ปิยวรรค — หมวดว่าด้วยสิ่งเป็นที่รัก
ธรรมบท วรรคที่ ๑๖ · ๑๒ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ
คาถาที่ ๒๐๙
อโยเค ยุญฺชมตฺตานํ โยคสฺมิญฺจ อโยชยํ อตฺถํ หิตฺวา ปิยคฺคาหี ปิเหตตฺตานุโยคินํ ฯ
บุคคลทำตัวให้หมกมุ่นในกิจที่ไม่ควรหมกมุ่น และไม่หมกมุ่นในกิจที่ควรหมกมุ่น ละเลยสิ่งที่เป็นประโยชน์ ติดอยู่ในปิยารมณ์ ทะเยอทะยานตามบุคคลผู้ปฏิบัติตนดี
คาถานี้ตรัสปรารภบรรพชิต ๓ รูป ผู้ทำตัวคลาดเคลื่อนจากทางที่ควรดำเนิน
พระองค์ทรงชี้ว่าคนบางคน หมกมุ่นในสิ่งที่ไม่ควรหมกมุ่น คือเที่ยวคลุกคลีอยู่ในอโคจร อารมณ์อันไม่สมควรแก่สมณะ แต่กลับ ไม่ใส่ใจกิจที่ควรทำจริง ๆ ทิ้ง สิ่งที่เป็นประโยชน์ อันได้แก่ ไตรสิกขา คือการฝึกฝนตนในศีล สมาธิ และปัญญา แล้วปล่อยใจติดอยู่กับ ปิยารมณ์ คืออารมณ์อันน่ารักน่าใคร่ในกามคุณ ๕ ครั้นเห็นผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติดี ก็ได้แต่ทะเยอทะยานอยากได้อยากเป็นตาม โดยที่ตนเองไม่ลงมือทำ
ข้อคิดคือ ความก้าวหน้าไม่ได้มาจากการชื่นชมคนอื่นแล้วนิ่งเฉย แต่มาจากการจัดลำดับความสำคัญให้ถูก ทุ่มเทลงในกิจที่ควรทำ ไม่ปล่อยเวลาไปกับเรื่องไร้แก่นสาร
คาถาที่ ๒๑๐
มา ปิเยหิ สมาคญฺฉิ อปฺปิเยหิ กุทาจนํ ปิยานํ อทสฺสนํ ทุกฺขํ อปฺปิยานญฺจ ทสฺสนํ
ไม่ว่าเวลาใด บุคคลไม่ควรติดพันกับสิ่งเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก เพราะการไม่เห็นสิ่งเป็นที่รักเป็นทุกข์ การพบเห็นสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์
คาถานี้ตรัสแก่ บรรพชิต ๓ รูป เช่นเดียวกับคาถาก่อน
พระองค์ทรงสอนว่า ไม่ควรผูกใจติดพันทั้งกับสิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รัก เพราะทั้งสองอย่างล้วนนำทุกข์มาให้ การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ย่อมเป็นทุกข์ เพราะต้องคอยห่วงหา ครั้น ต้องพบเจอสิ่งที่ไม่ชอบ ก็เป็นทุกข์อีก เพราะต้องทนอยู่กับสิ่งที่ขัดใจ ความยึดในสองขั้วนี้จึงเป็นบ่อเกิดของความเดือดร้อนไม่รู้จบ
ข้อคิดคือ ใจที่ วางเฉยได้อย่างสมดุล ไม่ยินดีจนหลงและไม่ยินร้ายจนชัง ย่อมมีที่ตั้งของความสงบ ไม่ถูกอารมณ์ทั้งรักและชังฉุดลากไปมา
คาถาที่ ๒๑๑
ตสฺมา ปิยํ น กยิราถ ปิยาปาโย หิ ปาปโก คนฺถา เตสํ น วิชฺชนฺติ เยสํ นตฺถิ ปิยาปฺปิยํ ฯ
เพราะฉะนั้น บุคคลไม่ควรทำสิ่งไรๆ ให้เป็นที่รัก เพราะการพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์ระทม ผู้ที่ไม่มีสิ่งเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก ย่อมไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด
ตรัสแก่ บรรพชิต ๓ รูป ต่อเนื่องจากสองคาถาก่อน เป็นบทสรุปของหลักเดียวกัน
เมื่อการพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ระทม พระองค์จึงทรงชี้ทางว่า ไม่ควรทำสิ่งใดให้กลายเป็นที่รักจนเกินพอดี เพราะยิ่งรักมาก ก็ยิ่งทุกข์มากเมื่อต้องจากกัน ผู้ใดฝึกใจจนถึงขั้น ไม่มีทั้งสิ่งที่รักและสิ่งที่ชัง ผู้นั้นย่อม ไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด คือไม่มีเงื่อนปมผูกใจให้ต้องเวียนวนอยู่ในทุกข์
ข้อคิดคือ นี่มิใช่การสอนให้ใจแข็งกระด้างไร้เมตตา แต่เป็นการสอนให้ รักอย่างมีปัญญา ไม่ยึดจนตัวเองตกเป็นทาสของความรัก
คาถาที่ ๒๑๒
ปิยโต ชายตี โสโก ปิยโต ชายตี ภยํ ปิยโต วิปฺปมุตฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ ฯ
ความโศกเกิดจากสิ่งเป็นที่รัก ภัยก็เกิดจากสิ่งเป็นที่รัก ผู้พ้นจากสิ่งเป็นที่รักได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย
คาถานี้ตรัสแก่ กุฎุมพี (คหบดีผู้มีทรัพย์) คนหนึ่ง
พระองค์ทรงชี้หลักธรรมสำคัญว่า ความโศกและภัยล้วนเกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก ตราบใดที่ใจยังผูกพันหวงแหนสิ่งใด ตราบนั้นก็ต้องคอยหวั่นวิตกว่าจะสูญเสีย และเศร้าโศกเมื่อมันจากไป แต่ผู้ใด พ้นจากความยึดในสิ่งที่รักได้อย่างเด็ดขาด ผู้นั้นย่อมไม่มีความโศก แล้วภัยจะมาแต่ที่ใดเล่า
ข้อคิดคือ ต้นตอของความทุกข์มิได้อยู่ที่สิ่งภายนอก แต่อยู่ที่ ความยึดถือในใจเรา เมื่อคลายความยึดลงได้ ความหวั่นไหวก็เบาบางลงตาม
คาถาที่ ๒๑๓
เปมโต ชายตี โสโก เปมโต ชายตี ภยํ เปมโต วิปฺปมุตฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ ฯ
ความโศกเกิดจากความรัก ภัยก็เกิดจากความรัก ผู้พ้นจากความรักได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย
คาถานี้ตรัสแก่ นางวิสาขามิคารมาตา ผู้กำลังเศร้าโศกเพราะการสูญเสียหลานสาว
พระองค์ทรงปลอบและชี้ให้เห็นความจริงว่า ความรักเป็นบ่อเกิดของทั้งความโศกและภัย ยิ่งรักผูกพันเพียงใด เมื่อต้องพลัดพราก ความเศร้าก็ยิ่งหนักเพียงนั้น ผู้ใด พ้นจากความรักที่ยึดติดได้เด็ดขาด ผู้นั้นย่อมไม่มีความโศก และไม่มีภัยใดมากล้ำกราย
ข้อคิดคือ ในยามที่ใจจมอยู่กับความสูญเสีย การได้ระลึกว่า ความทุกข์เป็นเงาตามความรักเสมอ ช่วยให้เราค่อย ๆ คลายใจ เข้าใจธรรมดาของโลกที่ทุกสิ่งย่อมมีวันจากไป
คาถาที่ ๒๑๔
รติยา ชายตี โสโก รติยา ชายตี ภยํ รติยา วิปฺปมุตฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ ฯ
ความโศกเกิดจากความยินดี ภัยก็เกิดจากความยินดี ผู้พ้นจากความยินดีได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย
คาถานี้ตรัสปรารภ เจ้าลิจฉวี ทั้งหลาย
พระองค์ทรงชี้ว่า ความยินดีเป็นต้นเหตุของความโศกและภัย ความยินดีในที่นี้หมายถึงความเพลิดเพลินหลงใหลในกามคุณ ๕ ตราบใดที่ใจยังพัวพันอยู่กับความสนุกเพลินเหล่านั้น ตราบนั้นก็ยังต้องกังวลว่าจะเสื่อมสูญ และเศร้าเมื่อมันจากไป ผู้ใด พ้นจากความยินดีที่ยึดติดได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและไม่มีภัยจากที่ใด
ข้อคิดคือ ความสุขที่ตั้งอยู่บนความยึดติดนั้นเปราะบาง เพราะมี ความกลัวสูญเสียซ่อนอยู่เบื้องหลัง เสมอ
คาถาที่ ๒๑๕
กามโต ชายตี โสโก กามโต ชายตี ภยํ กามโต วิปฺปมุตฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ ฯ
ความโศกเกิดจากกาม ภัยก็เกิดจากกาม ผู้พ้นจากกามได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย
คาถานี้ตรัสแก่ อนิตถิคันธกุมาร
พระองค์ทรงชี้ว่า กามเป็นบ่อเกิดของความโศกและภัย คำว่ากามในที่นี้ครอบคลุมทั้ง วัตถุกาม คือสิ่งของอันน่าใคร่ที่ปรารถนา และ กิเลสกาม คือความอยากในใจที่คอยเร่งเร้า เมื่อใจตกอยู่ใต้อำนาจของกาม ก็ต้องดิ้นรนแสวงหา หวาดหวั่น และเป็นทุกข์เมื่อไม่สมหวังหรือสิ่งนั้นแปรผัน ผู้ใด พ้นจากกามได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและไม่มีภัยแต่ที่ใด
ข้อคิดคือ การฝึกใจให้ ไม่เป็นทาสของความอยาก คือการปลดโซ่ที่ผูกเราไว้กับทั้งความหวังและความหวาดกลัว
คาถาที่ ๒๑๖
ตณฺหาย ชายตี โสโก ตณฺหาย ชายตี ภยํ ตณฺหาย วิปฺปมุตฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ ฯ
ความโศกเกิดจากตัณหา ภัยก็เกิดจากตัณหา ผู้พ้นจากตัณหาได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย
คาถานี้ตรัสแก่ พราหมณ์ คนหนึ่ง
พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ตัณหาคือความทะยานอยาก เป็นต้นตอของความโศกและภัย ตัณหาเป็นแรงผลักดันให้ใจไม่รู้จักพอ ปรารถนาไม่สิ้นสุด จึงต้องดิ้นรนไขว่คว้าและทุกข์ใจเมื่อไม่ได้ดังหวัง หรือได้แล้วกลัวจะเสื่อมไป ผู้ใด ดับตัณหาได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและไม่มีภัยจากที่ใด
ข้อคิดคือ ตัณหาเป็นรากลึกของทุกข์ทั้งปวง ยิ่งเราหมั่น รู้เท่าทันความอยากในใจ และรู้จักพอ ความสงบเย็นก็ยิ่งเข้าใกล้
คาถาที่ ๒๑๗
สีลทสฺสนสมฺปนฺนํ ธมฺมฏฺฐํ สจฺจวาทินํ อตฺตโน กมฺมกุพฺพานํ ตญฺชโน กุรุเต ปิยํ ฯ
บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล และทัสสนะ ดำรงอยู่ในธรรม กล่าวคำสัตย์ ทำหน้าที่ของตน ย่อมเป็นที่รักของประชาชน
คาถานี้ตรัสปรารภ เด็กน้อย ๕๐๐ คน
พระองค์ทรงพรรณนาคุณของบุคคลอันเป็นที่รักของมหาชนไว้ว่า ผู้ สมบูรณ์ด้วยศีล คือมีความประพฤติบริสุทธิ์ ประกอบด้วย ทัสสนะ คือความเห็นชอบอันเที่ยงตรง ดำรงอยู่ในธรรม ไม่คลาดจากความถูกต้อง กล่าวคำสัตย์ ซื่อตรงไม่กลับกลอก และ ทำหน้าที่ของตนให้บริบูรณ์ บุคคลเช่นนี้ย่อมเป็นที่รักที่นับถือของคนทั้งหลายเอง
ข้อคิดคือ ความเป็นที่รักที่แท้จริงไม่ได้มาจากการเอาใจใครหรือประจบประแจง แต่งอกงามจากคุณธรรมภายใน คือความมีศีล ความจริงใจ และความรับผิดชอบในหน้าที่
คาถาที่ ๒๑๘
ฉนฺทชาโต อนกฺขาเต มนสา จ ผุโฐ สิยา กาเม จ อปฏิพทฺธจิตฺโต อุทฺธํโสโตติ วุจฺจติ ฯ
ภิกษุผู้เกิดฉันทะในธรรม ที่ใครๆ บอกไม่ได้ มีใจได้สัมผัสแล้ว และมีจิตไม่เกาะเกี่ยวในกามทั้งหลาย เราเรียกว่า ผู้มีกระแสในเบื้องบน
คาถานี้ตรัสแก่ ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ของพระเถระ รูปหนึ่ง โดยปรารภพระอนาคามีเถระ
พระองค์ทรงชี้ลักษณะของผู้มี กระแสในเบื้องบน คือผู้ที่ เกิดฉันทะในธรรมอันประเสริฐ อันได้แก่ นิพพาน ซึ่งเป็นสิ่งลึกซึ้งจนบอกกล่าวด้วยถ้อยคำให้เข้าถึงมิได้ ผู้นั้น มีใจได้สัมผัสมรรคผลเบื้องต่ำแล้ว และด้วยกำลังของอนาคามิมรรค จึง มีจิตไม่เกาะเกี่ยวในกามทั้งหลาย ท่านย่อมมุ่งสูงขึ้นไปสู่ความหลุดพ้นตามลำดับ
ข้อคิดคือ ผู้มีใจ น้อมไปหาธรรมที่สูงกว่าและคลายจากกาม ย่อมมีทิศทางชีวิตที่ทวนกระแสโลกขึ้นสู่ที่สูง ไม่ไหลลงต่ำตามความอยาก
คาถาที่ ๒๑๙
จิรปฺปวาสึ ปุริสํ ทูรโต โสตฺถิมาคตํ ญาตี มิตฺตา สุหชฺชา จ อภินนฺทนฺติ อาคตํ
ญาติ มิตร และผู้มีใจดีทั้งหลาย เห็นคนที่จากบ้านไปนาน กลับจากที่ไกลมาถึงโดยสวัสดิภาพ ย่อมยินดีว่ามาแล้ว
คาถานี้ตรัสแก่ พระมหาโมคคัลลานะ โดยปรารภ นายนันทิยะ ผู้ทำบุญไว้มาก
พระองค์ทรงยกอุปมาให้เห็นภาพว่า เมื่อ คนที่จากบ้านไปนาน กลับมาถึงโดยสวัสดิภาพ เหล่า ญาติ มิตร และผู้มีน้ำใจดี ต่างพากันดีใจ ออกมาต้อนรับด้วยความยินดี นี่เป็นความจริงตามธรรมดาของโลกที่ทุกคนเห็นได้
คาถานี้เป็นบทตั้งเพื่อนำไปสู่ข้ออุปมาในคาถาถัดไป ข้อคิดเบื้องต้นคือ ความผูกพันด้วยไมตรีจิตทำให้การกลับมาของคนที่รักเป็นเรื่องน่าชื่นใจเสมอ
คาถาที่ ๒๒๐
ตเถว กตปุญฺญมฺปิ อสฺมา โลกา ปรํ คตํ ปุญฺญานิ ปฏิคณฺหนฺติ ปิยํ ญาตีว อาคตํ ฯ
เช่นเดียวกันนั้น บุญทั้งหลาย ย่อมต้อนรับคนที่ทำบุญไว้ ซึ่งจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้า เหมือนญาติต้อนรับญาติผู้เป็นที่รักที่กลับมาบ้าน ฉะนั้น
คาถานี้ต่อเนื่องจากคาถาก่อน ตรัสแก่ พระมหาโมคคัลลานะ โดยปรารภ นายนันทิยะ
พระองค์ทรงชี้อุปมาว่า เหมือนญาติมิตรที่ออกมาต้อนรับคนไกลบ้านด้วยความยินดี ฉันใด บุญที่บุคคลได้สั่งสมไว้ก็ย่อมต้อนรับผู้ทำบุญ เมื่อเขาละจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้า ฉันนั้น บุญกุศลจะคอยรับรองนำสุขมาให้ ดุจญาติผู้เปี่ยมรักออกมาต้อนรับญาติที่กลับคืนสู่บ้าน
ข้อคิดคือ ทรัพย์สินเงินทองติดตัวไปในภพหน้าไม่ได้ มีเพียง บุญเท่านั้นที่เป็นเสบียงติดตามไปได้ จึงควรหมั่นสร้างความดีไว้แต่วันนี้ เพื่อเป็นมิตรแท้ที่รอต้อนรับเราในเบื้องหน้า