วัดจุฬามณี
ธรรมบท

โกธวรรค — หมวดว่าด้วยความโกรธ

ธรรมบท วรรคที่ ๑๗ · ๑๔ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

คาถาที่ ๒๒๑

โกธํ ชเห วิปฺปชเหยฺย มานํ สญฺโญชนํ สพฺพมติกฺกเมยฺย ตนฺนามรูปสฺมึ อสชฺชมานํ อกิญฺจนํ นานุปตนฺติ ทุกฺขา ฯ

บุคคลควรละความโกรธ สละมานะ ก้าวล่วงสังโยชน์ได้หมดทุกอย่าง ความทุกข์ย่อมไม่รุมเร้าคนนั้นผู้ไม่ติดอยู่ในนามรูป ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล

คาถานี้ตรัสแก่ เจ้าหญิงโรหิณี ผู้เสด็จมาเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทรงยกความโกรธและมานะขึ้นเป็นข้อสอนสำคัญ

พระองค์ทรงชี้ว่า ผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์พึง ละความโกรธ อันเผาลนใจ สละมานะ คือความถือตัวสำคัญตน และ ก้าวล่วงสังโยชน์ อันเป็นเครื่องผูกมัดสัตว์ไว้ในภพให้ได้ทุกอย่าง เมื่อใจไม่ยึดติดใน นามรูป คือกายและใจว่าเป็นตัวเป็นตน และเป็นผู้ ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล แล้ว ความทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่อาจตามมารุมเร้าได้

ข้อคิดสำหรับเราคือ ความโกรธและความถือตัวเป็นบ่วงที่รัดใจตนเองก่อนใคร ยิ่งปล่อยวางได้มากเท่าใด ทุกข์ก็ยิ่งเกาะใจได้น้อยลงเท่านั้น

คาถาที่ ๒๒๒

โย เว อุปฺปติตํ โกธํ รถํ ภนฺตํว ธารเย

ผู้ใดอดกลั้นความโกรธที่เกิดขึ้นไว้ได้ เหมือนนายสารถีหยุดรถที่กำลังแล่นอยู่ได้ เราเรียกผู้นั้นว่า นายสารถี คนนอกจากนี้ เป็นเพียงผู้ถือเชือกเท่านั้น

พระผู้มีพระภาคตรัสคาถานี้ปรารภ ภิกษุรูปหนึ่ง โดยตรัสแก่เทวดา ทรงยกภาพนายสารถีผู้เชี่ยวชาญขึ้นเปรียบ

ผู้ใด อดกลั้นความโกรธที่พลุ่งขึ้น ไว้ได้ในทันที เหมือนนายสารถีเก่งกาจหยุดรถที่กำลังแล่นเต็มฝีเท้าได้ พระองค์ทรงยกย่องว่าผู้นั้นแลคือ นายสารถีตัวจริง ส่วนคนที่เพียงบังคับม้าไปตามทางได้นั้น เป็นเพียง ผู้ถือเชือก เท่านั้น เพราะการบังคับใจตนในยามโทสะพลุ่งพล่านนั้นยากยิ่งกว่าบังคับรถม้า

ข้อคิดคือ ความเข้มแข็งที่แท้มิได้วัดกันที่การเอาชนะผู้อื่น แต่วัดที่การ หยุดใจของตนเอง ได้ในวินาทีที่ความโกรธกำลังพุ่งแรงที่สุด

คาถาที่ ๒๒๓

อกฺโกเธน ชิเน โกธํ อสาธุํ สาธุนา ชิเน ชิเน กทริยํ ทาเนน สจฺเจนาลิกวาทินํ ฯ

บุคคลพึงชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะคนพูดเหลาะแหละด้วยคำสัตย์

คาถานี้ทรงปรารภ นางอุตตราอุบาสิกา ทรงประทานหลักเอาชนะสิ่งร้ายด้วยสิ่งดีไว้ ๔ คู่

พระองค์ทรงสอนวิธี เอาชนะที่ไม่ก่อเวร คือ พึงชนะ คนโกรธด้วยความไม่โกรธ ระงับไฟด้วยน้ำ ไม่ใช่ด้วยไฟ พึงชนะ คนไม่ดีด้วยความดี พึงชนะ คนตระหนี่ด้วยการให้ และพึงชนะ คนพูดเหลาะแหละด้วยคำสัตย์ ทุกคู่คือการตอบสิ่งลบด้วยคุณธรรมที่ตรงข้าม อันเป็นชัยชนะที่ไม่ทิ้งบาดแผลและไม่ผูกเวรต่อกัน

ข้อคิดคือ เมื่อถูกยั่วด้วยความร้าย หากเราตอบด้วยความร้ายเช่นกัน เวรย่อมไม่จบ แต่ถ้าตอบด้วยคุณธรรม เราชนะทั้งใจเขาและใจเราเอง

คาถาที่ ๒๒๔

สจฺจํ ภเณ น กุชฺเฌยฺย ทชฺชา อปฺปสฺมิ ยาจิโต เอเตหิ ตีหิ ฐาเนหิ คจฺเฉ เทวาน สนฺติเก ฯ

บุคคลควรพูดคำจริง ไม่ควรโกรธ แม้เขาขอเพียงเล็กน้อยก็ควรให้ ด้วยเหตุ ๓ อย่างนี้ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) บุคคลพึงไปเทวโลกได้

คาถานี้ตรัสแก่ พระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้กราบทูลถามเหตุที่ทำให้ไปเกิดในเทวโลก

พระองค์ทรงประมวลเหตุแห่งสุคติไว้ ๓ ประการ คือ พูดคำจริง ไม่กล่าวเท็จ ไม่โกรธ รู้จักข่มระงับใจ และ ให้ทาน แม้ตนมีน้อยเมื่อมีผู้ขอก็ยังเจียดให้ได้ ซึ่งการให้ในที่นี้หมายถึงการถวายไทยธรรมแก่ผู้ทรงศีล เพียงทำได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในสามข้อนี้ก็เป็นทางไปสู่เทวโลกได้

ข้อคิดคือ บุญที่นำไปสุคติมิใช่เรื่องยากเกินเอื้อม ความสัตย์ ความไม่โกรธ และน้ำใจเผื่อแผ่ ล้วนเป็นสิ่งที่คนธรรมดาลงมือทำได้ในชีวิตประจำวัน

คาถาที่ ๒๒๕

อหึสกา เย มุนโย นิจฺจํ กาเยน สํวุตา เต ยนฺติ อจฺจุตํ ฐานํ ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจเร ฯ

มุนี ผู้ไม่เบียดเบียน สำรวมกายอยู่เป็นนิตย์ ย่อมไปสู่ที่ที่ไม่จุติที่ไปแล้วไม่เศร้าโศก

คาถานี้ตรัสแก่ ภิกษุทั้งหลาย ปรารภปัญหาที่ภิกษุทูลถาม ทรงยกคุณของมุนีผู้สงบเย็นขึ้นแสดง

มุนี ในที่นี้หมายถึงพระอริยะผู้บรรลุมรรคผล ท่านเป็นผู้ ไม่เบียดเบียน ใคร และ สำรวมกายอยู่เป็นนิตย์ คือสำรวมทั้งกาย วาจา ใจ ผู้เช่นนี้ย่อมไปสู่ ที่ที่ไม่จุติ คือพระนิพพาน อันเป็นแดนที่ไปถึงแล้วไม่มีความเศร้าโศกอีกต่อไป เพราะสิ้นแล้วซึ่งการเกิดตายและกิเลสที่ก่อทุกข์

ข้อคิดคือ ความไม่เบียดเบียนและการสำรวมตนคือคุณธรรมที่นำใจไปสู่ความเย็นสงบ ยิ่งเราไม่ทำร้ายผู้อื่นและระวังกายวาจาใจมากเท่าใด ใจเราก็ยิ่งใกล้ความสงบเท่านั้น

คาถาที่ ๒๒๖

สทา ชาครมานานํ อโหรตฺตานุสิกฺขินํ นิพฺพานํ อธิมุตฺตานํ อตฺถํ คจฺฉนฺติ อาสวา ฯ

สำหรับบุคคลผู้ตื่นอยู่ตลอดเวลา หมั่นศึกษาไตรสิกขาทั้งกลางวันและกลางคืน น้อมจิตเข้าหานิพพาน อาสวะทั้งหลาย ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้

คาถานี้ตรัสปรารภ นางปุณณทาสี สาวใช้ของเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ ทรงชี้ทางสิ้นอาสวะแก่ผู้ไม่ประมาท

สำหรับผู้ที่ ตื่นอยู่ตลอดเวลา คือมีสติรู้ตัวไม่หลับใหลในความประมาท หมั่นศึกษาไตรสิกขา ทั้งกลางวันและกลางคืน ฝึกฝนศีล สมาธิ ปัญญา และ น้อมจิตเข้าหานิพพาน อยู่เสมอ อาสวะ อันได้แก่ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา ย่อมตั้งอยู่ในใจไม่ได้ ต้องเสื่อมสิ้นไป

ข้อคิดคือ ความเพียรที่ต่อเนื่องไม่ขาดสาย ประกอบกับสติที่ตื่นรู้ คือกำลังสำคัญที่ค่อย ๆ ชำระใจให้สะอาดจนกิเลสไม่มีที่อยู่

คาถาที่ ๒๒๗

โปราณเมตํ อตุล เนตํ อชฺชตนามิว นินฺทนฺติ ตุณฺหิมาสีนํ นินฺทนฺติ พหุภาณินํ มิตภาณิมฺปิ นินฺทนฺติ นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต ฯ

อตุละเอ๋ย การนินทาและสรรเสริญนี้มีมานานแล้ว มิใช่เพิ่งมีในวันนี้เท่านั้น คนนั่งอยู่เฉยๆ เขาก็นินทา

คาถานี้ตรัสแก่ อตุลอุบาสก พร้อมบริวาร ๕๐๐ คน ผู้ไม่พอใจเพราะไปฟังธรรมแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ดังใจ

พระองค์ทรงปลอบว่า อตุละเอ๋ย การนินทาและสรรเสริญนี้ มีมาแต่โบราณ มิใช่เพิ่งเกิดในวันนี้ ธรรมดาของโลกเป็นเช่นนี้เอง คนนั่งเฉย ๆ เขาก็นินทา คนพูดมากก็ถูกนินทา แม้คนพูดพอประมาณก็ยังถูกนินทา จึงไม่มีใครในโลกที่ไม่ถูกนินทาเลย

ข้อคิดคือ อย่าเอาความสุขทุกข์ของใจไปฝากไว้กับคำคนอื่น เพราะไม่ว่าเราจะทำอย่างไร ก็ย่อมมีทั้งคนติและคนชม การเข้าใจธรรมดาข้อนี้ทำให้ใจไม่หวั่นไหวง่ายนัก

คาถาที่ ๒๒๘

น จาหุ น จ ภวิสฺสติ น เจตรหิ วิชฺชติ เอกนฺตํ นินฺทิโต โปโส เอกนฺตํ วา ปสํสิโต

ทั้งในอดีต ในอนาคต และในปัจจุบัน ก็ไม่มีใครเลยที่จะถูกนินทาอย่างเดียว หรือได้รับการสรรเสริญอย่างเดียว

คาถานี้ตรัสแก่ อตุลอุบาสก พร้อมบริวาร ๕๐๐ คน ต่อเนื่องจากคาถาก่อนที่ทรงชี้ธรรมดาของโลก

พระองค์ทรงย้ำว่า ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่เคยมีและจะไม่มีใครเลย ที่ถูกนินทาอย่างเดียวล้วน ๆ หรือได้รับการสรรเสริญอย่างเดียวล้วน ๆ คำติและคำชมย่อมมาคู่กันเป็นธรรมดาแก่ทุกคน ไม่เว้นแม้ผู้ประเสริฐ

ข้อคิดคือ เมื่อรู้ว่าไม่มีใครหนีพ้นทั้งคำติและคำชมได้ เราก็ไม่ควรตีอกชกใจเมื่อถูกติ หรือลอยเลื่อนเมื่อถูกชม แต่พึงตั้งใจทำสิ่งที่ถูกต้องไว้เป็นหลักดีกว่า

คาถาที่ ๒๒๙

ยญฺเจ วิญฺญู ปสํสนฺติ อนุวิจฺจ สุเว สุเว อจฺฉิทฺทวุตฺตึ เมธาวึ ปญฺญาสีลสมาหิตํ

แต่วิญญูชนพิจารณาทุกวันๆ ย่อมสรรเสริญบุคคลผู้ดำเนินชีวิตหาข้อตำหนิมิได้ ผู้เป็นนักปราชญ์ ผู้มีปัญญาและศีลมั่นคง

คาถานี้ตรัสแก่ อตุลอุบาสก พร้อมบริวาร ๕๐๐ คน ทรงชี้ว่าคำชมที่ควรใส่ใจคือคำชมจากใคร

พระองค์ทรงสอนว่า คำติชมของคนพาลไม่ควรถือเป็นเกณฑ์ แต่ วิญญูชน คือผู้รู้ผู้มีปัญญา เมื่อ พิจารณาใคร่ครวญทุกวัน ๆ แล้ว ย่อมสรรเสริญบุคคลผู้ ดำเนินชีวิตหาข้อตำหนิมิได้ ผู้เป็น นักปราชญ์ มีปัญญาและศีลมั่นคง คำยกย่องจากบัณฑิตเช่นนี้ต่างหากที่มีค่าควรแก่การรับฟัง

ข้อคิดคือ อย่าให้คำของคนไม่รู้จริงมามีอำนาจเหนือใจเรา แต่จงตั้งใจดำรงชีวิตให้สะอาดจนแม้ผู้มีปัญญาพิจารณาแล้วก็หาที่ติมิได้

คาถาที่ ๒๓๐

เนกฺขํ ชมฺโพนทสฺเสว โก ตํ นินฺทิตุมรหติ เทวาปิ นํ ปสํสนฺติ พฺรหฺมุนาปิ ปสํสิโต ฯ

ใครเล่าจะควรตำหนิผู้นั้น ผู้เปรียบเหมือนแท่งทองชมพูนุท ผู้เช่นนั้น แม้เทวดาและมนุษย์ก็ชื่นชม ถึงพรหมก็สรรเสริญ

คาถานี้ตรัสแก่ อตุลอุบาสก พร้อมบริวาร ๕๐๐ คน เป็นบทสรุปยกย่องผู้มีคุณธรรมบริสุทธิ์

พระองค์ทรงเปรียบผู้ทรงศีลทรงปัญญาไร้ที่ติว่าเหมือน แท่งทองชมพูนุท อันบริสุทธิ์ผุดผ่อง จะมีใครเล่าควรตำหนิผู้เช่นนั้นได้ เพราะแม้ เทวดาและมนุษย์ก็ชื่นชม ถึงพรหมก็ยังสรรเสริญ คุณความดีอันแท้จริงย่อมส่องประกายเป็นที่ยอมรับทั่วทั้งเทวโลกและมนุษยโลก

ข้อคิดคือ แทนที่จะกังวลกับคำนินทาของคนบางกลุ่ม จงหมั่นสร้างคุณความดีในตนให้บริสุทธิ์ดั่งทองเนื้อแท้ ความดีนั้นเองจะเป็นเกราะและเป็นเกียรติที่ไม่มีคำใครมาลบเลือนได้

คาถาที่ ๒๓๑

กายปฺปโกปํ รกฺเขยฺย กาเยน สํวุโต สิยา กายทุจฺจริตํ หิตฺวา กาเยน สุจริตํ จเร

บุคคลพึงรักษาความกำเริบทางกาย พึงสำรวมกาย ละกายทุจริตแล้ว พึงประพฤติกายสุจริต

คาถานี้ตรัสแก่ พระฉัพพัคคีย์ กลุ่มภิกษุที่ประพฤติกำเริบทางกาย ทรงสอนให้สำรวมกายเป็นข้อแรก

พระองค์ทรงชี้ว่า พึง รักษาความกำเริบทางกาย คือระวังมิให้กายก่อความหุนหันวุ่นวาย พึง สำรวมกาย ละกายทุจริต ได้แก่ การฆ่า การลัก การประพฤติผิดในกาม แล้ว ประพฤติกายสุจริต แทน กายที่สงบเรียบร้อยย่อมเป็นรากฐานของความประพฤติที่งดงาม

ข้อคิดคือ ความโกรธมักระเบิดออกมาทางกายก่อน การฝึกยับยั้งมือและการกระทำในยามโทสะพลุ่ง จึงเป็นด่านแรกที่ป้องกันเราจากการก่อกรรมที่ต้องเสียใจภายหลัง

คาถาที่ ๒๓๒

วจีปโกปํ รกฺเขยฺย วาจาย สํวุโต สิยา วจีทุจฺจริตํ หิตฺวา วาจาย สุจริตํ จเร

บุคคลพึงรักษาความกำเริบทางวาจา พึงสำรวมวาจา ละวจีทุจริตแล้ว พึงประพฤติวจีสุจริต

คาถานี้ตรัสแก่ พระฉัพพัคคีย์ ต่อเนื่องจากการสำรวมกาย ทรงสอนให้สำรวมวาจาเป็นข้อที่สอง

พระองค์ทรงสอนให้ รักษาความกำเริบทางวาจา คือระวังคำพูดมิให้พลั้งออกไปตามอารมณ์ พึง สำรวมวาจา ละวจีทุจริต ได้แก่ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ แล้ว ประพฤติวจีสุจริต พูดแต่คำจริง คำสมาน คำอ่อนโยน คำมีประโยชน์

ข้อคิดคือ คำพูดในยามโกรธมักคมกริบและทิ้งรอยแผลไว้นาน การหยุดปากไว้สักครู่ก่อนเอ่ยจึงเป็นการรักษาทั้งใจผู้ฟังและกรรมของตนเอง วาจาที่สำรวมดีย่อมนำมาซึ่งไมตรีและความน่าเชื่อถือ

คาถาที่ ๒๓๓

มโนปโกปํ รกฺเขยฺย มนสา สํวุโต สิยา มโนทุจฺจริตํ หิตฺวา มนสา สุจริตํ จเร

บุคคลพึงรักษาความกำเริบทางใจ พึงสำรวมใจ ละมโนทุจริตแล้ว พึงประพฤติมโนสุจริต

คาถานี้ตรัสแก่ พระฉัพพัคคีย์ เป็นข้อที่สามต่อจากกายและวาจา ทรงสอนให้สำรวมใจอันเป็นต้นทาง

พระองค์ทรงสอนให้ รักษาความกำเริบทางใจ คือคอยระวังใจมิให้ฟุ้งไปตามความโกรธ ความโลภ ความหลง พึง สำรวมใจ ละมโนทุจริต ได้แก่ ความเพ่งเล็งอยากได้ ความพยาบาท และความเห็นผิด แล้ว ประพฤติมโนสุจริต คิดในทางไม่โลภ ไม่พยาบาท และเห็นชอบ เพราะใจเป็นนายที่สั่งการกายและวาจา

ข้อคิดคือ หากรักษาใจต้นทางไว้ได้ กายและวาจาย่อมสงบตาม การเฝ้าดูใจตนในยามอารมณ์เกิด จึงเป็นการดับไฟที่ต้นเพลิงก่อนที่มันจะลุกลามออกมาภายนอก

คาถาที่ ๒๓๔

กาเยน สํวุตา ธีรา อโถ วาจาย สํวุตา มนสา สํวุตา ธีรา เต เว สุปริสํวุตา ฯ

นักปราชญ์ผู้สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจ ชื่อว่าเป็นผู้สำรวมดีแท้

คาถานี้ตรัสแก่ พระฉัพพัคคีย์ เป็นบทสรุปรวบยอดของการสำรวมทั้งสามทาง

พระองค์ทรงยกย่อง นักปราชญ์ ผู้เป็นบัณฑิตว่า เมื่อ สำรวมกาย สำรวมวาจา และสำรวมใจ ได้ครบทั้งสามทวารแล้ว ผู้นั้นแลชื่อว่าเป็น ผู้สำรวมดีแท้ เพราะไม่มีช่องทางใดเหลือให้กิเลสและทุจริตแทรกออกมาได้อีก

ข้อคิดคือ การฝึกตนที่สมบูรณ์มิได้อยู่ที่การระวังเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องประสานทั้งกาย วาจา ใจ ให้สงบสำรวมไปพร้อมกัน เมื่อสามประตูนี้ปิดกั้นความชั่วได้ทั้งหมด ชีวิตย่อมมั่นคงและเย็นสงบอย่างแท้จริง