วัดจุฬามณี
ธรรมบท

ปกิณณกวรรค — หมวดว่าด้วยเรื่องเบ็ดเตล็ด

ธรรมบท วรรคที่ ๒๑ · ๑๖ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

คาถาที่ ๒๙๐

มตฺตาสุขปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ จเช มตฺตาสุขํ ธีโร สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขํ ฯ

ถ้าเห็นว่าจะได้สุขอันยิ่งใหญ่ ด้วยการเสียสละสุขอันเล็กน้อย นักปราชญ์พึงเสียสละสุขอันเล็กน้อย เพื่อเห็นแก่สุขอันยิ่งใหญ่

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภบุพกรรมของพระองค์เอง เพื่อชี้ให้เห็นคุณของการเสียสละที่นำมาซึ่งผลอันไพศาล

พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า นักปราชญ์ ผู้มีปัญญาย่อมรู้จักชั่งน้ำหนักระหว่างสุขเล็กกับสุขใหญ่ ถ้าเห็นว่าการยอมสละความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เฉพาะหน้าจะแลกมาซึ่งความสุขอันยิ่งใหญ่กว่า ก็พึงตัดใจสละสิ่งเล็กนั้นเสีย เหมือนคนยอมอดออมวันนี้เพื่อความมั่นคงในวันหน้า

ข้อคิดคือ การเสียสละมิใช่การขาดทุน แต่คือการลงทุนอย่างมีปัญญา ผู้รู้จักปล่อยวางความสบายชั่วคราวเพื่อประโยชน์ที่ยั่งยืนกว่า ย่อมเป็นผู้ก้าวเดินสู่ความสุขที่แท้จริง

คาถาที่ ๒๙๑

ปรทุกฺขูปธาเนน โย อตฺตโน สุขมิจฺฉติ เวรสํสคฺคสํสฏฺโฐ เวรา โส น ปริมุจฺจติ ฯ

ผู้ใดปรารถนาสุขเพื่อตน ด้วยการก่อทุกข์ให้คนอื่น ผู้นั้นต้องเกี่ยวพันกับเวร ไม่พ้นจากเวรไปได้

คาถานี้ตรัสแก่นางยักษิณีและนางกุลธิดา ทรงปรารภเรื่องหญิงสองคนที่ผูกเวรจองเวรกันไม่รู้จบ เพื่อสอนให้เห็นโทษของการก่อทุกข์แก่ผู้อื่น

ทรงชี้ว่า ผู้ใดหวังความสุขให้ตนโดย ก่อทุกข์ให้ผู้อื่น ผู้นั้นย่อมพัวพันอยู่ในวงจรแห่งเวร คือการจองล้างจองผลาญที่ผลัดกันทำร้ายไม่มีวันสิ้นสุด ความสุขที่ได้มาบนความทุกข์ของคนอื่นจึงเป็นสุขจอมปลอมที่ลากพาให้ติดกับดักแห่งความอาฆาต

ข้อคิดคือ เวรย่อมไม่ระงับด้วยการก่อเวร ผู้ที่รู้จักหยุดวงจรนี้ด้วยการให้อภัยและไม่เบียดเบียนเท่านั้น จึงจะพ้นจากทุกข์และพบความสงบที่แท้

คาถาที่ ๒๙๒

ยญฺหิ กิจฺจํ ตทปวิทฺธํ อกิจฺจํ ปน กยิรติ อุนฺนฬานํ ปมตฺตานํ เตสํ วฑฺฒนฺติ อาสวา ฯ

ภิกษุเหล่าใดละทิ้งกิจที่ควรทำ แต่กลับทำกิจที่ไม่ควรทำ อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้ถือตัวจัด มัวแต่ประมาท

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุชาวเมืองภัททิยะ ทรงปรารภภิกษุที่ขวนขวายในสิ่งที่ไม่ใช่กิจของสมณะ

ทรงตำหนิภิกษุผู้ ละทิ้งกิจที่ควรทำ เช่น การรักษาศีล การเจริญภาวนา แต่กลับหมกมุ่นกับ กิจที่ไม่ควรทำ คือการประดับตกแต่งบริขารเครื่องใช้ให้สวยงามเกินสมณสารูป คนเช่นนี้ทั้งถือตัวจัดและมัวประมาท อาสวะ คือกิเลสที่หมักหมมในใจย่อมพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ

ข้อคิดคือ ชีวิตย่อมมีสิ่งที่ควรทำเป็นหลักและสิ่งเล็กน้อยรอง ผู้ใดสับสนเอาเรื่องปลีกย่อยมาเป็นสาระ ทิ้งหน้าที่แท้จริง ผู้นั้นย่อมสะสมความเสื่อมโดยไม่รู้ตัว

คาถาที่ ๒๙๓

เยสญฺจ สุสมารทฺธา นิจฺจํ กายคตา สติ อกิจฺจนฺเต น เสวนฺติ กิจฺเจ สาตจฺจการิโน สตานํ สมฺปชานานํ อตฺถํ คจฺฉนฺติ อาสวา ฯ

ส่วนภิกษุเหล่าใดมีสติตั้งมั่นในกาย เป็นนิตย์ ภิกษุเหล่านั้นหมั่นทำความเพียรในกิจที่ควรทำ ไม่ทำกิจที่ไม่ควรทำ อาสวะทั้งหลายของเธอผู้มีสติสัมปชัญญะ ย่อมถึงการสูญสิ้นไป

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุชาวเมืองภัททิยะ คู่กับคาถาก่อนหน้า ทรงยกภิกษุผู้ประพฤติถูกทางขึ้นเป็นแบบอย่าง

ตรงข้ามกับผู้ประมาท ภิกษุผู้มี สติตั้งมั่นในกาย เป็นนิตย์ คือเจริญกายคตาสติ พิจารณากายอยู่เสมอ ย่อมหมั่นทำในกิจที่ควรทำ ไม่ไปยุ่งกับกิจที่ไม่ควรทำ เมื่อมีสติสัมปชัญญะกำกับใจเช่นนี้ อาสวะ คือกิเลสเครื่องหมักดองย่อมค่อย ๆ สิ้นไป

ข้อคิดคือ สติที่ผูกไว้กับกายเป็นเครื่องคุ้มครองใจให้ไม่หลงไปตามสิ่งไร้สาระ ผู้มีสติมั่นคงและทำหน้าที่ของตนอย่างต่อเนื่อง ย่อมเดินหน้าสู่ความบริสุทธิ์อย่างมั่นคง

คาถาที่ ๒๙๔

มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา ราชาโน เทฺว จ ขตฺติเย รฏฺฐํ สานุจรํ หนฺตฺวา อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณ ฯ

บุคคลฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่ากษัตราธิราชทั้ง ๒ พระองค์ได้

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภพระลกุณฏกภัททิยะ ตรัสเป็นปริศนาธรรมที่ลึกซึ้งชวนขบคิด

ถ้อยคำ "ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่ากษัตริย์สองพระองค์" มิได้หมายถึงการฆ่าจริง แต่เป็นภาษาปริศนา — มารดา หมายถึง ตัณหา ที่เป็นเหตุพาให้เกิดในภพทั้งสาม บิดา หมายถึง อัสมิมานะ คือการถือตัวว่าเป็นเรา ส่วน กษัตริย์ทั้งสอง หมายถึง สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง และ อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญ ผู้ที่ตัดกิเลสเหล่านี้ขาดได้ก็คือพระอรหันต์ ผู้ดำเนินไปอย่าง ไร้ทุกข์

ข้อคิดคือ ศัตรูที่แท้จริงมิได้อยู่ภายนอก แต่อยู่ในใจเราเอง คือตัณหา มานะ และทิฏฐิ ผู้ประหารกิเลสเหล่านี้ได้จึงจะพบอิสรภาพอันเกษม

คาถาที่ ๒๙๕

มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา ราชาโน เทฺว จ โสตฺถิเย เวยฺยคฺฆปญฺจมํ หนฺตฺวา อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณ ฯ

บุคคลฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่ากษัตราธิราชทั้ง ๒ พระองค์ได้ ทำลายทางเสือผ่านที่ ๕ ได้ ดำเนินชีวิตเป็นพราหมณ์อยู่อย่างไร้ทุกข์

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภพระลกุณฏกภัททิยะ เป็นปริศนาธรรมต่อเนื่องจากคาถาก่อน

คาถานี้ซ้ำนัยเดิม แต่เปลี่ยนคำว่ากษัตริย์สองพระองค์เป็น พราหมณ์ผู้คงแก่เรียนสองคน และเพิ่ม ทางเสือผ่านที่ ๕ ซึ่งหมายถึง วิจิกิจฉานิวรณ์ คือความลังเลสงสัยอันเป็นเครื่องกั้นจิต ผู้ทำลายสิ่งเหล่านี้ลงได้ คือ พราหมณ์ ในความหมายว่าพระขีณาสพ ผู้สิ้นอาสวะ ย่อมดำเนินชีวิต ไร้ทุกข์

ข้อคิดคือ ความลังเลสงสัยในธรรมเป็นดั่งทางเสือร้ายที่คอยดักซุ่มขวางการเดินทางของใจ ผู้ใดตัดความสงสัยด้วยปัญญาที่เห็นแจ้ง ผู้นั้นย่อมข้ามพ้นภัยทั้งปวงได้อย่างองอาจ

คาถาที่ ๒๙๖

สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ พุทฺธคตา สติ ฯ

เหล่าพระสาวกของพระโคดม มีสติตั้งมั่นในพระพุทธเจ้าเป็นนิตย์ ทั้งกลางวันและกลางคืน ชื่อว่าตื่นด้วยดีอยู่เสมอ

คาถานี้ตรัสแก่พระราชาและนายทารุสากฏิกะพร้อมครอบครัว ทรงปรารภนายทารุสากฏิกะผู้หาฟืนขาย เพื่อสอนคุณของการมีสติระลึกถึงพระรัตนตรัย

ทรงชี้ว่า สาวกของพระโคดมพุทธเจ้าเหล่าใด มีสติระลึกถึงพระพุทธเจ้า อยู่เป็นนิตย์ทั้งกลางวันกลางคืน ชนเหล่านั้นชื่อว่า ตื่นด้วยดี คือตื่นทั้งจากการหลับและตื่นจากความหลงมัวเมา ใจของเขาเบิกบานสว่างไสวเพราะมีที่พึ่งอันประเสริฐคอยยึดเหนี่ยว

ข้อคิดคือ พุทธานุสสติเป็นเครื่องปลุกใจให้ตื่นรู้อยู่เสมอ ผู้หมั่นระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ย่อมมีใจผ่องใส ไม่หวั่นไหวต่อความกลัวและความเศร้าหมอง

คาถาที่ ๒๙๗

สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ ธมฺมคตา สติ ฯ

เหล่าพระสาวกของพระโคดม มีสติตั้งมั่นในพระธรรมเป็นนิตย์ ทั้งกลางวันและกลางคืน ชื่อว่าตื่นด้วยดีอยู่เสมอ

คาถานี้ตรัสแก่พระราชาและนายทารุสากฏิกะพร้อมครอบครัว ในโอกาสเดียวกับคาถาก่อน แต่ทรงเปลี่ยนอารมณ์ระลึกเป็นพระธรรม

สาวกเหล่าใด มีสติระลึกถึงพระธรรม อยู่เป็นนิตย์ทั้งวันทั้งคืน ชนเหล่านั้นชื่อว่าตื่นด้วยดี เพราะการหมั่นน้อมนึกถึงพระธรรมคือคำสอนอันนำออกจากทุกข์ ย่อมทำให้ใจตั้งมั่นอยู่ในความถูกต้องดีงาม ไม่เผลอไผลไปตามกระแสกิเลส

ข้อคิดคือ ธรรมานุสสติเป็นเสมือนแสงเทียนส่องทางใจ ผู้ระลึกถึงพระธรรมเป็นอารมณ์อยู่เนือง ๆ ย่อมมีเครื่องเตือนสติให้ดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท

คาถาที่ ๒๙๘

สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ สงฺฆคตา สติ ฯ

เหล่าพระสาวกของพระโคดม มีสติตั้งมั่นในพระสงฆ์เป็นนิตย์ ทั้งกลางวันและกลางคืน ชื่อว่าตื่นด้วยดีอยู่เสมอ

คาถานี้ตรัสแก่พระราชาและนายทารุสากฏิกะพร้อมครอบครัว ในโอกาสเดียวกัน ทรงชี้คุณของการระลึกถึงพระสงฆ์

สาวกเหล่าใด มีสติระลึกถึงพระสงฆ์ อยู่เป็นนิตย์ทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นชื่อว่าตื่นด้วยดี เพราะการนึกถึงหมู่พระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ย่อมเป็นกำลังใจให้อยากดำเนินตามรอยท่าน และทำให้ใจอิ่มเอมด้วยศรัทธา

ข้อคิดคือ สังฆานุสสติช่วยเตือนใจว่ายังมีหมู่ชนผู้เดินทางสายเดียวกันไปสู่ความพ้นทุกข์ เมื่อระลึกถึงท่านเหล่านั้น ใจย่อมมีที่พึ่งและมีแบบอย่างให้ก้าวเดินตาม

คาถาที่ ๒๙๙

สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ กายคตา สติ ฯ

เหล่าพระสาวกของพระโคดม มีสติตั้งมั่นในกายเป็นนิตย์ ทั้งกลางวันและกลางคืน ชื่อว่าตื่นด้วยดีอยู่เสมอ

คาถานี้ตรัสแก่พระราชาและนายทารุสากฏิกะพร้อมครอบครัว ในโอกาสเดียวกัน ทรงชี้คุณของการมีสติในกาย

สาวกเหล่าใด มีสติตั้งมั่นในกาย อยู่เป็นนิตย์ทั้งวันทั้งคืน คือหมั่นพิจารณากายให้เห็นตามความเป็นจริง ชนเหล่านั้นชื่อว่าตื่นด้วยดี เพราะกายคตาสติเป็นเครื่องดึงใจให้ไม่เพลิดเพลินหลงใหลในความงามอันลวงตา

ข้อคิดคือ การมีสติอยู่กับกายของตนเป็นฐานอันมั่นคงของการปฏิบัติธรรม ผู้เฝ้าดูกายอยู่เสมอย่อมรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง คลายความยึดมั่น และตื่นรู้อยู่ทุกขณะ

คาถาที่ ๓๐๐

สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ อหึสาย รโต มโน ฯ

เหล่าพระสาวกของพระโคดม มีใจยินดีในความไม่เบียดเบียน ทั้งกลางวันและกลางคืน ชื่อว่าตื่นด้วยดีอยู่เสมอ

คาถานี้ตรัสแก่พระราชาและนายทารุสากฏิกะพร้อมครอบครัว ในโอกาสเดียวกัน ทรงชี้คุณของใจที่ยินดีในความไม่เบียดเบียน

สาวกเหล่าใด มีใจยินดีในความไม่เบียดเบียน อยู่เป็นนิตย์ทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นชื่อว่าตื่นด้วยดี เพราะจิตที่ประกอบด้วย อหิงสา คือความกรุณาไม่คิดทำร้ายผู้อื่น ย่อมเป็นจิตที่เย็นสงบ ปราศจากไฟแห่งความโกรธเกลียด

ข้อคิดคือ ความไม่เบียดเบียนเป็นเครื่องอยู่ของใจที่ประเสริฐ ผู้มีเมตตากรุณาเป็นพื้นฐาน ย่อมนอนเป็นสุข ตื่นเป็นสุข และแผ่ความร่มเย็นไปยังสรรพชีวิตรอบตัว

คาถาที่ ๓๐๑

สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา

เหล่าพระสาวกของพระโคดม มีใจยินดีในการเจริญภาวนา ทั้งกลางวันและกลางคืน ชื่อว่าตื่นด้วยดีอยู่เสมอ

คาถานี้ตรัสแก่พระราชาและนายทารุสากฏิกะพร้อมครอบครัว ในโอกาสเดียวกัน เป็นคาถาปิดท้ายชุดที่ว่าด้วยการตื่นด้วยดี

สาวกเหล่าใด มีใจยินดีในการเจริญภาวนา อยู่เป็นนิตย์ทั้งวันทั้งคืน ชนเหล่านั้นชื่อว่าตื่นด้วยดี เพราะการอบรมจิตด้วยสมถะและวิปัสสนาอยู่เสมอ ย่อมทำให้ใจตื่นรู้ ผ่องใส และเจริญงอกงามในทางธรรมยิ่งขึ้น

ข้อคิดคือ ภาวนาคือการฝึกใจให้ตื่น มิใช่หลับใหลไปตามกิเลส ผู้ยินดีในการภาวนาย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ตื่นอยู่ทุกเมื่อ ทั้งที่คนทั้งหลายยังหลับด้วยความประมาท

คาถาที่ ๓๐๒

ทุปฺปพฺพชฺชํ ทุรภิรมํ ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา ทุกฺโข สมานสํวาโส ทุกฺขานุปติตทฺธคู ตสฺมา น จทฺธคู สิยา น จ ทุกฺขานุปติโต สิยา ฯ

การบวชเป็นของยาก ความยินดีในการบำเพ็ญธรรมก็เป็นของยาก

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุผู้เป็นโอรสของเจ้าวัชชี ทรงปรารภภิกษุรูปนี้ที่รู้สึกเบื่อหน่ายในการบวช

ทรงชี้ให้เห็นความจริงของชีวิตทั้งสองด้าน — การบวชเป็นของยาก เพราะต้องสละทรัพย์สมบัติและญาติมิตรถวายชีวิตแด่พระศาสนา ความยินดีในการบำเพ็ญธรรมก็ยาก ส่วนการครองเรือนก็เป็นทุกข์ การอยู่ร่วมกับคนไม่ถูกกันก็เป็นทุกข์ และผู้ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏย่อมพบทุกข์ไม่จบสิ้น ฉะนั้นจึงไม่ควรเป็นผู้เที่ยวไปในวัฏฏะ และไม่ควรตกอยู่ในทุกข์

ข้อคิดคือ ทุกทางเลือกในชีวิตล้วนมีความยากลำบากในตัว ผู้มีปัญญาจึงไม่มัวโหยหาสิ่งที่ทิ้งไป แต่ตั้งใจเดินในทางที่เลือกให้ถึงที่สุด เพื่อออกจากวงจรแห่งทุกข์ให้ได้

คาถาที่ ๓๐๓

สทฺโธ สีเลน สมฺปนฺโน ยโสโภคสมปฺปิโต ยํ ยํ ปเทสํ ภชติ ตตฺถ ตตฺเถว ปูชิโต ฯ

คนมีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล เพียบพร้อมด้วยยศ และโภคทรัพย์ จะไปสู่ถิ่นใดๆ ย่อมได้รับการบูชาในถิ่นนั้นๆ

คาถานี้ตรัสแก่พระอานนทเถระ ทรงปรารภจิตตคหบดี อุบาสกผู้เปี่ยมด้วยศรัทธาและคุณธรรม

ทรงชี้ว่า คนที่ มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล เพียบพร้อมด้วยยศและโภคทรัพย์ เมื่อไปสู่ถิ่นใด ๆ ย่อมได้รับการเคารพบูชาในถิ่นนั้น เพราะคุณความดีภายในย่อมเปล่งประกายให้ผู้คนยอมรับนับถือ ในที่นี้ ศีล หมายถึงศีลของผู้ครองเรือน และ ยศ หมายถึงความมีบริวารห้อมล้อม

ข้อคิดคือ เกียรติที่แท้จริงมิได้เกิดจากทรัพย์หรือตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากศรัทธาและศีลที่งดงามภายใน ผู้มีคุณธรรมย่อมเป็นที่รักและเป็นที่พึ่งของผู้คนไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด

คาถาที่ ๓๐๔

ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ หิมวนฺโตว ปพฺพโต อสนฺเตตฺถ น ทิสฺสนฺติ รตฺติขิตฺตา ยถา สรา ฯ

สัตบุรุษย่อมปรากฏในที่ไกล เหมือนภูเขาหิมพานต์ ฉะนั้น อสัตบุรุษทั้งหลาย ณ ที่นี้ย่อมไม่ปรากฏ เหมือนลูกศรที่ยิงไปในเวลากลางคืน ฉะนั้น

คาถานี้ตรัสแก่บริษัท ๔ ทรงปรารภนางจูฬสุภัททา ผู้มีศรัทธาแม้อยู่ห่างไกล เพื่อชี้ความต่างระหว่างคนดีกับคนชั่ว

ทรงเปรียบว่า สัตบุรุษ คือคนดีย่อมปรากฏเด่นชัดแม้อยู่ในที่ไกล ดุจ ภูเขาหิมพานต์ ที่มองเห็นได้แต่ไกล ส่วน อสัตบุรุษ คือคนชั่ว แม้อยู่ใกล้ก็ไม่ปรากฏ เหมือนลูกศรที่ยิงไปในเวลากลางคืนย่อมมองไม่เห็น เพราะคุณความดีย่อมส่องสว่างในตัวเอง ขณะที่ความชั่วมักซ่อนเร้นในความมืด

ข้อคิดคือ คุณงามความดีเป็นสิ่งปิดบังไม่ได้ ย่อมกระจายชื่อเสียงไปไกลด้วยตัวของมันเอง ผู้ปรารถนาให้ชีวิตมีคุณค่าจึงควรสั่งสมความดี มิใช่มุ่งสร้างภาพให้คนเห็นชั่วครู่ชั่วยาม

คาถาที่ ๓๐๕

เอกาสนํ เอกเสยฺยํ เอโก จรมตนฺทิโต เอโก ทมยมตฺตานํ วนนฺเต รมิโต สิยา ฯ

ภิกษุพึงยินดีการนั่งผู้เดียว การนอนผู้เดียว ไม่เกียจคร้าน เที่ยวไปตามลำพัง ฝึกฝนอยู่ผู้เดียว และยินดีการอยู่ป่า

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภพระเถระผู้ยินดีอยู่รูปเดียว เพื่อสรรเสริญคุณของการอยู่อย่างสงบวิเวก

ทรงสอนว่า ภิกษุพึง ยินดีในการนั่งผู้เดียว การนอนผู้เดียว เที่ยวไปตามลำพังโดยไม่เกียจคร้าน หมั่น ฝึกฝนตนอยู่ผู้เดียว และ ยินดีในการอยู่ป่า อันสงัด เพราะความวิเวกเป็นที่เกื้อกูลแก่การบำเพ็ญเพียร ทำให้ใจไม่ฟุ้งซ่านไปกับหมู่คณะและเสียงรบกวน

ข้อคิดคือ การอยู่ผู้เดียวในที่นี้มิใช่ความเหงาว้าเหว่ แต่คือการอยู่กับตนเองอย่างมีสติ เพื่อฝึกใจให้สงบและเข้มแข็ง ผู้รู้จักคุณค่าของความสงบวิเวก ย่อมพบความเบิกบานที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งภายนอก