วัดจุฬามณี
ธรรมบท

นาควรรค — หมวดว่าด้วยช้าง

ธรรมบท วรรคที่ ๒๓ · ๑๔ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

คาถาที่ ๓๒๐

อหํ นาโคว สงฺคาเม จาปโต ปติตํ สรํ อติวากฺยนฺติติกฺขิสฺสํ ทุสฺสีโล หิ พหุชฺชโน ฯ

เราจักอดกลั้นถ้อยคำล่วงเกิน เหมือนพญาช้างในสงคราม อดทนลูกศรที่ตกจากแล่ง เพราะคนจำนวนมากเป็นผู้ทุศีล

คาถานี้ตรัสแก่ พระอานนท์ ในคราวที่ทรงปรารภเรื่อง การฝึกตน โดยพระองค์ทรงเปรียบพระองค์เองว่าจะทรงอดกลั้นถ้อยคำล่วงเกินของผู้อื่น

พระพุทธองค์ทรงเปรียบพระองค์เองดั่ง พญาช้างศึกในสนามรบ ที่ยืนหยัดมั่นคง อดทนต่อลูกศรที่ระดมยิงมาจากทุกทิศได้ ฉันใด พระองค์ก็จักทรงอดกลั้นต่อถ้อยคำเสียดสี ด่าว่า ล่วงเกิน ที่พุ่งเข้ามาได้ฉันนั้น ทั้งนี้เพราะทรงเข้าใจตามความจริงว่า คนหมู่มากในโลกนี้เป็นผู้ทุศีล ย่อมพูดจาไม่สำรวมเป็นธรรมดา

ข้อคิดคือ เมื่อเราวางใจไว้ล่วงหน้าว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ฝึกฝนวาจา คำล่วงเกินที่ได้ยินก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องหวั่นไหวหรือโต้ตอบ ใจที่หนักแน่นดั่งช้างศึกย่อมเป็นเกราะกันทุกข์ได้ดีที่สุด

คาถาที่ ๓๒๑

ทนฺตํ นยนฺติ สมิตึ ทนฺตํ ราชาภิรูหติ ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ โยติวากฺยนฺติติกฺขติ ฯ

คนทั้งหลายนำสัตว์พาหนะที่ฝึกแล้วไปสู่ที่ประชุม พระราชาย่อมทรงราชพาหนะที่ฝึกแล้ว ในหมู่มนุษย์ คนที่อดกลั้นถ้อยคำล่วงเกินได้ ชื่อว่าเป็นผู้ฝึกตนได้แล้ว เป็นผู้ประเสริฐที่สุด

ต่อเนื่องจากคาถาก่อน ตรัสแก่ พระอานนท์ ในเรื่อง การฝึกตน เพื่อยกย่องคุณค่าของผู้ที่ฝึกฝนตนเองได้

พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า สัตว์พาหนะที่คนนำไปสู่ที่ประชุมชน หรือที่พระราชาทรงเสด็จขึ้นไป ล้วนเป็นสัตว์ที่ผ่านการ ฝึกหัด มาแล้วทั้งสิ้น สัตว์ที่ยังพยศย่อมไม่มีใครกล้าใช้ เช่นเดียวกัน ในหมู่มนุษย์ ผู้ที่อดกลั้นถ้อยคำล่วงเกินได้ ต่างหากที่ชื่อว่าเป็น ผู้ฝึกตนแล้ว และเป็นผู้ประเสริฐที่สุด

การฝึกตนจึงมิได้วัดกันที่กำลังหรือยศ แต่วัดที่ความสามารถในการ ข่มใจ ไม่โต้ตอบด้วยอารมณ์ ผู้ที่อดทนต่อคำกระทบกระทั่งได้ ย่อมเป็นที่เคารพและควรค่าแก่การนำหน้าผู้อื่น

คาถาที่ ๓๒๒

วรมสฺสตรา ทนฺตา อาชานียา จ สินฺธวา กุญฺชรา จ มหานาคา อตฺตทนฺโต ตโต วรํ ฯ

ม้าอัสดร ม้าอาชาไนย ม้าสินธพ ช้างใหญ่ ที่ได้รับการฝึกหัดแล้ว เป็นสัตว์ประเสริฐ แต่คนที่ฝึกตนได้แล้ว ประเสริฐกว่าสัตว์พาหนะเหล่านั้น

ยังอยู่ในเรื่อง การฝึกตน ที่ตรัสแก่ พระอานนท์ ทรงเปรียบเทียบให้เห็นเด่นชัดขึ้นไปอีก

ม้าอัสดร ม้าอาชาไนย ม้าสินธพ และช้างใหญ่ ที่ผ่านการฝึกหัดมาดี ล้วนเป็นสัตว์ประเสริฐที่มีคุณค่าน่าชื่นชม แต่พระองค์ตรัสว่า คนที่ฝึกตนได้แล้วประเสริฐยิ่งกว่า สัตว์พาหนะเหล่านั้นทั้งหมด เพราะการ ฝึกตน ในที่นี้หมายถึงการฝึกได้ด้วย อริยมรรค ๔ คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค อันนำไปสู่ความสิ้นกิเลส

ข้อคิดคือ ความเก่งกล้าของสัตว์ฝึกดีนั้นพาไปได้เพียงในโลก แต่การฝึกใจตนด้วยมรรคย่อมพาข้ามพ้นวัฏสงสาร นี่คือความประเสริฐที่ไม่มีสิ่งใดเทียบ

คาถาที่ ๓๒๓

น หิ เอเตหิ ยาเนหิ คจฺเฉยฺย อคตํ ทิสํ ยถาตฺตนา สุทนฺเตน ทนฺโต ทนฺเตน คจฺฉติ ฯ

แท้จริง บุคคลไม่สามารถไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไป ด้วยยานเหล่านี้ แต่บุคคลผู้ฝึกตนได้แล้ว สามารถไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป ด้วยตนที่ฝึกแล้ว ที่ฝึกดีแล้ว

คาถานี้ตรัสแก่ ภิกษุผู้เคยเป็นนายควาญช้าง ทรงปรารภความรู้เก่าของท่านเรื่องการฝึกช้าง แล้วทรงชี้นำให้หันมาฝึกตน

พระองค์ตรัสว่า ยานพาหนะทั้งหลาย ไม่ว่าจะฝึกดีเพียงใด ก็ ไม่อาจพาใครไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไป ได้ ทิศนั้นคือ พระนิพพาน อันเป็นแดนที่ยานภายนอกไปไม่ถึง มีแต่ ตนที่ฝึกดีแล้ว เท่านั้นจึงจะพาไปถึงได้ คำว่า ฝึกแล้ว หมายถึงฝึกอินทรีย์ได้ในเบื้องต้น ส่วน ฝึกดีแล้ว หมายถึงอบรมตนได้ด้วยอริยมรรค

บทเรียนคือ ความชำนาญในการฝึกสิ่งภายนอกจะมีค่าสูงสุดก็ต่อเมื่อหันมาใช้ฝึกใจของตนเอง เพราะทางพ้นทุกข์นั้น ต้องเดินด้วยใจที่ฝึกแล้วของเราเอง ไม่มีใครหรือสิ่งใดพาไปแทนได้

คาถาที่ ๓๒๔

ธนปาลโก นาม กุญฺชโร กฏุกปฺปเภทโน ทุนฺนิวารโย พทฺโธ กพลํ น ภุญฺชติ สุมรติ นาควนสฺส กุญฺชโร ฯ

ช้างกุญชรชื่อธนปาลกะ ตกมันจัด ห้ามได้ยาก ถูกขังไว้ ไม่ยอมกินฟ่อนหญ้า เพราะระลึกถึงแต่นาควัน

คาถานี้ตรัสแก่ บุตร ๔ คนของพราหมณ์ชรา ทรงปรารภชะตากรรมของพราหมณ์แก่ผู้ถูกลูก ๆ ทอดทิ้ง

ทรงยกเรื่อง ช้างกุญชรชื่อธนปาลกะ ที่ตกมันจัดจนห้ามได้ยาก แม้ถูกจับขังไว้ก็ ไม่ยอมกินฟ่อนหญ้า เพราะเฝ้าแต่ระลึกถึง นาควัน อันเป็นป่าช้างที่ช้างพังผู้เป็นแม่ของมันอาศัยอยู่ ช้างนั้นคิดถึงแม่จนไม่เป็นอันกินอันอยู่

แม้สัตว์เดรัจฉานยังมีความกตัญญูรู้คุณและอาลัยในแม่ปานนี้ มนุษย์ผู้มีปัญญายิ่งควรระลึกถึงพระคุณของบิดามารดา ไม่ทอดทิ้งท่านยามแก่เฒ่า ความกตัญญูจึงเป็นเครื่องหมายของคนดี

คาถาที่ ๓๒๕

มิทฺธี ยทา โหติ มหคฺฆโส จ นิทฺทายิตา สมฺปริวตฺตสายี มหาวราโหว นิวาปปุฏฺโฐ ปุนปฺปุนํ คพฺภมุเปติ มนฺโท ฯ

เมื่อใด บุคคลผู้ถูกความง่วงเหงาครอบงำ บริโภคมาก ชอบแต่นอนกลิ้งเกลือกไปมา เมื่อนั้น เขาย่อมมีปัญญาเฉื่อยชา ชอบเข้าห้องเป็นอาจิณ เหมือนสุกรอ้วนที่เขาขุนด้วยเศษอาหาร ฉะนั้น

คาถานี้ตรัสแก่ พระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้เสวยพระกระยาหารมากจนอึดอัด ทรงปรารภการบริโภคเกินประมาณของพระราชา

พระองค์ตรัสเตือนว่า เมื่อใดคนถูก ความง่วงเหงาครอบงำ บริโภคมาก และเอาแต่นอนกลิ้งเกลือกไปมา เมื่อนั้นเขาย่อมกลายเป็นผู้ มีปัญญาเฉื่อยชา ซบเซาเหมือน สุกรอ้วนที่ถูกขุนด้วยเศษอาหาร ได้แต่กินแล้วนอน ไม่ก่อประโยชน์ใด

ข้อคิดคือ การรู้จักประมาณในการกินและไม่ปล่อยตัวให้เกียจคร้าน เป็นเหตุให้ร่างกายเบาสบายและจิตใจแจ่มใส ผู้ที่หมั่นรักษาความพอดี ย่อมมีสติปัญญาว่องไว พร้อมทำกิจอันเป็นสาระของชีวิต

คาถาที่ ๓๒๖

อิทํ ปุเร จิตฺตมจาริ จาริกํ เยนิจฺฉกํ ยตฺถกามํ ยถาสุขํ ตทชฺชหํ นิคฺคเหสฺสามิ โยนิโส หตฺถิปฺปภินฺนํ วิย อํกุสคฺคโห ฯ

แต่ก่อนจิตนี้ได้ท่องเที่ยวไปในอารมณ์ต่างๆ ตามความปรารถนา ตามความต้องการ ตามความสบาย วันนี้ เราจะข่มจิตนั้นโดยอุบายอันแยบคาย เหมือนควาญช้างปราบพยศช้างตกมัน ฉะนั้น

คาถานี้ตรัสแก่ สานุสามเณร ทรงปรารภเรื่องของสามเณรรูปนั้นเป็นเหตุ แล้วทรงแสดงวิธีข่มจิต

พระองค์ตรัสว่า แต่ก่อน จิตนี้เคยท่องเที่ยวไปในอารมณ์ต่าง ๆ ตามความปรารถนา ตามใจอยาก ตามความสบายอย่างไม่มีขอบเขต แต่บัดนี้ จะข่มจิตนั้นด้วยอุบายอันแยบคาย คือ โยนิโสมนสิการ เหมือน ควาญช้างผู้ชำนาญปราบพยศช้างตกมัน ด้วยขอสับให้อยู่ในอำนาจ

จิตที่ปล่อยตามใจย่อมพาเราไปสู่ทุกข์ ผู้ปฏิบัติธรรมจึงต้องหมั่นมีสติจับจิตกลับมา ใช้ปัญญาพิจารณาโดยแยบคายเป็นเครื่องข่ม เมื่อฝึกบ่อยเข้า จิตที่เคยพยศก็จะเชื่องและอยู่ในอำนาจของเราเอง

คาถาที่ ๓๒๗

อปฺปมาทรตา โหถ สจิตฺตมนุรกฺขถ ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโร ฯ

เธอทั้งหลายจงยินดีในความไม่ประมาท จงตามรักษาจิตของตน จงถอนตนขึ้นจากหล่ม เหมือนช้างกุญชรที่จมลงในเปือกตม ถอนตนขึ้นได้ ฉะนั้น

คาถานี้ตรัสแก่ ภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภ เรื่องช้างปาเวรกะ ที่จมลงในเปือกตมแล้วเพียรถอนตนขึ้นได้

พระองค์ทรงสอนให้ภิกษุ ยินดีในความไม่ประมาท และ ตามรักษาจิตของตน อยู่เสมอ พร้อมทั้งให้ ถอนตนขึ้นจากหล่ม ซึ่งในที่นี้หมายถึง กิเลส อันเป็นเปือกตมที่ดูดจมสรรพสัตว์ ให้เพียรถอนตนขึ้นเหมือนช้างกุญชรที่จมลงในโคลนแล้วยังพยายามยกตัวขึ้นจนพ้นได้

ข้อคิดคือ เมื่อรู้ว่าตนกำลังจมอยู่ในกิเลสหรือความประมาท อย่าท้อหรือปล่อยให้จมลงเรื่อย ๆ จงตั้งสติเพียรพยายามถอนตนขึ้นด้วยความไม่ประมาท ดั่งช้างที่ไม่ยอมแพ้แก่เปือกตม

คาถาที่ ๓๒๘

สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ จเรยฺย เตนตฺตมโน สตีมา ฯ

ถ้าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน เที่ยวไปด้วยกัน เป็นสาธุวิหารี เป็นนักปราชญ์

คาถานี้ตรัสแก่ ภิกษุทั้งหลาย ในคราวปรารภ เรื่องช้างปาเวรกะ ทรงแสดงคุณของกัลยาณมิตร

พระองค์ตรัสว่า ถ้าได้ สหายผู้มีปัญญารักษาตน เป็นสาธุวิหารี และเป็นนักปราชญ์ ให้เที่ยวไปด้วยกันแล้ว ก็พึง เอาชนะอันตรายทั้งปวง แล้วมีใจเบิกบานมีสติไปกับเพื่อนเช่นนั้นเถิด คำว่า สาธุวิหารี หมายถึงผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมชั้นสูง คือพรหมวิหาร ๔ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธ

ข้อคิดคือ มิตรดีที่มีปัญญาและมีธรรมย่อมช่วยประคับประคองให้เราข้ามพ้นอุปสรรคในทางธรรมได้อย่างมั่นคง การมีเพื่อนเช่นนี้จึงเป็นลาภอันประเสริฐ ควรคบหาและเดินทางไปด้วยกัน

คาถาที่ ๓๒๙

โน เจ ลเภถ นิปกํ สหายํ สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ ราชาว รฏฺฐํ วิชิตํ ปหาย เอโก จเร มาตงฺครญฺเญว นาโค ฯ

ถ้าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน เที่ยวไปด้วยกันได้ เป็นสาธุวิหารี เป็นนักปราชญ์ ก็พึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเถิด เหมือนพระราชาทรงละทิ้งแคว้นที่ทรงชนะแล้ว ทรงประพฤติอยู่ผู้เดียว และเหมือนช้างมาตังคะละทิ้งโขลงอยู่ตัวเดียวในป่า ฉะนั้น

คาถานี้ตรัสแก่ ภิกษุทั้งหลาย ปรารภ เรื่องช้างปาเวรกะ เป็นคาถาคู่กับข้อก่อน แสดงทางเลือกเมื่อไม่มีมิตรดี

พระองค์ตรัสว่า ถ้า ไม่อาจได้สหายผู้มีปัญญา เป็นสาธุวิหารี เป็นนักปราชญ์ ไว้ร่วมทางแล้ว ก็ควร ประพฤติอยู่ผู้เดียว ดีกว่า เหมือน พระราชาที่ทรงสละแคว้นซึ่งชนะได้แล้ว ออกไปอยู่ลำพัง และเหมือน ช้างมาตังคะที่ละทิ้งโขลง ไปอยู่ตัวเดียวในป่า

ข้อคิดคือ การคบคนพาลย่อมนำโทษมากกว่าประโยชน์ ยอมอยู่ผู้เดียวอย่างสงบ ยังดีกว่ามีเพื่อนที่ชักพาไปในทางเสื่อม การเลือกอยู่ลำพังเพื่อรักษาความดีของตนไว้ จึงเป็นความองอาจ ไม่ใช่ความอ้างว้าง

คาถาที่ ๓๓๐

เอกสฺส จริตํ เสยฺโย นตฺถิ พาเล สหายตา เอโก จเร น จ ปาปานิ กยิรา อปฺโปสฺสุกฺโก มาตงฺครญฺเญว นาโค ฯ

การเที่ยวไปของบุคคลผู้เดียวเป็นความประเสริฐ เพราะคุณเครื่องความเป็นสหาย ไม่มีในคนพาล อนึ่ง บุคคลควรมีความขวนขวายน้อย เที่ยวไปผู้เดียว ไม่พึงทำความชั่ว เหมือนช้างมาตังคะเที่ยวไปตัวเดียวในป่า ฉะนั้น

คาถานี้ตรัสแก่ ภิกษุทั้งหลาย ปรารภ เรื่องช้างปาเวรกะ ทรงย้ำคุณของการอยู่ผู้เดียวอย่างมีธรรม

พระองค์ตรัสว่า การเที่ยวไปผู้เดียวประเสริฐกว่า การมีเพื่อนที่เป็นคนพาล เพราะ คุณเครื่องความเป็นสหายย่อมไม่มีในคนพาล และพึง มีความขวนขวายน้อย เที่ยวไปผู้เดียว ไม่ทำความชั่ว เหมือน ช้างมาตังคะที่ท่องเที่ยวไปตัวเดียวในป่า อย่างสงบ

ข้อคิดคือ ความสันโดษ มักน้อย และการเว้นบาปด้วยตนเอง เป็นเครื่องประดับของผู้อยู่ลำพัง ผู้ที่อยู่คนเดียวได้อย่างไม่เบียดเบียนใครและไม่ทำชั่ว ย่อมมีความสุขสงบยิ่งกว่าอยู่ท่ามกลางหมู่คณะที่ชักนำไปในทางเสื่อม

คาถาที่ ๓๓๑

อตฺถมฺหิ ชาตมฺหิ สุขา สหายา ตุฏฺฐี สุขา ยา อิตรีตเรน ปุญฺญํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ สพฺพสฺส ทุกฺขสฺส สุขํ ปหานํ ฯ

เมื่อมีกิจเกิดขึ้น สหายทั้งหลายนำสุขมาให้ ความยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ นำสุขมาให้ ในเวลาสิ้นชีวิต บุญนำสุขมาให้ การละทุกข์ได้ทั้งหมด นำสุขมาให้

คาถานี้ตรัสแก่ มารผู้มีบาป ที่มารบกวน ทรงปรารภ เรื่องมาร แล้วทรงแสดงสิ่งที่นำสุขมาให้ตามความจริง

พระองค์ตรัสถึงความสุข ๔ ประการ คือ มีสหายเมื่อมีกิจเกิดขึ้น ย่อมนำสุขมาให้ ความยินดีพอใจในปัจจัยตามมีตามได้ นำสุขมาให้ บุญ ย่อมนำสุขมาให้ในยามสิ้นชีวิต และ การละทุกข์ได้ทั้งหมด คือพระนิพพาน นำสุขอันสูงสุดมาให้

ข้อคิดคือ ความสุขที่แท้มิได้อยู่ที่การได้มาก แต่อยู่ที่ความสันโดษพอใจในสิ่งที่มี การสั่งสมบุญไว้เป็นเสบียง และการเพียรละทุกข์ให้สิ้นเชิง ผู้ดำเนินตามนี้ย่อมพบสุขทั้งในปัจจุบันและเบื้องหน้า

คาถาที่ ๓๓๒

สุขา มตฺเตยฺยตา โลเก อโถ เปตฺเตยฺยตา สุขา สุขา สามญฺญตา โลเก อโถ พฺรหฺมญฺญตา สุขา ฯ

ในโลก การเกื้อกูลมารดา นำสุขมาให้ การเกื้อกูลบิดา นำสุขมาให้ การเกื้อกูลสมณะ นำสุขมาให้ การเกื้อกูลท่านผู้ประเสริฐ ก็นำสุขมาให้

คาถานี้ตรัสแก่ มารผู้มีบาป ปรารภ เรื่องมาร ทรงแสดงความสุขอันเกิดจากการปฏิบัติต่อผู้ควรเคารพ

พระองค์ตรัสว่า ในโลกนี้ การเกื้อกูลมารดา นำสุขมาให้ การเกื้อกูลบิดา นำสุขมาให้ การเกื้อกูลสมณะ ผู้ทรงศีล นำสุขมาให้ และ การเกื้อกูลท่านผู้ประเสริฐ คือพระอริยเจ้าและพรหมจารีบุคคล ก็นำสุขมาให้เช่นกัน

ข้อคิดคือ ความกตัญญูต่อบิดามารดาและความเคารพเลื่อมใสในสมณพราหมณ์ผู้ทรงคุณ เป็นบ่อเกิดของความสุขที่ยั่งยืน ผู้ที่รู้จักตอบแทนและบำรุงท่านผู้มีพระคุณ ย่อมได้รับความสุขทั้งในโลกนี้และเป็นทางเจริญของชีวิต

คาถาที่ ๓๓๓

สุขํ ยาว ชรา สีลํ สุขา สทฺธา ปติฏฺฐิตา สุโข ปญฺญาย ปฏิลาโภ ปาปานํ อกรณํ สุขํ ฯ

ศีลนำสุขมาให้ตราบเท่าชรา ศรัทธาที่ตั้งมั่นแล้ว นำสุขมาให้ การได้ปัญญา นำสุขมาให้ การไม่ทำบาปทั้งหลาย ก็นำสุขมาให้

คาถานี้ตรัสแก่ มารผู้มีบาป ปรารภ เรื่องมาร เป็นคาถาปิดท้ายที่ทรงสรุปสิ่งอันนำสุขที่แท้จริงมาให้

พระองค์ตรัสว่า ศีลนำสุขมาให้ตราบเท่าชรา คือคุ้มครองเจ้าของไปจนถึงวัยชรา ศรัทธาที่ตั้งมั่น นำสุขมาให้ การได้ปัญญา นำสุขมาให้ และ การไม่ทำบาปทั้งหลาย ก็นำสุขมาให้ ทั้งสี่ประการนี้เป็นทรัพย์ภายในที่ติดตัวไปได้ไม่เสื่อมสูญ

ข้อคิดคือ ทรัพย์สินเงินทองย่อมเสื่อมไปตามกาล แต่ศีล ศรัทธา ปัญญา และการเว้นจากบาป เป็นความดีที่หล่อเลี้ยงใจให้เป็นสุขจนวันสุดท้ายของชีวิต ผู้สั่งสมคุณธรรมเหล่านี้ไว้ จึงชื่อว่ามีที่พึ่งอันมั่นคงตลอดไป