดวงจันทร์พ้นจากเมฆ ฉะนั้น
คาถานี้ทรงปรารภสุมนสามเณร ผู้ยังเยาว์วัยแต่ตั้งใจบำเพ็ญเพียรจนมีคุณธรรมสูง ทรงยกขึ้นสรรเสริญ
ภิกษุใดยังหนุ่มแน่น แต่ ประกอบขวนขวายในพุทธศาสนา คือหมั่นเพียรปฏิบัติธรรมตั้งแต่วัยยังน้อย ภิกษุนั้น ย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนดวงจันทร์พ้นจากเมฆ ที่เมื่อพ้นเมฆบดบังแล้วย่อมส่องแสงเจิดจ้าไปทั่ว
ข้อคิดคือ คุณธรรมและความเพียรมิได้จำกัดที่วัยวุฒิ ผู้เริ่มปฏิบัติแต่เยาว์ด้วยความตั้งใจจริง ย่อมเปล่งประกายความดีให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่น พึงใช้วันเวลาของวัยหนุ่มสาวให้เกิดคุณค่า อย่าปล่อยให้ผ่านไปเปล่า