วัดจุฬามณี
ธรรมบท

ตัณหาวรรค — หมวดว่าด้วยตัณหา

ธรรมบท วรรคที่ ๒๔ · ๒๖ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

คาถาที่ ๓๓๔

มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน ตณฺหา วฑฺฒติ มาลุวา วิย โส ปลวตี หุราหุรํ ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโร ฯ

ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท เหมือนเถาย่านทรายเจริญอยู่ในป่า เขาย่อมเร่ร่อนไปมา เหมือนวานรที่ต้องการผลไม้ เที่ยวเร่ร่อนไปมาในป่า ฉะนั้น

คาถานี้ตรัสแก่บริษัท ๔ ปรารภเรื่องปลากปิละ ผู้เคยประมาทในกาลก่อน

พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า ตัณหาคือความทะยานอยากนั้น ย่อมเจริญงอกงามในใจของผู้ประพฤติประมาท คือผู้ปล่อยชีวิตให้ล่วงไปโดยขาดสติ ไม่เจริญสมาธิภาวนา เปรียบเหมือนเถาย่านทรายที่เลื้อยพันต้นไม้ในป่าจนคลุมทึบ คนที่ตกอยู่ในอำนาจตัณหาจึงเที่ยวเร่ร่อนแสวงหาอารมณ์นั้นอารมณ์นี้ไม่รู้จบ ดุจวานรที่กระโดดจากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่งเพื่อหาผลไม้

ข้อคิดคือ ตราบใดที่ยังปล่อยใจให้ประมาท ความอยากก็ยิ่งงอกเงยไม่รู้พอ ทางออกจึงอยู่ที่การมีสติกำกับใจในทุกขณะ อย่าให้ตัณหาได้ช่องหยั่งราก

คาถาที่ ๓๓๕

ยํ เอสา สหตี ชมฺมี ตณฺหา โลเก วิสตฺติกา โสกา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ อภิวฑฺฒํว พีรณํ ฯ

ตัณหาที่เลวทรามซ่านไปในโลกนี้ ครอบงำบุคคลใดไว้ได้ ความโศกย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น เหมือนหญ้าคมบางที่ถูกฝนตกรดแล้วเจริญงอกงามขึ้น ฉะนั้น

คาถานี้ตรัสแก่บริษัท ๔ ในเรื่องเดียวกัน คือเรื่องปลากปิละ

ทรงแสดงโทษของตัณหาอันเลวทรามที่ซ่านแผ่ไปในโลก คอยเกาะเกี่ยวอารมณ์ทั้งหลาย เมื่อมันครอบงำใจผู้ใดได้แล้ว ความโศกย่อมพอกพูนขึ้นแก่ผู้นั้น เปรียบดังหญ้าคมบางที่ยิ่งถูกฝนรดก็ยิ่งงอกงามเขียวชอุ่ม

นี่คือกฎธรรมดา ยิ่งเปิดใจรับความอยากมากเท่าใด ความทุกข์โศกก็ยิ่งเพิ่มพูนตามเท่านั้น เพราะสิ่งที่อยากได้ย่อมแปรปรวนและพลัดพรากเสมอ ผู้หวังความสงบจึงควรระวังไม่ให้ตัณหาหยั่งลงในใจ

คาถาที่ ๓๓๖

โย เจ ตํ สหตี ชมฺมึ ตณฺหํ โลเก ทุรจฺจยํ โสกา ตมฺหา ปปตนฺติ อุทพินฺทุว โปกฺขรา ฯ

ส่วนบุคคลใดครอบงำตัณหาที่เลวทรามนั้น ซึ่งล่วงได้ยากในโลกไว้ได้ ความโศกย่อมตกไปจากบุคคลนั้น เหมือนหยาดน้ำกลิ้งตกไปจากใบบัว ฉะนั้น

คาถานี้เป็นคู่กับคาถาก่อน ตรัสแก่บริษัท ๔ ในเรื่องปลากปิละ

เมื่อคาถาก่อนแสดงโทษของผู้ตกอยู่ใต้ตัณหา คาถานี้ทรงแสดงด้านตรงข้าม คือผู้ใดครอบงำตัณหาอันเลวทรามซึ่งล่วงพ้นได้ยากนั้นเสียได้ ความโศกย่อมร่วงหล่นไปจากผู้นั้น เปรียบดังหยาดน้ำที่กลิ้งตกจากใบบัวไม่อาจเกาะติดอยู่ได้

ข้อคิดคือ ใจที่ฝึกดีแล้วจนตัณหาไม่อาจเกาะกุมได้ ย่อมไม่ถูกความทุกข์ซึมซับ ความอยากมากระทบก็เพียงกลิ้งผ่านไปเหมือนน้ำบนใบบัว นี่คืออานิสงส์ของการเอาชนะใจตนเอง

คาถาที่ ๓๓๗

ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา ตณฺหาย มูลํ ขณถ อุสีรตฺโถว พีรณํ ฯ มา โว นฬํ ว โสโตว มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ ฯ

เพราะเหตุนั้น เราขอเตือนท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายที่ประชุมกันในที่นี้ จงมีความเจริญ ขอท่านทั้งหลายจงขุดรากเหง้าแห่งตัณหา เหมือนคนต้องการหญ้าแฝกขุดหญ้าแฝก มารอย่าได้ระรานท่านทั้งหลายอยู่ร่ำไป เหมือนกระแสน้ำระรานไม้อ้อ ฉะนั้น

คาถานี้ปิดท้ายชุดเรื่องปลากปิละ ตรัสแก่บริษัท ๔ เป็นคำเตือนด้วยเมตตา

พระพุทธองค์ทรงประทานพรว่า ขอผู้ที่มาประชุมกันจงเจริญ แล้วทรงชวนให้ขุดรากเหง้าแห่งตัณหาให้ถึงที่สุด เปรียบเหมือนคนต้องการหญ้าแฝกย่อมขุดถึงราก มิใช่เพียงตัดยอด ตามเชิงอรรถ การขุดรากนี้ทำได้ด้วยญาณที่ประกอบกับอรหัตตมรรค ตัดตัณหาที่เกิดทางทวารทั้ง ๖ พร้อมทรงเตือนอย่าให้มารคือกิเลสมาระรานได้บ่อย ๆ ดังกระแสน้ำพัดล้มไม้อ้อ

ข้อคิดคือ การละกิเลสต้องทำถึงต้นตอ มิใช่แก้ปลายเหตุ จึงจะไม่กลับงอกขึ้นมาอีก

คาถาที่ ๓๓๘

ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทเฬฺห ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต นิพฺพตฺตติ ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ ฯ

ต้นไม้ เมื่อรากยังแข็งแรง ยังไม่ถูกทำลาย แม้ลำต้นถูกตัดแล้ว ก็งอกขึ้นได้ใหม่ ฉันใด ความทุกข์นี้ เมื่อบุคคลขจัดตัณหานุสัยไม่ได้ขาด ก็ย่อมเกิดขึ้นเรื่อยๆ ฉันนั้น

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องลูกสุกรตัวเมีย

ทรงเปรียบว่า ต้นไม้ที่รากยังแข็งแรงมั่นคง แม้ลำต้นถูกตัดก็ยังงอกขึ้นใหม่ได้ ฉันใด ความทุกข์ก็ฉันนั้น ตราบใดที่ยังขจัดตัณหานุสัย คือความอยากที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานไม่ได้ขาด ความทุกข์ก็ย่อมเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

ข้อคิดคือ การละกิเลสเพียงผิวเผินเหมือนตัดต้นไม้ทิ้งยอด ไม่นานก็แตกหน่อใหม่ ต้องถอนถึงอนุสัยที่ซ่อนลึกจึงจะสิ้นทุกข์ได้จริง นี่คือเหตุผลที่ท่านสอนให้เจริญวิปัสสนาจนถอนรากถอนโคน

คาถาที่ ๓๓๙

ยสฺส ฉตฺตึสตีโสตา มนาปสฺสวนา ภุสา มหา วหนฺติ ทุทฺทิฏฺฐึ สงฺกปฺปา ราคนิสฺสิตา ฯ

บุคคลใดยังมีกระแสตัณหาอันแรงกล้า ๓๖ สาย ที่มักไหลไปยังอารมณ์อันน่าพอใจ ความดำริเป็นอันมากที่อาศัยราคะ ย่อมนำบุคคลนั้นซึ่งมีความเห็นผิดไป

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายในเรื่องลูกสุกรตัวเมีย

ทรงแสดงกระแสตัณหา ๓๖ สาย อันแรงกล้า ที่มักไหลไปหาอารมณ์อันน่าพอใจ ตามเชิงอรรถ ตัณหา ๓๖ นี้ได้แก่ตัณหา ๓ อย่าง (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) คูณกับอายตนะภายใน ๖ และภายนอก ๖ รวมเป็นกระแสไหลเชี่ยว ผู้ใดยังปล่อยใจให้ไหลตาม ความดำริที่อาศัยราคะก็จะพัดพาผู้มีความเห็นผิดนั้นให้ลอยไปไกล

ข้อคิดคือ ความคิดที่ตั้งต้นจากความอยากย่อมนำพาชีวิตให้หลงทาง ผู้หวังพ้นทุกข์จึงต้องคอยเฝ้าดูใจว่ากำลังไหลไปตามกระแสใด แล้วทวนกระแสด้วยสติปัญญา

คาถาที่ ๓๔๐

สวนฺติ สพฺพธี โสตา ลตา อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ ตญฺจ ทิสฺวา ลตํ ชาตํ มูลํ ปญฺญาย ฉินฺทถ ฯ

กระแสตัณหาทั้งหลายไหลไปในอารมณ์ทั้งหมด ตัณหาดุจเถาวัลย์ ก็งอกงามขึ้น พวกเธอ ครั้นเห็นตัณหาดุจเถาวัลย์ที่งอกงามนั้น จงตัดรากด้วยปัญญา

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายในเรื่องลูกสุกรตัวเมีย

ทรงแสดงว่ากระแสตัณหาไหลซ่านไปในอารมณ์ทั้งปวง และตัณหานั้นดุจเถาวัลย์ที่ผุดงอกแล้วเลื้อยพันไปทั่ว ทรงกำชับว่า เมื่อพวกเธอเห็นเถาตัณหาที่งอกงามนั้นแล้ว จงตัดรากด้วยปัญญา ซึ่งตามเชิงอรรถหมายถึงปัญญาอันประกอบด้วยมรรค

ข้อคิดคือ ความอยากไม่ต่างจากเถาวัลย์ที่ถ้าปล่อยไว้จะพันรัดจนแน่น ผู้ปฏิบัติต้องคอยสังเกตเห็นมันแต่เนิ่น ๆ แล้วใช้ปัญญาตัดถึงราก ไม่ใช่เพียงเด็ดใบเด็ดยอดซึ่งไม่พอจะหยุดการเติบโต

คาถาที่ ๓๔๑

สริตานิ สิเนหิตานิ จ โสมนสฺสานิ ภวนฺติ ชนฺตุโน เต สาตสิตา สุเขสิโน เต เว ชาติชรูปคา นรา ฯ

สัตว์โลกผู้มีแต่โสมนัสซาบซ่าน ฉ่ำชื้นด้วยเสน่หา มัวแต่จะแสวงหาความสุขสำราญกันอยู่ จึงต้องเข้าถึงชาติและชราร่ำไป

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายในเรื่องลูกสุกรตัวเมีย

ทรงชี้ให้เห็นวงจรของสัตว์โลกที่เต็มไปด้วยโสมนัสซาบซ่าน ใจฉ่ำชื้นด้วยเสน่หา ซึ่งตามเชิงอรรถหมายถึงเปียกชุ่มด้วยยางเหนียวคือตัณหา คนเหล่านี้มัวแต่แสวงหาความสุขสำราญ จึงต้องเวียนกลับมาเข้าถึงชาติและชราครั้งแล้วครั้งเล่าไม่จบสิ้น

ข้อคิดคือ ความสุขที่ตั้งอยู่บนความอยากนั้น แท้จริงคือเชื้อของการเกิดแก่ในภพหน้า ยิ่งวิ่งหาความเพลิดเพลินมากเท่าใด ก็ยิ่งผูกตนไว้กับวัฏสงสารมากเท่านั้น ท่านจึงชวนให้เห็นโทษแล้วคลายความยึดในความสุขชั่วคราวเสีย

คาถาที่ ๓๔๒

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา ปริสปฺปนฺติ สโสว พาธิโต สญฺโญชนสงฺคสตฺตา ทุกฺขมุเปนฺติ ปุนปฺปุนํ จิราย ฯ

หมู่สัตว์ถูกล้อมไว้ด้วยตัณหาที่ทำให้สะดุ้ง จึงดิ้นรนเหมือนกระต่ายติดบ่วง หมู่สัตว์ผู้ถูกสังโยชน์และกิเลสเครื่องข้อง ผูกไว้แน่น ย่อมได้รับความทุกข์ร่ำไปชั่วกาลนาน

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายในเรื่องลูกสุกรตัวเมีย

ทรงแสดงสภาพของหมู่สัตว์ที่ถูกตัณหาล้อมไว้จนใจสะดุ้งหวั่นไหว ต้องดิ้นรนทุรนทุรายเหมือนกระต่ายติดบ่วง ตามเชิงอรรถ พวกเขาถูกสังโยชน์ ๑๐ และกิเลสเครื่องข้อง ๗ ประการมีราคะเป็นต้นผูกไว้แน่น จึงต้องเสวยทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดกาลนาน

ข้อคิดคือ ความอยากไม่เพียงทำให้สุขเมื่อได้ แต่ทำให้สะดุ้งกลัวว่าจะสูญเสีย ยิ่งดิ้นยิ่งรัดแน่นเหมือนกระต่ายในบ่วง ผู้จะพ้นได้ต้องรู้จักหยุดดิ้น คลายความยึด แล้วค่อย ๆ แก้เครื่องผูกด้วยปัญญา

คาถาที่ ๓๔๓

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา ปริสปฺปนฺติ สโสว พาธิโต ตสฺมา ตสิณํ วิโนทเย ภิกฺขุ อากงฺขํ วิราคมตฺตโน ฯ

หมู่สัตว์ถูกล้อมไว้ด้วยตัณหาที่ทำให้สะดุ้ง จึงดิ้นรนเหมือนกระต่ายติดบ่วง เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังให้ตนสิ้นราคะ ควรบรรเทาตัณหาที่ทำให้สะดุ้งเสีย

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายในเรื่องลูกสุกรตัวเมีย เป็นคู่ต่อจากคาถาก่อน

เมื่อคาถาก่อนแสดงสภาพหมู่สัตว์ที่ดิ้นรนเหมือนกระต่ายติดบ่วงเพราะถูกตัณหาล้อม คาถานี้ทรงสรุปเป็นข้อปฏิบัติว่า ภิกษุผู้หวังให้ตนสิ้นราคะเข้าถึงความคลายกำหนัด จึงควรบรรเทาตัณหาอันทำให้สะดุ้งนั้นเสีย

ข้อคิดคือ เมื่อเห็นแล้วว่าตัณหาคือต้นเหตุของการดิ้นรนเป็นทุกข์ ก็ต้องลงมือกำจัดที่ตัวมัน ไม่ใช่เพียงบ่นถึงความทุกข์ ผู้ตั้งใจพ้นทุกข์จึงเพียรบรรเทาความอยากในใจตนลงทีละน้อยจนกว่าจะสิ้น

คาถาที่ ๓๔๔

โย นิพฺพนโฐ วนาธิมุตฺโต วนมุตฺโต วนเมว ธาวติ ตํ ปุคฺคลเมว ปสฺสถ มุตฺโต พนฺธนเมว ธาวติ ฯ

บุคคลใดออกจากอาลัยแล้ว มีใจน้อมไปในป่า พ้นจากป่าแล้ว ยังแล่นเข้าไปสู่ป่านั้นอีก ท่านทั้งหลายจงดูบุคคลนั้น เขาพ้นจากเครื่องผูก ยังแล่นไปสู่เครื่องผูกตามเดิม

คาถานี้ตรัสแก่บริษัท ๔ ปรารภเรื่องภิกษุผู้กระสันจะสึก

ทรงชี้ถึงบุคคลที่เคยออกจากอาลัย คือละความเป็นอยู่อย่างคฤหัสถ์ มีใจน้อมไปสู่ป่า อันหมายถึงตบะหรือการบำเพ็ญเพียร ครั้นพ้นจากเรือนมาแล้ว กลับแล่นเข้าสู่ป่าคือตัณหาเครื่องผูกให้ครองเรือนอีก ทรงชวนให้ดูว่าเขาพ้นจากเครื่องผูกแล้วยังวิ่งกลับไปสู่เครื่องผูกเดิม

ข้อคิดคือ การถอยกลับไปหาสิ่งที่เคยละแล้วเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง ผู้ที่เดินทางออกมาได้ครึ่งทางแล้วหันหลังกลับ ย่อมเหนื่อยเปล่า ท่านจึงเตือนให้ตั้งใจมั่น อย่าให้ความอยากดึงกลับสู่พันธนาการเก่า

คาถาที่ ๓๔๕

น ตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา ยทายสํ ทารุชํ ปพฺพชญฺจ

นักปราชญ์ทั้งหลายไม่ได้กล่าวถึงเครื่องจองจำ ที่ทำด้วยเหล็ก ทำด้วยไม้ และทำด้วยหญ้าปล้อง ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่นคง แต่กล่าวถึง ความกำหนัดยินดีในต่างหูแก้วมณี และความใยดีในบุตรภรรยา ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่นคง

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายผู้เห็นโจรถูกจองจำ ปรารภเรื่องเรือนจำ

ทรงแสดงว่านักปราชญ์ไม่ถือว่าเครื่องจองจำที่ทำด้วยเหล็ก ไม้ หรือหญ้าปล้องเป็นเครื่องผูกที่มั่นคงแท้จริง เพราะสิ่งเหล่านั้นยังแก้ให้หลุดได้ แต่ท่านชี้ว่าความกำหนัดยินดีในเครื่องประดับแก้วมณี และความใยดีในบุตรภรรยาต่างหากที่เป็นเครื่องจองจำอันมั่นคงยิ่งกว่า

ข้อคิดคือ พันธนาการที่แท้จริงมิได้อยู่ภายนอกกาย แต่อยู่ในใจที่ผูกพันด้วยความรักความหวง คุกภายนอกยังมีวันพ้นโทษ แต่คุกแห่งความยึดในคนและของรักนั้นผูกข้ามภพข้ามชาติ ต้องอาศัยการคลายใจจึงจะหลุดได้

คาถาที่ ๓๔๖

เอตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา โอหารินํ สิถิลํ ทุปฺปมุญฺจํ เอตํปิ เฉตฺวาน ปริพฺพชนฺติ อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหาย ฯ

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวถึงความกำหนัด เครื่องจองจำที่มั่นคงนั้น ว่ามีปกติเหนี่ยวลง หย่อนยาน แต่แก้ให้หลุดยาก นักปราชญ์เหล่านั้นตัดเครื่องจองจำนั้นได้แล้ว ไม่ใยดี ละกามสุข ออกบวช

คาถานี้เป็นคู่ต่อจากคาถาก่อน ตรัสแก่ภิกษุที่เห็นโจรถูกจองจำในเรื่องเรือนจำ

ทรงขยายว่า เครื่องจองจำคือความกำหนัดนั้น นักปราชญ์กล่าวว่ามีปกติเหนี่ยวลงให้จมสู่ที่ต่ำ ดูเผิน ๆ เหมือนหย่อนยานไม่รัดแน่น แต่แท้จริงแก้ให้หลุดได้ยากยิ่ง กระนั้นท่านผู้มีปัญญาก็ยังตัดเครื่องจองจำนั้นได้ แล้วละกามสุขออกบวชโดยไม่ใยดี

ข้อคิดคือ ความอยากมักหลอกให้เรารู้สึกว่ามันเบาบางพอทน แต่จริง ๆ กลับรัดแน่นที่สุด ผู้กล้าตัดใจละกามสุขได้ต่างหากคือผู้ปราชญ์แท้ ท่านชี้ทางว่าอิสรภาพมีจริงสำหรับผู้ยอมสละ

คาถาที่ ๓๔๗

เย ราครตฺตานุปตนฺติ โสตํ สยํ กตํ มกฺกฏโกว ชาลํ เอตมฺปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา อนเปกฺขิโน สพฺพทุกฺขํ ปหาย ฯ

สัตว์ทั้งหลายผู้กำหนัดยินดีด้วยราคะ ย่อมตกไปสู่กระแสตัณหา เหมือนแมงมุมติดใยที่ตนถักไว้เอง นักปราชญ์ทั้งหลายตัดกระแสตัณหานั้นได้แล้ว หมดความใยดี ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไปได้

คาถานี้ตรัสแก่พระเขมาเถรี ปรารภเรื่องของท่าน

ทรงเปรียบสัตว์ผู้กำหนัดยินดีด้วยราคะว่าย่อมตกลงสู่กระแสตัณหาเหมือนแมงมุมที่ติดในใยซึ่งตนถักขึ้นเอง คือสร้างเครื่องผูกด้วยมือตนแล้วก็ติดในเครื่องผูกนั้น ส่วนนักปราชญ์ผู้ตัดกระแสตัณหานั้นขาด ย่อมหมดความใยดี ละทุกข์ทั้งปวงได้

ข้อคิดคือ ทุกข์ส่วนใหญ่เราสร้างขึ้นเองด้วยความอยากของตัวเอง เหมือนแมงมุมชักใยแล้วติดใยตน ผู้จะพ้นได้ต้องกล้าตัดใยที่ตนถักไว้ คือคลายราคะและความยึดออกจากใจ จึงจะเป็นอิสระจากข่ายที่ตนวางไว้

คาถาที่ ๓๔๘

มุญฺจ ปุเร มุญฺจ ปจฺฉโต มชฺเฌ มุญฺจ ภวสฺส ปารคู สพฺพตฺถ วิมุตฺตมานโส น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ ฯ

เธอจงเป็นผู้ปล่อยวางทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน จงเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ เธอผู้มีใจหลุดพ้นในธรรมทั้งปวงแล้ว จักไม่เข้าถึงชาติ และชราอีกต่อไป

คาถานี้ตรัสแก่นายอุคคเสน ปรารภเรื่องบุตรเศรษฐีชื่ออุคคเสน

ทรงสอนให้ปล่อยวางทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ตามเชิงอรรถ หมายถึงปล่อยวางความยึดมั่นและความทะยานอยากในขันธ์ทั้งหลายทั้งสามกาล ให้เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ เมื่อมีใจหลุดพ้นในธรรมทั้งปวงแล้ว ก็จักไม่กลับเข้าถึงชาติและชราอีก

ข้อคิดคือ ใจของเรามักแบกอดีตที่ผ่านไป พะวงอนาคตที่ยังไม่มา และยึดปัจจุบันไว้แน่น ความทุกข์จึงหนัก ท่านชี้ทางว่า วางลงเสียทั้งสามกาล ใจก็เบาและเป็นอิสระ นี่คือหนทางสู่ความสิ้นการเกิดแก่

คาถาที่ ๓๔๙

วิตกฺกมถิตสฺส ชนฺตุโน ติพฺพราคสฺส สุภานุปสฺสิโน ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒติ เอส โข ทฬฺหํ กโรติ พนฺธนํ ฯ

บุคคลผู้ถูกวิตก ย่ำยี มีราคะจัด เห็นอารมณ์ว่างามเสมอ ย่อมมีตัณหาพอกพูนมากขึ้นๆ บุคคลเช่นนั้นแลชื่อว่าสร้างเครื่องผูกมัดที่แน่นหนา

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุหนุ่มผู้กระสันจะสึก ปรารภเรื่องจูฬธนุคคหบัณฑิต

ทรงแสดงโทษของบุคคลที่ถูกวิตกย่ำยี คือถูกความตรึกฝ่ายอกุศลรบกวน มีราคะจัด และคอยเห็นอารมณ์ว่างามอยู่เสมอ ผู้เช่นนี้ย่อมมีตัณหาพอกพูนมากขึ้น ๆ และชื่อว่ากำลังสร้างเครื่องผูกมัดที่แน่นหนาให้แก่ตนเอง

ข้อคิดคือ การหมกมุ่นมองสิ่งต่าง ๆ ว่าน่าใคร่น่ายินดีนั้น เท่ากับรดน้ำให้ตัณหาเติบโต ยิ่งคิดยิ่งอยาก ยิ่งอยากยิ่งผูกตนแน่น ผู้ปฏิบัติจึงควรระวังการปรุงแต่งใจในทางกำหนัด แล้วหันมามองตามความเป็นจริงแทน

คาถาที่ ๓๕๐

วิตกฺกูปสเม จ โย รโต อสุภํ ภาวยตี สทา สโต เอส โข วฺยนฺติกาหติ เอสจฺเฉจฺฉติ มารพนฺธนํ ฯ

ส่วนผู้ใดยินดีในฌานเป็นที่ระงับวิตก มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภฌานอยู่ ผู้นั้นแล จักทำตัณหาให้สิ้นไปได้ จักตัดเครื่องผูกแห่งมาร ได้

คาถานี้เป็นคู่ต่อจากคาถาก่อน ตรัสแก่ภิกษุหนุ่มผู้กระสันจะสึกในเรื่องจูฬธนุคคหบัณฑิต

เมื่อคาถาก่อนแสดงผู้ที่สร้างเครื่องผูกให้ตน คาถานี้ทรงแสดงด้านตรงข้าม คือผู้ยินดีในฌานเป็นที่ระงับวิตก ตามเชิงอรรถหมายถึงปฐมฌานที่มีอสุภะเป็นอารมณ์ สามารถสงบมิจฉาวิตกได้ ผู้นั้นมีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภฌานพิจารณาความไม่งามของกาย ย่อมทำตัณหาให้สิ้นไปและตัดเครื่องผูกแห่งมารได้

ข้อคิดคือ ยาแก้ราคะคือการมองตามจริงว่ากายนี้ไม่งามเที่ยงแท้ พร้อมมีสติกำกับ เมื่อใจสงบจากความตรึกฟุ้ง ตัณหาก็เหือดแห้ง นี่คือทางตัดพันธนาการที่มารวางไว้

คาถาที่ ๓๕๑

นิฏฺฐํ คโต อสนฺตาสี วีตตโณฺห อนงฺคโณ อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ อนฺติโมยํ สมุสฺสโย ฯ

ผู้บรรลุความสำเร็จแล้ว ไม่มีความสะดุ้งกลัว ปราศจากตัณหา ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ตัดลูกศรที่นำไปสู่ภพได้ขาดแล้ว ร่างกายนี้จึงเป็นร่างกายสุดท้าย

คาถานี้ตรัสแก่มารผู้มีบาป ปรารภเรื่องมาร

ทรงแสดงคุณของพระอรหันต์ผู้บรรลุความสำเร็จอันหมายถึงอรหัตตผล เป็นผู้ไม่มีความสะดุ้งกลัว ปราศจากตัณหา ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ท่านตัดลูกศรที่นำไปสู่ภพได้ขาดแล้ว ร่างกายนี้จึงเป็นร่างกายสุดท้าย ไม่ต้องเวียนเกิดอีก

ข้อคิดคือ ตราบที่ยังมีตัณหา ก็ยังมีลูกศรที่ปักพาให้ไปเกิดในภพต่อ ๆ ไป แต่เมื่อถอนตัณหาสิ้นเชิงแล้ว ใจย่อมปลอดจากความหวาดสะดุ้ง เพราะไม่มีอะไรให้ต้องกลัวสูญเสียอีก นี่คือความปลอดโปร่งของผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์

คาถาที่ ๓๕๒

วีตตโณฺห อนาทาโน นิรุตฺติปทโกวิโท อกฺขรานํ สนฺนิปาตํ ชญฺญา ปุพฺพปรานิ จ ส เว อนฺติมสารีโร มหาปญฺโญ มหาปุริโสติ วุจฺจติ ฯ

ผู้ปราศจากตัณหา หมดความยึดมั่น ฉลาดในนิรุตติบท รู้หมวดหมู่และเบื้องต้นเบื้องปลายของอักษรทั้งหลาย ผู้นั้นแลเรียกว่า ผู้มีร่างกายเป็นร่างกายสุดท้าย ผู้มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ

คาถานี้ตรัสแก่มารผู้มีบาปในเรื่องมาร ต่อจากคาถาก่อน

ทรงแสดงคุณของพระอรหันต์เพิ่มเติมว่า ผู้ปราศจากตัณหา หมดความยึดมั่น ยังฉลาดในนิรุตติบท ซึ่งตามเชิงอรรถหมายถึงนิรุตติปฏิสัมภิทาพร้อมปฏิสัมภิทาที่เหลือ รู้การประชุมและเบื้องต้นเบื้องปลายของอักษรทั้งหลาย ผู้เช่นนั้นเรียกได้ว่าเป็นผู้มีร่างกายสุดท้าย มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ

ข้อคิดคือ ความสิ้นตัณหามิได้ทำให้ปัญญาลดลง กลับเป็นฐานให้ปัญญาแตกฉานยิ่งขึ้น ผู้ที่ใจว่างจากความยึดย่อมมองเห็นสิ่งต่าง ๆ กระจ่างชัด นี่คือความสง่างามที่แท้ของผู้พ้นทุกข์

คาถาที่ ๓๕๓

สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต สยํ อภิญฺญาย กมุทฺทิเสยฺยํ ฯ

เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้ธรรมทั้งปวง มิได้แปดเปื้อนในธรรมทั้งปวง ละธรรมทั้งปวงได้ หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหา ตรัสรู้ยิ่งเองแล้วจะพึงกล่าวอ้างใครเล่า

คาถานี้เป็นพระดำรัสตอบอาชีวกชื่ออุปกะ เมื่อครั้งพระพุทธองค์แรกตรัสรู้ประทับที่ควงไม้โพธิ์ ปรารภเรื่องอุปกะผู้ทูลถามว่าใครเป็นศาสดา

ทรงประกาศว่าพระองค์เป็นผู้ครอบงำและรู้แจ้งธรรมทั้งปวง มิได้แปดเปื้อนด้วยตัณหาและทิฏฐิในธรรมทั้ง ๓ ระดับ ละธรรมทั้งปวงได้ หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหา เมื่อตรัสรู้ยิ่งเองแล้ว จะพึงกล่าวอ้างใครเป็นอาจารย์เล่า ตามเชิงอรรถ คือเมื่อรู้เองได้ถึงเพียงนี้ ก็ไม่จำต้องอ้างอุปัชฌาย์อาจารย์ผู้ใด

ข้อคิดคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ไม่มีครูสอน นี่แสดงถึงความเป็นสยัมภู ผู้ตื่นรู้ด้วยพระปัญญาบารมีที่บ่มเพาะมาเอง เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์

คาถาที่ ๓๕๔

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ สพฺพํ รสํ ธมฺมรโส ชินาติ สพฺพํ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ ฯ

การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง รสแห่งธรรม ชนะรสทั้งปวง ความยินดีในธรรม ชนะความยินดีทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ชนะทุกข์ทั้งปวง

คาถานี้ตรัสแก่ท้าวสักกะจอมเทพและเหล่าเทวดา ปรารภเรื่องท้าวสักกะผู้ทูลถามปัญหา ๔ ข้อ

ทรงแสดงความประเสริฐสี่ประการ คือ การให้ธรรมชนะการให้ทั้งปวง รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง ความยินดีในธรรมชนะความยินดีทั้งปวง และความสิ้นตัณหาชนะทุกข์ทั้งปวง ตามเชิงอรรถ รสแห่งธรรมคือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ และโลกุตตรธรรม ๙ ส่วนความสิ้นตัณหาคืออรหัตตผลที่ตัดขาดทุกข์ในสังสารวัฏได้สิ้นเชิง

ข้อคิดคือ ทานวัตถุมีผลมากก็จริง แต่การมอบธรรมะให้ผู้อื่นได้ปัญญานั้นเลิศกว่า เพราะพาให้พ้นทุกข์ได้ถาวร ผู้มีโอกาสได้ให้ธรรม บอกธรรม หรือชวนกันปฏิบัติธรรม จึงได้ชื่อว่าทำสิ่งที่ประเสริฐที่สุด

คาถาที่ ๓๕๕

หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ โน เจ ปารคเวสิโน โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ ฯ

โภคทรัพย์ทั้งหลาย ย่อมทำลายคนมีปัญญาทราม แต่จะไม่ทำลายคนที่แสวงหาฝั่ง เพราะความทะยานอยากในโภคทรัพย์ คนมีปัญญาทรามจึงทำลายตนเองดุจทำลายคนอื่น

คาถานี้ตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ปรารภเรื่องอปุตตกเศรษฐีบุตรผู้มีทรัพย์มากแต่ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์

ทรงแสดงว่าโภคทรัพย์ย่อมทำลายคนมีปัญญาทราม แต่ไม่ทำลายผู้แสวงหาฝั่ง ซึ่งตามเชิงอรรถฝั่งหมายถึงนิพพาน เพราะความทะยานอยากในทรัพย์ คนโง่เขลาจึงทำลายตนเองประหนึ่งทำลายศัตรู

ข้อคิดคือ ทรัพย์สินมิใช่โทษในตัวมันเอง แต่เป็นโทษต่อผู้ที่ปล่อยใจให้ตัณหาครอบงำ จนตระหนี่ไม่กล้าใช้ ไม่กล้าให้ หรือใช้ในทางเสื่อม ผู้มีปัญญาย่อมใช้ทรัพย์เป็นเครื่องมือสร้างบุญและมุ่งสู่ฝั่งคือความพ้นทุกข์ ทรัพย์จึงกลายเป็นคุณ

คาถาที่ ๓๕๖

ติณโทสานิ เขตฺตานิ ราคโทสา อยํ ปชา ตสฺมา หิ วีตราเคสุ ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ

นามีหญ้าเป็นโทษ หมู่ชนมีราคะเป็นโทษ ฉะนั้น ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากราคะ จึงมีผลมาก

คาถานี้ตรัสแก่อังกุรเทพบุตรและอินทกเทพบุตร ปรารภเรื่องอังกุรเทพบุตร เป็นชุด ๔ คาถาว่าด้วยเนื้อนาบุญ

ทรงเปรียบว่า นาย่อมมีหญ้าเป็นโทษ ทำให้ผลไม่งอกงามเต็มที่ ฉันใด หมู่ชนก็มีราคะเป็นโทษ ฉันนั้น เพราะเหตุนี้ ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากราคะคือท่านผู้บริสุทธิ์ จึงมีผลมาก

ข้อคิดคือ ผลของทานขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของผู้รับด้วย ดังเมล็ดพืชที่หว่านลงในนาสะอาดปราศจากวัชพืชย่อมงอกงามให้ผลไพศาล การเลือกทำบุญกับผู้มีศีลมีคุณธรรมจึงเป็นการเพาะบุญในเนื้อนาที่ดี ให้ผลานิสงส์กว้างขวาง

คาถาที่ ๓๕๗

ติณโทสานิ เขตฺตานิ โทสโทสา อยํ ปชา ตสฺมา หิ วีตโทเสสุ ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ

นามีหญ้าเป็นโทษ หมู่ชนมีโทสะเป็นโทษ ฉะนั้น ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากโทสะ จึงมีผลมาก

คาถานี้ตรัสแก่อังกุรเทพบุตรและอินทกเทพบุตรในเรื่องอังกุรเทพบุตร เป็นคาถาที่สองในชุด

ทรงดำเนินอุปมาเดิม คือ นาย่อมมีหญ้าเป็นโทษ ส่วนหมู่ชนมีโทสะเป็นโทษ ความโกรธความมุ่งร้ายทำให้ใจเศร้าหมองเสียคุณ เพราะเหตุนี้ ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากโทสะจึงมีผลมาก

ข้อคิดคือ เช่นเดียวกับราคะ ความโกรธก็เป็นวัชพืชในใจที่บั่นทอนความบริสุทธิ์ ผู้รับที่ระงับโทสะได้ย่อมเป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ การทำบุญกับท่านผู้มีเมตตาสงบเย็น จึงได้อานิสงส์ไพบูลย์ พร้อมกันนั้นก็เตือนใจเราให้หมั่นชำระโทสะออกจากใจตนด้วย

คาถาที่ ๓๕๘

ติณโทสานิ เขตฺตานิ โมหโทสา อยํ ปชา ตสฺมา หิ วีตโมเหสุ ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ

นามีหญ้าเป็นโทษ หมู่ชนมีโมหะเป็นโทษ ฉะนั้น ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากโมหะ จึงมีผลมาก

คาถานี้ตรัสแก่อังกุรเทพบุตรและอินทกเทพบุตรในเรื่องอังกุรเทพบุตร เป็นคาถาที่สามในชุด

ทรงดำเนินอุปมาต่อเนื่อง คือ นาย่อมมีหญ้าเป็นโทษ ส่วนหมู่ชนมีโมหะเป็นโทษ ความหลงงมงายไม่รู้ตามจริงทำให้ใจมัวหมอง เพราะเหตุนี้ ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากโมหะจึงมีผลมาก

ข้อคิดคือ โมหะคือความหลงเป็นรากลึกของกิเลสทั้งปวง ผู้รับที่สิ้นโมหะย่อมเป็นเนื้อนาบุญบริสุทธิ์ที่สุด การถวายทานแก่ท่านผู้มีปัญญารู้แจ้งจึงมีผลานิสงส์มาก ทั้งยังชวนให้เราเห็นว่า การเพาะบุญที่ดีเริ่มจากการเลือกเนื้อนาที่ปราศจากวัชพืชแห่งกิเลส

คาถาที่ ๓๕๙

ติณโทสานิ เขตฺตานิ อิจฺฉาโทสา อยํ ปชา ตสฺมา หิ วิคติจฺเฉสุ ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ

นามีหญ้าเป็นโทษ หมู่ชนมีความอยากเป็นโทษ ฉะนั้น ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากความอยาก จึงมีผลมาก ฉะนั้น ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากตัณหา จึงมีผลมาก)

คาถานี้ปิดท้ายชุด ๔ คาถา ตรัสแก่อังกุรเทพบุตรและอินทกเทพบุตรในเรื่องอังกุรเทพบุตร

ทรงสรุปด้วยอุปมาเดิม คือ นาย่อมมีหญ้าเป็นโทษ ส่วนหมู่ชนมีความอยากเป็นโทษ ความทะยานอยากคือตัณหาทำให้ใจเสียคุณ เพราะเหตุนี้ ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากความอยากหรือปราศจากตัณหาจึงมีผลมาก

ข้อคิดคือ ทั้งราคะ โทสะ โมหะ และความอยาก ล้วนเป็นวัชพืชที่บั่นทอนความบริสุทธิ์ของเนื้อนาบุญ เมื่อผู้รับสิ้นตัณหา ทานที่หว่านลงย่อมให้ผลไพศาลที่สุด นี่คือเหตุผลที่การทำบุญกับพระอริยเจ้าผู้หมดกิเลส ท่านจึงกล่าวว่ามีอานิสงส์มากเป็นพิเศษ