วัดจุฬามณี
ธรรมบท

มลวรรค — หมวดว่าด้วยมลทินทางใจ

ธรรมบท วรรคที่ ๑๘ · ๒๑ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

คาถาที่ ๒๓๕

ปณฺฑุปลาโสวทานิสิ ยมปุริสาปิ จ ตํ อุปฏฺฐิตา อุยฺโยคมุเข จ ติฏฺฐสิ ปาเถยฺยมฺปิ จ เต น วิชฺชติ ฯ

บัดนี้ ท่านเปรียบเหมือนใบไม้เหลือง ทั้งยมทูต มาปรากฏแก่ท่านแล้ว ท่านอยู่ใกล้ปากแห่งความเสื่อม และแม้แต่เสบียงเดินทาง ของท่านก็ยังไม่มีเลย

คาถานี้ตรัสแก่บุตรของคนฆ่าโคผู้แก่เฒ่า ผู้ยังไม่ได้สั่งสมความดีใด ๆ ไว้เลย

พระองค์ทรงเปรียบชายชราผู้นี้ว่าเป็นดัง ใบไม้เหลือง ที่ใกล้จะร่วงจากขั้ว บัดนี้ ยมทูต ซึ่งในที่นี้หมายถึงความตาย ได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว เขากำลังยืนอยู่ ใกล้ปากแห่งความเสื่อม คือใกล้จุดจบของชีวิต แต่กลับไม่มี เสบียงเดินทาง อันหมายถึงบุญกุศล ติดตัวไปเลยแม้แต่น้อย

ข้อคิดคือ ชีวิตนี้สั้นและไม่แน่นอน วัยชราและความตายมาถึงโดยไม่บอกกล่าว ผู้มีปัญญาจึงควรสั่งสมความดีไว้เป็นเสบียงตั้งแต่ยังมีเรี่ยวแรง อย่ารอจนใบไม้เหลืองใกล้ร่วงแล้วจึงเสียใจ

คาถาที่ ๒๓๖

โส กโรหิ ทีปมตฺตโน ขิปฺปํ วายม ปณฺฑิโต ภว นิทฺธนฺตมโล อนงฺคโณ ทิพฺพํ อริยภูมิเมหิสิ ฯ

ท่านนั้นจงทำที่พึ่ง แก่ตนเอง จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต ท่านขจัดมลทินได้แล้ว ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน จะเข้าถึงอริยภูมิอันเป็นทิพย์

สืบเนื่องจากคาถาก่อน พระองค์ตรัสสอนบุตรของคนฆ่าโคผู้แก่เฒ่าต่อไป มิให้จมอยู่กับความสิ้นหวัง แต่ให้ลุกขึ้นแก้ไขตน

พระองค์ทรงชี้ทางว่า จง ทำที่พึ่งแก่ตนเอง ด้วยการสร้างกุศลกรรม จง รีบพยายาม อย่าผัดวัน และ จงเป็นบัณฑิต คือผู้รู้ผิดชอบ เมื่อขจัดมลทินคือกิเลสออกได้ ไม่มี กิเลสเพียงดังเนิน มาขวางกั้นใจแล้ว ก็จะเข้าถึง อริยภูมิอันเป็นทิพย์ อันเป็นภูมิของพระอริยะ

แม้ชีวิตจะเหลือน้อย แต่ก็ไม่สายเกินจะเริ่มต้นทำดี ที่พึ่งแท้จริงมิได้อยู่ที่ผู้อื่น แต่อยู่ที่ ความเพียรและกุศลของตนเอง

คาถาที่ ๒๓๗

อุปนีตวโย ว ทานิสิ

บัดนี้ ท่านเป็นผู้มีวัยถูกนำเข้าไปแล้ว เตรียมจะไปสำนักพระยายม ที่พักระหว่างทางของท่านยังไม่มี และแม้แต่เสบียงเดินทางของท่านก็ยังไม่มีเลย

คาถานี้ยังคงตรัสแก่บุตรของคนฆ่าโคผู้แก่เฒ่า ย้ำเตือนให้ตระหนักถึงวัยที่ล่วงเลยของตน

พระองค์ตรัสว่า บัดนี้ท่านเป็น ผู้มีวัยถูกนำเข้าไปแล้ว คือล่วงพ้นวัยทั้งสาม ทั้งปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย ใกล้จะถึงอายุขัยเต็มที กำลังจะออกเดินทางไปสู่ สำนักพระยายม คือความตาย แต่ทว่า ที่พักระหว่างทาง ก็ไม่มี เสบียงเดินทาง คือบุญกุศลก็ไม่มี

นี่คือคำเตือนแก่คนทุกวัย โดยเฉพาะผู้ล่วงวัยแล้ว ให้หันมาเตรียมเสบียงคือความดีไว้ก่อนที่การเดินทางครั้งสุดท้ายจะมาถึง เพราะไม่มีใครหลีกพ้นความตายไปได้

คาถาที่ ๒๓๘

โส กโรหิ ทีปมตฺตโน ขิปฺปํ วายม ปณฺฑิโต ภว นิทฺธนฺตมโล อนงฺคโณ น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ ฯ

ท่านนั้นจงทำที่พึ่งแก่ตนเอง จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต ท่านขจัดมลทินได้แล้ว ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ก็จะไม่ต้องเข้าถึงชาติ และชราอีกต่อไป

คาถานี้ตรัสแก่บุตรของคนฆ่าโคผู้แก่เฒ่า เป็นการชี้ทางออกซ้ำอีกครั้ง พร้อมเผยผลอันสูงสุดของความเพียร

พระองค์ตรัสให้ ทำที่พึ่งแก่ตน ด้วยกุศลกรรม ให้ รีบพยายาม และ เป็นบัณฑิต เมื่อ ขจัดมลทิน คือกิเลสมีราคะเป็นต้นได้หมดสิ้น ไม่มี กิเลสเพียงดังเนิน เหลืออยู่ ผลที่ได้คือ จะไม่ต้องเข้าถึงชาติและชราอีกต่อไป อันหมายถึงการพ้นจากวัฏสงสาร ไม่ต้องเวียนเกิดเวียนแก่อีก

ข้อคิดคือ การชำระใจให้บริสุทธิ์มิใช่เพียงเพื่อสุคติในภพหน้า แต่ปลายทางสูงสุดคือความหลุดพ้นจากการเกิดแก่เจ็บตายทั้งปวง

คาถาที่ ๒๓๙

อนุปุพฺเพน เมธาวี โถกํ โถกํ ขเณ ขเณ กมฺมาโร รชตสฺเสว นิทฺธเม มลมตฺตโน ฯ

ผู้มีปัญญา พึงกำจัดมลทิน ของตน ทีละน้อย ทุกขณะ โดยลำดับ เหมือนช่างทองกำจัดสนิมทอง ฉะนั้น

คาถานี้ตรัสแก่พราหมณ์ผู้หมั่นทำกุศลอยู่บ่อย ๆ ทรงยกวิธีปฏิบัติที่ค่อยเป็นค่อยไปมาสรรเสริญ

พระองค์ทรงสอนว่า ผู้มีปัญญา พึงกำจัด มลทิน คือกิเลสของตนเสีย ทีละน้อย ทุกขณะ ไปตามลำดับ เปรียบเหมือน ช่างทองที่ค่อย ๆ ไล่สนิม และสิ่งเจือปนออกจากทองทีละน้อยจนได้เนื้อทองบริสุทธิ์

ข้อคิดคือ การชำระใจให้สะอาดเป็นงานที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและอดทน มิใช่ทำครั้งเดียวแล้วเสร็จ อย่าท้อว่ากิเลสยังมาก ขอเพียงเพียรลดละไปเรื่อย ๆ ทุกวัน วันหนึ่งใจก็จะผ่องใสได้เหมือนทองที่ผ่านการหลอมไล่มลทินแล้ว

คาถาที่ ๒๔๐

อยสา ว มลํ สมุฏฺฐิตํ ตทุฏฺฐาย ตเมว ขาทติ เอวํ อติโธนจารินํ สานิ กมฺมานิ นยนฺติ ทุคฺคตึ ฯ

สนิมเกิดขึ้นจากเหล็ก ครั้นเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกัดเหล็กนั่นเอง ฉันใด กรรมทั้งหลายของตน ย่อมนำคนผู้ประพฤติล่วงโธนา ไปสู่ทุคติ ฉันนั้น

คาถานี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภเรื่องพระติสสเถระ เพื่อชี้ให้เห็นว่ากรรมชั่วย้อนทำลายผู้ทำเอง

พระองค์ทรงเปรียบว่า สนิมเกิดจากเหล็ก แต่ครั้นเกิดแล้วก็ย้อนกลับมา กัดกินเหล็กนั้นเอง ฉันใด กรรมชั่วของตน ก็ย่อมนำ ผู้ประพฤติล่วงโธนา ไปสู่ ทุคติ ฉันนั้น คำว่า โธนา หมายถึงปัญญาที่พิจารณาปัจจัยสี่ก่อนบริโภค ผู้ประพฤติล่วงโธนาจึงหมายถึงผู้บริโภคใช้สอยโดยขาดการพิจารณา

ข้อคิดคือ ความชั่วที่เราก่อขึ้นมิได้ทำร้ายใครอื่นเท่าตัวเราเอง จึงควรใช้สอยและดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญา มิให้กิเลสก่อตัวเป็นสนิมกัดกินใจ

คาถาที่ ๒๔๑

อสชฺฌายมลา มนฺตา อนุฏฺฐานมลา ฆรา มลํ วณฺณสฺส โกสชฺชํ ปมาโท รกฺขโต มลํ ฯ

มนตร์ มีการไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน เรือนมีความไม่ขยันหมั่นเพียร เป็นมลทิน ผิวพรรณมีความเกียจคร้าน เป็นมลทิน ผู้รักษามีความประมาท เป็นมลทิน

คาถานี้ทรงปรารภเรื่องพระโลลุทายี ทรงชี้ให้เห็นว่าสิ่งดีงามย่อมเสื่อมเพราะถูกละเลย

พระองค์ทรงยกตัวอย่างมลทินของสิ่งต่าง ๆ ได้แก่ มนตร์ คือความรู้และศิลปวิทยาย่อมเสื่อมสูญ เพราะไม่ได้ท่องบ่นทบทวน เรือนย่อมทรุดโทรม เพราะเจ้าของไม่ขยันดูแลซ่อมแซม ผิวพรรณย่อมหมองคล้ำ เพราะเกียจคร้านไม่ชำระร่างกาย และผู้มีหน้าที่รักษาย่อมพลาดพลั้ง เพราะความประมาท ซึ่งสำหรับคฤหัสถ์คือประมาทในทรัพย์สมบัติ ส่วนบรรพชิตคือไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหก

ข้อคิดคือ ทุกสิ่งที่มีค่าย่อมต้องหมั่นเอาใจใส่ดูแล ไม่ว่าวิชาความรู้ ทรัพย์สิน สุขภาพ หรือหน้าที่การงาน ความประมาทและเกียจคร้านคือมลทินที่ทำให้สิ่งดีค่อย ๆ เสื่อมไป

คาถาที่ ๒๔๒

มลิตฺถิยา ทุจฺจริตํ มจฺเฉรํ ททโต มลํ มลา เว ปาปกา ธมฺมา อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ

สตรีมีความประพฤติชั่ว เป็นมลทิน ผู้ให้มีความตระหนี่เป็นมลทิน บาปธรรม เป็นมลทินทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

คาถานี้ตรัสแก่กุลบุตรผู้มีภรรยามักนอกใจ ทรงชี้ให้เห็นมลทินที่แฝงอยู่ในความประพฤติ

พระองค์ตรัสว่า สตรีที่ประพฤติชั่ว คือประพฤตินอกใจสามี ก็เป็นมลทินของตน ผู้ให้ที่มีความตระหนี่ ก็เป็นมลทินของการให้ และโดยรวมแล้ว บาปธรรม อันหมายถึงอกุศลธรรมทั้งปวง ย่อมเป็นมลทินติดตัว ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ข้อคิดคือ มลทินที่แท้จริงมิใช่ฝุ่นละอองภายนอก แต่คือความชั่วในความประพฤติและจิตใจ ซึ่งตามติดผู้ทำไปทั้งภพนี้และภพหน้า พึงระวังรักษาความประพฤติของตนให้สะอาดหมดจด

คาถาที่ ๒๔๓

ตโต มลา มลตรํ อวิชฺชา ปรมํ มลํ เอตํ มลํ ปหตฺวาน นิมฺมลา โหถ ภิกฺขโว ฯ

มลทินที่ยิ่งกว่ามลทินนั้นคืออวิชชา ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละมลทินนั้นให้ได้ แล้วเป็นอยู่อย่างผู้ปราศจากมลทินเถิด

คาถานี้ตรัสแก่กุลบุตรผู้มีภรรยามักนอกใจ ต่อจากคาถาก่อน ทรงชี้ถึงมลทินที่ร้ายแรงที่สุด

พระองค์ตรัสว่า ในบรรดามลทินทั้งหลาย มลทินที่ยิ่งกว่ามลทินใด ๆ ก็คืออวิชชา คือความไม่รู้แจ้งในสัจธรรม เพราะอวิชชาเป็นรากเหง้าที่ก่อให้เกิดมลทินอื่นทั้งปวง แล้วทรงเรียกภิกษุทั้งหลายให้ ละมลทินคืออวิชชานี้ให้ได้ เพื่อจะได้เป็นอยู่ อย่างผู้ปราศจากมลทิน

ข้อคิดคือ การชำระความชั่วภายนอกยังไม่พอ ต้องถอนรากคืออวิชชาด้วยการเจริญปัญญา เมื่อความรู้แจ้งเกิดขึ้น มลทินทั้งหลายก็หมดที่อาศัย ใจจึงบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

คาถาที่ ๒๔๔

สุชีวํ อหิริเกน กากสูเรน ธํสินา ปกฺขนฺทินา ปคพฺเภน สงฺกิลิฏฺเฐน ชีวิตํ ฯ

ผู้ไม่มีความละอาย กล้าเหมือนกา ชอบทำลายคนอื่น ชอบเอาหน้า มีความคะนอง มีพฤติกรรมสกปรก เป็นอยู่สบาย

คาถานี้ทรงปรารภเรื่องจูฬสารีภิกษุ ทรงเปรียบเทียบวิถีชีวิตของคนไร้ยางอายกับผู้มีหิริ

พระองค์ตรัสว่า คนที่ ไม่มีความละอาย กล้าหน้าด้านเหมือนกา ชอบ ทำลายผู้อื่น ชอบ เอาหน้า มี ความคะนอง และ พฤติกรรมสกปรก นั้น ดูเผิน ๆ ดูเหมือน เป็นอยู่สบาย เพราะไม่รู้สึกกระดากอายในการทำชั่ว ทำอะไรก็ได้ตามใจ

ข้อคิดคือ ความสบายของคนไร้ยางอายเป็นเพียงความสบายจอมปลอม เพราะเขากำลังสะสมความเสื่อมเสียให้ตนเอง ควรพิจารณาให้เห็นว่าชีวิตที่ปราศจากหิรินั้นน่าละอายเพียงใด (โปรดอ่านคู่กับคาถาถัดไป)

คาถาที่ ๒๔๕

หิรีมตา จ ทุชฺชีวํ นิจฺจํ สุจิคเวสินา อลีเนนาปคพฺเภน สุทฺธาชีเวน ปสฺสตา ฯ

ส่วนผู้มีความละอาย แสวงหาความบริสุทธิ์เป็นนิตย์ ไม่เกียจคร้าน ไม่มีความคะนอง มีอาชีพบริสุทธิ์ และมีปัญญา เป็นอยู่ลำบาก

คาถานี้ทรงปรารภเรื่องจูฬสารีภิกษุ ต่อจากคาถาก่อน เพื่อชี้ให้เห็นชีวิตของผู้มีหิริในทางตรงข้าม

พระองค์ตรัสว่า ผู้มีความละอายต่อบาป แสวงหา ความบริสุทธิ์เป็นนิตย์ ไม่เกียจคร้าน ไม่คะนอง มี อาชีพบริสุทธิ์ และมีปัญญานั้น ดูเผิน ๆ ดูเหมือน เป็นอยู่ลำบาก เพราะต้องคอยระวังสำรวมตน ไม่ทำตามใจกิเลส

ข้อคิดคือ ความลำบากของผู้มีหิริเป็นความลำบากที่มีค่า เพราะเป็นการฝืนกิเลสเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ พระพุทธองค์จึงทรงสรรเสริญชีวิตที่ยากลำบากด้วยความดียิ่งกว่าชีวิตที่สบายด้วยความชั่ว ผู้ฉลาดพึงเลือกเดินทางนี้

คาถาที่ ๒๔๖

โย ปาณมติมาเปติ มุสาวาทญฺจ ภาสติ โลเก อทินฺนํ อาทิยติ ปรทารญฺจ คจฺฉติ

นรชนใดในโลก ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ คบชู้กับภรรยาของผู้อื่น พูดเท็จ

คาถานี้ตรัสแก่อุบาสก ๕ คน ผู้แต่ละคนรักษาศีลไม่ครบทุกข้อ ทรงประมวลอกุศลกรรมสำคัญไว้

พระองค์ตรัสถึง นรชนผู้ประพฤติผิดศีล ได้แก่ การ ฆ่าสัตว์ ตัดรอนชีวิตผู้อื่น ลักทรัพย์ ถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้ คบชู้กับภรรยาของผู้อื่น ล่วงเกินคู่ครองของคนอื่น และ พูดเท็จ กล่าววาจาบิดเบือน

คาถานี้เป็นการวางกรอบศีลพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ข้อคิดคือ ศีลทั้งสี่ข้อนี้เป็นเครื่องคุ้มครองความเป็นมนุษย์และสังคม ผู้ล่วงละเมิดย่อมชื่อว่าทำลายพื้นฐานความดีงามของตน (โปรดอ่านต่อในคาถาถัดไป)

คาถาที่ ๒๔๗

สุราเมรยปานญฺจ โย นโร อนุยุญฺชติ อิเธวเมโส โลกสฺมึ มูลํ ขนติ อตฺตโน ฯ

และหมกมุ่นในการดื่มสุราและเมรัย นรชนนั้นชื่อว่า ขุดทรัพย์อันเป็นต้นทุน ของตนในโลกนี้

คาถานี้ตรัสแก่อุบาสก ๕ คน ต่อจากคาถาก่อน ทรงเพิ่มข้อที่ห้าอันเป็นต้นเหตุแห่งความเสื่อม

พระองค์ตรัสถึง ผู้หมกมุ่นในการดื่มสุราและเมรัย ว่าชื่อว่ากำลัง ขุดทรัพย์อันเป็นต้นทุนของตนในโลกนี้ คำนี้หมายถึงการนำที่นาและสวนไปจำนองหรือขายขาด เพื่อนำเงินไปซื้อสุรามาดื่ม จนสิ้นเนื้อประดาตัว

ข้อคิดคือ การเสพของมึนเมามิได้เพียงทำลายสติปัญญา แต่ยังบ่อนทำลายฐานะและทรัพย์สินที่อุตส่าห์สร้างมาให้ย่อยยับตั้งแต่ในชาตินี้ ผู้ปรารถนาความเจริญพึงเว้นให้ห่างไกล

คาถาที่ ๒๔๘

เอวํ โภ ปุริส ชานาหิ ปาปธมฺมา อสญฺญตา มา ตํ โลโภ อธมฺโม จ จิรํ ทุกฺขาย รนฺธยุํ ฯ

ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้มีบาปธรรมทั้งหลาย มักไม่สำรวม ขอโลภะและอธรรม อย่าย่ำยีท่านให้เป็นทุกข์ตลอดกาลนานเลย

คาถานี้ตรัสแก่อุบาสก ๕ คน เป็นบทสรุปเตือนใจให้รู้เท่าทันภัยของตน

พระองค์ตรัสเตือนว่า ท่านผู้เจริญ จงรู้เถิดว่าผู้มีบาปธรรมทั้งหลายย่อมไม่สำรวม คือปล่อยกายวาจาใจไปตามอำนาจกิเลส แล้วทรงตักเตือนว่า อย่าให้ โลภะ คือความอยากได้ และ อธรรม อันในที่นี้หมายถึงโทสะ มาย่ำยีบีบคั้นให้เป็นทุกข์ยาวนาน

ข้อคิดคือ กิเลสอย่างโลภะและโทสะเป็นตัวการที่ครอบงำใจให้ทำชั่วและนำทุกข์มาให้ ผู้มีปัญญาพึงสำรวมระวังใจ ไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจของมัน เพื่อมิให้ต้องทนทุกข์อันเนิ่นนาน

คาถาที่ ๒๔๙

ททาติ เว ยถาสทฺธํ ยถาปสาทนํ ชโน ตตฺถ โย มงฺกุโต โหติ ปเรสํ ปานโภชเน น โส ทิวา วา รตฺตึ วา สมาธึ อธิคจฺฉติ ฯ

บุคคลย่อมให้ทานตามความเชื่อตามความเลื่อมใส ภิกษุไม่พอใจในข้าวและน้ำที่เป็นทานของคนอื่นนั้น ย่อมไม่บรรลุสมาธิ ในเวลากลางวันหรือกลางคืน

คาถานี้ทรงปรารภเรื่องภิกษุหนุ่มชื่อติสสะ ผู้มักไม่พอใจในลาภสักการะที่ผู้อื่นได้รับ

พระองค์ตรัสว่า ธรรมดา คนย่อมให้ทานตามความเชื่อและความเลื่อมใส ของตน มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ภิกษุใดที่ ไม่พอใจในข้าวและน้ำที่เขาถวายแก่ผู้อื่น คอยเพ่งเล็งเปรียบเทียบด้วยความริษยา ภิกษุนั้น ย่อมไม่บรรลุสมาธิ ทั้งกลางวันและกลางคืน

ข้อคิดคือ ความริษยาในลาภของผู้อื่นเป็นเครื่องกั้นใจมิให้สงบ ผู้หวังความก้าวหน้าทางจิตพึงยินดีในสิ่งที่ตนได้ และไม่ตั้งใจไปเพ่งโทษการให้ของผู้อื่น (โปรดอ่านต่อในคาถาถัดไป)

คาถาที่ ๒๕๐

ยสฺสเจตํ สมุจฺฉินฺนํ มุลฆจฺจํ สมูหตํ ส เว ทิวา วา รตฺตึ วา สมาธึ อธิคจฺฉติ ฯ

ส่วนภิกษุผู้ตัดอกุศลจิตนี้ได้ ถอนขึ้นทำให้รากขาดแล้ว ย่อมบรรลุสมาธิในเวลากลางวันหรือกลางคืน

คาถานี้ทรงปรารภเรื่องภิกษุหนุ่มชื่อติสสะ ต่อจากคาถาก่อน ทรงชี้ผลของการละอกุศลจิตได้

พระองค์ตรัสว่า ส่วน ภิกษุผู้ตัดอกุศลจิต คือความไม่พอใจริษยานั้น ถอนขึ้นทำให้รากขาด ได้เด็ดขาด ย่อม บรรลุสมาธิได้ทั้งกลางวันและกลางคืน คำว่าสมาธิในที่นี้หมายถึงทั้งอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ ตลอดจนมรรคสมาธิและผลสมาธิ

ข้อคิดคือ เมื่อถอนรากความริษยาและอกุศลออกจากใจได้แล้ว จิตย่อมโปร่งเบาและตั้งมั่นเป็นสมาธิได้โดยง่าย ใจที่ปราศจากเครื่องเศร้าหมองคือใจที่พร้อมสำหรับความสงบและปัญญา

คาถาที่ ๒๕๑

นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ นตฺถิ โทสสโม คโห นตฺถิ โมหสมํ ชาลํ นตฺถิ ตณฺหาสมา นที ฯ

ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี ผู้จับเสมอด้วยโทสะไม่มี ข่ายเสมอด้วยโมหะไม่มี แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี

คาถานี้ตรัสแก่อุบาสกคนหนึ่งในจำนวน ๕ คน ทรงเปรียบกิเลสสี่ประการกับสิ่งที่ไม่มีอะไรเทียบได้

พระองค์ตรัสว่า ไฟใดเสมอด้วยราคะไม่มี เพราะราคะเผาใจภายในโดยไม่แสดงควันให้เห็น ผู้จับใดเสมอด้วยโทสะไม่มี เพราะโทสะจับสัตว์ไม่รู้จบ ข่ายใดเสมอด้วยโมหะไม่มี เพราะโมหะรัดรึงจนแก้ยาก และ แม่น้ำใดเสมอด้วยตัณหาไม่มี เพราะตัณหาไม่มีวันเต็มไม่มีวันเหือดแห้ง

ข้อคิดคือ กิเลสทั้งสี่นี้ร้ายแรงกว่าภัยภายนอกยิ่งนัก เพราะภัยภายนอกยังมีที่สิ้นสุด แต่กิเลสภายในเผาผลาญและพัดพาสัตว์ไปไม่รู้จบ พึงเฝ้าระวังใจจากไฟและกระแสเหล่านี้

คาถาที่ ๒๕๒

สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ ปเรสํ หิ โส วชฺชานิ โอปุนาติ ยถาภุสํ อตฺตโน ปน ฉาเทติ กลึว กิตวา สโฐ ฯ

โทษ ของคนอื่นเห็นได้ง่าย ส่วนโทษของตนเห็นได้ยาก เพราะคนนั้นชอบโปรยโทษของผู้อื่น เหมือนคนโปรยแกลบ แต่กลับปกปิดโทษของตนไว้ เหมือนพรานนกปกปิดร่างพรางกายตนไว้ ฉะนั้น

คาถานี้ตรัสแก่เมณฑกเศรษฐี ทรงชี้ธรรมชาติของคนที่มองแต่โทษผู้อื่น

พระองค์ตรัสว่า โทษของคนอื่นเห็นได้ง่าย ส่วนโทษของตนเห็นได้ยาก เพราะคนเช่นนั้นชอบ โปรยความผิดของผู้อื่นเหมือนคนโปรยแกลบ ให้ฟุ้งกระจายไปทั่ว แต่กลับ ปกปิดความผิดของตนเหมือนพรานนกพรางกายซ่อนตัวไว้ คำว่า โทษ ในที่นี้หมายถึงความพลั้งพลาด

ข้อคิดคือ คนเรามักถนัดจับผิดผู้อื่นแต่มองข้ามข้อบกพร่องของตน ผู้มีปัญญาพึงหมั่นสำรวจตนเองก่อน ยอมรับและแก้ไขความผิดของตัว ดีกว่าเที่ยวโปรยความผิดของคนอื่นให้ป่นปี้

คาถาที่ ๒๕๓

ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส นิจฺจํ อุชฺฌานสญฺญิโน อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ อารา โส อาสวกฺขยา ฯ

ผู้ที่คอยแต่สอดส่ายหาโทษคนอื่น คอยเพ่งโทษอยู่เนืองนิตย์ จะมีอาสวะพอกพูนยิ่งขึ้น และห่างไกลจากความสิ้นอาสวะโดยแท้

คาถานี้ทรงปรารภพระอุชฌานสัญญีเถระ ผู้ชอบเที่ยวจับผิดภิกษุอื่นอยู่เป็นนิตย์

พระองค์ตรัสว่า ผู้ที่คอยสอดส่ายหาโทษของคนอื่น และ คอยเพ่งโทษอยู่เนืองนิตย์ นั้น จะมี อาสวะพอกพูนยิ่งขึ้น อาสวะคือกิเลสที่หมักหมมนอนเนื่องในสันดาน และเขาย่อม ห่างไกลจากความสิ้นอาสวะ คือห่างไกลจากพระนิพพานโดยแท้

ข้อคิดคือ การเอาแต่จ้องจับผิดผู้อื่นมิได้ทำให้ตนดีขึ้น กลับพอกพูนความเศร้าหมองในใจตัวเอง ผู้ปรารถนาความหลุดพ้นพึงหันสายตาเข้ามาชำระใจตน แทนที่จะเพ่งโทษผู้อื่นตลอดเวลา

คาถาที่ ๒๕๔

อากาเสว ปทํ นตฺถิ สมโณ นตฺถิ พาหิโร ปปญฺจาภิรตา ปชา นิปฺปปญฺจา ตถาคตา ฯ

ไม่มีรอยเท้าในอากาศ ไม่มีสมณะภายนอก หมู่สัตว์เป็นผู้ยินดีในปปัญจธรรม แต่พระตถาคตทั้งหลาย ไม่มีปปัญจธรรม

คาถานี้ตรัสตอบปัญหาของสุภัททปริพาชก ทรงชี้ลักษณะของสมณะที่แท้และภัยแห่งปปัญจธรรม

พระองค์ตรัสว่า ไม่มีรอยเท้าในอากาศ และ ไม่มีสมณะภายนอก คือไม่มีสมณะผู้ตั้งอยู่ในอริยมรรคอริยผลภายนอกพระพุทธศาสนา หมู่สัตว์ทั่วไปยังยินดีติดข้องอยู่ใน ปปัญจธรรม อันได้แก่กิเลสที่ทำให้เนิ่นช้า คือตัณหา ทิฏฐิ และมานะ แต่พระตถาคตทั้งหลายไม่มีปปัญจธรรมนี้เลย

ข้อคิดคือ หนทางพ้นทุกข์ที่แท้จริงอยู่ที่การละตัณหา ทิฏฐิ และมานะ อันเป็นเครื่องหน่วงใจให้เนิ่นช้าในวัฏสงสาร ผู้ใดสละสิ่งเหล่านี้ได้ ผู้นั้นจึงเข้าใกล้ความเป็นอริยะที่แท้จริง

คาถาที่ ๒๕๕

อากาเสว ปทํ นตฺถิ สมโณ นตฺถิ พาหิโร สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ นตฺถิ พุทฺธานมิญฺชิตํ ฯ

ไม่มีรอยเท้าในอากาศ ไม่มีสมณะภายนอก ไม่มีสังขาร ที่เที่ยงแท้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีความหวั่นไหว

คาถานี้ตรัสตอบปัญหาของสุภัททปริพาชก ต่อจากคาถาก่อน ทรงชี้สัจธรรมเรื่องความไม่เที่ยงและความมั่นคงของพระพุทธเจ้า

พระองค์ตรัสย้ำว่า ไม่มีรอยเท้าในอากาศ ไม่มีสมณะภายนอก คือไม่มีสมณะผู้ทรงอริยมรรคผลนอกพระพุทธศาสนา และตรัสว่า ไม่มีสังขารใดเที่ยงแท้ คำว่าสังขารในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕ ซึ่งล้วนไม่เที่ยง ส่วน พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีความหวั่นไหว คือทรงมั่นคงไม่กระเพื่อมด้วยกิเลสหรือโลกธรรมใด ๆ

ข้อคิดคือ ทุกสิ่งที่ปรุงแต่งล้วนไม่เที่ยงควรแก่การปล่อยวาง ผู้ที่ชำระใจจนสิ้นกิเลสแล้วย่อมมีจิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหวดังพระพุทธองค์ นี่คือความสงบเย็นอันเป็นเป้าหมายสูงสุด