วัดจุฬามณี
ธรรมบท

พุทธวรรค — หมวดว่าด้วยเรื่องพระพุทธเจ้า

ธรรมบท วรรคที่ ๑๔ · ๑๘ คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

คาถาที่ ๑๗๙

ยสฺส ชิตํ นาวชียติ ชิตมสฺส โน ยาติ โกจิ โลเก ตํ พุทฺธํ อนนฺตโคจรํ อปทํ เกน ปเทน เนสฺสถ ฯ

กิเลสที่พระพุทธเจ้าพระองค์ใดทรงชนะแล้ว พระองค์จะไม่ทรงกลับแพ้อีก กิเลสสักน้อยหนึ่งในโลกไม่ติดตามพระองค์ผู้ชนะได้แล้ว พวกท่านจักนำพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระญาณหาที่สุดมิได้ ผู้ไม่มีร่องรอย ไปด้วยร่องรอยอะไรเล่า

คาถานี้ตรัสปรารภ ธิดามาร ที่มายั่วยวนพระผู้มีพระภาคเจ้าให้คลายจากทางแห่งความหลุดพ้น แต่หาสำเร็จไม่

พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ที่ ชนะกิเลสได้เด็ดขาด เมื่อชนะแล้วก็ไม่ทรงกลับแพ้อีก กิเลสแม้เพียงเล็กน้อยในโลกก็ไม่อาจไล่ตามหรือเข้าเกาะพระองค์ได้ พระองค์ทรงมี พระญาณหาที่สุดมิได้ และ ไม่มีร่องรอย คือไม่มีราคะ โทสะ โมหะ เหลือเป็นเครื่องหมายให้ใครตามจับได้ ผู้ที่สิ้นกิเลสแล้วจึงเหมือนนกที่บินไปในอากาศ ไม่ทิ้งรอยไว้ให้ไล่ตาม

ข้อคิดคือ ความชนะที่แท้จริงมิใช่ชนะคนอื่น แต่คือ ชนะกิเลสในใจตน อย่างถาวร เมื่อใจไม่มีที่ให้กิเลสเกาะเกี่ยว ก็ไม่มีสิ่งใดฉุดรั้งให้ตกต่ำได้อีก

คาถาที่ ๑๘๐

ยสฺส ชาลินี วิสตฺติกา ตณฺหา นตฺถิ กุหิญฺจิ เนตเว ตํ พุทฺธํ อนนฺตโคจรํ อปทํ เกน ปเทน เนสฺสถ ฯ

ตัณหาดุจตาข่าย ชื่อว่า วิสัตติกา ไม่มีแก่พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เพื่อนำไปในภพไหนๆ พวกท่านจักนำพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระญาณหาที่สุดมิได้ ผู้ไม่มีร่องรอย ไปด้วยร่องรอยอะไรเล่า

ทรงตรัสแก่ ธิดามาร ผู้พยายามผูกมัดพระองค์ไว้ด้วยเสน่ห์แห่งกาม แต่ไม่พบช่องทางใด

คาถานี้เรียกตัณหาว่า วิสัตติกา คือตัณหาที่ ซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ดุจตาข่ายที่แผ่คลุมจับสัตว์ไว้ ตัณหานี้เองเป็นเชือกที่ลากพาสัตว์ให้เวียนไปเกิดในภพน้อยภพใหญ่ไม่รู้จบ แต่ในใจของพระพุทธเจ้าไม่มีตัณหาเช่นนี้หลงเหลือแม้น้อย จึงไม่มีสิ่งใดจะนำพระองค์ไปสู่ภพใด ๆ ได้อีก พระองค์ผู้ไม่มีร่องรอยแห่งกิเลส ย่อมไม่มีใครตามไปด้วยร่องรอยใดได้

สำหรับเราผู้ยังมีตัณหา ข้อคิดคือให้หมั่นสังเกตว่า ใจของเรามักถูกลากไปตามอารมณ์ที่พอใจอยู่เสมอ การเห็นตาข่ายนี้ชัด คือก้าวแรกของการค่อย ๆ สางออกจากมัน

คาถาที่ ๑๘๑

เย ฌานปสุตา ธีรา เนกฺขมฺมูปสเม รตา เทวาปิ เตสํ ปิหยนฺติ สมฺพุทฺธานํ สตีมตํ ฯ

ท่านผู้เป็นปราชญ์เหล่าใดใฝ่ใจในฌาน ยินดีในเนกขัมมะ แม้ทวยเทพก็ชื่นชมท่านผู้เป็นปราชญ์เหล่านั้น ผู้มีสติ ตรัสรู้เองโดยชอบ

ตรัส ณ ประตูเมืองสังกัสสะ เมื่อครั้งเสด็จลงจากเทวโลกหลังทรง ยมกปาฏิหาริย์ ท่ามกลางเทวดาและมนุษย์จำนวนมาก

พระองค์ทรงสรรเสริญ ท่านผู้เป็นปราชญ์ที่ใฝ่ใจในฌาน และ ยินดีในเนกขัมมะ ซึ่งในที่นี้หมายถึง นิพพานอันเป็นที่สงบระงับกิเลส ผู้ที่มีสติมั่นคง เพียรทำจิตให้สงบและมุ่งสู่ความออกจากกาม ย่อมเป็นที่ ชื่นชมแม้ของเหล่าเทวดา เพราะคุณธรรมภายในนั้นสูงส่งเกินกว่าทรัพย์และยศจะเทียบได้

ข้อคิดคือ ความสงบที่เกิดจากการฝึกจิตนั้นมีคุณค่ายิ่ง แม้ผู้อยู่สูงในสวรรค์ยังปรารถนา เราจึงไม่ควรมองข้ามการฝึกใจให้สงบและรู้จักพอ เพราะนั่นคือทรัพย์ที่ประเสริฐกว่าทรัพย์ภายนอก

คาถาที่ ๑๘๒

กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปโท ฯ

การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ก็นับว่ายาก การดำรงชีวิตอยู่ของเหล่าสัตว์ก็นับว่ายาก การที่จะได้ฟังสัทธรรมก็นับว่ายาก การที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเสด็จอุบัติขึ้นก็ยิ่งยาก

ทรงตรัสแก่ พญานาคชื่อเอรกปัตต์ ผู้เฝ้ารอฟังธรรมจากพระพุทธเจ้ามาช้านาน

คาถานี้ชี้ถึง ความยากยิ่ง ๔ ประการ อันหาได้ยากในสังสารวัฏ คือ การได้เกิดเป็นมนุษย์ก็ยาก การดำรงชีวิตอยู่ก็ยาก การได้ฟังพระสัทธรรมก็ยาก และยิ่งยากที่สุดคือ การที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จอุบัติขึ้น เพราะต้องบำเพ็ญบารมีด้วยความเพียรอันยิ่งใหญ่ยาวนานหลายพันโกฏิกัปจึงจะสำเร็จ ทั้งสี่อย่างนี้เมื่อประจวบกันครบจึงเป็นโอกาสอันหาได้แสนยาก

ข้อคิดคือ เมื่อเราได้เกิดเป็นมนุษย์ ได้มีชีวิต และได้พบพระธรรมพร้อมกันแล้ว นับว่าโชคดีอย่างยิ่ง จึงไม่ควรปล่อยเวลาให้ล่วงไปเปล่า แต่ควร รีบใช้โอกาสอันหายากนี้ทำความดีและศึกษาธรรม

คาถาที่ ๑๘๓

สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา

การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว นี้คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ตรัสแก่ พระอานนทเถระ ผู้ทูลถามถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คาถานี้จึงเป็นดั่งหัวใจของพระพุทธศาสนา

พระองค์ทรงประมวลคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไว้ ๓ ข้อ คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การ ทำกุศลให้ถึงพร้อม และ การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว ซึ่งข้อหลังหมายถึงการชำระจิตให้ผ่องใสปราศจาก นิวรณ์ ๕ อันได้แก่เครื่องกั้นจิตทั้งหลาย ทั้งสามข้อนี้คือเส้นทางตั้งแต่การรักษาศีล เจริญกุศล ไปจนถึงการฝึกจิตด้วยสมาธิและปัญญา

ข้อคิดคือ หลักธรรมทั้งหมดย่อลงในสามข้อนี้ที่จำง่ายแต่ทำได้ทั้งชีวิต เพียง ละชั่ว ทำดี และรักษาใจให้ใส ก็ชื่อว่าเดินตามรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแล้ว

คาถาที่ ๑๘๔

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต ฯ

ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า นิพพานเป็นบรมธรรม ผู้ทำร้ายผู้อื่น ไม่ชื่อว่า เป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่า เป็นสมณะ

ตรัสแก่ พระอานนทเถระ เนื่องในเรื่องเดียวกับคาถาก่อน ว่าด้วยคำสอนหลักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

คาถานี้ยกย่อง ขันติ คือความอดทนอดกลั้น ว่าเป็นตบะอย่างยิ่ง และตรัสว่า นิพพานเป็นบรมธรรม คือธรรมอันสูงสุด พร้อมทั้งวางเกณฑ์ของสมณะไว้ว่า ผู้ที่ยัง ทำร้ายหรือเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมไม่ควรแก่นามว่าบรรพชิตหรือสมณะเลย เพราะหัวใจของนักบวชคือความไม่เบียดเบียนและความสงบเย็น

ข้อคิดคือ ความอดทนเป็นเครื่องเผากิเลสที่ทรงพลังยิ่งกว่าการทรมานกายใด ๆ ผู้จะก้าวหน้าในทางธรรมจึงต้องเริ่มจากการ ไม่เบียดเบียนใคร และอดกลั้นต่อสิ่งกระทบได้ ความสงบเย็นจากภายในนี้เองที่นำไปสู่บรมธรรม

คาถาที่ ๑๘๕

อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

การไม่กล่าวร้ายผู้อื่น การไม่เบียดเบียนผู้อื่น ความสำรวมในปาติโมกข์ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร การอยู่ในเสนาสนะที่สงัด การประกอบความเพียรในอธิจิต นี้คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ตรัสแก่ พระอานนทเถระ ต่อเนื่องในหมวดคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

คาถานี้ขยายวิถีปฏิบัติของผู้ประพฤติธรรมออกเป็นข้อ ๆ ได้แก่ การไม่กล่าวร้ายและไม่เบียดเบียนผู้อื่น ความ สำรวมในปาติโมกข์ คือระเบียบวินัย ความ รู้จักประมาณในอาหาร ไม่บริโภคเกินพอดี การ อยู่ในเสนาสนะที่สงัด เพื่อความวิเวก และ การประกอบความเพียรในอธิจิต คือฝึกจิตให้ยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้คือแนวทางที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงสอน

ข้อคิดคือ ชีวิตที่งดงามตามธรรมมิได้อยู่ที่คำสอนอันสูงส่งเท่านั้น แต่อยู่ที่ การปฏิบัติในเรื่องเล็ก ๆ ของชีวิตประจำวัน เช่น การกินพอประมาณ การพูดที่ไม่ทำร้ายใคร และการหาความสงบให้ใจได้ฝึกฝน

คาถาที่ ๑๘๖

น กหาปณวสฺเสน ติตฺติ กาเมสุ วิชฺชติ อปฺปสฺสาทา ทุกฺขา กามา อิติ วิญฺญาย ปณฺฑิโต

ความอิ่มในกามทั้งหลาย มีไม่ได้ด้วยกหาปณะที่หลั่งมาดังห่าฝน กามทั้งหลายมีสุขน้อย มีทุกข์มาก

ตรัสแก่ ภิกษุผู้ไม่ยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์ ซึ่งใจยังหวนคิดถึงความสุขทางกาม

พระองค์ทรงชี้ว่า ความอิ่มในกามนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นได้ แม้ทรัพย์จะหลั่งลงมาดุจห่าฝนก็ตาม เพราะ กามทั้งหลายมีสุขน้อยแต่มีทุกข์มาก ยิ่งเสพก็ยิ่งกระหาย ดั่งดื่มน้ำเค็มที่ไม่มีวันดับกระหาย บัณฑิตผู้มีปัญญาย่อมรู้เท่าทันความจริงข้อนี้

ข้อคิดคือ ความสุขจากการได้เสพวัตถุนั้นชั่วคราวและไม่เคยเต็มอิ่ม การไล่ตามหาความพอจากภายนอกจึงเหนื่อยเปล่า เราควร หันมาหาความพอที่ใจ เพราะใจที่รู้จักพอ ย่อมอิ่มได้โดยไม่ต้องมีมากมาย

คาถาที่ ๑๘๗

อปิ ทิพฺเพสุ กาเมสุ รตึ โส นาธิคจฺฉติ ตณฺหกฺขยรโต โหติ สมฺมาสมฺพุทฺธสาวโก ฯ

บัณฑิตรู้อย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ยินดีในกามทั้งหลายแม้ที่เป็นทิพย์ สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ยินดีในความสิ้นตัณหา

ตรัสแก่ ภิกษุผู้ไม่ยินดีในพรหมจรรย์ ต่อจากคาถาก่อน เพื่อชี้ทางออกจากความติดในกาม

เมื่อบัณฑิตรู้ชัดว่ากามมีทุกข์มากดังกล่าวแล้ว ย่อม ไม่ยินดีในกามทั้งหลายแม้ที่เป็นทิพย์ คือแม้กามอันประณีตของเทวดาก็ไม่อาจดึงใจได้ กลับ ยินดีในความสิ้นตัณหา อันเป็นความสุขที่แท้ นี่คือลักษณะของ สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มุ่งตรงต่อความดับกิเลส เชิงอรรถอธิบายว่า อธิจิต ที่กล่าวถึงก่อนหน้านั้นหมายถึงสมาบัติและไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นเครื่องนำไปสู่ความสิ้นตัณหา

ข้อคิดคือ เป้าหมายของผู้ปฏิบัติธรรมมิใช่การได้กามที่ดีกว่าเดิม แต่คือ การพ้นจากความอยากทั้งปวง ความสุขที่ไม่ต้องอาศัยการเสพนั้นเองที่มั่นคงและไม่กลับกลาย

คาถาที่ ๑๘๘

พหุํ เว สรณํ ยนฺติ ปพฺพตานิ วนานิ จ อารามรุกฺขเจตฺยานิ มนุสฺสา ภยตชฺชิตา

มนุษย์จำนวนมาก ผู้ถูกภัยคุกคาม ต่างถึงภูเขา ป่าไม้ อาราม และรุกขเจดีย์เป็นสรณะ

ตรัสแก่ อัคคิทัตตปุโรหิตผู้ออกบวชเป็นฤๅษี พร้อมทั้งบริวารจำนวนมากที่ยึดถือสรณะอันผิด

พระองค์ทรงชี้ว่า มนุษย์จำนวนมาก เมื่อถูกภัยคุกคาม ต่างพากันไปหาที่พึ่ง เช่น ภูเขา ป่าไม้ สวน และต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยหวังว่าสิ่งเหล่านั้นจะช่วยให้พ้นทุกข์ได้ นี่เป็นธรรมชาติของคนที่ตกอยู่ในความกลัวและยังไม่รู้จักที่พึ่งอันแท้จริง

ข้อคิดคือ ยามทุกข์ยามกลัว ใจคนย่อมแสวงหาที่ยึดเหนี่ยว แต่สิ่งภายนอกเหล่านั้นไม่อาจดับทุกข์ได้จริง เราจึงควรพิจารณาว่า ที่พึ่งที่เราวิ่งเข้าหานั้น พาให้พ้นทุกข์ได้จริงหรือไม่ ก่อนจะฝากใจไว้กับมัน

คาถาที่ ๑๘๙

เนตํ โข สรณํ เขมํ เนตํ สรณมุตฺตมํ เนตํ สรณมาคมฺม สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ ฯ

นั่นมิใช่สรณะอันเกษม นั่นมิใช่สรณะอันสูงสุด เพราะผู้อาศัยสรณะเช่นนั้น ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวง

ตรัสแก่ อัคคิทัตตะและบริวาร ต่อเนื่องจากคาถาก่อน เพื่อชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของสรณะที่ผิด

พระองค์ทรงย้ำว่า ภูเขา ป่าไม้ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายนั้น มิใช่สรณะอันเกษม มิใช่สรณะอันสูงสุด เพราะผู้ที่อาศัยที่พึ่งเช่นนั้น ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ได้เลย ที่พึ่งเหล่านั้นให้ได้เพียงความอุ่นใจชั่วคราว แต่ไม่อาจถอนรากของความทุกข์ในใจได้

ข้อคิดคือ การมีที่ยึดเหนี่ยวมิใช่เรื่องผิด แต่ควรเลือก ที่พึ่งที่พาให้พ้นทุกข์ได้จริง มิใช่เพียงบรรเทาความกลัวไว้ชั่วคราวแล้วปล่อยให้ทุกข์วนกลับมาอีก

คาถาที่ ๑๙๐

โย จ พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ สรณํ คโต จตฺตาริ อริยสจฺจานิ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ

ส่วนผู้ที่ถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ ย่อมใช้ปัญญาชอบพิจารณาเห็นอริยสัจ ๔ ประการ คือ

ตรัสแก่ อัคคิทัตตะและบริวาร เพื่อชี้ สรณะอันแท้จริง แทนที่สรณะอันผิดที่พวกเขาเคยยึดถือ

พระองค์ทรงแสดงว่า ผู้ที่ถึง พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ ย่อมใช้ ปัญญาชอบพิจารณาเห็นอริยสัจ ๔ คือความจริงอันประเสริฐที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ พระรัตนตรัยจึงมิใช่เพียงสิ่งให้กราบไหว้ แต่เป็นประตูสู่การเห็นความจริงของชีวิตด้วยปัญญา

ข้อคิดคือ การนับถือพระรัตนตรัยที่แท้ ไม่ได้จบเพียงการบูชา แต่คือการ น้อมนำธรรมมาพิจารณาให้เกิดปัญญา เห็นเหตุแห่งทุกข์และทางดับทุกข์ในชีวิตของตน

คาถาที่ ๑๙๑

ทุกฺขํ ทุกฺขสมุปฺปาทํ ทุกฺขสฺส จ อติกฺกมํ อริยญฺจฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ทุกฺขูปสมคามินํ

ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความสงบระงับทุกข์

ตรัสแก่ อัคคิทัตตะและบริวาร ต่อเนื่อง โดยขยายความ อริยสัจ ๔ ที่ผู้ถึงพระรัตนตรัยพึงเห็น

พระองค์ทรงจำแนกความจริงอันประเสริฐไว้ คือ ทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก เหตุเกิดทุกข์ คือตัณหา ความดับทุกข์ คือนิพพาน และ อริยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความสงบระงับทุกข์ ทั้งสี่นี้คือแผนที่ที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ให้เดินออกจากกองทุกข์

ข้อคิดคือ เมื่อประสบทุกข์ แทนที่จะโทษสิ่งภายนอก ควรพิจารณาตามแนวนี้ว่า ทุกข์นี้เกิดจากเหตุอะไร ดับได้อย่างไร และมีทางปฏิบัติอย่างไร การมองทุกข์อย่างมีระบบเช่นนี้เองคือปัญญาที่พาให้พ้นทุกข์ได้จริง

คาถาที่ ๑๙๒

เอตํ โข สรณํ เขมํ เอตํ สรณมุตฺตมํ เอตํ สรณมาคมฺม สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ ฯ

นั่นเป็นสรณะอันเกษม นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด เพราะผู้อาศัยสรณะเช่นนั้น ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

ตรัสแก่ อัคคิทัตตะและบริวาร เป็นบทสรุปเชิดชูสรณะอันแท้จริง คือพระรัตนตรัย

ต่างจากภูเขาป่าไม้ที่ตรัสไว้ก่อน คาถานี้ทรงยืนยันว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี่แหละเป็นสรณะอันเกษมและสูงสุด เพราะผู้ที่อาศัยสรณะเช่นนี้ประกอบกับการเห็นอริยสัจด้วยปัญญา ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ที่พึ่งนี้จึงมิใช่ที่พึ่งชั่วคราว แต่พาให้ข้ามพ้นสังสารทุกข์อย่างแท้จริง

ข้อคิดคือ เมื่อจะเลือกที่พึ่งของชีวิต ควรเลือกสิ่งที่ นำไปสู่ความพ้นทุกข์อย่างถาวร การถึงพระรัตนตรัยพร้อมด้วยการปฏิบัติตามธรรม จึงเป็นที่พึ่งที่ประเสริฐกว่าที่พึ่งใด ๆ ในโลก

คาถาที่ ๑๙๓

ทุลฺลโภ ปุริสาชญฺโญ น โส สพฺพตฺถ ชายติ ยตฺถ โส ชายตี ธีโร ตํ กุลํ สุขเมธติ ฯ

บุรุษอาชาไนยหาได้ยาก เพราะว่าท่านไม่เกิดในที่ทั่วไป ท่านเป็นนักปราชญ์ ไปเกิดในตระกูลใด ตระกูลนั้นย่อมมีแต่ความสุข

ตรัสแก่ พระอานนทเถระ ผู้สนทนาถึงบุคคลผู้ประเสริฐที่หาได้ยากในโลก

คาถานี้กล่าวถึง บุรุษอาชาไนย คือ ท่านผู้เป็นนักปราชญ์ผู้ประเสริฐ ว่าเป็นบุคคลหาได้ยาก เพราะ ท่านมิได้เกิดในที่ทั่วไป และตระกูลใดที่ท่านไปเกิด ตระกูลนั้นย่อม มีแต่ความสุข เพราะได้อาศัยคุณความดีและปัญญาของท่านเป็นร่มเงา

ข้อคิดคือ คนดีมีปัญญาเปรียบดั่งม้าอาชาไนยที่หายาก การได้อยู่ใกล้หรือมีคนเช่นนั้นในครอบครัวย่อมเป็นมงคล เราจึงควร ตั้งใจฝึกฝนตนให้เป็นคนดีมีปัญญา เพื่อเป็นที่พึ่งและนำความสุขมาสู่คนรอบข้างเช่นกัน

คาถาที่ ๑๙๔

สุโข พุทฺธานํ อุปฺปาโท สุขา สทฺธมฺมเทสนา สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี สมคฺคานํ ตโป สุโข ฯ

การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นเหตุนำสุขมาให้ การแสดงสัทธรรม เป็นเหตุนำสุขมาให้ ความสามัคคีของหมู่ เป็นเหตุนำสุขมาให้ ความเพียรของคนที่สามัคคีกัน เป็นเหตุนำสุขมาให้

ตรัสแก่ ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ที่สนทนากันถึงสิ่งใดเป็นเหตุนำสุขมาให้

พระองค์ทรงประมวลเหตุแห่งสุขไว้ ๔ ประการ คือ การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมนำสุขมาให้ การแสดงพระสัทธรรม ย่อมนำสุขมาให้ ความสามัคคีของหมู่คณะ ย่อมนำสุขมาให้ และ ความเพียรของคนที่พร้อมเพรียงกัน ก็ย่อมนำสุขมาให้ ทั้งสี่นี้เป็นบ่อเกิดของความร่มเย็นทั้งแก่ตนและส่วนรวม

ข้อคิดคือ ความสุขมิได้เกิดจากทรัพย์ภายนอกอย่างเดียว แต่เกิดจาก การได้พบธรรม และการอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี หมู่คณะใดที่พร้อมเพรียงและร่วมแรงร่วมใจกัน หมู่นั้นย่อมมีแต่ความเจริญและสงบสุข

คาถาที่ ๑๙๕

ปูชารเห ปูชยโต พุทฺเธ ยทิ จ สาวเก ปปญฺจสมติกฺกนฺเต ติณฺณโสกปริทฺทเว

บุญของบุคคลผู้บูชาท่านผู้ควรบูชา คือพระพุทธเจ้า หรือพระสาวก ผู้ก้าวพ้นธรรมเครื่องเนิ่นช้า ผู้ข้ามความโศกและความร่ำไรได้แล้ว

ตรัสแก่ ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเรื่อง พระเจดีย์ทองของพระกัสสปทศพล ว่าด้วยผลบุญของการบูชาท่านผู้ควรบูชา

พระองค์ทรงชี้ว่า บุญของผู้ที่บูชาท่านผู้ควรบูชา คือ พระพุทธเจ้าหรือพระสาวก ผู้ได้ ก้าวพ้นธรรมเครื่องเนิ่นช้า อันได้แก่ ตัณหา ทิฏฐิ และมานะ และ ข้ามพ้นความโศกความร่ำไรได้แล้ว นั้น ย่อมเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ เพราะเนื้อนาบุญบริสุทธิ์ ผลจึงไพศาลตามไปด้วย

ข้อคิดคือ การบูชานั้นได้ผลมากน้อยขึ้นอยู่กับ ความบริสุทธิ์ของผู้รับบูชา การได้บูชาพระผู้บริสุทธิ์จากกิเลส จึงเป็นบุญที่ประเสริฐ เตือนใจให้เรารู้จักเลือกที่กราบไหว้และตั้งใจบูชาด้วยศรัทธาอันแท้จริง

คาถาที่ ๑๙๖

เต ตาทิเส ปูชยโต นิพฺพุเต อกุโตภเย น สกฺกา ปุญฺญํ สงฺขาตุํ อิเมตฺตมปิ เกนจิ ฯ

ผู้คงที่ ผู้ดับกิเลสได้แล้ว ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ใครๆ ไม่อาจนับได้ว่า บุญนี้มีประมาณเท่านี้

ตรัสแก่ ภิกษุทั้งหลาย ต่อเนื่องในเรื่องพระเจดีย์ทองของพระกัสสปทศพล เป็นบทขยายอานิสงส์ของการบูชา

พระองค์ทรงยืนยันว่า เมื่อได้บูชาท่านผู้ คงที่ ผู้ดับกิเลสได้แล้ว และไม่มีภัยแต่ที่ไหน คือพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้ว บุญนั้นใครก็ไม่อาจนับได้ว่ามีประมาณเท่านี้ เพราะกว้างใหญ่เกินกว่าจะวัดได้ ท่านผู้พ้นจากภัยทั้งปวงเป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ ผลบุญที่หว่านลงจึงประมาณมิได้

ข้อคิดคือ เมื่อได้พบและได้บูชาท่านผู้บริสุทธิ์แท้ พึงทำด้วยใจเลื่อมใสเต็มที่ เพราะ บุญที่เกิดจากศรัทธาต่อผู้ประเสริฐนั้นมากมายสุดคณานับ เป็นทุนอันดีที่ติดตัวไปในภพหน้า