วัดจุฬามณี
ธรรมบท

นิรยวรรค — หมวดว่าด้วยคนทำกรรมชั่วตกนรก

ธรรมบท วรรคที่ ๒๒ · ๑๔ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

คาถาที่ ๓๐๖

อภูตวาที นิรยํ อุเปติ โย วาปิ กตฺวา น กโรมีติ จาห อุโภปิ เต เปจฺจ สมา ภวนฺติ นิหีนกมฺมา มนุชา ปรตฺถ ฯ

คนที่ชอบกล่าวคำไม่จริง หรือคนที่ทำความชั่วแล้วกล่าวว่า ‘ฉันไม่ได้ทำ’ ต่างก็ตกนรก คน ๒ จำพวกนั้น ต่างก็มีกรรมชั่ว ตายไปแล้ว มีคติเท่าเทียมกันในโลกหน้า

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่อง นางสุนทรีปริพาชิกา ผู้ถูกใช้เป็นเครื่องมือกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค

พระองค์ทรงชี้ให้เห็นโทษของ มุสาวาท ว่า คนสองจำพวก คือ ผู้ชอบกล่าว คำเท็จ กับผู้ทำความชั่วแล้วปฏิเสธว่า "ฉันไม่ได้ทำ" ทั้งคู่ล้วนสะสม กรรมชั่ว ไว้เหมือนกัน เมื่อละโลกนี้ไปแล้วจึงมี คติ เสมอกันในโลกหน้า คือตกนรกด้วยกัน

ข้อคิดคือ การปกปิดความผิดด้วยคำโกหก มิได้ลบล้างกรรม กลับเพิ่มบาปซ้ำเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ผู้มีปัญญาจึงควรรักษาวาจาให้สัตย์ ยอมรับตามจริง ดีกว่าเอาคำเท็จมาบังหน้าความชั่ว

คาถาที่ ๓๐๗

กาสาวกณฺฐา พหโว ปาปธมฺมา อสญฺญตา ปาปา ปาเปหิ กมฺเมหิ นิรยนฺเต อุปปชฺชเร ฯ

ภิกษุชั่วจำนวนมากมีผ้ากาสาวะพันที่คอ มีธรรมเลวทราม ไม่สำรวม ย่อมตกนรกเพราะบาปกรรมทั้งหลาย

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภ สัตว์ที่ถูกทุกข์เบียดเบียน ในนรกด้วยผลของบาปกรรม

ใจความคือ แม้จะมี ผ้ากาสาวะพันคออันเป็นเครื่องหมายของสมณะ แต่หากภายในเป็นผู้มี ธรรมเลวทราม ไม่สำรวม กายวาจาใจ ก็หาพ้นนรกไม่ เพราะสิ่งที่คุ้มครองคนได้จริงคือความประพฤติ มิใช่เพียงเครื่องแต่งกายภายนอก

ข้อคิดคือ เครื่องแบบหรือสถานะไม่ใช่หลักประกันความดี ผู้ครองผ้าเหลืองพึงระวังใจตน อย่าให้ ความไม่สำรวม ทำให้เพศอันสูงส่งกลายเป็นเพียงเปลือกที่ห่อหุ้มบาปไว้

คาถาที่ ๓๐๘

เสยฺโย อโยคุโฬ ภุตฺโต ตตฺโต อคฺคิสิขูปโม ยญฺเจ ภุญฺเชยฺย ทุสฺสีโล รฏฺฐปิณฺฑํ อสญฺญโต ฯ

การกลืนกินก้อนเหล็กแดงที่ร้อนดุจเปลวเพลิง ยังดีกว่าการที่ภิกษุผู้ทุศีล ไม่สำรวม บริโภคอาหารที่ชาวบ้านเขาถวาย

คาถานี้ตรัสปรารภ ภิกษุที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา ผู้กล่าวยกย่องกันเองว่าได้บรรลุคุณวิเศษเพื่อให้ชาวบ้านถวายอาหารในคราวข้าวยากหมากแพง

พระองค์ตรัสเปรียบว่า การกลืน ก้อนเหล็กแดงร้อนดุจเปลวไฟยังดีเสียกว่า การที่ภิกษุ ทุศีล ไม่สำรวม มาฉันอาหารที่ชาวบ้านถวายด้วยศรัทธา เพราะก้อนเหล็กแดงให้ทุกข์เพียงชาตินี้ แต่การบริโภคของศรัทธาทั้งที่ไม่มีศีลย่อมนำไปสู่นรกหลายร้อยชาติ

ข้อคิดคือ ปัจจัยสี่ที่ญาติโยมถวาย มีน้ำหนักบุญคุณมหาศาล ผู้รับพึงมีศีลให้สมกับศรัทธาของเขา มิฉะนั้นของถวายนั้นจะกลายเป็นหนี้ที่ต้องชดใช้ยาวไกล

คาถาที่ ๓๐๙

จตฺตาริ ฐานานิ นโร ปมตฺโต อาปชฺชตี ปรทารูปเสวี อปุญฺญลาภํ นนิกามเสยฺยํ นินฺทํ ตติยํ นิรยํ จตุตฺถํ ฯ

นรชนที่ประมาท ชอบเป็นชู้กับภรรยาของผู้อื่น ย่อมถึงฐานะ ๔ ประการ คือ

คาถานี้ตรัสแก่ นายเขมกะบุตรเศรษฐี ผู้มักเป็นชู้กับภรรยาของผู้อื่น

พระองค์ทรงแสดง ฐานะ ๔ ประการ อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ที่ชายเจ้าชู้ผู้ ประมาท ต้องประสบ คือ ได้บาปติดตัว ได้คติที่เลวในภายหน้า ได้ความสนุกอันหวาดผวาเพียงเล็กน้อย และได้รับโทษ ทั้งหมดล้วนมาจากการล่วงละเมิด ภรรยาของคนอื่น

ข้อคิดคือ กามที่ได้มาโดยผิดศีลนั้นให้ความสุขน้อยนิดแต่แลกด้วยทุกข์มหันต์ ผู้ไม่ประมาทจึงเว้นขาดจากการผิดคู่ครองของผู้อื่น เพื่อไม่ต้องตกอยู่ในฐานะทั้งสี่นี้

คาถาที่ ๓๑๐

อปุญฺญลาโภ จ คตี จ ปาปิกา ภีตสฺส ภีตาย รตี จ โถกิกา ราชา จ ทณฺฑํ ครุกํ ปเณติ ตสฺมา นโร ปรทารํ น เสเว ฯ

เพราะการได้บาป ๑ การได้คติที่เลว ๑ หญิงชายที่ต่างสะดุ้งกลัวมีความสนุกนิดหน่อย ๑ ถูกพระราชาลงพระอาชญาอย่างหนัก ๑ นรชนจึงไม่ควรเป็นชู้กับภรรยาของผู้อื่น

คาถานี้ตรัสแก่ นายเขมกะบุตรเศรษฐี ผู้ชอบเป็นชู้กับภรรยาของคนอื่น ต่อเนื่องจากคาถาก่อน

พระองค์ทรงจำแนกโทษของการเป็นชู้ให้เห็นชัด คือ ได้บาป ๑ ได้ คติที่เลว ในเบื้องหน้า ๑ ความสนุกของหญิงชายที่ต่างหวาด สะดุ้งกลัวมีอยู่เพียงนิดหน่อย ๑ และถูก พระราชาลงอาชญาอย่างหนัก ๑ ด้วยเหตุเหล่านี้ นรชนจึงไม่ควรเป็นชู้กับภรรยาของผู้อื่น

ข้อคิดคือ ความสัมพันธ์ที่ต้องหลบซ่อนด้วยความกลัวย่อมไร้ความสุขที่แท้ ทั้งยังนำทั้งภัยในชาตินี้และทุกข์ในชาติหน้า ผู้มีปัญญาจึงรักษาความซื่อสัตย์ในเรื่องกาม

คาถาที่ ๓๑๑

กุโส ยถา ทุคฺคหิโต หตฺถเมวานุกนฺตติ สามญฺญํ ทุปฺปรามฏฺฐํ นิรยายูปกฑฺฒติ ฯ

หญ้าคาที่บุคคลจับไม่ดี ย่อมบาดมือได้ ฉันใด ความเป็นสมณะที่บุคคลปฏิบัติไม่ดี ย่อมฉุดเข้าไปในนรก ฉันนั้น

คาถานี้ตรัสแก่ ภิกษุผู้ว่ายาก ที่ประพฤติย่อหย่อนและไม่รับฟังคำตักเตือน

พระองค์ทรงเปรียบด้วย หญ้าคา ที่หากจับไม่ถนัดมือ ย่อมบาดมือให้เป็นแผลได้ ฉันใด ความเป็นสมณะที่บุคคลปฏิบัติอย่างไม่ดี ไม่รอบคอบ ก็ย่อมฉุดผู้นั้นให้ตกลงสู่ นรก ฉันนั้น

ข้อคิดคือ เพศบรรพชิตเป็นของประเสริฐก็จริง แต่หากจับต้องอย่างมักง่าย ย่อหย่อนต่อสิกขาบท ก็กลายเป็นภัยแก่ตนเอง ผู้บวชจึงต้องประพฤติด้วยความระมัดระวัง เหมือนจับหญ้าคาให้ถูกทาง จึงจะไม่ถูกบาด

คาถาที่ ๓๑๒

ยํ กิญฺจิ สิถิลํ กมฺมํ สงฺกิลิฏฺฐญฺจ ยํ วตํ สงฺกสฺสรํ พฺรหฺมจริยํ น ตํ โหติ มหปฺผลํ ฯ

กรรมที่ย่อหย่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง วัตรที่เศร้าหมอง และพรหมจรรย์ที่พึงระลึกถึงด้วยความระแวงสงสัย ทั้ง ๓ นั้น ไม่มีผลมาก

คาถานี้ตรัสแก่ ภิกษุผู้ว่ายาก ต่อเนื่องกับเรื่องก่อน

พระองค์ทรงชี้ว่า สิ่งสามอย่างนี้ ไม่มีผลมาก คือ กรรมที่ย่อหย่อน ทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ วัตรที่เศร้าหมอง ประพฤติอย่างมีมลทิน และ พรหมจรรย์ ที่ต้องคอยนึกถึงด้วยความระแวงสงสัยในความบริสุทธิ์ของตน เพราะการงานที่ทำอย่างไม่เต็มใจเต็มกำลังย่อมให้ผลอันน้อยนิด

ข้อคิดคือ ความดีที่ทำแบบขอไปทีย่อมได้อานิสงส์เพียงเล็กน้อย ผู้ปรารถนาผลอันไพบูลย์จึงควรทำทุกอย่าง โดยเฉพาะการปฏิบัติธรรม ให้หมดจดและเต็มที่ ไม่หย่อนยานให้ต้องคอยกังขาภายหลัง

คาถาที่ ๓๑๓

กยิรญฺเจ กยิรเถนํ ทฬฺหเมนํ ปรกฺกเม สิถิโล หิ ปริพฺพาโช ภิยฺโย อากิรเต รชํ ฯ

หากภิกษุพึงทำกรรมใด ก็ควรทำกรรมนั้นให้จริงจัง ควรบากบั่นทำกรรมนั้นให้มั่นคง เพราะธรรมเครื่องละเว้น ที่ประพฤติอย่างย่อหย่อน รังแต่จะเกลี่ยธุลี ลงใส่ตัว

คาถานี้ตรัสแก่ ภิกษุผู้ว่ายาก ผู้ประพฤติย่อหย่อนในกิจของสมณะ

พระองค์ทรงสอนว่า หากจะทำ กรรมใด ก็ควรทำกรรมนั้นให้ จริงจังและมั่นคง ควรบากบั่นด้วยความเพียร เพราะ สมณธรรมที่ประพฤติอย่างย่อหย่อนนั้น รังแต่จะ เกลี่ยธุลี คือกิเลสมีราคะเป็นต้น กลับลงมาใส่ตัวผู้ปฏิบัติเองยิ่งขึ้น

ข้อคิดคือ การปฏิบัติธรรมแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่เพียงไม่ก้าวหน้า แต่ยังเปิดช่องให้กิเลสฟุ้งกลับมาทับถมใจ ผู้หวังความบริสุทธิ์จึงควรลงมือด้วยความเด็ดเดี่ยว ทำให้เต็มกำลัง อย่าปล่อยให้หย่อนยาน

คาถาที่ ๓๑๔

อกตํ ทุกฺกตํ เสยฺโย ปจฺฉา ตปฺปติ ทุกฺกตํ กตญฺจ สุกตํ เสยฺโย ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ ฯ

ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า เพราะระลึกถึงความชั่ว บุคคลย่อมเดือดร้อนในภายหลัง ส่วนความดี ทำไว้เถิดดีกว่า เพราะทำแล้วระลึกถึงภายหลังบุคคลย่อมไม่เดือดร้อน

คาถานี้ตรัสแก่ หญิงขี้หึง และแก่บริษัท ๔ ปรารภกรรมชั่วที่นางกระทำด้วยอำนาจความริษยา

พระองค์ทรงชี้ว่า ความชั่ว นั้นไม่ทำเสียเลยจะดีกว่า เพราะเมื่อนึกถึงคราวใดก็ทำให้ เดือดร้อนใจในภายหลัง ส่วน ความดี ควรรีบทำไว้ เพราะเมื่อระลึกถึงเมื่อใดก็ชื่นใจ ไม่ต้องเดือดร้อนตามมา

ข้อคิดคือ กรรมที่เราทำจะกลายเป็นความทรงจำที่อยู่กับใจไปนาน กรรมชั่วทิ้งรอยแผลแห่งความเสียใจ ส่วนกรรมดีทิ้งรอยยิ้มแห่งความปีติ ก่อนลงมือทำสิ่งใดจึงควรถามใจว่า เมื่อนึกถึงภายหลังแล้วจะสุขหรือทุกข์

คาถาที่ ๓๑๕

นครํ ยถา ปจฺจนฺตํ คุตฺตํ สนฺตรพาหิรํ

เมืองชายแดนได้รับการคุ้มครองทั้งภายในและภายนอก ฉันใด เธอทั้งหลายจงคุ้มครองตนให้ได้ ฉันนั้น ขณะ อย่าได้ล่วงเลยเธอทั้งหลายไปเสีย เพราะเหล่าชนที่ปล่อยให้ขณะล่วงเลยไป ย่อมเศร้าโศก แออัดอยู่ในนรก

คาถานี้ตรัสแก่ ภิกษุอาคันตุกะ ผู้จำพรรษาอยู่ในเมืองชายแดน

พระองค์ทรงเปรียบว่า เมืองชายแดนที่จะปลอดภัยต้องได้รับการคุ้มครองทั้งภายในและภายนอก ฉันใด ภิกษุก็พึง คุ้มครองตนทั้งกายและใจให้รอบคอบ ฉันนั้น และอย่าปล่อยให้ ขณะอันดีล่วงเลยไป เพราะผู้ที่ปล่อยโอกาสให้ผ่านพ้น ย่อมเศร้าโศกแออัดอยู่ในนรก

ขณะ ในที่นี้หมายถึงช่วงเวลาอันเป็นมงคลหาได้ยาก เช่น การได้เกิดในสมัยที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น การได้เกิดในถิ่นที่มีธรรม การได้ สัมมาทิฏฐิ และการมีอินทรีย์ครบสมบูรณ์

ข้อคิดคือ ชีวิตที่พรั่งพร้อมด้วยโอกาสประพฤติธรรมนั้นหายาก อย่าผัดวันประกันพรุ่ง พึงรีบใช้เวลาอันมีค่านี้สร้างความดีก่อนที่จะสายเกินไป

คาถาที่ ๓๑๖

อลชฺชิตาเย ลชฺชนฺติ ลชฺชิตาเย น ลชฺชเร มิจฺฉาทิฏฺฐิสมาทานา สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ฯ

สัตว์ทั้งหลายผู้ละอายในสิ่งที่ไม่ควรละอาย และไม่ละอายในสิ่งที่ควรละอาย ชื่อว่าถือมั่นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมไปสู่ทุคติ

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภ พวกนิครนถ์ ผู้ถือลัทธิเปลือยกายและมีความเห็นวิปริต

พระองค์ทรงชี้ว่า สัตว์ทั้งหลายที่ ละอายในสิ่งที่ไม่ควรละอาย และกลับ ไม่ละอายในสิ่งที่ควรละอาย ชื่อว่าตั้งอยู่ใน มิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด ย่อมพากันไปสู่ ทุคติ เพราะวางความรู้สึกผิดชอบไว้กลับหัวกลับหาง

ข้อคิดคือ หิริ หรือความละอายต่อบาป ต้องตั้งไว้ให้ถูกที่ คือละอายต่อการทำชั่ว มิใช่ละอายในสิ่งที่ไม่มีโทษ ผู้มีความเห็นถูกจึงรู้จักแยกแยะว่าสิ่งใดควรอาย สิ่งใดไม่ควรอาย

คาถาที่ ๓๑๗

อภเย ภยทสฺสิโน ภเย จ อภยทสฺสิโน มิจฺฉาทิฏฺฐิสมาทานา สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ฯ

สัตว์ทั้งหลายผู้เห็นสิ่งที่ไม่ควรกลัวว่าควรกลัว และเห็นสิ่งที่ควรกลัวว่าไม่ควรกลัว ชื่อว่าถือมั่นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมไปสู่ทุคติ

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภ พวกนิครนถ์ เจ้าลัทธิผู้มีความเห็นผิด ต่อเนื่องกับคาถาก่อน

พระองค์ทรงแสดงว่า สัตว์ที่เห็น สิ่งไม่ควรกลัวว่าควรกลัว และเห็น สิ่งควรกลัวว่าไม่ควรกลัว ชื่อว่าถือมั่น มิจฉาทิฏฐิ ย่อมไปสู่ ทุคติ เพราะวางความกลัวไว้ผิดที่ ไปหวาดในสิ่งไร้โทษ แต่กลับกล้าในสิ่งมีภัย

ข้อคิดคือ ความกลัวเป็นเครื่องเตือนใจให้เว้นภัย แต่ต้องกลัวให้ถูกเรื่อง คือกลัวบาปกลัวอกุศล ผู้เห็นถูกจึงหวั่นเกรงต่อกรรมชั่ว มิใช่หวาดต่อสิ่งที่ไม่เป็นโทษ

คาถาที่ ๓๑๘

อวชฺเช วชฺชมติโน วชฺเช จ อวชฺชทสฺสิโน มิจฺฉาทิฏฺฐิสมาทานา สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ฯ

สัตว์ทั้งหลายผู้เห็นสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ และเห็นสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ ชื่อว่าถือมั่นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมไปสู่ทุคติ

คาถานี้ตรัสแก่ สาวกของเดียรถีย์ ผู้ยึดถือคำสอนนอกพระพุทธศาสนา

พระองค์ทรงชี้ว่า สัตว์ที่เห็น สิ่งไม่มีโทษว่ามีโทษ และเห็น สิ่งมีโทษว่าไม่มีโทษ ชื่อว่าถือมั่น มิจฉาทิฏฐิ ย่อมไปสู่ ทุคติ เพราะแยกแยะดีชั่วผิดพลาด สำคัญกุศลเป็นอกุศล และเห็นอกุศลเป็นของไม่มีภัย

ข้อคิดคือ ความเห็นที่ผิดเพี้ยนเป็นรากของการกระทำที่ผิดพลาดทั้งปวง ผู้ปรารถนาสุคติจึงต้องหมั่นศึกษาให้รู้ชัดว่าอะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ ตามความจริง ไม่ปล่อยใจให้ถูกความเห็นผิดชักนำ

คาถาที่ ๓๑๙

วชฺชญฺจ วชฺชโต ญตฺวา อวชฺชญฺจ อวชฺชโต สมฺมาทิฏฺฐิสมาทานา สตฺตา คจฺฉนฺติ สุคฺคตึ ฯ

สัตว์ทั้งหลายผู้รู้สิ่งที่มีโทษว่ามีโทษ และรู้สิ่งที่ไม่มีโทษว่าไม่มีโทษ ชื่อว่าถือมั่นสัมมาทิฏฐิ ย่อมไปสู่สุคติ

คาถานี้ตรัสแก่ สาวกของเดียรถีย์ เป็นคู่กับคาถาก่อนหน้า แสดงด้านที่ตรงกันข้าม

พระองค์ทรงชี้ว่า สัตว์ที่ รู้สิ่งมีโทษว่ามีโทษ และ รู้สิ่งไม่มีโทษว่าไม่มีโทษ ตามความเป็นจริง ชื่อว่าถือมั่น สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นชอบ ย่อมไปสู่ สุคติ เพราะไม่หลงเห็นสัมมาทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ และไม่เห็นธรรมที่เกื้อกูลความเห็นถูกว่าเป็นธรรมฝ่ายผิด

ข้อคิดคือ ความเห็นชอบ เป็นต้นทางของทางสายกลาง เมื่อวางทัศนะไว้ถูกต้อง การกระทำ วาจา และความคิดก็ย่อมถูกต้องตามไปด้วย นำชีวิตไปสู่คติที่ดีทั้งในโลกนี้และโลกหน้า