วัดจุฬามณี
ธรรมบท

มัคควรรค — หมวดว่าด้วยมรรค

ธรรมบท วรรคที่ ๒๐ · ๑๗ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

คาถาที่ ๒๗๓

มคฺคานฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ สจฺจานํ จตุโร ปทา วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ ทิปทานญฺจ จกฺขุมา

บรรดามรรค มรรคมีองค์ ๘ ประเสริฐที่สุด บรรดาสัจจะ อริยสัจ ๔ ประเสริฐที่สุด บรรดาธรรม วิราคธรรม ประเสริฐที่สุด บรรดาสัตว์สองเท้า ตถาคตผู้มีจักษุ ประเสริฐที่สุด

พระพุทธองค์ทรงปรารภ ภิกษุ ๕๐๐ รูป ที่สนทนากันถึงหนทาง จึงตรัสชี้สิ่งที่ประเสริฐสุดในแต่ละหมวด

ในบรรดาทางทั้งปวง มรรคมีองค์ ๘ ประเสริฐที่สุด เพราะเป็นทางสายเดียวที่พาพ้นทุกข์ · ในบรรดาความจริง อริยสัจ ๔ ประเสริฐที่สุด · ในบรรดาธรรม วิราคธรรม คือความคลายกำหนัดอันได้แก่นิพพานประเสริฐที่สุด · และในบรรดามนุษย์ พระตถาคตผู้ทรงมีปัญญาจักษุ ประเสริฐที่สุด

คาถานี้ชี้ว่าท่ามกลางคำสอนและหนทางนับไม่ถ้วนในโลก มีแก่นที่ควรยึดเป็นหลัก อย่าหลงเสียเวลากับทางที่ไม่นำไปสู่ความพ้นทุกข์

คาถาที่ ๒๗๔

เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา ฯ เอตญฺหิ ตุเมฺห ปฏิปชฺชถ มารสฺเสตํ ปโมหนํ

ทางเพื่อความหมดจดแห่งทัสสนะ คือทางนี้เท่านั้น มิใช่ทางอื่น เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายจงดำเนินไปตามทางนี้แล เพราะทางนี้เป็นทางลวงมารให้หลง

ทรงตรัสแก่ ภิกษุ ๕๐๐ รูป ต่อเนื่องจากคาถาก่อน ย้ำว่ามรรคมีองค์ ๘ นั้นสำคัญเพียงใด

ทางเพื่อความ หมดจดแห่งทัสสนะ คือความเห็นอันบริสุทธิ์ มีเพียงทางนี้ทางเดียว มิใช่ทางอื่น เพราะเหตุนั้นพระองค์จึงทรงชักชวนให้เดินตาม ด้วยว่าทางสายนี้เป็น ทางลวงมารให้หลง ผู้เดินตามย่อมพ้นจากอำนาจของกิเลสมาร

ข้อคิดคือ เมื่อพบทางที่ถูกต้องแล้ว พึงลงมือเดินอย่างมั่นใจ ไม่ต้องลังเลไปเสาะหาทางอื่นให้เสียเวลา

คาถาที่ ๒๗๕

เอตญฺหิ ตุเมฺห ปฏิปนฺนา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถ ฯ อกฺขาโต โว มยา มคฺโค อญฺญาย สลฺลสตฺถนํ

ด้วยว่า เธอทั้งหลายดำเนินไปตามทางนี้แล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เรารู้วิธีถอนลูกศรคือกิเลสแล้ว จึงชี้บอกทางนี้แก่เธอทั้งหลาย

ยังเป็นพระดำรัสแก่ ภิกษุ ๕๐๐ รูป ทรงยืนยันผลของการเดินตามมรรค

ผู้ดำเนินตามทางนี้แล้วย่อม ทำที่สุดแห่งทุกข์ ได้จริง พระองค์เปรียบพระองค์เองเป็นเสมือนหมอผู้รู้วิธี ถอนลูกศรคือกิเลส ที่เสียบแทงใจสัตว์ให้ทุกข์ทรมาน เมื่อทรงรู้วิธีนี้แล้วจึงเมตตาชี้บอกทางแก่สาวก

คำสอนนี้ให้กำลังใจว่าความพ้นทุกข์มิใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นผลที่พิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติของตนเอง

คาถาที่ ๒๗๖

ตุเมฺหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา ปฏิปนฺนา ปโมกฺขนฺติ ฌายิโน มารพนฺธนา ฯ

เธอทั้งหลายควรทำความเพียรเองเถิด ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้บอกเท่านั้น ผู้บำเพ็ญภาวนา ดำเนินตามทางนี้แล้ว เพ่งพินิจอยู่ จักพ้นจากเครื่องผูกแห่งมารได้

ทรงตรัสแก่ ภิกษุ ๕๐๐ รูป เป็นบทสรุปว่าใครต้องเป็นผู้ลงมือ

พระองค์ตรัสว่า ความเพียรเป็นหน้าที่ของเธอเอง ตถาคตเป็นเพียง ผู้ชี้บอกทาง เท่านั้น จะเดินแทนกันไม่ได้ · ผู้บำเพ็ญภาวนา เพ่งพินิจตามทางนี้ ย่อมพ้นจาก เครื่องผูกแห่งมาร อันได้แก่วัฏฏะที่วนเวียนอยู่ในภูมิ ๓ คือกามาวจร รูปาวจร และอรูปาวจร

ข้อคิดสำคัญคือ ครูบาอาจารย์ชี้ทางให้ได้ แต่ต้องเดินด้วยเท้าของเราเอง ความหลุดพ้นไม่มีทางลัดหรือให้ผู้อื่นทำแทน

คาถาที่ ๒๗๗

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา ฯ

เมื่อใด อริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญา ว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์

ทรงปรารภเรื่อง อนิจจลักษณะ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ชี้ประตูแห่งวิปัสสนาข้อแรก

เมื่ออริยสาวก พิจารณาเห็นด้วยปัญญา ว่าสังขารทั้งปวงล้วน ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนดับไป เมื่อนั้นย่อมเกิดความ หน่าย ในกองทุกข์ ไม่ยึดติดหลงใหล นั่นแหละคือทางแห่งความบริสุทธิ์หมดจด

การเฝ้าดูความไม่เที่ยงในชีวิตประจำวัน ทั้งลมหายใจ อารมณ์ และสิ่งรอบตัว จะค่อยคลายใจให้ปล่อยวางลงได้เอง

คาถาที่ ๒๗๘

สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

เมื่อใด อริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์

ทรงปรารภเรื่อง ทุกขลักษณะ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ต่อจากการเห็นความไม่เที่ยง

เมื่ออริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ คือถูกความเกิดดับบีบคั้นอยู่ตลอด ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เมื่อนั้นย่อมหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์

เมื่อเห็นว่าสิ่งที่เราเฝ้าไขว่คว้ามีความบีบคั้นแฝงอยู่เสมอ ใจก็จะเลิกยึดถือว่าเป็นของน่าเพลิดเพลิน แล้วหันมาแสวงหาความสงบที่แท้จริง

คาถาที่ ๒๗๙

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา ฯ

เมื่อใด อริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์

ทรงปรารภเรื่อง อนัตตลักษณะ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย เป็นข้อสุดท้ายของไตรลักษณ์

เมื่ออริยสาวกพิจารณาเห็นด้วย วิปัสสนาปัญญา ว่าธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาให้เป็นดังใจไม่ได้ เมื่อนั้นย่อมหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์

ไตรลักษณ์ทั้งสาม—ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา—คือกุญแจคลายความยึดมั่น เมื่อเห็นชัดว่าไม่มีอะไรเป็น "ของเรา" จริง ๆ ใจก็เบาสบายและก้าวสู่ความหลุดพ้น

คาถาที่ ๒๘๐

อุฏฺฐานกาลมฺหิ อนุฏฺฐหาโน ยุวา พลี อาลสิยํ อุเปโต สํสนฺนสงฺกปฺปมโน กุสีโต ปญฺญาย มคฺคํ อลโส น วินฺทติ ฯ

คนที่ไม่ขยันในเวลาที่ควรขยัน ทั้งที่ยังหนุ่มยังสาว มีกำลัง แต่กลับเกียจคร้าน มีความคิดใฝ่ต่ำ ปราศจากความเพียร เกียจคร้านมาก ย่อมไม่ประสบทาง ด้วยปัญญา

ทรงปรารภ พระปธานกัมมิกติสสเถระ ตรัสเตือนเรื่องโทษของความเกียจคร้าน

คนที่ ไม่ขยันในเวลาที่ควรขยัน ทั้งที่ยังหนุ่มยังสาวมีเรี่ยวแรงพร้อม แต่กลับปล่อยตัวเกียจคร้าน มี ความคิดใฝ่ต่ำ คือหมกมุ่นในมิจฉาวิตกทั้งกามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก ปราศจากความเพียร คนเช่นนี้ย่อม ไม่ประสบทาง คืออริยมรรคด้วยปัญญาได้เลย

เวลาและกำลังวังชาเป็นทุนที่มีจำกัด อย่าผัดวันประกันพรุ่งด้วยความขี้เกียจ ควรเพียรเสียแต่ยังมีโอกาส

คาถาที่ ๒๘๑

วาจานุรกฺขี มนสา สุสํวุโต กาเยน จ อกุสลํ น กยิรา เอเต ตโย กมฺมปเถ วิโสธเย อาราธเย มคฺคํ อิสิปฺปเวทิตํ ฯ

บุคคลพึงรักษาวาจา พึงสำรวมใจ และไม่พึงทำความชั่วทางกาย พึงชำระกรรมบถทั้ง ๓ ประการนี้ให้หมดจด จะพึงพบทางที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้

ทรงปรารภเรื่อง สูกรเปรต เปรตที่มีกายคนหัวหมูเพราะวจีกรรมชั่ว ตรัสสอนเรื่องการรักษากรรมบถ

พึง รักษาวาจา โดยเว้นจากวจีทุจริต ๔ คือพูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ · พึง สำรวมใจ ไม่ให้มโนทุจริตเกิดขึ้น · และ ไม่ทำความชั่วทางกาย คือเว้นกายทุจริต ๓ ทั้งฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม · ผู้ชำระ กรรมบถทั้ง ๓ ทางกาย วาจา ใจให้หมดจดได้ ย่อมพบทางที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้

ความบริสุทธิ์ทางการปฏิบัติเริ่มที่การระวังการกระทำ คำพูด และความคิดในชีวิตประจำวันนี่เอง

คาถาที่ ๒๘๒

โยคา เว ชายตี ภูริ อโยคา ภูริสงฺขโย เอตํ เทฺวธา ปถํ ญตฺวา ภวาย วิภวาย จ ตถตฺตานํ นิเวเสยฺย ยถา ภูริ ปวฑฺฒติ ฯ

ปัญญา เกิดเพราะการประกอบ และเสื่อมไปเพราะการไม่ประกอบ เมื่อรู้ทางเจริญและทางเสื่อมแห่งปัญญาทั้ง ๒ ทางนี้แล้ว บุคคลพึงตั้งตนโดยวิธีที่ปัญญาจะเจริญยิ่งขึ้น

ทรงปรารภ พระโปฐิลเถระ ผู้ทรงพระไตรปิฎกแต่ขาดการปฏิบัติภาวนา จึงตรัสเตือนให้ประกอบความเพียร

ปัญญา นั้นเกิดขึ้นเพราะ การประกอบ คือมนสิการโดยแยบคายในอารมณ์กัมมัฏฐาน และเสื่อมไปเพราะ การไม่ประกอบ · เมื่อรู้ทั้งทางเจริญและทางเสื่อมของปัญญาแล้ว พึงตั้งตนไว้ในทางที่ปัญญาจะเจริญยิ่งขึ้น

ความรู้ที่ท่องจำได้อย่างเดียวยังไม่พอ ต้องลงมือฝึกฝนพิจารณาจริง ปัญญาจึงจะงอกงาม เหมือนกล้ามเนื้อที่ต้องใช้จึงจะแข็งแรง

คาถาที่ ๒๘๓

วนํ ฉินฺทถ มา รุกฺขํ วนโต ชายตี ภยํ เฉตฺวา วนญฺจ วนถญฺจ นิพฺพนา โหถ ภิกฺขโว ฯ

ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงตัดป่า แต่อย่าตัดต้นไม้ เพราะภัย ย่อมเกิดจากป่า เธอทั้งหลายครั้นตัดป่า และหมู่ไม้ในป่าแล้ว จงเป็นผู้ไม่มีป่าอยู่เถิด

ทรงปรารภเรื่อง ภิกษุแก่หลายรูป ตรัสสอนด้วยคำอุปมาให้ตัดกิเลส

ตรัสให้ ตัดป่า อันหมายถึงกิเลสมีราคะเป็นต้น แต่ อย่าตัดต้นไม้จริง เพราะ ภัย คือชาติการเกิดและทุกข์ทั้งปวงย่อมเกิดจากป่าคือกิเลส · เมื่อตัดทั้งป่าและ หมู่ไม้ในป่า คือกิเลสที่ให้เกิดในภพต่อ ๆ ไปได้แล้ว ก็จงเป็น ผู้ไม่มีป่า คือหมดกิเลสสิ้นเชิง

คำสอนนี้ใช้ภาพป่าเป็นอุปมาชวนให้เข้าใจง่ายว่า ศัตรูที่แท้จริงมิใช่สิ่งภายนอก แต่คือดงกิเลสในใจที่ต้องถางให้เตียน

คาถาที่ ๒๘๔

ยาวํ หิ วนโถ น ฉิชฺชติ อณุมตฺโตปิ นรสฺส นาริสุ ปฏิพทฺธมโน ว ตาว โส วจฺโฉ ขีรปโกว มาตริ ฯ

ตราบใด บุรุษยังไม่ตัดหมู่ไม้ในป่า แม้เพียงเล็กน้อยในสตรีทั้งหลาย ตราบนั้น เขาย่อมมีใจผูกพัน เหมือนลูกโคที่ยังดื่มนมมีใจผูกพันในแม่โค ฉะนั้น

ยังเป็นพระดำรัสในเรื่อง ภิกษุแก่หลายรูป ทรงขยายภาพหมู่ไม้ในป่าให้ชัดขึ้น

ตราบใดที่บุรุษยัง ไม่ตัดหมู่ไม้ในป่า คือความเยื่อใยผูกพันในสตรี แม้เพียงเล็กน้อย ตราบนั้นใจของเขาก็ยังผูกพันติดข้อง เปรียบเหมือน ลูกโคที่ยังดื่มนม ย่อมมีใจติดพันในแม่โคไม่ยอมห่าง

อุปมานี้เตือนว่า กิเลสแม้เศษเสี้ยวเล็กน้อยก็ยังฉุดรั้งใจไว้ได้ การละต้องละให้หมดจด อย่าประมาทว่าเหลือนิดหน่อยคงไม่เป็นไร

คาถาที่ ๒๘๕

อุจฺฉินฺท สิเนหมตฺตโน กุมุทํ สารทิกํว ปาณินา สนฺติมคฺคเมว พฺรูหย นิพฺพานํ สุคเตน เทสิตํ ฯ

เธอจงตัดความรักของตน เหมือนตัดดอกบัวที่เกิดในสารทกาล จงเพิ่มพูนทางแห่งสันติ เท่านั้น เพราะพระสุคตเจ้าแสดงนิพพานไว้แล้ว

ทรงตรัสแก่ ภิกษุผู้เป็นศิษย์ของพระสารีบุตร ให้ตัดเยื่อใยและมุ่งสู่ความสงบ

จง ตัดความรักความเยื่อใยของตน ให้ขาดสะบั้น เหมือนเอามือ เด็ดดอกบัวที่เกิดในสารทกาล อย่างเด็ดขาดไม่อาลัย · แล้วจง เพิ่มพูนทางแห่งสันติ คือมรรคที่นำสู่นิพพานให้ยิ่งขึ้น เพราะพระสุคตเจ้าได้ทรงแสดง นิพพาน อันเป็นความสงบสูงสุดไว้แล้ว

ข้อคิดคือ การตัดใจจากสิ่งที่รักต้องทำอย่างเด็ดเดี่ยว แต่มิใช่เพื่อความว่างเปล่า หากเพื่อเปิดทางให้ใจได้พบความสงบที่ประเสริฐกว่า

คาถาที่ ๒๘๖

อิธ วสฺสํ วสิสฺสามิ อิธ เหมนฺตคิมฺหิสุ อิติ พาโล วิจินฺเตติ อนฺตรายํ น พุชฺฌติ ฯ

คนพาลมักคิดเช่นนี้ว่า “เราจักอยู่ที่นี่ตลอดฤดูฝน เราจักอยู่ที่นี่ตลอดฤดูหนาวและฤดูร้อน” ชื่อว่าย่อมไม่รู้อันตราย ที่จะมาถึงตน

ทรงปรารภ พ่อค้ามีทรัพย์มาก ที่พักอยู่ริมฝั่งแม่น้ำและวางแผนการอยู่ยาว ทรงเตือนเรื่องความประมาท

คนพาลมัก คิดวางแผนไปข้างหน้า ว่าจะอยู่ที่นี่ตลอดฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน หมกมุ่นแต่เรื่องอนาคต จน ไม่รู้อันตราย คือความตายที่อาจมาถึงตนเมื่อใดก็ได้

คำสอนนี้เตือนสติว่าชีวิตไม่แน่นอน อย่ามัวแต่วาดฝันวางแผนระยะยาวจนลืมว่าความตายไม่เคยนัดหมายล่วงหน้า ควรเร่งทำความดีและปฏิบัติธรรมเสียแต่วันนี้

คาถาที่ ๒๘๗

ตํ ปุตฺตปสุสมฺมตฺตํ พฺยาสตฺตมนสํ นรํ สุตฺตํ คามํ มโหโฆว มจฺจุ อาทาย คจฺฉติ ฯ

นรชนผู้มัวเมาในบุตรและปศุสัตว์ มีใจเกี่ยวข้องในอารมณ์ต่างๆ ย่อมถูกมฤตยูคร่าไป เหมือนชาวบ้านผู้หลับไหลถูกห้วงน้ำพัดพาไป ฉะนั้น

ทรงปรารภ นางกิสาโคตมี ผู้โศกเศร้าเพราะสูญเสียบุตร ตรัสเตือนถึงความมัวเมาที่บดบังภัยแห่งความตาย

นรชนผู้ มัวเมาในบุตรและปศุสัตว์ มีใจข้องเกี่ยวพัวพันในทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ย่อมถูก มฤตยูคร่าไป ในขณะที่ยังหลงระเริง เปรียบเหมือน ชาวบ้านที่หลับใหล อยู่ ถูก ห้วงน้ำใหญ่พัดพา ไปทั้งที่ไม่ทันรู้ตัว

ความรักและความหวงแหนในคนและสิ่งของเป็นเรื่องธรรมดาของโลก แต่หากปล่อยให้กลายเป็นความมัวเมา ก็จะประมาทจนความตายมาถึงโดยไม่ได้เตรียมใจ

คาถาที่ ๒๘๘

น สนฺติ ปุตฺตา ตาณาย น ปิตา นปิ พนฺธวา อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส นตฺถิ ญาตีสุ ตาณตา

บุคคลเมื่อถึงคราวจะตาย บุตรทั้งหลายก็ต้านทานไว้ไม่ได้ บิดาก็ต้านทานไว้ไม่ได้ พวกพ้องก็ต้านทานไว้ไม่ได้ แม้ญาติพี่น้องก็ต้านทานไว้ไม่ได้

ทรงปรารภ นางปฏาจารา ผู้สูญเสียสามี บุตร และญาติพี่น้องในคราวเดียว ตรัสปลอบและชี้ความจริงของชีวิต

ยามที่ความตายมาถึง บุตรก็ต้านทานไว้ไม่ได้ บิดาก็ต้านทานไม่ได้ พวกพ้องและญาติพี่น้องก็ต้านทานไม่ได้ ไม่มีใครในโลกจะเป็นที่พึ่งป้องกันความตายให้แก่กันได้เลย

ความจริงนี้แม้ฟังดูใจหาย แต่กลับเป็นเครื่องคลายความยึดมั่น เมื่อรู้ว่าไม่มีใครหนีพ้นความตายและไม่มีใครช่วยใครได้ จึงควรหันมาหาที่พึ่งอันแท้จริงคือธรรม

คาถาที่ ๒๘๙

เอตมตฺถวสํ ญตฺวา ปณฺฑิโต สีลสํวุโต นิพฺพานคมนํ มคฺคํ ขิปฺปเมว วิโสธเย ฯ

บัณฑิตผู้สำรวมในศีล รู้ความจริงนี้แล้ว พึงรีบเร่งชำระทางอันจะนำไปสู่นิพพาน

ยังเป็นพระดำรัสแก่ นางปฏาจารา เป็นบทสรุปที่ชี้ทางออกจากความจริงอันน่าสังเวช

เมื่อ บัณฑิตผู้สำรวมในศีล รู้ ความจริง ว่าไม่มีใครต้านทานความตายให้กันได้แล้ว พึง รีบเร่งชำระทางอันจะนำไปสู่นิพพาน ให้บริสุทธิ์โดยเร็ว ไม่ผัดผ่อน

ข้อคิดคือ ความเข้าใจความจริงของชีวิตต้องนำไปสู่การลงมือปฏิบัติ เริ่มที่การรักษาศีลให้บริสุทธิ์แล้วเจริญมรรคต่อไป อย่าให้ความรู้นั้นจบลงเพียงความสลดใจ