วัดจุฬามณี
ธรรมบท

สุขวรรค — หมวดว่าด้วยความสุข

ธรรมบท วรรคที่ ๑๕ · ๑๒ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

คาถาที่ ๑๙๗

สุสุขํ วต ชีวาม เวริเนสุ อเวริโน เวริเนสุ มนุสฺเสสุ วิหราม อเวริโน ฯ

ในหมู่มนุษย์ผู้มีเวร เราเป็นผู้ไม่มีเวร อยู่เป็นสุขจริงหนอ ในหมู่มนุษย์ผู้มีเวร เราอยู่อย่างไม่มีเวร

คาถานี้ตรัสปรารภ การทะเลาะวิวาทของหมู่พระญาติฝ่ายศากยะและโกลิยะ ที่ขัดแย้งกันเรื่องการแบ่งน้ำทำนา จนเกือบลุกลามเป็นสงคราม พระพุทธองค์เสด็จไประงับด้วยธรรม

พระองค์ตรัสว่า ในหมู่คนที่ยังจองเวรกันอยู่ เราอยู่โดยไม่จองเวรตอบ นั่นแหละคือความสุขอันแท้จริง เวรย่อมไม่ระงับด้วยการผูกเวร แต่ระงับด้วยการไม่ผูกเวรกลับ ผู้ที่วางใจให้พ้นจากความอาฆาตจึงเบาสบาย ไม่ต้องแบกความเกลียดชังไว้เผาใจตน

ข้อคิด: เมื่อผู้อื่นมุ่งร้าย เราไม่จำเป็นต้องตอบด้วยความร้าย การเลือก ไม่มีเวรในใจ คือของขวัญที่เราให้ตัวเองก่อนใคร

คาถาที่ ๑๙๘

สุสุขํ วต ชีวาม อาตุเรสุ อนาตุรา อาตุเรสุ มนุสฺเสสุ วิหราม อนาตุรา ฯ

ในหมู่มนุษย์ผู้เดือดร้อน เราเป็นผู้ไม่เดือดร้อน อยู่เป็นสุขจริงหนอ ในหมู่มนุษย์ผู้เดือดร้อน เราอยู่อย่างไม่เดือดร้อน

ตรัสในโอกาสเดียวกับคาถาก่อน คือคราวเสด็จไประงับ ความวิวาทของพระญาติสองฝ่าย ที่ต่างเดือดดาลใส่กัน

ผู้เดือดร้อน ในที่นี้มิใช่เดือดร้อนเรื่องภายนอก แต่หมายถึงผู้ที่ถูกกิเลสแผดเผาจนกระวนกระวาย พระองค์ตรัสว่า ท่ามกลางคนที่ร้อนรุ่มด้วยราคะโทสะ เราอยู่อย่างใจเย็นไม่เดือดร้อนไปกับเขา จึงเป็นสุขจริง ใจที่ไม่ติดเชื้อความร้อนของหมู่คนย่อมสงบเย็นในตัวเอง

ข้อคิด: เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนที่วุ่นวายขุ่นเคือง เราไม่ต้องถูกลากให้ร้อนตาม การรักษาใจให้เย็นไว้คือที่พึ่งอันประเสริฐ

คาถาที่ ๑๙๙

สุสุขํ วต ชีวาม อุสฺสุเกสุ อนุสฺสุกา อุสฺสุเกสุ มนุสฺเสสุ วิหราม อนุสฺสุกา ฯ

ในหมู่มนุษย์ผู้ขวนขวาย เราเป็นผู้ไม่ขวนขวาย อยู่เป็นสุขจริงหนอ ในหมู่มนุษย์ผู้ขวนขวาย เราอยู่อย่างไม่ขวนขวาย

ยังเป็นคาถาชุดเดียวกันที่ตรัสคราวระงับ ข้อพิพาทของหมู่พระญาติ ผู้ต่างขวนขวายแย่งชิงผลประโยชน์กัน

ผู้ขวนขวาย หมายถึงผู้ที่ดิ้นรนแสวงหากามคุณ ๕ คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ไม่รู้จักพอ พระองค์ตรัสว่า ท่ามกลางคนที่วิ่งไล่ตามความอยากไม่หยุด เราอยู่อย่างไม่ต้องขวนขวายเช่นนั้น จึงเป็นสุข เพราะใจที่รู้จักพอย่อมไม่ต้องเหนื่อยกับการไขว่คว้าไม่รู้จบ

ข้อคิด: ความสุขมิได้อยู่ที่ได้มามาก แต่อยู่ที่ ใจอิ่มพอ ผู้วางความดิ้นรนลงได้ย่อมพักได้จริง

คาถาที่ ๒๐๐

สุสุขํ วต ชีวาม เยสนฺโน นตฺถิ กิญฺจนํ ปีติภกฺขา ภวิสฺสาม เทวา อาภสฺสรา ยถา ฯ

เราไม่มีกิเลสเครื่องกังวล อยู่เป็นสุขจริงหนอ เรามีปีติเป็นภักษา ดุจทวยเทพชั้นอาภัสระ ฉะนั้น

คาถานี้ตรัสแก่ มารผู้มีบาป ที่มายั่วเย้าในคราวพระองค์เสด็จบิณฑบาตแล้วไม่ได้อาหาร มารเยาะว่าจะทรงหิว

พระองค์ตรัสตอบว่า เราไม่มีกิเลสเครื่องกังวล จึงอยู่เป็นสุข คำว่า กิญจนะ คือเครื่องกังวลอันได้แก่ราคะเป็นต้นที่คอยพัวพันใจ เมื่อไม่มีสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ต้องทุกข์เพราะขาดสิ่งภายนอก แม้ไม่ได้อาหาร ก็ทรงมี ปีติเป็นภักษา เหมือนเทวดาชั้นอาภัสระที่เลี้ยงชีพด้วยปีติ ไม่ต้องพึ่งของหยาบ

ข้อคิด: ผู้มีใจอิ่มด้วยธรรม ย่อมไม่หวั่นไหวแม้ยามขาดแคลนวัตถุ เพราะความสุขที่แท้เกิดจากภายใน

คาถาที่ ๒๐๑

ชยํ เวรํ ปสวติ ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต อุปสนฺโต สุขํ เสติ หิตฺวา ชยปราชยํ ฯ

ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้พ่ายแพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ ผู้ละทั้งความชนะและความพ่ายแพ้ได้แล้ว มีใจสงบ ย่อมนอนเป็นสุข

ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่อง ความพ่ายแพ้ของพระเจ้าโกศล ที่ทรงรบกับพระเจ้าอชาตศัตรูแล้วปราชัย เสด็จกลับด้วยความทุกข์ระทม

พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ผู้ชนะย่อมก่อเวร เพราะผู้แพ้ย่อมผูกใจเจ็บคิดแก้แค้น ส่วน ผู้แพ้ก็นอนเป็นทุกข์ ด้วยความอัปยศคับแค้น ทั้งสองฝ่ายจึงไม่มีใครสุขจริง แต่ ผู้ที่ละทั้งความชนะและความแพ้ วางใจให้สงบ ย่อมนอนเป็นสุข เพราะไม่ต้องแบกทั้งเวรและความเจ็บช้ำ

ข้อคิด: การเอาชนะกันมีแต่ต่อวงจรทุกข์ ผู้ที่ ก้าวพ้นเกมแพ้ชนะ เท่านั้นจึงพบความสงบที่แท้

คาถาที่ ๒๐๒

นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ นตฺถิ โทสสโม กลิ นตฺถิ ขนฺธาทิสา ทุกฺขา นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ ฯ

ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี โทษเสมอด้วยโทสะไม่มี ทุกข์เสมอด้วยเบญจขันธ์ไม่มี สุข(อื่น)ยิ่งกว่าความสงบ ไม่มี

ตรัสแก่ สามีของสาวน้อยในตระกูลหนึ่ง ที่กำลังหลงในความรักและความสุขทางโลกอย่างเต็มที่ พระองค์ทรงชี้ให้เห็นความจริงของสิ่งที่เขาหลงยึด

คาถานี้เปรียบเทียบให้เห็นโทษของกิเลสอย่างคมชัด: ไม่มีไฟใดร้อนแรงเท่าราคะ ที่แผดเผาใจให้เร่าร้อน ไม่มีโทษภัยใดร้ายเท่าโทสะ ที่ทำลายทั้งตนและผู้อื่น ไม่มีทุกข์ใดหนักเท่าการแบกเบญจขันธ์ คือรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณที่ต้องประคับประคองไม่หยุด และ ไม่มีสุขใดยิ่งกว่าความสงบ คือพระนิพพาน

ข้อคิด: สิ่งที่โลกเห็นว่าน่ายินดี แท้จริงเจือด้วยไฟและภาระ ผู้ฉลาดจึงมุ่งหา ความสงบ อันเป็นสุขที่ไม่มีสุขใดเทียบ

คาถาที่ ๒๐๓

ชิฆจฺฉา ปรมา โรคา สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา เอตํ ญตฺวา ยถาภูตํ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ฯ

ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์อย่างยิ่ง บัณฑิตรู้เรื่องนี้ตามความเป็นจริงแล้ว ย่อมทำนิพพานให้แจ้ง เพราะนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภ อุบาสกผู้หนึ่ง ที่พระองค์ทรงให้จัดอาหารเลี้ยงก่อนแสดงธรรม เพราะทรงเห็นว่าความหิวเป็นอุปสรรคต่อการฟังธรรม

พระองค์ตรัสว่า ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง เพราะเป็นโรคที่ต้องเยียวยาซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีวันหายขาด ต้องกินอยู่ทุกวันตลอดชีวิต และ สังขารทั้งหลาย คือขันธ์ ๕ ที่ต้องบำรุงรักษาไม่รู้จบ ก็เป็นทุกข์อย่างยิ่ง เมื่อบัณฑิตเห็นความจริงนี้ตามที่เป็น ย่อมมุ่งทำ นิพพานให้แจ้ง เพราะนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง พ้นจากภาระของการต้องเยียวยาไม่สิ้นสุด

ข้อคิด: ตราบที่ยังมีกาย ก็ยังต้องดูแลปรนนิบัติไม่จบ การเห็นทุกข์ของขันธ์ตามจริงคือจุดเริ่มของการมุ่งสู่ความพ้นทุกข์

คาถาที่ ๒๐๔

อาโรคฺยปรมา ลาภา สนฺตุฏฺฐีปรมํ ธนํ วิสฺสาสปรมา ญาติ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ฯ

ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

ตรัสแก่ พระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้เสวยพระกระยาหารมากจนอึดอัด พระองค์ทรงแนะให้รู้จักประมาณ แล้วตรัสคาถาแสดงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต

พระองค์ทรงชี้ว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง เพราะสุขภาพดีคือกำไรที่เงินซื้อไม่ได้ ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง เพราะผู้พอใจในสิ่งที่มีย่อมรวยด้วยใจ ไม่ต้องดิ้นรน ความคุ้นเคยไว้วางใจกันเป็นญาติอย่างยิ่ง เพราะมิตรที่ไว้ใจได้ประเสริฐกว่าญาติที่ห่างเหิน และ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เหนือสุขทั้งปวง

ข้อคิด: สิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตมักเป็นสิ่งใกล้ตัวที่เรามองข้าม คือสุขภาพ ความพอ และไมตรีอันจริงใจ

คาถาที่ ๒๐๕

ปวิเวกรสํ ปิตฺวา รสํ อุปสมสฺส จ นิทฺทโร โหติ นิปฺปาโป ธมฺมปีติรสํ ปิวํ ฯ

บุคคลดื่มปวิเวกรส ลิ้มรสแห่งความสงบ และได้ลิ้มรสแห่งปีติในธรรมแล้ว เป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย ไม่มีบาป

ตรัสแก่ พระติสสเถระ ผู้ปลีกวิเวกบำเพ็ญเพียรจนได้ลิ้มรสแห่งความสงบ พระองค์ทรงสรรเสริญคุณของการอยู่สงบ

คาถานี้พรรณนา รสสามอย่างที่ผู้ปฏิบัติได้ลิ้ม คือ ปวิเวกรส สุขที่เกิดจากความสงบสงัดอยู่ผู้เดียว รสแห่งความสงบ คือความระงับจากกิเลส และ รสแห่งปีติในธรรม ความอิ่มเอิบใจในธรรม เมื่อได้ดื่มรสเหล่านี้แล้ว ย่อมหมดความกระวนกระวาย ปราศจากบาป เป็นคุณสมบัติของพระอริยเจ้าผู้ดื่มรสที่เกิดจากโลกุตตรธรรม

ข้อคิด: รสของโลกอิ่มชั่วคราวแล้วก็หิวอีก แต่ รสแห่งธรรม เมื่อได้ลิ้มแล้วให้ความสงบเย็นยั่งยืน ควรแก่การแสวงหา

คาถาที่ ๒๐๖

สาหุ ทสฺสนมริยานํ สนฺนิวาโส สทา สุโข อทสฺสเนน พาลานํ นิจฺจเมว สุขี สิยา ฯ

การพบเห็นพระอริยะทั้งหลาย เป็นการดี การอยู่ร่วมกับพระอริยะ ก่อให้เกิดสุขทุกเมื่อ เพราะการไม่พบเห็นคนพาล บุคคลพึงอยู่เป็นสุขเนืองนิตย์

คาถานี้อยู่ในชุด เรื่องท้าวสักกะ ที่เสด็จมาเฝ้าอุปัฏฐากพระพุทธองค์คราวประชวร แสดงความเลื่อมใสในการได้พบพระอริยะ

พระองค์ตรัสว่า การได้พบเห็นพระอริยะเป็นการดี และ การได้อยู่ร่วมกับท่านนำสุขมาให้ทุกเมื่อ เพราะได้ซึมซับคุณธรรมและกำลังใจในทางที่ถูก ตรงข้ามกับ การไม่ต้องพบเห็นคนพาล ซึ่งทำให้อยู่เป็นสุขได้เนืองนิตย์ เพราะพ้นจากการชักนำไปในทางเสื่อม

ข้อคิด: สิ่งแวดล้อมทางใจสำคัญยิ่ง การเลือกอยู่ใกล้คนดีและห่างคนพาล คือการวางรากฐานความสุขให้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ

คาถาที่ ๒๐๗

พาลสงฺคตจารี หิ ทีฆมทฺธาน โสจติ ทุกฺโข พาเลหิ สํวาโส อมิตฺเตเนว สพฺพทา ฯ ธีโร จ สุขสํวาโส ญาตีนํว สมาคโม

เพราะผู้คบค้าสมาคมกับคนพาล ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน การอยู่ร่วมกับคนพาล เป็นทุกข์ตลอดเวลา เหมือนอยู่ร่วมกับศัตรู การอยู่ร่วมกับนักปราชญ์มีแต่ความสุข เหมือนอยู่ในหมู่ญาติ

ยังอยู่ในชุด เรื่องท้าวสักกะ ที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงเปรียบเทียบผลของการคบคนสองแบบให้เห็นชัด

พระองค์ตรัสว่า ผู้คบคนพาลย่อมเศร้าโศกยาวนาน และ การอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ตลอดเวลาเหมือนอยู่กับศัตรู เพราะคนพาลนำแต่ความเดือดร้อนและชักพาไปในทางผิด ส่วน การอยู่ร่วมกับนักปราชญ์มีแต่ความสุขเหมือนได้อยู่ในหมู่ญาติ ที่คอยเกื้อกูลด้วยความหวังดี

ข้อคิด: มิตรภาพหล่อหลอมชีวิต การคบคนพาลก็เหมือนแบกศัตรูไว้ข้างกาย ส่วนการคบบัณฑิตคือการอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นและปลอดภัย

คาถาที่ ๒๐๘

ตสฺมา หิ ธีรญฺจ ปญฺญญฺจ พหุสฺสุตญฺจ

เพราะฉะนั้นแล บุคคลควรคบผู้เป็นปราชญ์ มีปัญญา เป็นพหูสูต มีปกติเอาธุระ มีวัตร เป็นพระอริยะ เป็นสัตบุรุษ มีปัญญาดี เช่นนั้น เหมือนดวงจันทร์โคจรไปตามทางของดาวนักษัตร ฉะนั้น

เป็นคาถาสรุปในชุด เรื่องท้าวสักกะ ที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ต่อเนื่องจากการชี้โทษของคนพาลและคุณของบัณฑิต

พระองค์ทรงสรุปว่า จึงควรคบผู้เป็นปราชญ์ ผู้มีปัญญา เป็น พหูสูต คือได้ศึกษาเล่าเรียนมาก มีปกติเอาธุระ ขยันในกิจอันควร มีวัตร คือมีความประพฤติดีงาม เป็นพระอริยะและสัตบุรุษ การได้คบคนเช่นนี้เปรียบดัง ดวงจันทร์ที่โคจรไปตามทางของหมู่ดาว งดงามและได้รับการเชิดชูตามไปด้วย

ข้อคิด: การเลือกคบคนดีมิใช่แค่ได้เพื่อน แต่เป็นการ ยกระดับตัวเราให้เจริญตาม ผู้อยู่ใกล้แสงย่อมพลอยสว่างไปด้วย