วัดจุฬามณี
ธรรมบท

ธัมมัฏฐวรรค — หมวดว่าด้วยผู้ตั้งอยู่ในธรรม

ธรรมบท วรรคที่ ๑๙ · ๑๗ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

คาถาที่ ๒๕๖

น เตน โหติ ธมฺมฏฺโฐ เยนตฺถํ สหสา นเย โย จ อตฺถํ อนตฺถญฺจ อุโภ นิจฺเฉยฺย ปณฺฑิโต

ผู้ที่ตัดสินคดีโดยผลีผลาม ไม่ชื่อว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิต วินิจฉัยคดี เหตุแห่งคดีทั้งที่เป็นจริงและไม่เป็นจริงทั้งสอง

คาถานี้ตรัสปรารภเรื่องมหาอำมาตย์ผู้พิพากษา ผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดีความ

พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า ผู้ที่ตัดสินคดีอย่าง ผลีผลาม คือรีบร้อนลุกลี้ลุกลน ไม่พิจารณาเหตุผลให้รอบด้าน หาชื่อว่าเป็น ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ไม่ ตรงกันข้าม ผู้ที่เป็น บัณฑิต ย่อมค่อย ๆ วินิจฉัยแยกแยะให้เห็นชัดว่าอะไรจริงอะไรเท็จ ถูกหรือผิดทั้งสองฝ่าย จึงจะตัดสินได้อย่างเที่ยงตรง

ข้อคิดคือ ในการตัดสินเรื่องใด ๆ ไม่ว่าคดีความหรือชีวิตประจำวัน ความรอบคอบและใจเป็นกลาง สำคัญกว่าความรวดเร็ว อย่าด่วนสรุปตามอารมณ์ ให้ฟังให้ครบทั้งสองด้านก่อนตัดสิน

คาถาที่ ๒๕๗

อสาหเสน ธมฺเมน สเมน นยตี ปเร ธมฺมสฺส คุตฺโต เมธาวี ธมฺมฏฺโฐติ ปวุจฺจติ ฯ

พิพากษาผู้อื่นโดยไม่ผลีผลาม โดยเที่ยงธรรม โดยสม่ำเสมอ ผู้มีปัญญา มีธรรมคุ้มครองนั้น เราเรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม

คาถานี้ต่อเนื่องจากคาถาก่อน ตรัสปรารภเรื่องมหาอำมาตย์ผู้พิพากษาเช่นกัน

เมื่อคาถาก่อนบอกว่าผู้ตัดสินผลีผลามไม่ใช่ผู้ตั้งอยู่ในธรรม คาถานี้จึงแสดงลักษณะของ ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ว่าคือผู้ที่พิพากษาผู้อื่น โดยไม่ผลีผลาม เที่ยงธรรม และสม่ำเสมอ ไม่ลำเอียง ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เป็นผู้มีปัญญาและมี ธรรมคุ้มครองใจ ไม่ปล่อยให้อคติเข้าครอบงำ

ข้อคิดคือ ความยุติธรรมที่แท้มาจากใจที่มีธรรมกำกับ ผู้มีอำนาจตัดสินผู้อื่นพึงรักษาความเที่ยงตรงและเสมอภาคไว้ให้มั่น จึงจะสมกับคำว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม

คาถาที่ ๒๕๘

น เตน ปณฺฑิโต โหติ ยาวตา พหุ ภาสติ เขมี อเวรี อภโย ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจติ ฯ

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิตเพียงเพราะพูดมาก แต่ผู้มีความเกษม ไม่มีเวร ไม่มีภัย จึงจะชื่อว่า เป็นบัณฑิต.

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องพระฉัพพัคคีย์ กลุ่มภิกษุที่ชอบพูดจาโต้เถียงเอาชนะ

พระพุทธองค์ทรงเตือนว่า คนเราไม่ได้เป็น บัณฑิต เพียงเพราะพูดเก่งหรือพูดมาก แต่ผู้ที่ควรเรียกว่าบัณฑิตคือผู้มี ความเกษม คือปลอดโปร่งจากกิเลส ไม่มีเวร คือไม่ผูกใจเจ็บ และ ไม่มีภัย คือไม่เป็นที่น่ากลัวแก่ใคร ตามเชิงอรรถชี้ว่า การตัดสินโดยผลีผลามหมายถึงตกอยู่ใน อคติ ๔ มีความลำเอียงเพราะรัก ชัง หลง กลัว

ข้อคิดคือ อย่าวัดค่าคนที่ปากคารม ให้ดูที่ใจอันสงบเย็นและไม่มีเวรภัย นั่นต่างหากคือเครื่องหมายของปัญญาแท้

คาถาที่ ๒๕๙

น ตาวตา ธมฺมธโร ยาวตา พหุ ภาสติ โย จ อปฺปมฺปิ สุตฺวาน ธมฺมํ กาเยน ปสฺสติ ส เว ธมฺมธโร โหติ โย ธมฺมํ นปฺปมชฺชติ ฯ

บุคคลไม่ชื่อว่าผู้ทรงธรรมเพียงเพราะพูดมาก ส่วนผู้ใดได้สดับตรับฟังธรรมน้อย แต่พิจารณาเห็นธรรมด้วยนามกาย ทั้งไม่ประมาทธรรมนั้น ผู้นั้นชื่อว่า ผู้ทรงธรรม

คาถานี้ตรัสแก่พระภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฎก ๒ รูป ปรารภเรื่องพระเอกุทานขีณาสพ ผู้รู้ธรรมน้อยแต่บรรลุธรรม

พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า ผู้ที่พูดธรรมได้มากยังไม่ชื่อว่าเป็น ผู้ทรงธรรม แต่ผู้ที่แม้ได้ฟังธรรมเพียงเล็กน้อย ทว่า พิจารณาเห็นธรรมด้วยนามกาย คือหยั่งเห็นความจริงด้วยใจจนซึมซับเป็นเนื้อเป็นตัว และ ไม่ประมาทในธรรมนั้น นำมาปฏิบัติจริง ผู้นั้นต่างหากคือผู้ทรงธรรม

ข้อคิดคือ คุณค่าของธรรมอยู่ที่การ ลงมือปฏิบัติ มิใช่ปริมาณที่จำได้ รู้น้อยแต่ทำจริงย่อมประเสริฐกว่ารู้มากแต่ปล่อยผ่าน

คาถาที่ ๒๖๐

น เตน เถโร โหติ เยนสฺส ปลิตํสิโร ฯ

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นเถระ เพียงเพราะมีผมหงอก ผู้ที่แก่แต่วัยเท่านั้น เรียกว่า คนแก่เปล่า

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุผู้อยู่ป่า ๓๐ รูป ที่ได้พบเห็นพระลกุณฏกภัททิยเถระ ผู้มีรูปร่างเล็กเตี้ย

พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า คนเราไม่ได้เป็น เถระ คือผู้ใหญ่ที่ควรเคารพ เพียงเพราะมี ผมหงอก หรือมีอายุมาก ผู้ที่แก่แต่เพียงวัยโดยไม่มีคุณธรรมเป็นเครื่องประดับ ท่านเรียกว่า คนแก่เปล่า คือแก่ไปเปล่า ๆ ไม่มีแก่นสารทางธรรม

ข้อคิดคือ ความเป็นผู้ใหญ่ที่แท้วัดกันที่ วุฒิภาวะและคุณธรรม ไม่ใช่จำนวนปีหรือผมสีขาว อายุที่มากขึ้นควรมาพร้อมปัญญาและความดีงามที่เพิ่มพูน

คาถาที่ ๒๖๑

ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ อหึสา สญฺญโม ทโม ส เว วนฺตมโล ธีโร โส เถโรติ ปวุจฺจติ ฯ

ส่วนผู้มีสัจจะ มีธรรม มีอหิงสา สัญญมะ และทมะ คายมลทินได้แล้ว เป็นปราชญ์ ชื่อว่า เถระ

คาถานี้ต่อเนื่องจากคาถาก่อน ตรัสแก่ภิกษุผู้อยู่ป่า ๓๐ รูป ปรารภพระลกุณฏกภัททิยเถระ

เมื่อคาถาก่อนบอกว่าผมหงอกไม่ทำให้เป็นเถระ คาถานี้จึงแสดงคุณสมบัติของ เถระ ที่แท้ ตามเชิงอรรถ ได้แก่

  • สัจจะ คือรู้แจ้งอริยสัจ ๔

  • ธรรม คือบรรลุโลกุตตรธรรม ๙

  • อหิงสา คือความไม่เบียดเบียน

  • สัญญมะ คือศีล และ ทมะ คือการสำรวมอินทรีย์

ผู้ที่ คายมลทิน คือกิเลสเครื่องเศร้าหมองออกได้แล้ว เป็นปราชญ์ผู้มั่นคง นั่นแลชื่อว่าเถระ ข้อคิดคือ ความเป็นผู้ทรงคุณอยู่ที่ธรรมภายในใจ มิใช่เครื่องหมายภายนอกอย่างวัยหรือฐานะ

คาถาที่ ๒๖๒

น วากฺกรณมตฺเตน วณฺณโปกฺขรตาย วา สาธุรูโป นโร โหติ อิสฺสุกี มจฺฉรี สโฐ ฯ

เพราะเหตุเพียงการพูดจาคล่องแคล่ว หรือเพราะมีผิวพรรณงดงาม แต่ยังมีความริษยา ตระหนี่ และโอ้อวด บุคคลก็หาชื่อว่าคนดีได้ไม่

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุหลายรูปที่พูดจาคล่องแคล่ว ปรารภเรื่องภิกษุหลายรูป

พระพุทธองค์ทรงเตือนว่า เพียงพูดจา คล่องแคล่วไพเราะ หรือมี ผิวพรรณงดงาม ยังไม่ทำให้ใครเป็น คนดี ได้ ตราบใดที่ภายในใจยังมี ความริษยา คืออิจฉาผู้อื่น ความตระหนี่ คือหวงแหนไม่เผื่อแผ่ และ ความโอ้อวด คือเสแสร้งหลอกลวง

ข้อคิดคือ ความดีที่แท้อยู่ที่ ใจ มิใช่เปลือกนอก อย่าหลงเชื่อคนเพียงเพราะวาจาหวานหรือหน้าตาดี และพึงชำระใจตนให้พ้นจากริษยา ตระหนี่ และมารยา นั่นจึงเป็นคนดีสมชื่อ

คาถาที่ ๒๖๓

ยสฺส เจตํ สมุจฺฉินฺนํ มูลฆจฺจํ สมูหตํ ส วนฺตโทโส เมธาวี สาธุรูโปติ วุจฺจติ ฯ

ส่วนผู้ตัดความริษยาเป็นต้นนี้ได้ ถอนขึ้นทำให้รากขาดแล้ว คายโทษได้แล้ว เป็นผู้มีปัญญา จึงจะชื่อว่า คนดี

คาถานี้ต่อเนื่องจากคาถาก่อน ตรัสแก่ภิกษุที่พูดจาคล่องแคล่ว ปรารภเรื่องภิกษุหลายรูป

เมื่อคาถาก่อนชี้โทษของริษยา ตระหนี่ และโอ้อวด คาถานี้จึงแสดงว่า ผู้ที่ ตัดกิเลสเหล่านั้นได้ ถอนขึ้นจนรากขาด ไม่มีเชื้อเหลือให้งอกอีก และ คายโทษ ทั้งปวงออกได้ เป็นผู้มีปัญญา ผู้นั้นแลจึงจะชื่อว่า คนดี อย่างแท้จริง

ข้อคิดคือ การเป็นคนดีมิใช่แค่กดข่มกิเลสไว้ชั่วคราว แต่ต้อง ถอนรากถอนโคน ให้สิ้นเชิง ความดีจึงจะมั่นคง ไม่กลับกำเริบ นี่คือความงามที่มาจากใจอันบริสุทธิ์

คาถาที่ ๒๖๔

น มุณฺฑเกน สมโณ อพฺพโต อลิกํ ภณํ อิจฺฉาโลภสมาปนฺโน สมโณ กึ ภวิสฺสติ ฯ

ผู้ไม่มีวัตร พูดจาเหลาะแหละ แม้มีศีรษะโล้น ก็ไม่ชื่อว่าสมณะ ผู้เต็มไปด้วยความปรารถนา และความอยากได้ จะเป็นสมณะได้อย่างไร

คาถานี้ตรัสแก่พระหัตถกะผู้พูดจาเหลาะแหละ ปรารภเรื่องหัตถกภิกษุ ผู้ชอบพูดกลับกลอกเอาชนะคน

พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า ผู้ที่ ไม่มีวัตร คือไม่มีข้อปฏิบัติที่ดีงาม และ พูดจาเหลาะแหละ คือพูดเท็จพูดเลื่อนลอย แม้จะ โกนศีรษะโล้น ในเพศบรรพชิต ก็หาชื่อว่าเป็น สมณะ ไม่ ยิ่งผู้ที่เต็มไปด้วย ความปรารถนาและความโลภอยากได้ จะเป็นสมณะได้อย่างไร

ข้อคิดคือ รูปแบบภายนอก อย่างเครื่องแบบหรือทรงผม ไม่ได้ทำให้ใครเป็นนักบวชที่แท้ ความเป็นสมณะอยู่ที่ วัตรปฏิบัติและใจที่สงบจากความอยาก

คาถาที่ ๒๖๕

โย จ สเมติ ปาปานิ อณุํถูลานิ สพฺพโส สมิตตฺตา หิ ปาปานํ สมโณติ ปวุจฺจติ ฯ

ส่วนผู้ใดระงับบาปน้อยใหญ่ลงได้โดยสิ้นเชิง และเพราะเหตุที่ระงับบาปทั้งหลายได้นี้เอง เขาจึงเรียกผู้นั้นว่า สมณะ

คาถานี้ต่อเนื่องจากคาถาก่อน ตรัสแก่พระหัตถกะ ปรารภเรื่องหัตถกภิกษุ

เมื่อคาถาก่อนบอกว่าศีรษะโล้นไม่ทำให้เป็นสมณะ คาถานี้จึงแสดงว่า ผู้ที่ ระงับบาปทั้งน้อยและใหญ่ลงได้โดยสิ้นเชิง ไม่เหลือความชั่วไว้แม้เพียงเล็กน้อย เพราะเหตุที่สงบระงับบาปได้นี้เอง จึงเรียกผู้นั้นว่า สมณะ คำว่าสมณะเองก็มาจากความหมายว่า ผู้สงบระงับ

ข้อคิดคือ ความเป็นนักบวชแท้อยู่ที่ การชำระใจให้สงบจากบาปทุกระดับ ไม่ว่าฆราวาสหรือบรรพชิต ผู้ใดสงบระงับความชั่วในตนได้มากเพียงใด ก็เข้าใกล้ความเป็นสมณะเพียงนั้น

คาถาที่ ๒๖๖

น เตน ภิกฺขุ โส โหติ ยาวตา ภิกฺขเต ปเร วิสฺสํ ธมฺมํ สมาทาย ภิกฺขุ โหติ น ตาวตา ฯ

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุ เพียงเพราะขอจากผู้อื่นเท่านั้น ทั้งไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะยังสมาทานธรรมที่เป็นพิษอยู่

คาถานี้ตรัสปรารภเรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ผู้เข้าใจว่าตนก็เป็นภิกษุเพราะเที่ยวขออาหารเช่นกัน

พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า คนเราไม่ได้เป็น ภิกษุ เพียงเพราะ ขออาหารจากผู้อื่น เท่านั้น และผู้ที่ยัง สมาทานธรรมที่เป็นพิษ คือยังมีความประพฤติชั่วทางกาย วาจา ใจ ตามที่เชิงอรรถอธิบายไว้ ก็ยังไม่ชื่อว่าภิกษุ

ข้อคิดคือ อาชีพหรือกิริยาภายนอกไม่ได้กำหนดความเป็นนักบวช สิ่งที่กำหนดคือ ความประพฤติที่บริสุทธิ์ ผู้ยังมีพิษคือความชั่วในตน ย่อมห่างไกลจากความเป็นภิกษุที่แท้

คาถาที่ ๒๖๗

โยธ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ พาเหตฺวา พฺรหฺมจริยวา สงฺขาย โลเก จรติ ส เว ภิกฺขูติ วุจฺจติ ฯ

ในศาสนานี้ ผู้ที่ลอยบุญและบาปได้แล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ อยู่ในโลกด้วยปัญญา จึงจะชื่อว่า ภิกษุ

คาถานี้ต่อเนื่องจากคาถาก่อน ปรารภเรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง

เมื่อคาถาก่อนบอกว่าเพียงขออาหารไม่ทำให้เป็นภิกษุ คาถานี้จึงแสดงว่า ผู้ที่ ลอยบุญและบาป ได้แล้ว คือไม่ยึดติดแม้ในความดีความชั่ว อยู่เหนือทั้งสอง ประพฤติพรหมจรรย์ และดำเนินชีวิตในโลก ด้วยปัญญา พิจารณารู้เท่าทันสิ่งทั้งปวง ผู้นั้นแลจึงจะชื่อว่า ภิกษุ

ข้อคิดคือ ภิกษุที่แท้มิใช่เพียงผู้ถือบาตรออกบิณฑบาต แต่คือผู้ที่ใจ พ้นจากการยึดถือ และดำเนินชีวิตด้วยปัญญาอันรู้แจ้ง นี่คือเป้าหมายที่แท้ของผู้ครองเพศบรรพชิต

คาถาที่ ๒๖๘

น โมเนน มุนิ โหติ มูฬฺหรูโป อวิทฺทสุ โย จ ตุลํว ปคฺคยฺห วรมาทาย ปณฺฑิโต

บุคคลโง่เขลาไม่รู้อะไร เพียงแต่นั่งนิ่งๆ หาชื่อว่าเป็นมุนีไม่ ส่วนบุคคลผู้ฉลาด เลือกชั่งเอาแต่สิ่งที่ดี ละทิ้งสิ่งที่ชั่ว

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องเดียรถีย์ พวกนักบวชนอกพระศาสนาที่ถือการนิ่งเป็นข้อวัตร

พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า คนเราไม่ได้เป็น มุนี คือผู้รู้ผู้สงบ เพียงเพราะ นั่งนิ่ง ๆ หากภายในยัง โง่เขลาไม่รู้อะไร การนิ่งของคนหลงย่อมไร้ค่า ตรงกันข้าม ผู้ ฉลาด ย่อม เลือกชั่งเอาแต่สิ่งที่ดี ละทิ้งสิ่งที่ชั่ว เหมือนใช้ตราชั่งแยกแยะ

ข้อคิดคือ ความสงบที่แท้ต้องมาพร้อม ปัญญา การนิ่งเงียบภายนอกไม่มีความหมายหากใจยังมืดมน ต้องรู้จักไตร่ตรองเลือกดีทิ้งชั่ว จึงจะเป็นความนิ่งที่ประกอบด้วยปัญญา

คาถาที่ ๒๖๙

ปาปานิ ปริวชฺเชติ ส มุนิ เตน โส มุนิ โย มุนาติ อุโภ โลเก มุนิ เตน ปวุจฺจติ ฯ

เหมือนบุคคลชั่งสิ่งของ จึงจะชื่อว่า มุนีแท้ ผู้ที่รู้โลกทั้งสอง ก็เรียกว่า มุนี(เช่นกัน)

คาถานี้ต่อเนื่องจากคาถาก่อน ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องเดียรถีย์

คาถานี้แสดงต่อว่า ผู้ที่ ชั่งเลือก จนเว้นขาดจากบาปทั้งหลายได้ นั่นแลจึงเป็น มุนีแท้ และผู้ที่ รู้แจ้งโลกทั้งสอง คือทั้งโลกนี้และโลกหน้า หรือทั้งขันธ์ภายในและอายตนะภายนอก ก็ได้ชื่อว่ามุนีเช่นกัน เชิงอรรถชี้ว่าคาถาคู่นี้สัมพันธ์กันเป็นเนื้อเดียว

ข้อคิดคือ มุนี ที่แท้คือผู้มีปัญญาหยั่งรู้ความจริงของโลกอย่างทะลุปรุโปร่ง แล้วเว้นบาปได้เด็ดขาด ความเป็นผู้รู้จึงมิได้อยู่ที่การแสดงออกภายนอก แต่อยู่ที่การรู้แจ้งและละชั่วได้จริง

คาถาที่ ๒๗๐

น เตน อริโย โหติ เยน ปาณานิ หึสติ ฯ อหึสา สพฺพปาณานํ อริโยติ ปวุจฺจติ ฯ

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นอริยะ เพราะยังเบียดเบียนสัตว์อยู่ แต่ชื่อว่า อริยะ เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง

คาถานี้ตรัสปรารภเรื่องพรานเบ็ดชื่ออริยะ เมื่อพระพุทธองค์ทรงถามชื่อ นายพรานเบ็ดทูลตอบว่าตนชื่อ อริยะ

พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า คนเราไม่ได้เป็น อริยะ คือผู้ประเสริฐ เพียงเพราะมีชื่อเช่นนั้น ตราบใดที่ยัง เบียดเบียนสัตว์ ทำร้ายชีวิตผู้อื่นอยู่ ผู้ที่จะชื่อว่าอริยะได้จริงคือผู้ ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง มีเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง

ข้อคิดคือ ความประเสริฐมิได้อยู่ที่ ชื่อ หรือชาติกำเนิด แต่อยู่ที่ การกระทำ ผู้ที่ไม่เบียดเบียนใคร มีใจเมตตาต่อสรรพชีวิต นั่นแลคืออริยชนที่แท้จริง

คาถาที่ ๒๗๑

น สีลพฺพตมตฺเตน พาหุสจฺเจน วา ปน อถวา สมาธิลาเภน วิวิตฺตสยเนน วา

ภิกษุ ด้วยเหตุเพียงมีศีล และวัตร แม้ด้วยความเป็นพหูสูต ด้วยการได้สมาธิ หรือด้วยการนอนในที่สงัด

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่องภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นต้นหลายรูป ที่ยังพอใจในคุณธรรมของตนจนประมาท

พระพุทธองค์ทรงเตือนว่า ภิกษุอย่าเพิ่งวางใจ ด้วยเหตุเพียงมีศีลและวัตร ตามเชิงอรรถหมายถึงปาริสุทธิศีล ๔ ประการ ด้วยความเป็นพหูสูต คือเรียนพระไตรปิฎก ด้วยการได้สมาธิ คือสมาบัติ ๘ หรือ ด้วยการนอนในที่สงัด คุณธรรมเหล่านี้แม้ประเสริฐ แต่ยังไม่ใช่จุดหมายปลายทาง

คาถานี้จะมีเนื้อความต่อในคาถาถัดไป ข้อคิดเบื้องต้นคือ อย่า ยึดติดในความสำเร็จระหว่างทาง จนหลงลืมเป้าหมายที่แท้ คือความหลุดพ้น

คาถาที่ ๒๗๒

ผุสามิ เนกฺขมฺมสุขํ อปุถุชฺชนเสวิตํ ภิกฺขุ วิสฺสาสมาปาทิ อปฺปตฺโต อาสวกฺขยํ ฯ

หรือด้วยการรู้ประจักษ์ว่าเราได้สัมผัสเนกขัมมสุข ที่ปุถุชนไม่เคยได้สัมผัส แต่ถ้าเธอยังไม่บรรลุความสิ้นอาสวะ ก็อย่าไว้วางใจ

คาถานี้ต่อเนื่องจากคาถาก่อน ตรัสแก่ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นต้นหลายรูป เป็นบทสรุปของคำเตือน

พระพุทธองค์ทรงเตือนว่า แม้ภิกษุจะรู้ประจักษ์ว่าตนได้สัมผัส เนกขัมมสุข ซึ่งเชิงอรรถชี้ว่าหมายถึงสุขของพระอนาคามี อันเป็นสุขที่ ปุถุชนไม่เคยได้ลิ้มรส ก็ตาม แต่ตราบใดที่ ยังไม่บรรลุความสิ้นอาสวะ คือยังไม่ถึงพระอรหันต์ ก็ อย่าเพิ่งไว้วางใจ หรือประมาทว่าพอแล้ว

ข้อคิดคือ ในการปฏิบัติธรรม อย่าหยุดกลางทาง เพราะพอใจในความก้าวหน้าที่ได้มา ตราบใดที่กิเลสยังไม่หมดสิ้น พึงเพียรต่อไปด้วยความไม่ประมาท จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งทุกข์อย่างแท้จริง